- หน้าแรก
- คมดาบเงาสังหาร
- ตอนที่ 1 - การเดินเรือ
ตอนที่ 1 - การเดินเรือ
ตอนที่ 1 - การเดินเรือ
ตอนที่ 1 - การเดินเรือ
==================================================
เลกูน่าปาดเหงื่อออกจากใบหน้าและเหม่อมองทะเลสีครามเข้ม เขาเคยได้ยินคนอื่นพูดถึงทะเลมาก่อน แต่ไม่เคยเห็นด้วยตาตัวเอง เขาไม่เชื่อว่าจะมีสถานที่ที่มีแต่น้ำอยู่จริง แต่ตอนนี้เมื่อมหาสมุทรสีฟ้าไร้ขอบเขตปรากฏอยู่ตรงหน้า มันก็ไม่สำคัญอีกต่อไปว่าเขาจะเชื่อหรือไม่
เรื่องราวที่เกิดขึ้นกับเขาในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมามันหนักหนาเกินไป ในฐานะเด็กกำพร้า สิ่งที่เขาทำได้เพื่อเอาชีวิตรอดคือดิ้นรนให้ท้องอิ่ม เขาไม่เคยเห็นโลกภายนอกและไม่เคยคิดถึงมัน ชีวิตของเขาเรียบง่ายแต่ยากลำบาก อย่างน้อยก็เมื่อสิบกว่าวันก่อน ก่อนที่เขาจะแอบเข้าไปในคฤหาสน์ของขุนนางเพื่อหนีการไล่ล่า
เขาจำไม่ได้แน่ชัดว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น เขาจำได้แค่ลางๆ ว่าซ่อนตัวอยู่ใต้ต้นไม้ในคฤหาสน์เพื่อหลบสายตาผู้ที่ไล่ตามเมื่อพวกนั้นวิ่งผ่านไป 'เลกูน่าจอมพริ้ว' ฉายาที่เลื่องลือในสลัม ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกคันไม้คันมือเมื่อเจอกับคฤหาสน์ขุนนางที่การป้องกันหละหลวม
ทันทีที่เขาแอบเข้าไปถึงห้องเก็บของและเตรียมจะหยิบของบางอย่างออกไปขาย เขาก็รู้สึกเหมือนถูกกระแทกที่หลังหัวก่อนจะหมดสติไป ก่อนภาพจะตัด เขาเหมือนจะได้ยินเสียชายแก่บ่นพึมพำ
"บ้าเอ๊ย ไม่นึกว่าจะมีคนอยากขโมยของข้าทั้งที่ข้าแทบจะหมดตูดอยู่แล้ว..."
เมื่อตื่นขึ้นมา เขาก็พบว่าตัวเองอยู่ในคุก
'อาหารที่นี่ไม่เลวเลย! ข้าได้กินขนมปังดำตั้งสองมื้อ แถมยังไม่ขึ้นราด้วย!'
นั่นคือความรู้สึกของเขาหลังจากผ่านวันแรกในคุกมาได้ สำหรับคนที่ไม่เคยถูกจับมาก่อน เขาไม่ได้รู้สึกกลัวการถูกขังเลย ตรงกันข้าม ชีวิตที่สงบสุขหลังลูกกรงพร้อมอาหารที่มั่นคงคือสวรรค์สำหรับเขา เขาถึงกับคิดจะศึกษากฎหมายและบทลงโทษของฮอคเพื่อวางแผนรับโทษจำคุกตลอดชีวิตที่สมบูรณ์แบบ
แต่อย่างไรก็ตาม ชีวิตไม่ได้เป็นไปอย่างที่หวัง ก่อนที่เลกูน่าจะกินอาหารคุกจนเบื่อ เขาก็ถูกล่ามโซ่และส่งมาที่ท่าเรือเคเดอร์พร้อมกับเพื่อนร่วมคุก ไม่กี่วันต่อมา ทั้งกลุ่มก็ถูกสั่งให้ขึ้นเรือที่ว่ากันว่าจะล่องไปยังทวีปอื่น
ไม่เกินจริงเลยถ้าจะบอกว่าเขาได้เจอกับประสบการณ์ในช่วงครึ่งเดือนที่ผ่านมามากกว่าตลอดสิบกว่าปีของชีวิตเสียอีก
ก่อนหน้านี้ แม้การเอาชีวิตรอดจะน่าเหนื่อยหน่าย แต่เขาก็ใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่แต่ในเมลินดอร์ ตอนนี้เมื่อเขาจากทางระบายน้ำสกปรกๆ และกองขยะในเมืองมาอย่างถาวร เขาต้องเผชิญกับโลกใบใหม่ที่กว้างใหญ่กว่าที่จินตนาการไว้มากนัก
'โอ้ ไม่น่าเชื่อว่าจะมีที่ราบกว้างใหญ่ ป่าเขียวชอุ่ม และทะเลสีครามที่กว้างกว่าแผ่นดินอยู่นอกเมลินดอร์! แถมยังมีทวีปอื่นอีก!'
เมื่อรู้ความจริงข้อนั้น เขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย
เพียะ! แส้หนังเปียกๆ ฟาดลงบนหลังของเขา
"กลับไปทำงานแล้วเลิกมองไปทั่วได้แล้ว! ถ้าวันนี้มีขยะสักชิ้นบนดาดฟ้า แกจะได้กินแส้เป็นมื้อเย็น" กะลาสีร่างท้วมตะคอกด้วยความเกลียดชัง
เลกูน่าขมวดคิ้วพลางลูบหลังเพื่อบรรเทาความเจ็บปวดก่อนจะกลับไปขัดพื้นเรือ กะลาสีพยักหน้าอย่างพอใจในความเชื่อฟังของเขา
'เด็กขนาดนี้ไม่ร้องไห้หรือโวยวายหลังจากโดนแส้... ดูท่าจะเป็นพวกว่าง่าย'
อย่างไรก็ตาม ก่อนที่กะลาสคนนั้นจะเดินไปไกล เลกูน่าแอบจ้องมองแผ่นหลังของมันด้วยสายตาอาฆาต ก่อนจะส่งสายตาให้ทาสอีกคนหนึ่งและชี้ไปที่กะลาสี
ถ้ามีใครจากสลัมเมลินดอร์อยู่ที่นี่ พวกเขาจะรู้ทันทีว่าหายนะแบบไหนกำลังรอคอยกะลาสีคนนั้น ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ใครก็ตามที่ได้รับสายตาอาฆาตจาก 'เลกูน่าจอมพริ้ว' จะต้องถูกเล่นงานจนสิ้นหวัง มันเป็นแค่เรื่องของเวลาเท่านั้น
เมื่อค่ำคืนมาเยือน เขาก็ยืดตัวอย่างสบายอารมณ์บนเสื่อหญ้า ขณะที่ชายร่างยักษ์สูง 1.9 เมตรนวดเท้าให้เขาอย่างนอบน้อม มีนักโทษอีกคนด้านหลังคอยนวดไหล่ให้เขาด้วย
"แกรู้ชื่อไอ้กะลาสีที่ข้าให้ไปสืบหรือยัง?" เขาถามพลางลูบหลังตัวเองอีกครั้ง
นักโทษคนสุดท้ายในห้องขัง คนที่เลกูน่าส่งสายตาให้เมื่อตอนกลางวัน ตอบกลับว่า "รู้แล้วครับ ลูกพี่ เจ้านั่นชื่อฮานส์ มันค่อนข้างเส้นใหญ่เพราะนิสัยตรงไปตรงมาและความภักดีต่อกัปตัน มันเป็นต้นหนของเรือลำนี้ แต่ลูกพี่ ข้าได้ยินมาว่าฮานส์เป็นนักรบระดับ 8 ถึงแม้เมื่อวานลูกพี่จะจัดการพวกเราได้ง่ายๆ แต่ถ้าเจอกับฮานส์... ขอโทษที่พูดตรงๆ นะ แต่ข้าคิดว่ามันคงอัดลูกพี่เละแน่"
"หยุดพล่ามไร้สาระ ถ้ารู้อยู่แล้วว่ามันเป็นนักรบระดับ 8 คิดว่าข้าจะไปปะทะกับมันตรงๆ หรือไง? ด้วยเหตุผลบางอย่าง ไอ้ฮานส์นั่นดูจะเกลียดขี้หน้าข้าตั้งแต่วันแรกที่ข้าขึ้นเรือ ข้าแค่ต้องการเอาคืนให้หายแค้น แล้วอีกอย่าง ทำไมลูกเรือถึงปล่อยปละละเลยพวกเรานักหลังจากออกเรือ? ไม่ใช่ว่าควรจะเข้มงวดกว่านี้หรือ?" เลกูน่าถาม
นักโทษคนนั้นอธิบายอย่างกระอักกระอ่วน "ลูกพี่ ท่านก็เห็นเองนี่ แม้พวกเราจะตัวใหญ่ แต่พวกเราก็ไม่ได้เป็นภัยคุกคามอะไรเลย ข้าคิดว่ากะลาสีคนไหนบนเรือนี้ก็สามารถจัดการพวกเราได้ทีละสิบคนสบายๆ ข้ายังได้ยินมาว่ากัปตันเป็นจอมเวทระดับ 8 ข้าสงสัยว่าต่อให้พวกเรานักโทษและกะลาสีรวมหัวกันโจมตี ก็คงทำอันตรายเขาไม่ได้แม้แต่น้อย อีกอย่าง อยู่กลางทะเลเปิดแบบนี้เราก็หนีไปไหนไม่ได้ เขาเลยไม่คุมเข้มเท่าไหร่"
"ชิ ทำไมคนเก่งๆ แบบนั้นต้องมาขนส่งนักโทษด้วยนะ? มิน่าพวกลูกเรือถึงได้ไม่กลัวอะไรเลย แต่ก็นะ แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน" เลกูน่ากล่าวพลางคลำถุงกระดาษลับที่เขาพกติดตัวตลอดเวลา
โชคดีที่ลูกรักของเขาไม่ได้ถูกยึดไป เขาโบกมือให้ทั้งสามคนเตรียมที่นอนให้ สองคนที่นวดให้เขารีบจัดแจงปูเสื่อหญ้าให้ โดยไม่ลืมประจบสอพลอว่าเลกูน่ายอดเยี่ยมแค่ไหนที่สามารถเล่นงานฮานส์ได้หนักแสบทรวง
แม้จะดูประหลาดที่ชายร่างยักษ์สามคนเรียกเด็กหนุ่มผอมแห้งว่าลูกพี่และคอยรับใช้ แต่ทั้งสามก็ไม่มีทางเลือก คนที่สู้เก่งที่สุดคือลูกพี่ กฎนี้ใช้ได้จริงในสลัมพอๆ กับในคุก และไอ้เด็กแห้งอย่างเลกูน่าดันเป็นนักสู้ที่เก่งที่สุดซะงั้น
ตอนที่ทั้งสามรู้ครั้งแรกว่าเพื่อนร่วมห้องขังเป็นแค่เด็กน้อยอ่อนแอ พวกเขาคิดว่าจะได้เบ๊ไว้ใช้ปูที่นอน นวดตัว และล้างเท้า แต่ทั้งสามเรียนรู้อย่างรวดเร็วว่าพวกเขาไม่ใช่คู่ต่อสู้ของไอ้เด็กสกปรกนี่ ทันทีที่ 'พลังปราณ' ของเขาปะทุขึ้น ทั้งสามก็พบว่าตัวเองแทบลืมตาไม่ขึ้น โชคดีที่อยู่บนเรือ ไอ้เด็กนั่นเลยไม่ซ้อมพวกเขาจนเละ สุดท้ายทั้งสามก็ตกลงกันหลังจาก 'คุยฉันทมิตร' ว่าใครจะปูที่นอน ใครจะนวด และใครจะล้างเท้าให้ลูกพี่
ทั้งสามถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อเห็นทรราชน้อยหลับไป ในที่สุดพวกเขาก็ได้ปูที่นอนของตัวเองและล้มตัวลงนอนบ้าง
ทะเลค่อนข้างสงบอยู่หลายวัน แม้อากาศจะดี แต่พวกลูกเรือก็สังเกตว่าต้นหนของพวกเขาอารมณ์บูดบึ้ง แม้เขาจะโชคร้ายเจออุบัติเหตุหลายอย่าง เช่น ลื่นตกบันได ท้องเสียโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือซิปกางเกงเปิดออกเองอย่างลึกลับ แต่ลูกเรือก็ไม่คิดว่าฮานส์จะต้องเล่นใหญ่ขนาดนั้น
ในช่วงสองสามวันที่ผ่านมา ฮานส์มักจะเตะนักโทษสักทีสองทีเมื่อเห็นพวกเขาอู้งานแม้แต่นิดเดียว เลกูน่าโดนหนักที่สุดโดยไม่มีเหตุผล
ทั้งกะลาสีและนักโทษต่างพากันระวังตัวแจ เพราะกลัวจะไปกระตุกหนวดเสือฮานส์ กะลาสีบางคนถึงกับขอให้กัปตันช่วยเตือนฮานส์ให้ใจเย็นลง แต่กัปตันเพียงแค่ยิ้ม เขาไม่ได้มองว่าเป็นเรื่องใหญ่อะไร
วันเวลาผ่านไปเช่นเดิม ในวันที่ 14 ของการเดินทาง ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงท่าเรือลอร์มิ บนชายฝั่งทวีปแลนซ์ ลอร์มิ ซึ่งเป็นเมืองใกล้เคียงที่ท่าเรือใช้ชื่อตาม เป็นจุดพักเติมเสบียงแห่งแรกของเรือบนทวีปนี้ มีสินค้าทุกอย่างพร้อมสรรพและมากมาย มีโรงเตี๊ยมสำหรับแรงงานและแม้กระทั่งคุก
เมื่อเรือเทียบท่า กัปตันให้ลูกน้องระดับ 6 และ 7 จำนวนสิบคนเฝ้านักโทษ ส่วนคนที่เหลือได้รับอนุญาตให้ขึ้นฝั่งสองชั่วโมง คืนนั้น เมื่อลูกเรือส่วนใหญ่ออกไปข้างนอก ฮานส์ก็เคาะประตูห้องกัปตันและเดินเข้าไป
"กัปตัน ข้าทนไม่ไหวแล้ว! ข้าอยากจะอัดไอ้เด็กนั่น!" ฮานส์บ่นไม่หยุดหลังจากเข้ามา
"เฮ้ ใจเย็นน่า ฮานส์ นั่งลงก่อนแล้วเล่ามาสิว่าเกิดอะไรขึ้น"
ต่างจากต้นหนผู้หยาบกระด้าง กัปตันเป็นคนมีวัฒนธรรมที่ใบหน้าไม่แสดงร่องรอยความกร้านโลกแบบที่กะลาสีมักจะมี
ฮานส์หยิบไหเหล้ารัมออกมาและเริ่มกระดกมันลงคอ
"ไอ้เด็กเวรเลกูน่านั่นมันชักจะลามปามเกินไปแล้ว! ถ้าท่านจะให้ข้าแกล้งโง่และเมินเฉยต่อการกลั่นแกล้งของมันอีก ข้าคงได้เป็นบ้าจริงๆ! ข้าอยากจะซ้อมมันให้ตายคามือ!"
"มันทำอะไรเจ้า นอกเหนือจากทำให้เจ้าลื่นล้มสองสามครั้ง ทำให้ท้องเสีย และดึงซิปกางเกงเจ้าลง? เจ้าต้องยอมรับนะว่าเจ้านั่นทำได้โดยที่ไม่มีใครจับได้เลย" กัปตันกล่าวอย่างประทับใจ
"นั่นยังไม่ใช่ที่แยที่สุด!" ต้นหนบ่นพลางกัดฟัน
กัปตันอดไม่ได้ที่จะยิ้ม
"โอ้? มีอะไรแย่ไปกว่านั้นอีก?" เขาถามด้วยความอยากรู้
"มีอีกเยอะที่ท่านไม่รู้!"
"เช่น?"
"เอ่อ" ฮานส์อึกอักด้วยน้ำเสียงกระอักกระอ่วนก่อนจะทนไม่ไหว "ตอนที่ข้าอยู่ในส้วม กำลังขี้แตกเพราะยาถ่ายของมัน มันโยนกระป๋องเข้าใส่จากข้างนอก..."
กัปตันอึ้งไป เขาจินตนาการหน้าฮานส์ตอนที่กระป๋องตกลงไปในส้วมและของเสียภายในกระเด็นใส่ สีหน้านั้นคงเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง หมดอาลัยตายอยาก และยอมจำนน
"มิน่าล่ะ เจ้าถึงมีกลิ่นแปลกๆ ในช่วงสองวันนี้..." เขากระซิบเสียงเบา
"มันแอบทาซอสพริกไว้ทั่วเสื้อผ้าข้าตอนที่ข้าตากไว้..." ฮานส์เล่าต่อหลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง
"มิน่าพ่อครัวถึงบ่นว่าซอสพริกหมดเร็วผิดปกติโดยไม่ทราบสาเหตุ" กัปตันพูดอีกครั้ง ก่อนจะยอมรับในใจว่าเลกูน่าป่าเถื่อนได้โล่จริงๆ
"ข้ายอมรับว่าเด็กนั่นแกล้งเจ้าหนักมาก แต่เจ้าเองก็ทำกับเขาไม่น้อยไม่ใช่รึ?" กัปตันแทรกขึ้นก่อนฮานส์จะพูดต่อ "ข้ายังจำสีหน้าเจ้าตอนสั่งให้เขาขัดส้วมได้ เจ้าดูเหมือนอยากจะให้เขาเลียส้วมจนสะอาดเลยนะ"
"ก็เพราะไอ้เด็กเวรนั่นเริ่มก่อน!" ฮานส์เถียง
"และไม่ใช่ว่าทุกอย่างเริ่มหลังจากเจ้าเฆี่ยนเขาหรือ?" กัปตันถาม
"ช่างหัวมันสิ! ถ้าท่านไม่สั่งให้ข้าทำ ข้าจะไปยุ่งกับไอ้ปีศาจน้อยแบบนั้นทำไม?!" ฮานส์กรีดร้อง เขาเกือบจะสติแตกอยู่แล้ว