เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 3 - นี่มันไม่ใช่เกม

บทที่ 3 - นี่มันไม่ใช่เกม

บทที่ 3 - นี่มันไม่ใช่เกม


บทที่ 3 - นี่มันไม่ใช่เกม

ผู้คนในโถงทางเดินมองหน้ากันเลิ่กลั่ก

ชายวัยกลางคนหางตากระตุก ก้าวเท้ามาข้างหน้าครึ่งก้าว

เจ้าหน้าที่อันขึ้นลำกล้องปืนอย่างแนบเนียน เท้าของชายวัยกลางคนชะงักค้าง

"ฉันยังมีกระสุนอีกสิบสองนัด"

เจ้าหน้าที่อันพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย "ไม่ใช่ครั้งแรกที่พวกคุณมีความคิดแบบนี้ แต่ฉันต้องเตือนให้พวกคุณระงับใจไว้ สามัคคีกันไว้ เราถึงจะมีโอกาสรอด กลับไปเจอครอบครัว หน้าที่ของฉันคือปกป้องทุกคน ไม่ได้อยากเห็นพวกคุณฆ่ากันเอง และยิ่งไม่อยากหันกระบอกปืนใส่ใครทั้งนั้น หวังว่าพวกคุณจะเข้าใจ"

ลู่ปู้เอ้อร์ใจเต้นตึกตัก รู้สึกได้ว่าตอนที่ตำรวจคนนี้เตือนทุกคน เขาขยับมาใกล้ตัวเขา แสดงเจตนาปกป้องเขาทางอ้อม

ด้วยความเกรงกลัวต่ออาวุธปืน เศรษฐีวัยกลางคนจึงจำใจกลับไปนั่งที่เดิม เพื่อนของเขาที่อยู่ข้างๆ ก็หดตัวกลับเข้ามุม วางอาวุธในมือลงอย่างเงียบๆ

ลู่ปู้เอ้อร์เลิกคิ้วเล็กน้อย

ทุกคนแค่ตกที่นั่งลำบากถึงได้มารวมกลุ่มกัน ต่างคนต่างไม่รู้จักกัน ไม่ใช่เพื่อนที่ไว้ใจได้ หากถึงคราวเป็นตายจริงๆ ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น

เพียงแต่เจ้าหน้าที่อันกับเถ้าแก่จางดูเป็นคนดีใช้ได้

เจ้าหน้าที่อันหันมามองเด็กหนุ่ม ถามเสียงเบา "น้องลู่ อาหารของเธอเอามาจากไหน?"

ลู่ปู้เอ้อร์ลังเลครู่หนึ่ง "พกติดตัวมาครับ"

เจ้าหน้าที่อันครุ่นคิด "เป็นอย่างที่คิดจริงๆ ของติดตัวพวกเราไม่ผุพัง ดูจากเสื้อผ้าก็ได้ ฉันคิดว่าเป็นเพราะดักแด้ที่ห่อหุ้มเราไว้ สร้างการปกป้องรูปแบบหนึ่ง นอกจากของในดักแด้ ของอย่างอื่นไม่สามารถรักษาสภาพไว้ได้"

เถ้าแก่จางพูดอย่างงุนงง "แต่ความจริงที่นี่ก็ไม่ใช่เมืองร้างซะทีเดียว ระหว่างทางเรายังเห็นเต็นท์ที่มีคนกางไว้ ร่องรอยกองไฟและขยะจากการตั้งแคมป์ เรายังเก็บมีดกับระเบิดมือได้เลยไม่ใช่เหรอ? เป็นไปได้มากว่า มีคนมาสำรวจที่นี่"

ในสถานการณ์แบบนี้ สิ่งเดียวที่พึ่งพาได้คือสติปัญญา

หลังจากทุกคนแลกเปลี่ยนข้อมูลที่รู้ ก็พอจะคาดเดาได้ไม่ยากว่าโลกนี้ดูเหมือนจะเกิดการเปลี่ยนแปลงพิเศษบางอย่าง ทำให้เมืองไร้ผู้คน

ลู่ปู้เอ้อร์จมอยู่ในความคิด ตอนนี้เขามีข้อสันนิษฐานที่บ้าบิ่นมาก นั่นคือสิ่งที่เรียกว่า 'แดนบริสุทธิ์' ไม่ใช่เกมออนไลน์อะไรเลย แต่เป็นการประกาศล่วงหน้าถึงการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นกับโลกความจริง และสิ่งที่พ่อแม่เขาวิจัย ก็ไม่ใช่แค่เกมง่ายๆ

เป็นไปได้ไหมว่า การทดสอบครั้งแรกตอนนั้น ไม่ได้ทำเพื่อให้เขาเล่นสนุก

แต่อยากใช้โอกาสนั้น ส่งสารอะไรบางอย่างถึงเขา!

"ที่นี่ก็อยู่นานไม่ได้ แต่ข้างนอกมีฝูงหมา งั้น... หือ?"

เจ้าหน้าที่อันเหยียบโดนอะไรบางอย่างในความมืด เสียงกรอบแกรบชวนขนลุก

ทุกคนหันไปมองตามเสียง นั่นคือโครงกระดูกร่างหนึ่ง ห่อหุ้มด้วยเศษผ้าขาดวิ่น

"ศพ?"

พวกเขาตกใจ

พวกเขาเพิ่งมาถึงได้ไม่นาน ไม่ทันสังเกตว่าที่นี่มีของแบบนี้

แต่ปัญหาคือ โครงกระดูกนี้ผิดรูปจนเหมือนสัตว์ประหลาด แถมขึ้นราไปหมดแล้ว ไม่มีใครกล้าเข้าไปแตะต้อง กลัวจะติดเชื้อโรคอะไรเข้า

"หน้าตาอัปลักษณ์ชะมัด"

เถ้าแก่จางตกใจไม่น้อย กลิ่นราทำเอาคนอยากจะอ้วก

เจ้าหน้าที่อันลังเล ไม่รู้ว่าควรแตะต้องสิ่งนี้ดีไหม

มีแค่ลู่ปู้เอ้อร์ที่ใจกล้าไม่กลัวตาย เขาเข้าไปพลิกศพดู ในซอกผ้าพบของดูต่างหน้าของผู้ตาย เช่น มีดพกและตราสัญลักษณ์รูปต้นไม้สีทอง ที่น่าสนใจที่สุดคือสมุดบันทึกที่เต็มไปด้วยฝุ่น

"ข้างบนเขียนว่าอะไร?"

เจ้าหน้าที่อันขยับเข้ามาช่วยส่องไฟฉาย

ลู่ปู้เอ้อร์มองลายมือเหล่านั้น พลางขมวดคิ้ว

"4 พฤษภาคม ฉันกลับมาจากเรียนต่อที่ชิคาโก ครั้งนี้ฉันได้รับสิทธิ์ในการวิวัฒนาการ ในฝันฉันเห็นต้นไม้เทพผู้ยิ่งใหญ่ สัมผัสถึงจังหวะศักดิ์สิทธิ์นั้น แตะต้องความเป็นเลิศ มนุษย์ในโลกใหม่ สามารถครอบครองพลังมหาศาลขนาดนี้ได้จริงๆ หรือ นี่มันเกินจินตนาการของฉัน"

"นี่คือของขวัญจากต้นไม้เทพ คิดว่าเมื่อฉันเชี่ยวชาญจังหวะศักดิ์สิทธิ์อย่างสมบูรณ์ ประตูแห่งวิวัฒนาการจะเปิดต้อนรับฉัน แต่ฉันคิดผิด ฉันพบว่าจังหวะที่ฉันรู้นั้นผิดพลาด มันไม่ได้ทำให้ฉันวิวัฒนาการ แต่กลับทำลายฉัน..."

"ตอนนั้นฉันเกลียดรูปร่างที่ผิดรูปนี้ พ่อแม่และน้องสาวรังเกียจฉันเพราะเรื่องนี้ หัวหน้าและเพื่อนร่วมงานตีตัวออกห่าง ฉันถูกบีบให้เข้าคุกของสำนักงานกำกับดูแลความผิดปกติ ทนทุกข์ทรมานในนรกที่มืดมิด..."

แค่สามย่อหน้านี้ ก็ทำเอาคนอ่านขนลุกซู่

นึกว่าเจอเบาะแสจะเป็นเรื่องดี แต่ความแปลกประหลาดที่แทรกอยู่ในตัวอักษร กลับทำให้รู้สึกหนาวสะท้าน

"ผิดรูป?"

พวกเขาพร้อมใจกันนึกถึงหมาปีศาจข้างนอกนั่น

รวมถึงสิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์เหล่านั้น

ลู่ปู้เอ้อร์เงียบกริบ จุดที่แตกต่างจากรอบทดสอบปรากฏขึ้นอีกแล้ว ดูเหมือนว่าก่อนที่พวกเขาจะทำลายดักแด้ออกมา ก็มีคนสัมผัสกับอารยธรรมเหนือธรรมชาติแล้ว

นี่มันคนละเรื่องกับตอนรอบทดสอบเลย

"16 สิงหาคม ฉันพบเธอในคุก พระเจ้า นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันเห็นคนที่กลายสภาพรุนแรงขนาดนี้ แต่ฉันไม่กลัวเธอเลย กลับรู้สึกว่าเธอช่างงดงาม เธออ้างว่าเธอชื่อเตี๋ย เตี๋ยคือสิ่งมีชีวิตที่สวยงาม แต่ผู้คนมักกลัวความน่ากลัวตอนขยายใหญ่ของมัน หารู้ไม่ว่านั่นคือความงามที่แท้จริงที่ไม่ถูกเข้าใจของเธอ"

"เตี๋ยช่วยฉัน ทำให้ฉันตระหนักว่าฉันในตอนนี้คือรูปลักษณ์ที่งดงามที่สุด ฉันเริ่มหัดชื่นชมตัวเอง ความงามที่ผิดรูปนี้ช่างน่าหลงใหลเหลือเกิน"

"ยิ่งฉันหลงใหลในการกลายสภาพนี้ ฉันยิ่งพบว่าเทพจอมปลอมที่เต็มไปด้วยคำโกหกนั้นหลอกลวงพวกเรา! ต้นไม้เทพใช้จังหวะศักดิ์สิทธิ์เปลี่ยนผู้คนให้กลายเป็นรูปลักษณ์อัปลักษณ์เช่นนี้ แต่กลับกระทำทารุณกับฉันที่งดงามเพียงนี้! ท่านไม่คู่ควรจะเรียกว่าเทพ ท่านคือเทพจอมปลอม!"

"พวกเราวางแผนแหกคุก หนีออกจากกรงขังนั้นด้วยกัน มายังเมืองที่ถูกทิ้งร้างแห่งนี้ มิติของเมืองนี้เกิดความผิดปกติ กลับคืนสู่ระบบนิเวศดั้งเดิม มันช่างงดงามและเงียบสงบ หลายปีมานี้มีคนมาสำรวจฝึกฝนที่นี่ไม่น้อย แต่มีน้อยคนนักที่จะรู้ความลับที่แท้จริงของมัน..."

บันทึกจบลงแค่นี้ หน้ากระดาษเหลืองซีดเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด

รู้สึกเหมือนเจ้าของบันทึกจะเป็นบ้าไปแล้วในตอนท้าย

ตามตัวอักษร คนที่กลับจากเรียนต่อนอก ผ่านเหตุการณ์ที่เรียกว่าวิวัฒนาการจนป่วยและร่างกายผิดรูป จนต้องเข้าคุก จนกระทั่งวันหนึ่งเจอพวกเดียวกัน แล้วก็คลั่งไคล้ในความผิดปกติของตัวเองเหมือนคนบ้า

"มิติเกิดความผิดปกติ เมืองที่ถูกทิ้งร้าง"

ลู่ปู้เอ้อร์พึมพำเบาๆ "หมายความว่าเมืองนี้เกิดปัญหาบางอย่าง จนถูกโลกภายนอกทิ้ง ทำไมพวกเรายังอยู่ที่นี่?"

"ถุย ไม่ได้ตั้งใจลบหลู่ คนตายเป็นใหญ่!"

เถ้าแก่จางตกใจ พาคนอื่นกราบไหว้โครงกระดูก

"พวกดูสิ ศพที่นี่ไม่ได้มีแค่ร่างเดียว" เจ้าหน้าที่อันค้นหาตามมุมโบสถ์ ที่นี่เต็มไปด้วยโครงกระดูกผิดรูป มีทั้งหัวกะโหลกที่มีแค่ครึ่งเดียว บ้างก็มีกระดูกสันหลังงอกเกินมาซาวกว่าข้อ บ้างก็มีมือที่สามงอกออกมา ประหลาดสุดๆ

มีศพประมาณซาวกว่าร่าง ระบุสาเหตุการตายไม่ได้

ลู่ปู้เอ้อร์เข้าไปตรวจสอบ ทุกคนสวมตราสัญลักษณ์รูปต้นไม้สีทอง

เพียงแต่ตราเหล่านั้นถูกของมีคมขีดข่วนจนจำเค้าเดิมไม่ได้

แสดงให้เห็นถึงความเกลียดชังที่คนกลุ่มนี้มีต่อความหมายของตราสัญลักษณ์นี้

"ตรงนี้ยังมีรูปปั้นเทพอีกองค์!"

เถ้าแก่จางชี้ไปที่ความมืดลึกเข้าไป "ตัวอะไรวะเนี่ย?"

เมื่อแสงไฟฉายส่องไป รูปปั้นหินโบราณที่ชำรุดก็ปรากฏขึ้นในแสงสว่าง นั่นคืออัครทูตสวรรค์หกปีกขนาดมหึมา แต่กลับมีกิ่งก้านและรากไม้งอกออกมาเหมือนต้นไม้ พื้นผิวลำตัวยังคงเรียบเนียน สลักเสลาด้วยอักขระลึกลับทั้งตัว

แน่นอน ที่สะดุดตาที่สุดคือตัวหนังสือที่ทาอยู่บนรูปปั้น

"คนโกหก!"

"เทพจอมปลอมที่ทรยศพวกเรา!"

"สัตว์ประหลาดที่ทำให้ศรัทธาแปดเปื้อน ท่านควรจะเป็นเหมือนพวกเรา ความผิดรูปสิคือความงามที่แท้จริง!"

บ้าคลั่งจริงๆ

ด้านหลังรูปปั้นนี้มีทางลับ น่าจะเป็นประตูหลังของโบสถ์

บนลูกบิดประตูยังมีเลือดแข็งตัว บนพื้นมีรอยเท้าหลงเหลือ

"ดูท่าทาง นี่จะเป็นพวกนอกรีต ส่วนศาสนาหลักของที่นี่น่าจะเรียกว่า... ลัทธิศักดิ์สิทธิ์อาคาชา พวกเขามาที่นี่เพื่อความยึดติดอันบ้าคลั่งในใจ มีคนตายในโบสถ์นี้ และก็มีคนออกไปจากที่นี่" ลู่ปู้เอ้อร์วิเคราะห์ได้แค่คร่าวๆ เพราะตอนนั้นเขาเคลียร์แค่ดันเจี้ยนหมู่บ้านมือใหม่

ส่วนเนื้อหาที่เหลือ ไม่รู้อะไรเลย

"เฮี้ยนชะมัด"

เถ้าแก่จางพูด

"ไม่ว่าจะยังไง เราก็ออกไปจากที่นี่ได้"

เจ้าหน้าที่อันเสนอ "แต่ต่อไปจะเอายังไง?"

ทุกคนมองหน้ากัน สิ้นหวังกันหมด

ลู่ปู้เอ้อร์มองตำรวจท่านนี้ คิดแล้วพูดว่า "วางใจเถอะ ไม่ใช่วันสิ้นโลก แค่เมืองของเราเกิดปัญหา ขอแค่เดินออกไปได้ ก็จะได้รับความช่วยเหลือ สมุดบันทึกนั่นคือหลักฐานที่ดี ตามคำบอกเล่าของผู้ตาย พวกเขาเรียกเมืองนี้ว่าเมืองที่ถูกทิ้งร้าง... หมายความว่า ข้างนอกยังค่อนข้างปกติ"

"แม้ในเมืองจะหนาว แต่เดินตามแสงสว่างไป ก็จะได้รับความอบอุ่น"

เขาย้ำ "แต่ข้างหน้าต้องมีอันตรายอีกแน่"

ทุกคนชะงัก นี่เป็นข้อสันนิษฐานที่สมเหตุสมผลมาก พวกเขาอาศัยแค่ศพที่นี่ ยังไม่กล้าฟันธงว่าโลกนี้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไร

แต่จากคำบรรยายในบันทึก เมืองที่พวกเขาอยู่เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ธรรมดาจริงๆ

"งั้นตกลงตามนี้ เดินหน้าต่อ"

เจ้าหน้าที่อันเห็นทุกคนเครียด จึงร้องบอก "กฎเดิม ฉันนำทางข้างหน้า ผู้ชายตามประกบฉัน เถ้าแก่จางระวังหลัง คนแก่ นักเรียน และผู้หญิงอยู่ตรงกลางแถว ตื่นตัวตลอดเวลา"

ไม่มีใครคัดค้าน แม้แต่เศรษฐีวัยกลางคนคนนั้นก็ร่วมขบวนด้วย

ก่อนออกเดินทาง เจ้าหน้าที่อันหันมามองลู่ปู้เอ้อร์ "ไปด้วยกันไหม?"

ลู่ปู้เอ้อร์ลังเล การตามกลุ่มไปคือทางเลือกที่ดีที่สุดในตอนนี้ เพราะเขาไม่ได้มีสูตรโกงเหมือนตอนรอบทดสอบ แต่พิจารณาจากประสบการณ์เคลียร์เกมก่อนหน้านี้ เขาจึงพูดว่า "เมืองนี้อันตรายมาก ไม่ใช่แค่สัตว์กลายพันธุ์ ยังมีตัวตนที่น่ากลัวกว่านั้น ทุกคนต้องระวัง โดยเฉพาะพื้นที่พิเศษบางแห่ง อันตรายสุดขีด..."

คนในกลุ่มสงสัย "เธอรู้ได้ไง?"

ทุกคนต่างมองมาที่เขา

ลู่ปู้เอ้อร์เตรียมคำพูดไว้แล้ว เขาชี้ไปที่ศพบนพื้น อธิบายว่า "เห็นได้ชัดว่าที่นี่ไม่ได้มีแค่พวกเราที่เคยมา ยังมีคนอื่นเคลื่อนไหวอยู่ที่นี่ พวกเขาทิ้งเบาะแสไว้ ขอแค่ค้นหาดีๆ ก็จะเจอ"

ในเมื่อบันทึกของคนตายให้เบาะแสได้ ที่อื่นก็อาจทิ้งอะไรไว้เหมือนกัน

ยังไงซะก่อนหน้านี้พวกเขาก็เห็นร่องรอยที่น่าจะเป็นของนักสำรวจ แถมยังใหม่มาก อย่างมากไม่เกินสามวัน

"เข้าใจแล้ว"

เจ้าหน้าที่อันพยักหน้า "ทุกคนไปกันเถอะ"

พวกเขาผลักประตูหลังโบสถ์ กลุ่มคนเดินอย่างระมัดระวังบนถนนยาวที่ไร้ผู้คน หลบเลี่ยงฝูงหมาบ้าพวกนั้นได้จริงๆ เดินกันมานานกว่าหกชั่วโมง

ลู่ปู้เอ้อร์พบว่าทุกคนพูดน้อยมาก มีแค่เศรษฐีวัยกลางคนคนนั้นที่คอยจะขอซื้ออาหารเขา เดี๋ยวๆ ก็พาพวกมาล้อมหน้าล้อมหลัง เกือบจะมีเรื่องกันหลายรอบ

สิ่งเดียวที่น่าดีใจคือ ลู่ปู้เอ้อร์เดินผ่าน 'อิ๋นจั้วหัวฝู่' ถนนไหวซี

นี่คือเขตที่พักอาศัยของโรงเรียนมัธยมเฟิงเฉิงที่สอง เพื่อนร่วมชั้นของเหอไซหลายคนก็พักอยู่ที่นี่ และแถวนี้มีร่องรอยการต่อสู้ชัดเจน ยังมีซากสัตว์กองหนึ่ง

เห็นได้ชัดว่า มีคนเคลื่อนไหวอยู่แถวนี้ ไม่รู้ใช่เหอไซหรือเปล่า

ทำให้ลู่ปู้เอ้อร์ใจชื้นขึ้นมาบ้าง หวังว่าหมอนั่นจะปลอดภัย

ยิ่งเข้าใกล้ทิศทางของแสงสว่าง หมอกก็ยิ่งหนา เมื่อกี้มีคนเกือบตกท่อ ดีที่เจ้าหน้าที่อันตาไวมือไว ดึงขึ้นมาได้ทัน

ตามสถานการณ์ตอนนี้ ไม่มีใครรู้ว่าจะกลับไปใช้ชีวิตปกติได้ไหม อันที่จริงเจ้าหน้าที่อันไม่จำเป็นต้องยึดมั่นในหน้าที่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์แล้ว แต่เขาก็ยังพยายามนำทีมปกป้องทุกคน แม้เขาจะดูเหนื่อยล้ามากแล้วก็ตาม

"ทุกคนระวังตัวด้วย"

เจ้าหน้าที่อันให้ทุกคนเดินตามหลังเขา เขาเดินนำหน้าคนเดียว ฝีเท้าเริ่มโซซัดโซเซ

"น้ำตาลตกเหรอ?"

ลู่ปู้เอ้อร์ตระหนักว่าเขาหมดแรง จึงยื่นพายไข่แดงห่อหนึ่งให้

เจ้าหน้าที่อันชะงัก แล้วดันมือเขากลับ "เก็บไว้เองเถอะ"

สายตาของทุกคนจับจ้องที่พายไข่แดงทันที ขณะที่เศรษฐีวัยกลางคนกำลังจะเข้ามาแย่ง เถ้าแก่จางก็พูดขึ้นทันที "หยุดๆๆ พวกดูข้างหน้าสิ"

ลู่ปู้เอ้อร์วางมีดในมือลงเงียบๆ

ถ้าเจ้านั่นกล้าเข้ามาหาเรื่อง เขาจะชิงลงมือก่อน

ทุกคนมองตามเสียง

พวกเขาสัมผัสได้ถึงความอบอุ่น อากาศหนาวเย็นไม่ทำให้ตัวสั่นอีกต่อไป รากไม้ที่ทะลุพื้นดินขึ้นมาก็อบอุ่นเช่นกัน เหมือนถ่านไม้ที่กอดผิงไฟได้

แสงสว่างทะลุผ่านหมอก ส่องสว่างสุสานเงียบสงัดเบื้องหน้า

พวกเขาเดินมาถึงป่าช้าแห่งหนึ่ง

"เฮ้ย เจอแหล่งกำเนิดแสงแล้ว เราเคลียร์เกมแล้วใช่ไหม? ที่เราออกไปไม่ได้ ต้องเป็นเพราะบั๊กของเกมแน่ รอฉันกลับไปโลกความจริงได้เมื่อไหร่ จะฟ้องโอโรราให้หมดตัวเลยคอยดู!" เศรษฐีวัยกลางคนแยกตัวออกจากกลุ่ม เดินนำไปข้างหน้า

ดูท่าทางเขายังปักใจเชื่อว่าโลกที่เขาอยู่คือเกม

เจ้าหน้าที่อันจนปัญญา โบกมือเรียกให้ทุกคนตามไป

"เฮ้ย พวกดูสิ นี่มันอะไร!"

มีคนชี้นิ้วอย่างอ่อนแรง

ลู่ปู้เอ้อร์หันกลับไปมอง ในสุสานมีศิลาจารึกขนาดมหึมาตั้งตระหง่าน

เจ้าหน้าที่อันเรียกทุกคนมาดู บนรูปสลักหินมีตัวหนังสือที่เลือนราง

"ซากศพเน่าเปื่อยหล่อเลี้ยงไออุ่นแห่งฤดูใบไม้ผลิ จึงเบ่งบานเป็นดอกไม้ พ่นลมหายใจอันอ่อนโยน แสงแดดดั่งกลิ่นหอม ดอกไม้ดั่งดวงดารา จุดความตายให้สว่างไสว เยาะเย้ยหนอนแมลงที่ดิ้นรนในดิน"

ลู่ปู้เอ้อร์อ่านแปดคำสุดท้ายเบาๆ "ดินแดนแห่งการไปเกิด เขตหวงห้ามแห่งชีวิต"

ประโยคนี้แฝงความหมายลางร้ายที่แปลกประหลาด ผู้รอดชีวิตรู้สึกขนลุกซู่ เหมือนพวกเขากำลังเข้าใกล้ข้อห้ามที่น่ากลัวบางอย่าง

ลู่ปู้เอ้อร์สูดหายใจลึก

ใช่ ที่นี่แหละ

ตอนนั้นเขาเคลียร์เกมที่นี่

ถ้าในดันเจี้ยนนี้มีไอเทมลับอะไร ก็ต้องอยู่ที่นี่แหละ เพียงแต่ตอนนั้นพ่อแม่ก็เตือนเขาว่า ถ้าของสิ่งนั้นปรากฏขึ้นมาจริงๆ จะต้องเกิดหายนะครั้งใหญ่ เพราะมันเกี่ยวข้องกับความลับของเทพเจ้า!

"โลกนี้มีเทพจริงเหรอ?"

ลู่ปู้เอ้อร์ก็ไม่แน่ใจ

"ฮ่าฮ่าฮ่า ในที่สุดก็หาเจอ ฉันหาเจอแล้ว!"

ข้างหน้ามีเสียงโห่ร้องของเศรษฐีวัยกลางคน

ทุกคนมองหน้ากันแล้วตามไป เห็นตึกเตี้ยๆ หลังหนึ่งมีดักแด้ขนาดยักษ์ผูกติดอยู่ ท่ามกลางความมืดมันขาวสะอาดไร้ตำหนิ ราวกับไข่มุกที่ถูกลืมไว้ ณ สุดขอบเวลา

เศรษฐีวัยกลางคนคุกเข่าต่อหน้ามัน ราวกับพบสมบัติล้ำค่า

คนส่วนใหญ่กลับไม่คิดว่านี่คือโอกาสกลับสู่โลกความจริง เพราะพวกเขาล้วนออกมาจากดักแด้ มีแนวโน้มจะคิดว่านี่คือผู้รอดชีวิตที่ยังไม่ตื่น

"ทำไมยังมีคนไม่ออกมา คลอดไม่ออกเหรอ?"

เถ้าแก่จางชะโงกหน้าไปดู "ทำไมไม่ออกมาจากดักแด้สักทีฟะ?"

"คลอดไม่ออกบ้าอะไร พูดจาภาษาคนไหมเนี่ย?"

ลู่ปู้เอ้อร์พูดไม่ออก ไม่รู้จะตอบยังไง

"ฉันจะออกไป! ฉันจะออกไปแล้ว!"

ชายหนุ่มคนหนึ่งพุ่งเข้าไป ฉีกทึ้งดักแด้อย่างบ้าคลั่ง

บางคนมองหน้ากัน คิดว่าคนในดักแด้อาจมีอาหาร จึงกรูเข้าไป

เมื่อไหมบนดักแด้ถูกลอกออก ในดักแด้กลับมีหญิงสาวชุดขาวนอนหลับใหล ผมดำสยายดุจน้ำตก ใบหน้ายามหลับใหลช่างงดงามสงบ ผิวขาวราวหิมะไร้ตำหนิ สองมือประสานวางบนอก ราวกับกำลังสวดภาวนาในฝัน

ภาพนี้เหมือนภาพวาดฝาผนังที่เงียบสงบนับพันปี มีชีวิตชีวา

โลกที่เงียบเหงาเวิ้งว้าง หญิงสาวผู้หลับใหลในดักแด้

กลิ่นอายลึกลับแผ่ซ่าน

ชายหนุ่มคนนั้นตะลึงในความงามอันศักดิ์สิทธิ์ที่มิอาจล่วงละเมิด กลั้นหายใจไปชั่วขณะ หลงใหลในส่วนเว้าส่วนโค้งอันยั่วยวนของเธอ ทำอะไรไม่ถูก

แต่ลู่ปู้เอ้อร์กลับรู้สึกอยากจะอ้วกตอนที่ดักแด้ถูกเปิดออก

เมื่อก่อนเขาเคยทำงานพาร์ทไทม์ที่เมรุเผาศพชานเมือง เคยเห็นศพเน่าเฟะมาไม่น้อย กลิ่นเหม็นเน่าของศพคือกลิ่นแบบนี้แหละ กระแทกถึงวิญญาณ ให้จำไปจนวันตาย

ใช่แล้ว เขานึกออกแล้ว

ตอนนั้นพ่อแม่เขาเตือนว่า บางคนตอนทำลายดักแด้ใน 'ดินแดนแห่งการไปเกิด' จะเกิดอุบัติเหตุ จนกลายเป็นสัตว์ประหลาดที่อันตรายสุดขีด!

ลู่ปู้เอ้อร์ขวางคนอื่นๆ ไว้ "อย่าเข้าไป!"

เพราะทันทีที่หญิงสาวในดักแด้สัมผัสอากาศ ก็เหี่ยวแห้งลงอย่างรวดเร็วราวกับศพแห้งที่ผ่านกาลเวลามานับพันปี ราวกับปีศาจร้ายจากขุมนรก ลืมตาสีดำมืดที่งดงามแต่น่าสยดสยองขึ้น

เสียงกร๊อบดังขึ้น

หัวของชายหนุ่มคนนั้นถูกกัดแตกเหมือนแตงโม เลือดข้นคลั่กผสมมันสมองสีขาวสาดกระจาย ราวกับน้ำพุพ่นใส่ใบหน้าที่แข็งทื่อของผู้คน จนเลอะเทอะไปหมด

เหลือเพียงศพไร้หัว ล้มตึงลงไป

แก้มของลู่ปู้เอ้อร์ก็เปื้อนเลือดหยดหนึ่ง หัวใจเต้นรัวในอก เหงื่อเย็นไหลพราก

มีคนถูกฆ่า

เจ้าหน้าที่อันกับเถ้าแก่จางหัวใจเต้นรัว

ถ้าไม่ใช่เพราะลู่ปู้เอ้อร์ห้ามไว้

ป่านนี้ พวกเขาคงตายไปแล้ว!

ทุกคนเริ่มตระหนักว่า เด็กหนุ่มคนนี้ไม่ธรรมดา ดูเหมือนจะคาดการณ์ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ได้อย่างแม่นยำ!

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 3 - นี่มันไม่ใช่เกม

คัดลอกลิงก์แล้ว