- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นก็อตซิลล่า ผู้ปกครองอดีตกาล
- บทที่ 19: ไร้ซึ่งจรรยาบรรณ
บทที่ 19: ไร้ซึ่งจรรยาบรรณ
บทที่ 19: ไร้ซึ่งจรรยาบรรณ
บทที่ 19: ไร้ซึ่งจรรยาบรรณ
พญางูยักษ์รู้สึกสับสนงุนงงเป็นอย่างมาก
ศัตรูประเภทไหนกันที่ทำให้เหล่าบริวารของมันแตกตื่นได้ถึงเพียงนี้?
พวกมันเอาแต่กระโดดโลดเต้นและส่งเสียงร้องอยู่ตรงหน้า พลางชี้ไม้ชี้มือไปยังเพดานถ้ำเบื้องบนอย่างไม่ลดละ
จากท่าทางเหล่านั้น พญางูยักษ์พอจะเดาได้คร่าวๆ ว่าภัยคุกคามดูเหมือนจะมาจากสิ่งมีชีวิตหน้าตาประหลาดที่ปะปนอยู่ในเครื่องบรรณาการเลือดตรงหน้า
พญางูยักษ์เคยเห็นมนุษย์ไดโนเสาร์และไดโนเสาร์บรรพกาลมาหลายครั้งแล้ว
เพราะสิ่งเหล่านี้มักปรากฏอยู่ในมื้ออาหารของมันทุกครั้งที่มันตื่นขึ้น
ทว่า มันไม่เคยเห็นบริวารของตนหวาดกลัวลนลานเช่นนี้มาก่อน
ดูจากท่าทางแล้ว เหมือนพวกมันอยากให้มันออกไปช่วย?
หรือว่าสิ่งมีชีวิตรูปร่างประหลาดพวกนี้จะแข็งแกร่งจนเหล่าบริวารของมันต้านทานไม่ไหว?
เจ้าพวกตัวเล็กน่าสมเพชพวกนี้มัวทำอะไรกันอยู่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา?
ดูเหมือนพวกมันจะไร้ซึ่งความกล้าหาญและความสามารถเฉกเช่นบรรพบุรุษเสียแล้ว
ช่างเป็นเจ้าตัวเล็กที่น่าสงสารและโง่เขลาเสียจริง
ช่างเถอะ ข้าจะออกไปดูสักหน่อยก็แล้วกัน!
พญางูยักษ์ค่อนข้างขี้เกียจ แต่เห็นแก่การรับใช้มานับล้านปีของเหล่าบริวาร มันจึงตัดสินใจขยับตัวเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี
หากบริวารของมันรับมือกับวิกฤตภายนอกไม่ได้จริงๆ มันก็คงอดใช้ชีวิตสุขสบายที่มีอาหารมาเสิร์ฟถึงที่โดยไม่ต้องขยับตัวน่ะสิ?
เพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง พญางูยักษ์จึงเริ่มเคลื่อนไหวร่างกายอย่างจำใจ แม้จะรู้สึกรำคาญอยู่บ้าง
ถ้ำใต้ดินนั้นกว้างใหญ่ไพศาล แต่ทางออกกลับเล็กนิดเดียว
ด้วยขนาดตัวมหึมาในปัจจุบัน พญางูยักษ์จึงไม่สามารถออกไปได้อย่างสะดวก
แต่มันหาได้ใส่ใจ มันพุ่งเอาหัวชนผนังหินด้านหนึ่งของถ้ำอย่างจัง
เกล็ดของมันแข็งแกร่งดุจใบมีด เรียงตัวหนาแน่นและส่องประกายเย็นยะเยือก ตั้งชันราวกับคมมีดนับพันเล่ม
อาศัยเกล็ดเหล่านี้ตัดผ่าชั้นหินและขับเคลื่อนร่างกาย มันจึงเคลื่อนที่ผ่านชั้นดินได้อย่างอิสระราวกับปลาแหวกว่ายในสายน้ำ
จากการสัมผัสความเคลื่อนไหวบนพื้นดิน พญางูยักษ์พบแหล่งกำเนิดแรงสั่นสะเทือนที่รุนแรงที่สุดได้อย่างรวดเร็ว
จากนั้น พญางูยักษ์จึงพุ่งทะยานขึ้นจากใต้ดินตามสัมผัสนั้นทันที
"ตูม!!!"
ราวกับวาฬกระโจนขึ้นเหนือน้ำ หรือระเบิดอานุภาพสูงปะทุขึ้น
วินาทีที่พญางูยักษ์พุ่งทะลุพื้นดินขึ้นมา แผ่นดินในรัศมีหลายร้อยเมตรก็ยุบตัวและระเบิดออก ฝุ่นละอองคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ
การปรากฏตัวของมันช่างกะทันหัน จนส่งร่างของมนุษย์งูและมนุษย์ไดโนเสาร์จำนวนนับไม่ถ้วนที่อยู่ใกล้เคียงกระเด็นไปคนละทิศละทาง
ในที่สุด พญางูยักษ์ผู้ห่างหายไปนานก็ได้ปรากฏตัวขึ้นบนพื้นโลกอีกครั้ง
ทว่า พื้นผิวโลกในยามนี้ปกคลุมด้วยความมืดมิด มีเพียงแสงจันทร์สาดส่อง อากาศแห้งผากของโลกภายนอกแตกต่างจากความชื้นแฉะในถ้ำ ทำให้พญางูยักษ์รู้สึกไม่สบายตัวชั่วขณะ
แต่ความรู้สึกนั้นก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อกวาดสายตามองไปรอบๆ พญางูยักษ์ก็ต้องชะงักงันไปครู่หนึ่ง
มนุษย์ไดโนเสาร์สูงสิบเมตร แถมตัวยังลุกเป็นไฟ?
นี่มันตัวบ้าอะไรกันเนี่ย?
แถมยังมีไดโนเสาร์บรรพกาล บางตัวสูงเกือบห้าสิบเมตร ทำเอาพญางูยักษ์สะดุ้งโหยง
ทำไมพวกมันถึงดูแตกต่างจากเครื่องเซ่นไหว้ที่มันเห็นในถ้ำลิบลับขนาดนี้?
มิน่าล่ะ บริวารของมันถึงได้มาร้องขอความช่วยเหลือ
พญางูยักษ์เข้าใจเหตุผลทันที และความตกตะลึงก็คงอยู่เพียงชั่วครู่
แม้มนุษย์ไดโนเสาร์จะตัวใหญ่ แต่พญางูยักษ์นั้นมหึมายิ่งกว่า
ส่วนของร่างกายที่โผล่พ้นพื้นดินขึ้นมาเป็นเพียงแค่หนึ่งในห้าของร่างกายทั้งหมดเท่านั้น
แต่เพียงแค่หนึ่งในห้านี้ ก็มีความสูงเกือบร้อยเมตรแล้ว
งูนั้นไม่เหมือนมนุษย์ จึงมีความได้เปรียบเรื่องความยาวของลำตัวอย่างแน่นอน
แต่ความหนาของลำตัวก็ถือว่าธรรมดา
เส้นผ่านศูนย์กลางลำตัวของพญางูยักษ์น่าจะราวๆ สามสิบเมตร และความยาวตลอดทั้งตัวก็น่าจะเกินห้าร้อยเมตร
แต่ด้วยขนาดตัวระดับนี้ ก็ยังทำให้มันดูยิ่งใหญ่น่าเกรงขาม อย่างน้อยการจะกลืนไดโนเสาร์ตัวยาวห้าสิบเมตรเข้าไปในคำเดียวก็ไม่ใช่ปัญหา แม้จะคับปากไปสักหน่อยก็ตาม
ทันทีที่พญางูยักษ์ปรากฏตัว เหล่ามนุษย์งูและงูยักษ์ทั้งหลายต่างส่งเสียงเชียร์กึกก้อง
เสียงคำรามและสีหน้าท่าทางตื่นเต้นดีใจของพวกมันยากจะบรรยาย ไม่ต่างอะไรกับตอนที่มนุษย์ไดโนเสาร์ได้เห็นคังเฉียวครั้งแรก
ขวัญกำลังใจที่เคยตกต่ำกลับพุ่งสูงขึ้น เปี่ยมล้นด้วยความฮึกเหิม
อาจเป็นเพราะเสียงเชียร์ของเหล่าบริวาร พญางูยักษ์จึงอ้าปากกว้างอย่างพึงพอใจและส่งเสียงขู่ฟ่อแปลกประหลาดขึ้นสู่ท้องฟ้า
เสียงขู่นั้นสั่นเครือในระดับต่ำ ฟังดูน่าสะพรึงกลัวและสะกดจิต
ทว่า ทันทีที่เสียงขู่ของพญางูยักษ์สิ้นสุดลง ทันใดนั้น มันก็ได้ยินเสียงคำรามกึกก้องจากอีกฟากฝั่งของแม่น้ำอันไกลโพ้นในยามวิกาล
นั่นคือเสียงของคังเฉียวที่กำลังใกล้เข้ามา
เนื่องจากมนุษย์ไดโนเสาร์เลิกพัวพันกับมนุษย์งูและหยุดใช้พลังไฟแล้ว ม่านหมอกไอน้ำหนาทึบที่เคยปกคลุมเหนือแม่น้ำจึงค่อยๆจางหายไป
วินาทีที่คังเฉียวก้าวเข้ามาใกล้
ร่างเงาของเขาที่แหวกฝ่าม่านเมฆและปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหัน ทำให้สรรพเสียงบนทั้งสองฝั่งแม่น้ำเงียบกริบลงในพริบตา
ณ ช่วงเวลานี้ เวลาดูเหมือนจะหยุดนิ่ง และบรรยากาศก็เงียบสงัดอย่างน่าประหลาด
เหล่ามนุษย์ไดโนเสาร์และมนุษย์งูต่างถอยร่นไปอยู่ด้านหลังเทพเจ้าของตนอย่างเงียบเชียบ ทิ้งระยะห่างออกไปเรื่อยๆ เหลือเพียงสองสัตว์เทพอสูรยักษ์ยืนประจันหน้ากันโดยมีแม่น้ำกั้นกลาง
พญางูยักษ์ถึงกับยืนงงเป็นไก่ตาแตก
นี่เป็นครั้งแรกที่มันได้เห็นสัตว์ยักษ์มหึมาขนาดนี้ และเป็นครั้งแรกที่ได้เห็นสิ่งมีชีวิตที่น่าหวาดหวั่นอย่างคังเฉียว
พญางูยักษ์รู้อะไรเกี่ยวกับโลกใบนี้น้อยกว่าคังเฉียวเสียอีก
ใครใช้ให้มันขี้เกียจและไม่ออกไปไหนเลยล่ะ?
แต่พญางูยักษ์ก็มีความหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีของตน นั่นคือตั้งแต่อดีตกาลจนถึงปัจจุบัน มันไม่เคยพ่ายแพ้ต่อศัตรูหน้าไหน
แม้สัตว์ยักษ์บางตัวจะมีขนาดใหญ่โตน่ากลัว แต่ส่วนใหญ่มักไม่อาจต้านทานเขี้ยวพิษมรณะของมันได้
ดังนั้น ทันทีที่เห็นคังเฉียว แม้หัวใจของพญางูยักษ์จะสั่นไหวอย่างบอกไม่ถูก แต่แววตาของมันก็ฉายแววสงบนิ่งและจริงจังขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
ความทรงจำแห่งการต่อสู้นองเลือดในอดีตถูกปลุกให้ตื่นขึ้น ในตอนนี้ พญางูยักษ์ไร้ซึ่งความเกียจคร้านและพร้อมสำหรับการต่อสู้
ในเวลานี้ ทั้งสองฝ่ายยังไม่มีใครเปิดฉากโจมตีก่อน
เหตุผลที่คังเฉียวไม่โจมตี เพราะเขากลังชาร์จพลังอยู่
สังเกตได้จากแสงสีแดงเพลิงที่เริ่มเรืองรองจากปลายหางของเขา
พญางูยักษ์เองก็เช่นกัน
ร่างกายทั้งหมดของมันเลื้อยออกมาจากใต้ดิน หางขดเป็นวง และชูคอขึ้นสูง จ้องเขม็งไปที่คังเฉียว
ถุงพิษที่หน้าอกและท้องเริ่มพ่นหมอกพิษออกมาจำนวนมหาศาล และมีควันดำจางๆ ลอยออกมาจากรูจมูกของพญางูยักษ์
เมื่อคังเฉียวเห็นพญางูยักษ์ครั้งแรก เขาก็รู้สึกจริงจังขึ้นมาอย่างผิดปกติเช่นกัน
เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็น 'งูยักษ์' ตัวมหึมาขนาดนี้ หัวแบนราบเหมือนงูเห่า และลำตัวสีดำสนิท ดูแค่มองก็รู้ว่ามีพิษร้ายแรงแน่นอน
โชคดีที่คังเฉียวรู้สึกว่าร่างลาวาของเขาน่าจะทนทานต่อพิษได้ดี
ถึงจุดนี้ เขาจะแสดงความอ่อนแอไม่ได้เด็ดขาด
หนึ่งสัตว์ยักษ์ หนึ่งอสรพิษ จ้องตากันเขม็ง บรรยากาศตึงเครียดขึ้นมาทันที
"ตายซะเถอะ!"
ทันใดนั้น คังเฉียวผู้ไร้ซึ่งจรรยาบรรณนักสู้ ก็เร่งแสงสีแดงที่เพิ่งลามมาถึงกลางหลังให้เต็มพิกัดในพริบตา จากนั้นก็อ้าปากกว้างและพ่นลำแสงเพลิงสีแดงฉานใส่พญางูยักษ์ที่อยู่อีกฝั่งของแม่น้ำทันที
น่าเสียดายที่มันไม่ใช่ 'อะตอมมิค เบรธ' (ลมหายใจปรมาณู)
วินาทีที่พ่นลำแสงเพลิงแดงออกไป คังเฉียวก็แอบเสียดายอยู่ลึกๆ
ใช่แล้ว ตอนนี้คังเฉียวยังไม่มีวิธีพ่นลำแสงความร้อนสูงสีขาวออกมาได้ เพราะไม่มีลาวา หินหลอมเหลว หรือพลังงานนิวเคลียร์เพียงพอรอบตัวให้ชาร์จพลัง ดังนั้นลำแสงความร้อนกัมมันตรังสีแบบนี้ก็ถือว่าไม่เลวแล้ว
แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว
เพราะวินาทีที่คังเฉียวชิงลงมือพ่นลำแสงความร้อนกัมมันตรังสีออกมาอย่างไม่ทันตั้งตัว พญางูยักษ์ที่ไม่ได้ระวังตัวทำได้เพียงพ่นลำแสงหมอกพิษสีดำทมิฬออกมาต้านทานคลื่นพลังของคังเฉียวอย่างทุลักทุเล
ผลลัพธ์เป็นไปตามคาด หมอกพิษถูกเผาไหม้และสลายไปทันทีที่สัมผัสกับลำแสงความร้อนกัมมันตรังสี จากนั้นลำแสงนั้นก็พุ่งเข้าปะทะใบหน้าของพญางูยักษ์เต็มๆ
นี่แหละคือข้อเสียของการด้อยการศึกษา!
โดนลำแสงความร้อนกัมมันตรังสีเข้าไปเต็มหน้า ร่าง 'งูยักษ์' ของพญางูยักษ์ก็ถูกกระแทกลงไปกองกับพื้น
ความเจ็บปวดแสบร้อนที่ใบหน้าและร่างกายท่อนบนทำให้มันกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด
ทว่า ในขณะนั้น โดยไม่เปิดโอกาสให้เจ้างูยักษ์ได้ตั้งตัว คังเฉียว สัตว์ยักษ์น่าสะพรึงกลัวตนนี้ ก็เริ่มออกวิ่ง และเพียงก้าวเดียว เขาก็ข้ามฝั่งแม่น้ำมาถึงตัว แขนสั้นข้างหนึ่งล็อกคอพญางูยักษ์ไว้ที่จุดตาย (เจ็ดนิ้วใต้หัว) ส่วนมืออีกข้างก็ระดมทุบหัวพญางูยักษ์ไม่ยั้ง
ขณะที่ทุบตีพญางูยักษ์ คังเฉียวก็แอบบ่นพึมพำกับตัวเอง
ข้าเก่งเกินไปหรือเปล่าเนี่ย?
หรือว่าเจ้างูยักษ์นี่มันอ่อนหัดเกินไป?
เหอะ ตัวใหญ่ซะเปล่า! ถ้าไม่โดนทุบซะบ้าง แล้วใครจะโดน?