เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 15: ไอ้อ้วนดำ ‘ต้าสยง’

บทที่ 15: ไอ้อ้วนดำ ‘ต้าสยง’

บทที่ 15: ไอ้อ้วนดำ ‘ต้าสยง’


หลังจากพูดถึงมอนสเตอร์จบแล้วก็กลับมาพูดถึงโหลวเฉิงอีกครั้ง

ผู้พเนจรต้องสร้างแท่นบูชาด้วยพิธีกรรมพิเศษและสังเวยศิลาเสาเอกและลูกปัดสมองไปพร้อมกันเพื่อสร้างเมืองที่มีโครงสร้างเรียบง่ายที่สุด

หลังจากแต่ละอาคารถูกสร้างขึ้นนอกจากฟังก์ชั่นพื้นฐานบางอย่างแล้วมันจะมีความสามารถพิเศษสุ่มมาให้ด้วย  โดยความสามารถเหล่านี้จะแตกต่างกันไป  บ้างก็แข็งแกร่งบ้างก็จืดชืด  จะได้ความสามารถพิเศษประเภทใดมานั้นก็ขึ้นอยู่กับดวงล้วน ๆ

โหลวเฉิงที่มู่หรงจื่อเหยียนเคยอยู่ก่อนหน้านี้มีความสามารถคือเมื่อปลูกพืชแล้วความเร็วการเจริญเติบโตของพืชเหล่านั้นจะถูกเร่งขึ้นหนึ่งในสามซึ่งเป็นความสามารถเสริมที่ดีมาก

ด้วยความสามารถนี้พ่อของมู่หรงจื่อเหยียนจึงสั่งให้ปลูกพืชสมุนไพรหายากและพืชที่ใช้เป็นอาหาร  ด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นนี้ทำให้สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เพิ่มขึ้นและทำให้ชาวโหลวเฉิงมีชีวิตที่ดีมาก

แต่ก็เป็นเพราะความสามารถในการเพาะปลูกแบบนี้เช่นกันที่ทำให้โหลวเฉิงซึ่งเคยเป็นบ้านของมู่หรงจื่อเหยียนดึงดูดความโลภของศัตรูเข้ามาหา  พวกมันได้บุกถล่มโหลวเฉิง  ปล้นศิลาเสาเอกของโหลวเฉิง  และสังหารผู้อยู่อาศัยดั้งเดิมของโหลวเฉิงทั้งหมด

ศิลาเสาเอกของโหลวเฉิงที่ขโมยมาได้ประเภทนี้เป็นศิลาเสาเอกที่รู้ความสามารถอย่างชัดเจนแล้ว  และหลังจากที่เอาไปเซ่นไหว้สร้างใหม่จะมีโอกาสมากถึง 50% ที่จะคงความสามารถเดิมไว้  นี่ถือเป็นข้อได้เปรียบเหนือศิลาเสาเอกของอาคารป่า

แน่นอนว่าด้วยสาเหตุข้างต้นทำให้โหลวเฉิงแต่ละแห่งถือว่าความสามารถพิเศษของตนคือความลับสุดยอด  เพราะกลัวว่าหลังจากเปิดเผยไปแล้วจะมีศัตรูหมายตา

นอกจากนี้ยังมีข่าวลือในหมู่ผู้คุมแห่งโหลวเฉิงอีกด้วยว่ายิ่งสังเวยศิลาเสาเอกจากอาคารป่าเลเวลสูงเท่าไหร่  ความสามารถพิเศษที่ได้จากการสร้างโหลวเฉิงก็จะยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นเท่านั้นซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจริงเท็จแค่ไหน

หลังจากสร้างโหลวเฉิงแล้วหากต้องการยกระดับของโหลวเฉิงให้สูงใหญ่ขึ้นก็จำเป็นต้องลงทุนลูกปัดสมองจำนวนมหาศาลในการอัปเกรด

ดังนั้นการสร้างโหลวเฉิงที่ทรงพลังแห่งหนึ่งจึงเป็นการลงทุนทรัพยากรจำนวนมหาศาล  ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมโหลวเฉิงที่ทรงพลังหลายแห่งจึงมีประวัติศาสตร์ยาวนานหลายร้อยหรือหลายพันปี

ศิลาเสาเอกสำหรับการสร้างโหลวเฉิงมาจากอาคารป่าต่าง ๆ ไม่ว่าอาคารป่าจะมีลักษณะอย่างไร  โหลวเฉิงที่สร้างขึ้นจะมีหน้าตาเป็นอย่างนั้นด้วย  ดังนั้นโหลวเฉิงในต่างโลกนี้จึงมีรูปแบบแตกต่างกันไป  ทั้งแบบปราสาท  อาคารที่อยู่อาศัย  หรือกระทั่งป้อมปราการ

ก็แปลว่าอยากสร้างเมืองหน้าตาแบบไหนก็ต้องหาศิลาเสาเอกจากเมืองแบบนั้นมา

เมืองเฮยเหยียนที่เป็นโหลวเฉิงใกล้เมืองผู้พเนจรนั้นเป็นเมืองที่มีรูปทรงอาคารซึ่งพบได้บ่อยที่สุดในบรรดาโหลวเฉิงทั้งปวง  ว่ากันว่าโหลวเฉิงประเภทนี้มีรูปลักษณ์ที่เห็นได้ทั่วไปและส่วนใหญ่มักมีความสามารถธรรมดา ๆ

เวลาผ่านไปอย่างช้า ๆ และทั้งสามคนก็คุยกันเรื่องโหลวเฉิงเป็นเวลานาน  ซึ่งในระหว่างนั้นมีประเด็นมากมายเข้ามาเกี่ยวข้อง

หลังจากการสนทนาถังเจิ้นก็แนะนำให้กลับไปที่เมืองผู้พเนจรกันก่อน  จากนั้นค่อยหาโอกาสไปดูสถานที่ที่เฉียนหลงเคยกล่าวถึงก่อนหน้านี้

เรื่องนี้ไม่มีผู้ใดขัดข้องและเริ่มดำเนินการทันที

ขณะที่เฉียนหลงกำลังช่วยสองพี่น้องเก็บข้าวของ  ถังเจิ้นได้ออกไปข้างนอกคนเดียวและหยิบชุดคันธนูกับลูกธนูออกมาจากความว่างเปล่า

เมื่อกลับเข้าไปในที่ซ่อนเขาก็มอบคันธนูกับลูกธนูให้กับเฉียนหลงและมอบดาบที่เก็บจากศพพวกโจรให้มู่หรงจื่อเหยียนและเอาดาบของตนมามัดสะพายหลังด้วย

เฉียนหลงที่ได้คันธนูไปก็ไม่อาจปล่อยมือจากมันได้เลย  และเมื่อประเมินดูแล้วคันธนูกับลูกศรที่ได้มานี้นอกจากจะมีรูปลักษณ์ที่สวยงามแล้วยังมีพลังทำลายล้างที่ไม่ธรรมดาด้วย  แน่นอนว่าต้องเป็นของดีมีราคาสูง

เฉียนหลงคิดถูกแล้ว  เพราะคันธนูและลูกธนูชุดนี้หนักเกือบ 80 จินและสามารถยิงทะลุตัวหมูป่าได้ในเปรี้ยงเดียว

ขนาดหมูป่าหนังหนา ๆ ยังทะลุเป็นรูแล้วคนมันจะไปเหลืออะไร!

ในขณะที่เฉียนหลงกำลังเล่นกับธนูอยู่นั้นในใจก็คิดว่าตัวเองคิดถูกแล้วที่เลือกอยู่กับถังเจิ้น  ก็ดูสิ  ไม่เห็นหน้าแค่ไม่กี่วันอีกฝ่ายเล่นเอาปืนออกมายิงคนได้แล้ว  นี่ถ้าไม่เจอกันนานกว่านี้อีกหน่อยไม่ใช่จะเอาปืนกลออกมาเลยเหรอ?

‘ไม่แน่ซักวันเราอาจกลายเป็นชาวโหลวเฉิงแต่งเมียมีลูกใช้ชีวิตอย่างมีความสุขมั่นคงก็เป็นได้’

“อะฮึ ๆ ๆ ๆ”

เมื่อคิดถึงเรื่องนี้เฉียนหลงก็หัวเราะออกมาอย่างอดไม่ได้  ถังเจิ้นก็มองเจ้าหมอนี่ด้วยสายตาแปลก ๆ อยู่สองสามรอบ

เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้วทั้งสี่คนก็ออกเดินทางทันที

พวกเขาเดินออกจากเขตโรงงานร้างอย่างระมัดระวัง  เฉียนหลงเป็นผู้นำทาง  ในหมู่คนทั้งสี่มู่หรงจื่อเหยียนกับน้องสาวเดินอยู่ตรงกลาง  และถังเจิ้นใช้ปืนพกปิดท้าย  ในกอหญ้าผืนนี้ที่เกือบจะสูงกว่าคน ทีมสี่คนจึงดูเหมือนมดไม่ได้โดดเด่น

แม้ว่าหนทางข้างหน้าจะยากลำบากแต่มันก็ยังบดบังการมองเห็นของเหล่ามอนสเตอร์ด้วย  ตราบใดที่พวกเขาไม่พบกับมอนสเตอร์ที่มีประสาทดมกลิ่นและการได้ยินที่ดีเป็นพิเศษทีมของพวกเขาก็จะไม่ตกอยู่ในอันตราย

แต่ถึงกระนั้นพวกเขาก็ไม่กล้าที่จะคลายความระมัดระวังลงเพราะพวกเขาไม่สามารถบอกได้เลยว่ามอนสเตอร์จะกระโดดออกมาจากกอหญ้านี่เมื่อใด

ขณะที่เขากำลังคิดอะไร ๆ อยู่ในใจนั้นเองจู่ ๆ ถังเจิ้นก็รู้สึกถึงกลิ่นเหม็นรุนแรงสาดเข้ามาที่ตัว  ด้วยความตกใจเขาประทับปืนชี้ปากกระบอกไปยังทิศทางที่กลิ่นโชยมา

เมื่อเห็นว่ากอหญ้าข้างหน้ายวบลงอย่างเร็วและเห็นว่ามีเงาขนาดใหญ่โผล่มาเขาก็ปลดเซฟและเหนี่ยวไก

แต่ก่อนที่เขาจะทันได้ยิงมู่หรงจื่อเหยียนก็กดแขนของเขาลงซะก่อน

“ทำไรของเธอเนี่ย!?”

ถังเจิ้นตะโกนด้วยความโมโห ‘แม่นี่ดันมาก่อเรื่องเอาตอนสำคัญแบบนี้ได้ไงวะ  อยากตายเรอะ!’

มู่หรงจื่อเหยียนส่ายหัวในขณะที่เธอกำลังจะอธิบายบางอย่างกับถังเจิ้น  น้ำเสียงขี้เกียจของเฉียนหลงก็ลอยมา “นั่นมันคนน่ะ  และเรากะทำให้มันกลัวด้วย”

ถังเจิ้นผงะเมื่อเขาได้ยินคำพูดนั้น  และหลังจากดูดี ๆ แล้วก็พบว่าไอ้ ‘มอนสเตอร์’ ที่ทั้งดำทั้งเหม็นสูงสองเมตรยี่สิบท่าทางจะหนักกว่าสองร้อยโลนี่มีรูปร่างหน้าตาที่เหมือนคนจริง ๆ ด้วย

เมื่อถังเจิ้นจ้องมองมัน  มันก็จ้องมองถังเจิ้นด้วย  ฝ่ายนั้นหน้าดำเหมือนก้นหม้อ  ดวงตาโต ๆ สองดวงเป็นตาสีขาวนัยน์ตาสีดำ

ไม่รู้ทำไมเหมือนกันพอจ้องตานี่แล้วมันก็รู้สึกแปลก ๆ เหมือนมองตาหมาตอนมาขอข้าวกิน

ถังเจิ้นมองดูอย่างละเอียดอีกรอบและยืนยันว่าชายตรงหน้าเป็นคนจริง ๆ แถมมีสภาพที่น่าอนาถยิ่ง

ถ้าไม่ใช่เพราะกางเกงหนังขาดรุ่งริ่งตัวใหญ่ที่มัดด้วยเชือกป่านสองเส้นและมีอีกเส้นร้อยพาดไหล่ไว้ล่ะก็...  ไอ้หมอนี่น่าจะวิ่งอยู่ข้างนอกนี่ด้วยสภาพล่อนจ้อนไปแล้ว!

“แกเป็นใคร!  ต้องการอะไร!”

ปากกระบอกปืนของถังเจิ้นยังชี้หน้ามันอยู่พร้อมกับถามคำถามออกมา

เจ้าอ้วนดำมันไม่ยอมตอบคำถามของถังเจิ้นเพราะตอนนี้สายตาของมันจ้องแต่บิสกิตในมือของมู่หรงจือเยว่พร้อมเอานิ้วเข้าปากพึมพำแต่คำว่า “น่าหร่อย  น่าหร่อยจังเลย!  ต้าสยงหิว  ต้าสยงอยากกินด้วยอะ!”

หลังจากพูดจบเจ้าอ้วนที่เรียกตัวเองว่าต้าสยง (หมีใหญ่) ก็เอื้อมมือจะไปคว้าบิสกิตในมือของจื่อเยว่น้อย  แต่ก็ชักมือกลับด้วยสีหน้าหวาดกลัว  ทว่าสายตาก็ยังจับจ้องบิสกิตด้วยความปรารถนา

ถังเจิ้นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงหยิบบิสกิตออกมาจากความว่างเปล่าแล้วโบกต่อหน้าเจ้าอ้วน “อยากกินปะ?”

เจ้าอ้วนดำพยักหน้ารัว ๆ ยิ่งกว่าไก่จิกข้าวสารส่งสายตาคาดหวังเหมือนหมาขอข้าวให้กับถังเจิ้น

ในเมื่อไม่รู้ว่าอีกฝ่ายมันเล็งบิสกิตจริงป่าวทางเดียวที่จะพิสูจน์ได้คือโยนให้มันไป  เจ้าอ้วนก็รับและเอาเข้าปากทันทีด้วยการเคลื่อนไหวอันไหลลื่น

หลังจากได้กินแล้วเจ้าอ้วนก็เลียปากแผลบ ๆ และส่งสายตาอ้อนวอนใส่ถังเจิ้นอีกรอบเพราะมันยังไม่พอ

ถังเจิ้นยิ้มพร้อมหยิบบิสกิตออกมาโยนให้มันอีกครั้ง

ทำไปทำมาก็หมดไปแล้ว 6 ชิ้น  เจ้าอ้วนยังคงขออีกแต่ถังเจิ้นบอกว่าหมดแล้ว  เจ้าอ้วนเลยแสดงสีหน้าผิดหวังและเจ็บใจออกมาทันที

เมื่อเห็นสิ่งนี้ถังเจิ้นหัวเราะเบา ๆ และพูดกับมันว่า “ที่บ้านฉันมีบิสกิตอีกเยอะ  จะมาด้วยกันป๊ะล่ะ?  แล้วนายจะได้ยินเยอะเท่าที่นายอยากกิน!”

ตาของเจ้าอ้วนดำเป็นประกายและพยักหน้าอย่างรุนแรงในทันที

‘อืม  ประพฤติตัวดีมาก’

ถังเจิ้นสะบัดคอ “งั้นก็มากับฉัน!”

แล้วก็พยักหน้าส่งสัญญาณให้เฉียนหลงเดินทางต่อไป  และเจ้าอ้วนตัวดำต้าสยงก็เดินตามกลุ่มไปแบบติด ๆ ทว่าเจ้าหมอนี่มันก็สูงเด่นเกินไป  หัวที่โผล่หันไปรอบ ๆ สามารถเป็นที่สังเกตเห็นได้แต่ไกลเลยทีเดียว

มู่หรงจื่อเหยียนเหลือบมองกลับไปที่ชายร่างใหญ่ข้างหลังและถามด้วยเสียงต่ำ “คุณวางแผนจะพาเขาไปด้วยงั้นเหรอ?  แต่ก็ดีเหมือนกัน  แม้ความฉลาดของคนคนนี้จะไม่ต่างจากเด็กที่เอาแต่กิน  แต่หลังจากที่ได้เป็นผู้ฝึกฝนแล้วต้องเป็นนักสู้ที่ดีได้แน่!”

เมื่อได้ยินที่มู่หรงจื่อเหยียนว่าถังเจิ้นก็ยิ้มโดยไม่พูดอะไร

สิ่งที่มู่หรงจื่อเหยียนพูดนั้นถูกต้อง  สำหรับผู้พเนจรคนอื่น ๆ แล้วอาหารคือของล้ำค่าอย่างมาก  แต่กับถังเจิ้นแล้วล้วนเป็นของไร้ค่าที่สุด  กลับกันหากเอาเจ้าต้าสยงกลับไปด้วยและได้รับการฝึกฝนอย่างดีล่ะก็หมอนี้จะกลายเป็นผู้ช่วยที่ดีและเชื่อฟังอย่างแน่นอน!

เรื่องอื่น ๆ ยังไม่ต้องพูดถึง  แค่ขนาดตัวก็น่ากลัวแล้วพี่น้อง!

ทีมที่แต่เดิมมีสี่ตอนนี้กลายเป็นห้า  ทว่าความเร็วในการเดินทางไม่ได้ลดลง

เอาจริง ๆ เจ้าอ้วนดำนี่กำลังระงับอาการอยากวิ่งของตนสุดชีวิตเลยด้วยซ้ำ  เวลาเดินก็ขยับขาทีละนิดแบบยุกยิก ๆ และแสดงอาการฮึดฮัดไม่พอใจตลอดเวลา

แต่คนเหล่านี้มีอาหารที่ตนเองชอบอยู่ในมือดังนั้นจึงทำได้เพียงอดทนกับความเร็วที่เหมือนหอยทากนี้

เมื่อเห็นท่าหมอง ๆ ของเจ้าต้าสยงถังเจิ้นก็สงสัยจริง ๆ ด้วยสติปัญญาของเจ้าหมอนี่มันเอาชีวิตรอดอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีมอนสเตอร์กินคนเดินป้วนเปี้ยนไปทั่วแบบนี้ได้ไง

การเดินป่าในพงหญ้าเป็นงานหนักอย่างไม่ต้องสงสัย  โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับทีมมีเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ทำให้แต่ละคนต้องผลัดกันอุ้มพวกเธอเป็นครั้งคราว

ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน  แต่ไอ้พื้นดินในแดนทุรกันดารนี่ก็แข็งซะเหลือเกิน  นอกจากวัชพืชที่หยั่งรากลงไปอย่างเหนียวแน่นแล้วจะสามารถพบพืชชนิดอื่น ๆ ได้อีกแค่ไม่กี่ชนิดเท่านั้น

ถังเจิ้นเลยประเมินว่าถ้าหากเอารถออฟโรดมาขับที่นี่ล่ะก็ประสิทธิภาพของรถจะถูกนำมาใช้อย่างเต็มที่อย่างแน่นอน  แต่ก็น่าเสียดายที่พื้นที่เก็บของของเขาไม่ได้ใหญ่ขนาดนั้น  ไม่งั้นล่ะก็กลับไปรอบนี้ต้องไปออกรถมาลองแน่นอน

เพราะการปรากฏของอาคารป่าทำให้มีมอนสเตอร์มาเดินป้วนเปี้ยนอยู่มากมาย  ทำให้ทางกลับจะเห็นว่ามีมอนสเตอร์เยอะขึ้น

ในระหว่างการเดินทาง  มีครั้งหนึ่งที่พวกเขาทั้งห้าต้องเผชิญกับการต่อสู้กับมอนสเตอร์สี่แขนที่มีเขี้ยวและหางยาวเฟื้อยหลายสิบตัวที่จู่ ๆ ก็พุ่งเข้ามา

แต่ว่าก่อนที่ถังเจิ้นและคนอื่น ๆ จะทันได้ทำอะไรเจ้าอ้วนดำต้าสยงก็ส่งเสียงร้องแปลก ๆ แต่จับอารมณ์ได้ว่ากำลังตื่นเต้นแล้วพุ่งใส่พวกมันอย่างกับรถถัง

เพียงหมัดลุ่น ๆ ที่เจ้าอ้วนต่อยออกไปก็รุนแรงพอจะส่งไอ้ตัวที่ระบบแจ้งว่าชื่อ ‘พังพอนสี่แขน’ ลอยละลิ่วพร้อมกระอักเลือดกลางอากาศ  จากนั้นตามด้วยหมัดที่สองทำให้ตัวที่สองมีสภาพไม่ต่างจากตัวแรก

เจ้าต้าสยงปานผู้ใหญ่ที่เข้าไปอาละวาดในโรงเรียนอนุบาล  ทำการทรมานมอนส์เตอร์ตัวน้อยทั้งหลายที่สูงแค่เมตรยี่สิบโดยการทุบตีจนพวกมันเห่าหอนออกมาราวกับผีป่าที่โดนข้าวสารเสก

มีจังหวะหนึ่งที่เจ้าพังพอนสี่แขนกระซวกกรงเล็บถูกเจ้าอ้วนดำ  แต่ผลที่ได้คือรอยข่วนสีขาวขีดอยู่บนผิวหนังเท่านั้น

พวกถังเจิ้นถึงกับตกตะลึง  เพราะแม้ว่าเจ้าพังพอนสี่แขนเหล่านี้จะเป็นแค่มอนสเตอร์เลเวล 1

แต่มันจะกระจอกขนาดโดนคนเพียงคนเดียวบดขยี้อย่างสมบูรณ์กันทั้งฝูงแบบนี้ได้ไง?  ต้องแปลว่าเจ้าอ้วนดำนี่มันทรงพลังอย่างมากแน่นอน!

จบบทที่ บทที่ 15: ไอ้อ้วนดำ ‘ต้าสยง’

คัดลอกลิงก์แล้ว