เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 14: ถอยห่างและรวมตัว

บทที่ 14: ถอยห่างและรวมตัว

บทที่ 14: ถอยห่างและรวมตัว


ทันทีที่ลูกดอกพุ่งมาจิตสังหารอันรุนแรงเองก็ระเบิดตามทำให้ทั้งสองสัมผัสได้อย่างชัดเจนทันที

ถังเจิ้นกระโดดออกจากจุดนั้นอย่างรวดเร็วและเห็นเงาดำเรียวยาวพุ่งหน้าไปผ่านไปต่อหน้าต่อตาซึ่งเห็นว่าเป็นลูกธนูปลายแหลม

โชคดีที่ความเร็วของลูกดอกทั้งสองนี้ไม่เร็วเกินไปจึงทำให้ทั้งคู่มีโอกาสหลบเลี่ยง  ทางด้านถังเจิ้นที่จู่ ๆ ต้องเจอเข้ากับลูกดอกแบบนี้ก็หลั้งเหงื่อเย็นด้วยความหวาดกลัว

ภาพมโนความรู้สึกที่ตนเองโดนลูกดอกนี้เสียบทะลุหัวใจทำเอาขนหัวลุกซู่

หลังจากหลีกเลี่ยงการลอบโจมตีที่ร้ายกาจนี้แล้วทั้งสองก็ชักอาวุธออกมาพร้อมกันและหันหลังชนกันอย่างระมัดระวังโดยชี้ปลายอาวุธไปที่กอหญ้าสูง ๆ รก ๆ โดยรอบ

เมื่อตั้งท่าพร้อมรบแล้วก็เห็นว่ามีสามคนกระโดดออกมาจากกอหญ้าแต่ละด้านจริง ๆ และทำการล้อมหน้าล้อมหลังทั้งคู่  อาวุธในมือพวกมันสะท้อนแสงเย็นเยียบ

คนเหล่านี้ยังแต่งกายด้วยผ้าขี้ริ้ว  แต่เมื่อเทียบกับผู้พเนจรทั่วไปแล้วท่าทีของพวกมันดูจะดุร้ายเกินไปเยอะแถมแววตาของพวกมันยังเผยนัยยะว่า ‘กูจะลอกคราบพวกมึงให้เกลี้ยง’ ด้วยความโลภ

“กลุ่มโจร!”

เฉียนหลงมองพวกมันด้วยสีหน้าระแวดระวังพลางกระซิบเบา ๆ

ถังเจิ้นรู้สึกตกใจเมื่อได้ยินและแอบคิดว่าซวยชิบหาย

กลุ่มโจรในหมู่ผู้พเนจรมีชื่อเสียที่โด่งดังมากว่าเป็นไอ้พวกบ้าไร้อารยะธรรมที่เอาแต่แหกปากกู่ร้องไล่ทุบตีคนไม่ต่างจากหมาข้างถนน

ไอ้พวกนี้ทำทุกอย่างตามใจชอบโดยไม่มีลิมิต  ดังนั้นการฆ่าเพื่องสนองนีตจึงเป็นเรื่องธรรมดา  แม้แต่เนื้อคนด้วยกันพวกมันก็ยังเอามากินอย่างเอร็ดอร่อย

ในบรรดาโหลวเฉิงหลายแห่งในโลกนี้มีวิธีลับในการสื่อสารระหว่างกัน  และมีองค์กรที่คล้ายกับสหภาพแรงงานรับจ้างอยู่ด้วย  และด้วยความช่วยเหลือจากแพลตฟอร์มการติดต่อนี้ทำให้สามารถเผยแพร่ค่าหัวของคนได้  โดยชายสิบอันดับแรกที่มีค่าหัวสูงสุดล้วนมาจากกลุ่มโจรในแดนทุรกันดาร

เมื่อสมาชิกของกลุ่มโจรถูกจับได้พวกมันจะถูกแขวนคอ 100% และส่วนใหญ่เมื่อถูกรวบจะถูกรวบกันหมด  มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่หลุดลอดตาข่ายได้

วิกลจริต  ทำชั่วสารพัด!

นั่นคือคำแปลแรกที่ถังเจิ้นใช้กำกับกลุ่มโจรพวกนี้  และตอนนี้ไอ้พวกเวรนี่มันก็กำลังหมายหัวเขาอยู่

สายลมอ่อน ๆ พัดผ่านพื้นที่รกร้าง  และถังเจิ้นรู้สึกได้ถึงความอยากฆ่าที่สาดเข้ามาได้บาง ๆ

หนึ่งในสมาชิกของกลุ่มโจรดูคุ้นเคย  และถังเจิ้นก็จำได้ในทันทีว่าตนเองเคยเห็นหน้าไอ้นี่ที่ร้านของชำมาก่อนนี่หว่า!

‘จะว่าไปตอนนั้นเรากะเฉียนหลงกะลังนับลูกปัดสมองอยู่เลยหนิ  แล้วไอ้ห่านี่แม่งก็อยู่ด้วย  มาคิด ๆ ดูแล้วมันน่าจะเป็นหน่วยสอดแนมสินะ!’

‘เห็นทีพวกมันจะเล็งเราไว้ก่อนแล้ว  พอเห็นพวกเราออกจากเมืองผู้พเนจรมาก็เลยล่วงหน้ามาดักปล้น’

‘ถ้าแม่งปล้นสำเร็จทั้งชีวิตกูกะเฉียนหลงก็จะโดนพวกแม่งเอาไปด้วย  พวกเวรนี่ไม่มีทางปล่อยให้เราเอาชีวิตรอดกลับไปได้อยู่แล้ว  ไม่งั้นเรื่องของพวกมันคงแดงแล้วจะไปแอบส่องเหยื่อในเมืองผู้พเนจนไม่ได้ง่าย ๆ อีก’

การปล้นแกะอ้วนจากเมืองผู้พเนจรเองก็เป็นหนึ่งในแหล่งรายได้หลักของโจรกลุ่มนี้

แต่น่าเสียดาย!

พวกมันเสือกเข้ามากยุ่งกับลูกปืน!

ในเมื่อเป็นการเอากันถึงตายงั้นก็ไม่มีอะไรต้องลังเล

ก่อนที่ฝ่ายมันจะพูดอะไรเฉียนหลงก็ตะโกนด้วยความโกรธแล้วเงื้อแขนขว้างดอกสว่านยาวหนึ่งฟุตที่โดนเหลาจนแหลมออกไป!

ดอกสว่านเหล็กที่ทั้งหนาและหนักได้พุ่งใส่ไอ้ตัวตรงหน้า

กลายเป็นว่าเจ้าเฉียนหลงนี่ได้เอาอาวุธที่คล้ายเข็มเบอร์ใหญ่นี้ซุกไว้ที่ซองหนังต้นขาซึ่งสามารถชักออกมาปาได้ทันทีที่พบศัตรู

‘อาวุธลับ’ ที่มีน้ำหนักกว่าหนึ่งจินนี้ทรงพลังมากพอที่จะปาทะลุหัวโจรที่อยู่ตรงหน้าได้เลย

ถังเจิ้นเหมือนจะได้ยินเสียง “โผละ” เบา ๆ จากนั้นก็เห็นอาวุธลับเจาะเข้าไปในหัวกะโหลกของโจร  ไอ้ตัวที่โดนก็มุมปากกระตุกยิก ๆ แล้วพยายามเงื้อแขนแต่ก็ร่วงลงไปนอนคุยกับรากหญ้าอย่างไม่เหลือเรี่ยวแรง

หลังจากโจมตีสำเร็จเฉียนหลงยังคงเดินวนรอบ ๆ โดยกวัดแกว่งดาบยาวเข้าต่อสู้กับพวกโจร

แต่ละกระบวนท่าที่ใช้ออกล้วนทรงพลัง  การควบคุมกำลังทำได้อย่าละเอียดละออแม่นยำ  การเคลื่อนไหวไหลลื่นสบายไม่ต่างจากหายใจ  รวมกับอาวุธมีคมในมือแล้วสามารถต่อกรกับคนสองคนโดยไม่มีอาการหอบเลยแม้แต่น้อย

แต่เพราะศัตรูมันเยอะกว่าดังนั้นเฉียนหลงจึงถูกตีโต้และตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบในไม่ช้า

ถังเจิ้นซึ่งแต่เดิมอยากเอามีดไปฟันกับพวกมันก็ต้องลังเลเมื่อเห็นฉากนี้  ฝั่งเขาที่ต้องเจอกับสามคนเลยไม่กล้าลังเลต่อจัดการชักปืนพกออกจากเอวแล้วเหนี่ยวไกใส่พวกมันทั้งสามที่พุ่งเข้ามาหาอย่างรวดเร็ว

เขาไม่คิดจะวัดกำลังกับพวกมันอีกต่อไป  คิดแค่ว่าต้องให้พวกมันชะงักเพื่อช่วยเฉียนหลงไปพร้อม ๆ กัน

และด้วยระยะห่างที่สั้นมากแถมพวกมันยังไม่รู้ด้วยว่าถังเจิ้นมีปืนดังนั้นถังเจิ้นเลยมีโอกาสยิงใส่พวกมันชนิดที่โดนเข้าเต็ม ๆ

“ปัง  ปัง  ปัง...!”

เขารัวหมดแม็กในชั่วพริบตาโดยโจรทั้งสามที่ได้ลูกปืนไปกินก็ร่วงลงพื้นในสภาพศพที่โชกไปด้วยเลือด

พลังของลูกปืนนั้นรุนแรงพอที่จะปลิดชีพพวกมันทั้งสามก่อนที่จะมีโอกาสได้เข้าถึงตัวถังเจิ้นซะอีก

และเสียงปืนที่ระเบิดรัวปานเหมือนเม็ดฝนพร้อมพลังสังหารอันกล้าแกร่งก็ทำให้ไอ้พวกโจรที่เหลือต้องนิ่งและมองศพทั้งสามด้วยสายตาตื่นตระหนก

พวกมันรู้ดีว่าอาวุธในมือของถังเจิ้นคือปืน  และยังเป็นปืนยิงซ้ำได้ที่มีราคาแพงมาก!  พวกมันเคยได้ยินแต่กิตติศัพท์ของอาวุธสังหารชนิดนี้  แต่ไม่คิดว่าไอ้แกะอ้วนสองตัวนี่จะถือครองมันอยู่!

‘กลายเป็นว่าไอ้แกะอ้วนสองตัวนี่ดันไม่ใช่แกะ  แต่เป็นปีศาจอ้วนที่รอพวกเรามาเป็นเหยื่อ!’

บังเอิญพวกโจรดันเกิดความคิดนี้แวบเข้ามาในหัวสมองทำให้พวกมันทุนกคนเสียสมาธิไป

เฉียนหลงที่ตาแดงก่ำไม่มีทางพลาดโอกาสนี้อยู่แล้ว  เขาฉวยจังหวะนี้ฆ่าไอ้ฝั่งตัวเองไปหนึ่งตัวก่อนจะขยับตัวเข้าไปใกล้ถังเจิ้นอย่างว่องไว

ตอนนี้แม็กเก่าว่างเปล่าถังเจิ้นเลยหยิบแม็กใหม่มาเปลี่ยนอย่างลก ๆ เนื่องจากไม่เคยฝึกฝนมาก่อนทำให้ใส่แม็กใหม่พลาดไปสามรอบจนทำให้วิตกจนเหงื่อแตกไปทั้งตัว

ถ้าไอ้พวกโจรมันบุกเข้ามาตอนนี้เลยล่ะก็เขาคงเสร็จพวกมันไปแล้ว

แต่ก็พวกมันก็ไม่เข้ามาทำให้เขาเสียบแม็กสำเร็จในครั้งที่สี่  และไอ้พวกโจรที่เห็นดังนั้นก็หันหลังหนีกันอย่างไวด้วยความอับอายขายหน้า!

แม้พวกมันจะบ้าแต่ว่าไม่โง่  ย่อมรู้ดีว่าถ้าจะเอาต่อล่ะก็ได้ตายกันตรงนี้แน่นอน  ก่อนหน้านี้ทั้งสองคนเป็นแค่แกะอ้วนสองตัวในสายตาพวกมัน  ไม่คิดมาก่อนเลยว่าจะกลายเป็นพญามารแบบนี้  ครั้งนี้พวกมันขาดทุนย่อยยับแล้ว

อาวุธของศัตรูทรงพลังมาก  ไม่วิ่งตอนนี้แล้วจะวิ่งตอนไหน?

เมื่อเห็นโจรวิ่งหนีไปด้วยความหวาดกลัวทั้งสองก็หันมองหน้ากันและถอนหายใจด้วยความโล่งอก

หลังจากเช็คแอปแผนที่และยืนยันว่าพวกโจรได้หนีไปหมดแล้วถังเจิ้นก็เก็บอาวุธด้วยมือที่สั่นเทาพร้อมกับสบถด้วยความขมขื่น “เชี่ยเอ๊ย...!”

เฉียนหลงนั่งหอบกับพื้นอย่างหนัก  เพราะการต่อสู้เมื่อกี้ทำให้เขาหมดพลังงานไปมาก

หลังจากพักผ่อนชั่วครู่เฉียนหลงตรวจดูบาดแผลที่แขนตนเองอยู่ครู่หนึ่ง  จากนั้นก็ลุกขึ้นยืนและเริ่มลอกคราบศพของพวกโจร  เพราะไหน ๆ ก็เป็นถึงกลุ่มโจรที่ออกปล้นในแดนทุรกันดารจนมีชื่อเสียขนาดนี้แล้วน่าจะพกของดี ๆ อะไรมาบ้างใช่มั้ยล่ะ?

แต่ก็น่าเสียดายที่เรื่องราวไม่ได้ง่ายอย่างที่หวัง  ไอ้พวกนี้มันยากจนข้นแค้นกว่าพวกเขาเยอะ  ดังนั้นของที่ได้มาจึงมีแค่ลูกปัดสมองที่หลักสิบเม็ดกับสิ่งของเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น

ในบรรดาอาวุธที่พวกโจรทิ้งไว้บางชิ้นก็ดูดี  และเฉียนหลงเป็นคนเก็บมันไปทั้งหมด

ถังเจิ้นไม่ชอบของพวกนี้อยู่แล้วจึงบอกเฉียนหลงให้รีบ ๆ ออกจากที่นี่เร็ว ๆ เพราะไม่อยากรอให้ไอ้พวกโจรมันไปเอาพวกกลับมาฆ่า

หลังจากนี้การเดินทางของทั้งคู่เต็มไปด้วยความระมัดระวังมากยิ่งขึ้น  ถังเจิ้นนี่มือไม่ห่างจากปืน  ทางด้านเฉียนหลงเองก็อยากรู้เลยถามออกมา  ถังเจิ้นเอาปืนให้อีกฝ่ายเล่น  หลังจากเล่นจนอิ่มแล้วก็ส่งคืนให้เขา

เดิมทีถังเจิ้นคิดว่าเฉียนหลงจะสนใจอาวุธปืน  แต่กลับไม่ใช่  ตอนเอาไปเล่นสีหน้าของอีกฝ่ายดูจะไม่ได้กระตือรือร้นและเหมือนจะสนใจพวกอาวุธทั่วไปมากกว่า

ตลอดทางข้างหน้าโชคดีที่ไม่มีทางคดเคี้ยวใด ๆ และหลังจากหลีกเลี่ยงมอนสเตอร์ที่เดินไปมารอบ ๆ โรงงานร้างแล้วทั้งสองก็มาถึงทางเข้าเข้าช่องใต้ดินที่ซ่อนอยู่อย่างเงียบ ๆ

ถังเจิ้นส่งเสียงเบา ๆ ใส่ไม้กระดานเพื่อยืนยันตัวตน

จากนั้นข้างในก็มีเสียงเสียดสีเบา ๆ ตามด้วยเสียงร้องออกแรงของผู้หญิงและไม้กระดานก็ถูกเลื่อนออกเผยให้เห็นใบหน้าประหลาดใจของมู่หรงจื่อเหยียน

เธอหลีกทางให้ทั้งสองคนเข้ามาและรีบเอาไม้กระดานปิดกลับไปทันที

“พี่ถังกลับมาแล้ว!”

มู่หรงจื่อเหยียนจับแขนของถังเจิ้นด้วยความยินดี

เด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ที่อยู่ข้าง ๆ ถือบิสกิตครึ่งชิ้นไว้ในมือพยักหน้าแสดงท่าทาง “อื้ม ๆ!”

ถังเจิ้นตบไหล่มู่หรงจื่อเหยียนด้วยรอยยิ้มและแนะนำเฉียนหลงให้เธอรู้จัก

ไอ้เจ้าเฉียนหลงใช้จังหวะที่มู่หรงจื่อเหยียนหันไปทางอื่นแอบขยิบตาแบบประสาที่ผู้ชายทุกคนรู้ ๆ กันให้ถังเจิ้น

ถังเจิ้นก็หัวเราะเบา ๆ แล้วหันหน้าไปทางอื่นโดยไม่สนใจท่าทีของอีกฝ่าย

ขณะพักผ่อนถังเจิ้นก็บอกมู่หรงจื่อเหยียนถึงความคิดในการสร้างโหลวเฉิงของตน  เมื่อเทียบกับความรู้อันจำกัดของเฉียนหลงแล้ว  มู่หรงจื่อเหยียนที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นลูกสาวเจ้าเมืองของโหลวเฉิงแห่งหนึ่งน่าจะมีความรู้มากกว่าและให้คำแนะนำที่ถูกต้องแก่เขาได้

หลังจากได้ยินความคิดของถังเจิ้นแล้วมู่หรงจื่อเหยียนก็ตกใจอยู่เหมือนกัน  เมื่อได้สติแล้วเธอก็บอกรายละเอียดบางอย่างในการสร้างโหลวเฉินที่เฉียนหลงไม่ได้พูดถึงมาก่อนให้ถังเจิ้นฟัง

เมื่อเทียบกับคำบอกเล่าของเฉียนหลงแล้วข้อมูลจากมู่หรงจื่อเหยียนมีรายละเอียดและแม่นยำกว่ามาก

ปรากฎว่านอกจากศิลาเสาเอกแล้วการสร้างโหลวเฉิงยังต้องใช้ลูกปัดสมองมอนสเตอร์เลเวล 6 ขึ้นไปด้วย!

ในโลกนี้เมื่อเลเวลของผู้พเนจรถึงเลเวล 5 การเลื่อนขั้นของพลังการต่อสู้จะถึงจุดคอขวด  มีเพียงการเซ่นไหว้ที่แท่นบูชาของโหลวเฉิงและได้รับพลังวิเศษเท่านั้นถึงจะสามารถเลื่อนขั้นต่อไปเป็นเลเวล 6 ได้

หลังจากเซ่นไหว้เพื่อรับพลังวิเศษแล้วบางคนจะมีความสามารถในการฝึกฝนศิลปะการต่อสู้  และบางคนจะมีความสามารถในการฝึกฝนศิลปะเวทมนตร์  แต่ไม่ว่าจะเป็นยังไงก็ตามพวกเขาเหล่านั้นล้วนเป็นสิ่งมีชีวิตที่ทรงพลังอย่างมากโดยไม่มีข้อยกเว้น

ผู้ฝึกฝนและมอนสเตอร์ในโลกนี้การแบ่งเกรดกันด้วย  อาจกล่าวได้ว่าการนับเลเวลที่แท้จริงของผู้ฝึกฝนจะเริ่มต้นหลังจากได้รับพลังวิเศษก็ไม่ผิด  หลังจากเลเวล 6 แล้วทุกครั้งที่ผู้ฝึกฝนเพิ่มขึ้นหนึ่งเลเวลจะมีความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณ

มอนสเตอร์ที่มีเลเวลต่ำกว่า 5 เองก็จะถือว่าเป็นมอนสเตอร์ธรรมดาเท่านั้น  หลังจากถึงเลเวล 6 แล้ว พวกมันเองก็สามารถได้รับพลังวิเศษและได้รับการเลื่อนขั้นเป็นปีศาจที่ทรงพลังได้เช่นกัน  เมื่อมาถึงตอนนี้ลูกปัดสมองของมอนสเตอร์ชนิดนี้จะมีค่ามากสามารถใช้เป็นเครื่องเซ่นไหว้ได้และยังสามารถใช้ช่วยในการฝึกฝนด้วย  ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าประเมินค่าไม่ได้เลยด้วยซ้ำ

จบบทที่ บทที่ 14: ถอยห่างและรวมตัว

คัดลอกลิงก์แล้ว