- หน้าแรก
- จุดบรรจบแห่งแดนศักดิ์สิทธิ์
- บทที่ 2 - เหล่าผู้ทำลายดักแด้
บทที่ 2 - เหล่าผู้ทำลายดักแด้
บทที่ 2 - เหล่าผู้ทำลายดักแด้
บทที่ 2 - เหล่าผู้ทำลายดักแด้
ลู่ปู้เอ้อร์รู้สึกเหมือนฝันไปยาวนาน ในฝันเขาได้ยินเสียงประกาศแว่วๆ ไกลสุดขอบฟ้าแต่ก็เหมือนอยู่ใกล้แค่เอื้อม
"24 ธันวาคม 2047 โอโรรา เทคโนโลยีประกาศระบบต้นไม้แห่งชีวิตต่อทั่วโลก ระบบนิเวศของโลกเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โครงสร้างชีวิตมนุษย์ถูกสร้างใหม่ เริ่มต้นยุคแห่งวิวัฒนาการของปวงชน มนุษย์กลุ่มล่าสุดที่ตื่นขึ้นจากดักแด้กาลเวลาได้ครอบครองพลังมหาศาล ทางการตั้งชื่อให้ว่า... ผู้วิวัฒนาการ!"
"ประกาศทั่วโลก ในช่วงไม่กี่ปีมานี้สภาพแวดล้อมโลกเริ่มคงที่ เมืองเฟิงเฉิง ลอนดอน ซานฟรานซิสโก ฟลอเรนซ์ สตราสบูร์ก และเมืองอื่นๆ เกิดมิติพิเศษ ก่อตัวเป็นเขตหวงห้ามแห่งชีวิต พื้นที่ดังกล่าวอันตรายอย่างยิ่ง กองทัพผู้วิวัฒนาการได้เข้าปิดล้อมพื้นที่แล้ว ขอให้ประชาชนทั่วไปรีบอพยพ"
"สมาพันธ์สูงสุดก่อตั้งขึ้น ระเบียบใหม่ถูกสร้างขึ้น โอโรรา เทคโนโลยีสลายตัวอย่างเป็นทางการ เปลี่ยนชื่อเป็นลัทธิศักดิ์สิทธิ์อาคาชา..."
เมื่อเขาลืมตาขึ้น ตรงหน้าคือสีขาวบริสุทธิ์ที่เลือนราง สมองของเขาปวดหนึบเหมือนถูกของทื่อทุบ กล้ามเนื้อทั่วร่างแข็งเกร็งและปวดเมื่อย กระดูกราวกับจะหลุดเป็นชิ้นๆ
เหมือนเขานอนอยู่บนเตียงมานานมาก
นานจนผมขาวโพลน วันเวลาผันเปลี่ยน
เสียงประกาศที่ได้ยินแว่วๆ ในฝัน ก็จำไม่ได้แล้ว
เขาพบว่าตัวเองถูกพันธนาการด้วยไหมสีขาวบริสุทธิ์ เหมือนดักแด้ของหนอนไหม แต่โชคดีที่ไม่ได้เหนียวแน่นมากนัก กลิ้งตัวไม่กี่ทีก็ฉีกออกได้เอง
"เข้าเกมแล้วเหรอ?"
หลังจากมึนงงเหมือนคนละภพ เขานึกขึ้นได้ว่าตอนเล่นรอบทดสอบ เริ่มเกมก็เริ่มจากในดักแด้เหมือนกัน นี่คือการตั้งค่าที่พ่อกับแม่เขาทำไว้
ตอนนั้นพวกเขาบอกว่า "วิวัฒนาการของมนุษย์ เริ่มต้นจากดักแด้ ผ่านการหลับใหลและกำเนิดใหม่ในดักแด้ เพื่อปรับปรุงสมรรถภาพร่างกาย เหมือนตื่นมาแล้วพบว่าพลังวิญญาณฟื้นคืนชีพ โลกกลับเข้าสู่ยุคเทพนิยายอีกครั้ง"
ดักแด้ยังคงเป็นดักแด้ที่คุ้นเคย
แต่ดูเหมือนมีอะไรบางอย่างผิดปกติ
เขารู้สึกว่าหมวกกันน็อกเสมือนจริงยังสวมอยู่บนหัว
พอลองจับดู ก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ
"ชื่อลู่ปู้เอ้อร์ หมายเลข 75637 สัญญาณชีพละลายแล้ว สมรรถภาพร่างกายฟื้นฟู เมทริกซ์วิญญาณหยุดทำงาน วิวัฒนาการเบื้องต้นเสร็จสมบูรณ์ ระบบต้นไม้แห่งชีวิตคาบาล่าออฟไลน์ ยินดีต้อนรับสู่โลกใหม่ ปัจจุบันตำแหน่งของท่านไม่อยู่ในมิติปกติ เมืองที่ใกล้ท่านที่สุดคือเมืองหลินไห่ ภารกิจหลักของท่านคือการเอาชีวิตรอดและหาทางออกจากเขตหวงห้ามแห่งชีวิต"
"ขอให้โชคดี ผู้พิทักษ์ที่หลงเหลือจากโลกเก่า!"
เสียงแจ้งเตือนที่เย็นชาดังขึ้นภายในหมวกกันน็อก ไฟสีแดงที่กระพริบดับวูบลง แสดงว่าพลังงานที่เหลืออยู่หมดเกลี้ยงแล้ว แต่ใจของเขากลับแขวนอยู่บนเส้นด้าย
เสียงแจ้งเตือนคุ้นหู เหมือนในอดีต
แต่ปัญหาคือ ทำไมเขายังสวมหมวกกันน็อกอยู่ล่ะ!
ผีหลอกชัดๆ ลู่ปู้เอ้อร์เริ่มงงกับสถานการณ์ เขาพยายามเรียกหน้าต่างระบบแต่ไม่มีการตอบสนองใดๆ ความรู้สึกทางกายสมจริงเหมือนทะลุมิติมาด้วยตัวเป็นๆ
ไม่มีเค้าโครงของเกมเลยสักนิด
เขามองไปรอบๆ มั่นใจในข้อสันนิษฐานของตัวเอง
นี่ยังคงเป็นหอพักเดิมของเขา โต๊ะหนังสือและตู้เก็บของมีหนังสือและการบ้านวางอยู่ ปากกาหมึกเจลกระจัดกระจายไปทั่ว รวมถึงโน้ตบุ๊กบุโรทั่งเครื่องนั้น
กองขวดเปล่ายาต้านมะเร็งที่มุมห้องคือหลักฐานที่ดีที่สุด ฝาขวดทุกฝาเขาทำสัญลักษณ์ไว้ ของพวกนี้เคยเป็นชีวิตของเขา ไม่มีทางจำผิดแน่
เขายังคงนอนอยู่บนเตียง สวมชุดนักเรียนโรงเรียนมัธยมเฟิงเฉิงที่สอง ในกระเป๋ามีมือถือและพวงกุญแจ มีดพับสวิส บัตรประชาชน พายไข่แดงสองห่อ
นี่คือของติดตัวของเขาทั้งนั้น เกมจะสมจริงแค่ไหน ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะจำลองรายละเอียดในโลกความจริงได้สมบูรณ์ขนาดนี้
เพื่อพิสูจน์ข้อสันนิษฐาน เขากัดนิ้วตัวเองอย่างแรง
เจ็บนิดหน่อย เลือดไหลออกมา
ความรู้สึกนั้น มันช่างสมจริงเหลือเกิน!
รู้ไว้ซะว่าตอนพ่อแม่ตั้งค่าระบบ เคยบอกไว้ว่าเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้เล่นเกิดปฏิกิริยาต่อต้านจากความเจ็บปวดในเกม ความรู้สึกเจ็บปวดจะถูกปิดกั้นโดยตรง
"ทำไมเป็นแบบนี้?"
เมื่อเขาหันมองออกไปนอกหน้าต่างก็ไม่พบความผิดปกติใดๆ ท้องฟ้ายามค่ำคืนมืดมิดประดับด้วยดวงดาวระยิบระยับ แสงดาวตกแต่งสนามกีฬาทีเงียบสงัด เถาวัลย์สีเขียวห้อยย้อยลงมาราวกับน้ำตกบนตึกเรียนที่เอียงกระเท่เร่ ถนนด้านนอกมีรถยนต์จอดเรียงราย เพียงแต่ไม่มีแสงไฟ
บนถนนไม่มีผู้คน ตึกสูงระฟ้าที่เคยสว่างไสวมืดสนิท ยืนตระหง่านเงียบงันท่ามกลางลมหนาว ราวกับยักษ์ที่ค้ำยันความมืดเอาไว้
"เขตไร้มนุษย์!"
ลู่ปู้เอ้อร์จำได้ว่าการตั้งค่าของเกมนั้นเป็นแบบนี้ เมื่อมรดกของเทพเจ้าปรากฏขึ้น เมืองบางส่วนบนโลกจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ สิ่งมีชีวิตดึกดำบรรพ์ฟื้นคืนชีพ สัตว์ประหลาดอาละวาด
เมืองเหล่านั้นจะกลายเป็นสถานที่อันตรายสุดขีด
ไม่เหมาะแก่การอยู่อาศัยของมนุษย์อีกต่อไป
น่าจะกลายเป็นสิ่งที่คล้ายกับคอนเซปต์ของดันเจี้ยน
และผู้เล่นที่อาศัยอยู่ในเมืองเหล่านั้น หลังจากตื่นจากดักแด้จะต้องเผชิญหน้ากับดันเจี้ยนระดับยาก อาจต้องตายหลายครั้งกว่าจะออกจากหมู่บ้านมือใหม่ได้ แต่ข้อดีคือจะได้รับค่าประสบการณ์มหาศาล หรือแม้แต่ไอเทมหายากระดับตำนาน
'แดนบริสุทธิ์' เชื่อมโยงกับความจริง นี่คือจุดขายสำคัญ
ส่วนผู้เล่นปกติจะตื่นขึ้นในบ้านตัวเอง สภาพแวดล้อมรอบข้างแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลง จึงไม่ต้องเผชิญอันตราย
แบบแรกคือระดับนรก
แบบหลังคือระดับง่าย
"การตั้งค่ายังเหมือนเดิม เมืองที่ฉันอยู่กลายเป็นดันเจี้ยนจริงๆ แต่ปัญหาคือความรู้สึกนี้มันสมจริงเกินไป ไม่เหมือนเกมเลย" ลู่ปู้เอ้อร์พึมพำ
มือถือของเขายังมีแบตเตอรี่เหลือสามสิบเปอร์เซ็นต์ แต่น่าเสียดายที่ไม่มีสัญญาณเน็ตและโทรศัพท์ พยายามโทรออกหลายสาย สิ่งที่ได้ยินคือเสียงสายไม่ว่างที่น่าผิดหวัง
พอเขาจะหยิบแก้วน้ำมาดื่ม กลับพบว่าแก้วน้ำพังสลายกลายเป็นทราย
ร่วงหล่นจากปลายนิ้วราวกับฝุ่นผง
เขาชะงัก แล้วลองแตะตู้กดน้ำอีกครั้ง
ตู้กดน้ำก็ขึ้นสนิมผุพังทันที
โน้ตบุ๊ก คีย์บอร์ดและเมาส์ หนังสือและเครื่องเขียน
ไม่มีข้อยกเว้น ทั้งหมดผุพัง
ของที่เป็นโลหะหรือพลาสติก ยังพอเหลือซากให้เห็น
มีเพียงสิ่งที่ถูกห่อหุ้มด้วยไหมสีขาวเท่านั้นที่ยังสมบูรณ์ ราวกับเวลาถูกหยุดไว้
เขาไม่ได้ตื่นตระหนก
ทุกอย่างเป็นความรู้สึกที่คุ้นเคย
ลู่ปู้เอ้อร์เงียบไปครู่หนึ่งก่อนเดินออกจากห้อง นี่คือชั้นหนึ่งของโรงเรียน ไม่ต่างจากเมื่อก่อน แต่เขาทำได้แค่เหยียบพื้นไม่กล้าแตะผนัง กลัวว่าแค่สัมผัสเบาๆ กำแพงจะถล่มลงมาทับเขาตาย
แต่ความกังวลของเขามากเกินไป ตึกนี้ยังแข็งแรงดี
แค่พอแตะแล้ว สีบนผนังจะหลุดล่อนออกมาอย่างรวดเร็วเท่านั้น
เขาเร่งฝีเท้าออกจากหอพัก ผ่านประตูใหญ่ที่เปิดอ้า ออกมาก็เจอสนามกีฬาที่ว่างเปล่า รั้วเหล็กหน้าโรงเรียนมีคนเปิดทิ้งไว้ ไม่ต้องปีนด้วยซ้ำ
เมืองที่เคยเจริญรุ่งเรืองช่างเงียบเหงา ชุมชนหรูข้างโรงเรียนถูกปกคลุมด้วยเถาวัลย์และไม้เลื้อย ถนนยาวเหยียดไร้ผู้คน แต่บนพื้นกลับปรากฏรากไม้ขนาดมหึมานับไม่ถ้วน
"มีใครอยู่ไหม? มีใครอยู่ไหมครับ?"
ลู่ปู้เอ้อร์สำรวจรากไม้ขนาดใหญ่เหล่านี้ พวกมันราวกับเลื้อยมาจากขอบโลก มองไปสุดลูกหูลูกตาไม่เห็นจุดสิ้นสุด เห็นเพียงหมอกหนาทึบ
ในคืนหนาวทัศนวิสัยต่ำ หมอกกระจายตัวอยู่ในความมืด
ฉากเหล่านี้ให้ความรู้สึกคุ้นเคย
แต่ก็ต่างจากในอดีต
ลู่ปู้เอ้อร์เดินอยู่นาน ไม่เจอคนแม้แต่คนเดียว
หนาวเกินไป เมืองว่างเปล่า อุณหภูมิยิ่งลดต่ำ ตอนนี้อุณหภูมิน่าจะติดลบสิบองศา ต่อให้ใส่ชุดนักเรียนบุขนสัตว์หนาก็ยังแทบไม่ไหว
สุดปลายหมอกมีแสงสว่างรำไร อบอุ่นและสว่างไสว
แต่ไม่รู้ว่าเป็นอะไร
ตอนนั้นลู่ปู้เอ้อร์ไม่เคยเห็นสิ่งเหล่านี้
ความหนาวเย็นบีบให้เขามุ่งหน้าสู่แหล่งกำเนิดแสง บนเสาไฟฟ้าที่หักโค่นเหนือหัวมีเสียงดังแว่วๆ อีกาสีดำตัวหนึ่งกระพือปีกบินหนี ขนสีดำร่วงหล่นลงมา
ในดงไม้เลื้อยฝั่งตรงข้ามมีเสียงสวบสาบ ราวกับมีสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่เลื้อยไต่อยู่บนผนังตึกที่พักอาศัย เกล็ดสีเขียวเข้มขยับเปิดปิดเป็นจังหวะ สะบัดฝุ่นผงร่วงกราว
นั่นคืองู!
"อืม สิ่งมีชีวิตในดันเจี้ยนจะเกิดการกลายพันธุ์ พวกนี้อันตรายมาก" ลู่ปู้เอ้อร์ตระหนักถึงอันตรายในเมืองนี้ ล้วงมีดพับสวิสออกจากกระเป๋า ลัดเลาะไปตามมุมตึกมุ่งหน้าสู่แสงสว่างอย่างรวดเร็ว เคลื่อนไหวในเมืองใหญ่ที่ว่างเปล่า
ท่ามกลางความเงียบ จู่ๆ ก็มีเสียงหมาเห่า
ลู่ปู้เอ้อร์ชะลอฝีเท้าแนบชิดมุมตึก ชะโงกหน้าออกไปเห็นหมาตัวหนึ่งกำลังก้มหน้ากินซากเนื้อเน่าที่หัวมุมถนน พอมันเงยหน้าขึ้นเป็นครั้งคราว ก็เผยให้เห็นใบหน้าที่เน่าเฟะ!
ดวงตาของมันแดงก่ำน่าสยดสยองเช่นกัน!
ซวยแล้ว!
เขาเผลอเหยียบกิ่งไม้แห้งหักดังเปราะ
เสียงเบาๆ เพียงแค่นั้นกลับทำให้หมาปีศาจที่กำลังกินอาหารตื่นตระหนก มันล็อกเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ เห่ากรรโชกพร้อมพุ่งเข้าใส่ แยกเขี้ยวยิงฟัน
ตัวไม่ใหญ่ แต่วิ่งเร็วชะมัด
ลู่ปู้เอ้อร์รื้อฟื้นความทรงจำในอดีต ซ่อนตัวดักรอที่มุมตึก อาศัยจังหวะที่หมาปีศาจพุ่งออกมา กระโดดถีบเข้าที่ท้องเตะมันกระเด็นไป
พอโจมตีได้ผลเขาก็หันหลังวิ่งหนี ไม่รู้ว่าวิ่งไปนานแค่ไหน ร่างกายหนักอึ้งเหมือนถูกกรอกด้วยตะกั่ว ในอกเจ็บแสบ หายใจหอบถี่
อากาศหนาวเกินไป การออกกำลังกายหนักเผาผลาญพลังงานมากเกินไป
"นี่มันเกมบ้าอะไร? ในเกมฉันต้องเป็นยอดมนุษย์ไม่ใช่เหรอ? ค่าสถานะฉันล่ะ? อุปกรณ์เริ่มต้นฉันล่ะ?" ลู่ปู้เอ้อร์ก่นด่าในใจ
เสือสิ้นลายโดนหมาแกล้งชัดๆ
คิดถึงตอนเล่นรอบทดสอบ เขาถือไอเทมพิเศษที่พ่อแม่จัดให้ บุกตะลุยฆ่าล้างบาง ไม่ตายสักรอบเดียว
แต่เสียดายอย่างเดียวที่ตอนนั้นเขาเล่นวนซ้ำหลายรอบก็ยังไม่ทริกเกอร์เนื้อเรื่องลับ ทำให้ปลดล็อกรางวัลลับสุดยอดในดันเจี้ยนไม่ได้ พ่อกับแม่เคยบอกว่า ในหมู่บ้านมือใหม่พวกเขาซ่อนไอเทมหายากระดับตำนานไว้ชิ้นหนึ่ง แต่ในรอบทดสอบจะไม่มีทางได้มา ถ้าอยากได้จริงๆ ต้องรอวันที่เกมเปิดตัวอย่างเป็นทางการ
ว่ากันว่านั่นคือสิ่งที่สามารถสัมผัสถึงความลับสุดยอดของโลกเกม เป็นอาวุธสุดยอดที่เติบโตไปพร้อมกับผู้เล่นได้ แต่ในขณะเดียวกันมันก็เกี่ยวข้องกับหายนะครั้งใหญ่ สำคัญอย่างยิ่ง
แม้ฟังดูน่าสนใจ แต่ตอนนั้นมันก็แค่เกมทดสอบที่ถูกตัดทอน ไม่ใช่ตัวเต็ม เขาก็เลยไม่ใส่ใจ
แต่พ่อแม่เขาเคยบอกว่า ไอเทมลับนั้นเป็นไข่อีสเตอร์เล็กๆ ที่เตรียมไว้ให้เขา ถ้าถึงวันเปิดตัวจริง ก็มีแค่เขาที่จะได้มันไป
ลู่ปู้เอ้อร์ความคิดแล่นเร็ว หมาปีศาจยังคงไล่ตามไม่ลดละ
เขาเหนื่อยหอบแฮ่ก ถ้าไม่ใช่เพราะเทคโนโลยีการแพทย์ยุคนี้ดี บวกกับเขาออกกำลังกายรักษาหุ่นมาตลอด คงตายไปนานแล้ว
หลายคนคิดว่าคนป่วยมะเร็งต้องร่างกายอ่อนแอ ที่จริงแล้วในยุคที่การแพทย์ยังไม่เจริญขนาดนี้ก็ไม่ใช่แบบนั้น การต้านมะเร็งต้องรักษาสภาพร่างกายให้ดี
คนป่วยจำนวนมากดูไม่ต่างจากคนปกติ แต่อาจจะทรุดฮวบวันไหนก็ได้ แล้วก็ลุกไม่ขึ้นอีกเลย
เสียงเห่าหอนเหมือนฝูงหมาป่ารวมตัวกันดังขึ้น ดวงตาสีแดงฉานสว่างขึ้นในความมืด
บ้าเอ๊ย เสียงเห่าเมื่อกี้เรียกพวกมา ฝูงเดรัจฉานพวกนี้มีระเบียบวินัยเหมือนฝูงหมาป่า ไม่เคยฉายเดี่ยว รุมยำตลอด
ลู่ปู้เอ้อร์ทำได้แค่วิ่งหนีไปตามถนนที่มีรถยนต์กระจัดกระจาย กลิ้งตัวปีนขึ้นไปบนหลังคารถที่เปราะบาง ส่วนพวกหมาปีศาจก็วิ่งไล่ตามมาติดๆ มีครั้งหนึ่งข้อเท้าเขาเกือบโดนกัด ดีที่เขาอาศัยความได้เปรียบเรื่องความสูงสวนกลับ กระทืบลงไปจากด้านบน
มือซ้ายถือมีดพับเตรียมป้องกันตัว มือขวาคว้าท่อเหล็กขึ้นสนิมที่พอใช้ได้มาแกว่ง เพลงไม้ตีสุนัขฟาดหัวพวกหมาปีศาจ ไม่นึกว่าจะได้ผลดี
เพลงไม้ตีสุนัขวาดลวดลายกลางอากาศ หัวหมาแตกกระจาย
ลู่ปู้เอ้อร์สู้พลางถอยพลาง จังหวะที่หมาปีศาจตัวใหญ่ยักษ์กระโจนใส่หน้า เขาตวัดท่อเหล็กฟาดสวน แต่ไม่นึกว่าจะถูกมันงับไว้ สะบัดไม่หลุด
โชคดีที่ลู่ปู้เอ้อร์เตรียมตัวไว้แล้ว เล็งไปที่ตาซ้ายของหมาปีศาจแล้วแทงสวนเข้าไป เลือดข้นคลั่กพุ่งกระฉูด มันร้องเอ๋งแล้วอ่อนยวบ ตายคาที่
สิ่งที่คาดไม่ถึงคือ พวกหมาปีศาจฉวยโอกาสนี้กรูเข้ามา รอบด้านมีแต่ดวงตาสีแดง เขี้ยวแหลมคมมีน้ำลายหยด
ชั่วขณะหนึ่ง ลู่ปู้เอ้อร์นึกว่าตัวเองจะถูกฝูงหมาฉีกเป็นชิ้นๆ
เกมกับความจริงไม่เหมือนกัน
ในเกมเขามีบัฟช่วย
แต่ในความจริง เขาไม่มีอะไรให้พึ่งพาเลย!
ปัง! เสียงปืนดังขึ้น หัวของหมาปีศาจตัวหนึ่งระเบิดออก ฝูงหมาชะงักงันด้วยความตกใจ
ประตูโบสถ์ริมถนนเปิดออก ชายคนหนึ่งถือปืนก้าวออกมา ยิงต่อเนื่องเข้าที่หัวพวกหมาปีศาจ ตะโกนลั่น "รีบมาทางนี้!"
ลู่ปู้เอ้อร์ตกใจ ไม่นึกว่าที่นี่ยังมีคนอื่นนอกจากเขา
ในความมืดยังมีเพื่อนร่วมทีมอีกสองคนวิ่งออกมา ถือถังดับเพลิงพ่นใส่ฝูงหมา ผงเคมีฟุ้งกระจายจนพวกมันมึนงง เสียงปืนที่ปลิดชีพยังคงดังต่อเนื่อง
ลู่ปู้เอ้อร์อาศัยจังหวะนี้ใช้ท่อเหล็กฟาดหมาปีศาจข้างตัวกระเด็น แล้วพุ่งเข้าไปยังประตูที่มืดมิด
ปัง ประตูข้างหลังปิดลง ลู่ปู้เอ้อร์รอดตายหวุดหวิด
•
•
สำหรับลู่ปู้เอ้อร์ นี่เป็นประสบการณ์ที่ไม่เคยเจอมาก่อน เขาพิงประตูหอบหายใจ ข้างนอกมีเสียงคำรามและเสียงข่วนประตูของพวกหมาปีศาจ ทำเอาเขาขนลุกซู่เหงื่อแตกพลั่ก
แสงไฟฉายสว่างวาบขึ้นในความมืด มือทั้งสองของเขาถูกล็อกไว้ โดยเฉพาะสัมผัสเย็นเฉียบที่ท้ายทอย นั่นมันปากกระบอกปืน!
"บอกมา นายเป็นใคร?"
คนถือปืนถามพลางหอบหายใจ
ลู่ปู้เอ้อร์ชะงัก ชั่วขณะไม่รู้จะตอบยังไง เขาเห็นใบหน้าแปลกหน้าหลายคน ทุกคนหน้าตามอมแมม เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง
เหมือนกลุ่มผู้ลี้ภัย
ในกลุ่มนี้มี รปภ. มีเทรนเนอร์กล้ามโต แต่ก็มีลุงแก่ๆ และเด็กผู้หญิงที่นั่งตัวสั่นอยู่มุมห้อง พวกเขามีอาวุธติดตัว เช่น กระบองไฟฟ้า มีดทำครัว ท่อเหล็ก น่าจะเอาไว้ป้องกันตัว
ชายแก่ที่ถือไฟฉายส่องดูเขาอย่างละเอียด โดยเฉพาะเมื่อเห็นตราสัญลักษณ์บนหน้าอกเสื้อนักเรียน "เอ๊ะ เขาเป็นนักเรียน แถมยังเป็นเด็กโรงเรียนเฟิงเฉิงที่สองด้วย"
ลู่ปู้เอ้อร์อาศัยแสงไฟมองเห็นหน้าคนคนนี้ชัดเจนเช่นกัน
เพราะนี่คือเถ้าแก่จาง เจ้าของร้านขายของชำหน้าโรงเรียนพวกเขา
แม้หน้าตาจะซูบตอบเสื้อผ้าขาดวิ่น แต่ก็จำได้ทันที
ไม่นึกว่าจะเจอคนคุ้นหน้าที่นี่
"ในกระเป๋าผมมีบัตรนักเรียน"
ลู่ปู้เอ้อร์ตั้งสติ "ผมไม่ได้มาร้าย"
เถ้าแก่จางล้วงของใช้ส่วนตัวออกจากกระเป๋าเขา พอเจอพายไข่แดงสองห่อ เสียงหายใจของคนในโถงทางเดินก็ถี่กระชั้นขึ้นทันที ตาเป็นประกาย
"พอแล้ว เขาเป็นแค่นักเรียน อย่าทำให้กลัวสิ"
เถ้าแก่จางยัดของกลับเข้ากระเป๋าเขา "ปล่อยเถอะ"
ลู่ปู้เอ้อร์รู้สึกว่าคนที่ล็อกแขนสองข้างถอยออกไป ปากกระบอกปืนข้างหลังก็ลดลง
"ขอโทษด้วย เมื่อกี้ทำให้นายตกใจ"
คนถือปืนหยิบบัตรประจำตัวออกจากกระเป๋า "ฉันเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยสถานีตำรวจถนนตงไห่ ฉันชื่ออันไป่ ทุกคนเจอเรื่องมาคล้ายๆ กัน เลยต้องระวังตัวไว้ก่อน เราไม่แน่ใจตัวตนของนาย ไม่รู้ว่านายเป็นพวกเดียวกับผู้อยู่เบื้องหลังหรือเปล่า"
"ผู้อยู่เบื้องหลัง?"
ลู่ปู้เอ้อร์อ้ำอึ้ง
ถ้าจะพูดถึงผู้อยู่เบื้องหลัง น่าจะเป็นบริษัทที่พ่อแม่เขาเคยทำงาน
หรือไม่ก็ พ่อแม่เขานั่นแหละ
คนพวกนี้ดูเหมือนจะเป็นคนที่ออกมาจากดักแด้อย่างงงๆ เหมือนกัน สีหน้าเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและสับสน พอเจอคนใหม่ถามอะไรก็ไม่รู้เรื่อง ต่างพากันหมดอาลัยตายอยาก
"พวกเราก็ไม่รู้เหมือนกัน"
เถ้าแก่จางถอนหายใจเฮือก "ทุกคนพอสวมหมวกกันน็อกก็หลับไป ตื่นมาอีกทีก็โดนไหมพันไว้แน่น เมืองนี้ก็กลายเป็นเมืองร้างไปแล้ว"
"งั้นนายเพิ่งตื่นเหรอ? พวกเราตื่นก่อนนายหลายวัน ทุกคนบังเอิญมาเจอกัน ระหว่างทางเราเจอสัตว์กลายพันธุ์โจมตีสารพัด แล้วก็มีบางคน... ตายไปแล้ว" เจ้าหน้าที่อันพูดเสียงเบา
ลู่ปู้เอ้อร์ครุ่นคิด เขาไม่กล้าบอกเรื่องการตั้งค่าเกมที่เขารู้ เพราะกลัวจะโดนเหมาว่าเป็นพวกเดียวกับตัวการ ซึ่งจะเป็นผลเสียต่อตัวเขา
เดี๋ยวนะ ยังมีเหอไซ!
เหอไซก็ซื้อหมวกกันน็อก
ป่านนี้ไม่รู้ว่าจะเจอกับวิกฤตแบบเดียวกับเขาอยู่หรือเปล่า
"ฉันจะบอกให้นะ พวกแกน่ะตื่นตูมกันไปเอง ถ้าเกิดเราเข้ามาอยู่ในโลกเสมือนจริงๆ ล่ะ? ถ้าทั้งหมดนี้เป็นแค่เกมล่ะ? มองความเป็นจริงหน่อย โลกนี้จะมีภูตผีปีศาจที่ไหน ตื่นมาแล้วทะลุมิติ เป็นไปได้ยังไง?"
ที่สุดทางเดิน ชายวัยกลางคนเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งลุกขึ้น ล้วงบัตรธนาคารออกมาหลายใบ "พ่อหนุ่ม นายมีพายไข่แดงสองห่อใช่ไหม? แค่นายเอาของกินให้ฉัน นายเอาบัตรใบไหนไปก็ได้ ใบละสองล้าน!"
ลู่ปู้เอ้อร์ชะงักอีกรอบ ดูท่าตาลุงนี่จะรวยมาก และไม่รู้หิวมานานแค่ไหน พอค้นเจอพายไข่แดงเมื่อกี้ ก็เริ่มนั่งไม่ติดแล้ว
เมืองนี้นอกจากตึกรามบ้านช่องที่ยังพอดูได้ ของอย่างอื่นเน่าเปื่อยหมด
ส่วนของติดตัวของเขา มันถูกผนึกมาพร้อมกับเขาในดักแด้
อาจเป็นเพราะเหตุนี้ ถึงยังรักษาสภาพไว้ได้
สองล้าน นั่นเป็นเงินจำนวนที่เขาไม่กล้าแม้แต่จะฝัน พอที่จะใช้รักษาตัวต่อไปได้อีกนาน
ในยามวิกฤตกลับมีค่าแค่พายไข่แดงสองห่อ
ลู่ปู้เอ้อร์ขำ เจ้านี่เห็นเขาเป็นเด็กซื่อบื้อกะจะหลอกเอาของกินชัดๆ แต่เขาปลงตกเรื่องความเป็นความตายไปแล้ว จะไปสนเรื่องเงินทำไม
เขากลอกตา เตรียมจะหยิบพายไข่แดงออกมากินโชว์พวกนี้
ตอนนั้นเองเถ้าแก่จางกลับดึงเขาไปข้างหลัง ถุยน้ำลาย "อย่ามาหลอกเด็ก ไอ้โง่อย่างแกยังคิดว่านี่เป็นเกม แผลที่ขาแกมองไม่เห็นรึไง? เกมบ้าอะไรจะสมจริงขนาดนี้? เราจะรอดรึเปล่ายังไม่รู้เลย เวลานี้เงินจะมีประโยชน์บ้าอะไร? อีกอย่าง แกบอกว่าในบัตรมีสองล้านก็มีจริงเหรอ? ทำไมไม่บอกว่ามีร้อยล้านไปเลยล่ะ?"
เขาหันมาพูด "ไอ้หนู เก็บพายไข่แดงสองห่อนั้นไว้ให้ดี อย่าให้ใครแย่งไป วันหน้ายังไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้น ไม่แน่มันอาจช่วยชีวิตเอ็งได้"
ตอนพูดประโยคนี้ ท้องของเถ้าแก่จางก็ร้องจ๊อกๆ
(จบแล้ว)