- หน้าแรก
- ช่วยไม่ได้ ก็โลกวิญญาณบีบให้ผมต้องเป็นเซียนเองนี่นา
- บทที่ 22: เพียบพร้อมทั้งพรสวรรค์และวินัย
บทที่ 22: เพียบพร้อมทั้งพรสวรรค์และวินัย
บทที่ 22: เพียบพร้อมทั้งพรสวรรค์และวินัย
บทที่ 22: เพียบพร้อมทั้งพรสวรรค์และวินัย
มีต้นท้อต้นหนึ่งปลูกอยู่ใน 'สำนักใน' กิ่งก้านใบดูบางตา ผลิดอกออกผลน้อยนิด ซ้ำตอนนี้ยังร่วงโรยจนเกือบหมด
หลินเซียงอวิ๋นยืนเอามือไพล่หลังอยู่ใต้ต้นไม้ หันหน้าเข้าหาต้นท้อ
"การยืนม้าไม่มั่นคง จังหวะก้าวเท้าอ่อนแอ คิดจะฝืนเปิด 'จุดหลิง' งั้นรึ? เฮอะ เลิกฝันกลางวันได้แล้ว"
แน่นอนว่าเขาไม่ได้คุยกับต้นท้อ แต่คุยกับเด็กหนุ่มที่ยืนอยู่บนกิ่งท้อต่างหาก
ดูจากอายุแล้วน่าจะเป็นนักเรียน แต่ฟังจากเนื้อหาบทสนทนา กลับไม่เหมือนครูกำลังสอนศิษย์เอาเสียเลย
เด็กหนุ่มยืนขาเดียวอยู่บนกิ่งไม้ ในสายตาคนทั่วไป ท่าทางแบบนี้ไม่เห็นจะมีอะไรผิดปกติ แถมยังดูมั่นคงดีเสียด้วยซ้ำ
เขาไม่สนใจวาจาเสียดสีของหลินเซียงอวิ๋น เพียงแค่หลับตาแล้วเอ่ยว่า "หากเชื่อมต่อจุดชีพจรทั้งห้าไม่ได้ ข้าจะไม่ยอมทะลวงเข้าสู่ขอบเขต 'แบ่งวิญญาณ' เด็ดขาด"
หลินเซียงอวิ๋นลูบหน้าตัวเอง "แค่สี่จุดก็พอแล้ว การแสวงหาความสมบูรณ์แบบมากเกินไปไม่ใช่เรื่องดีเสมอไปหรอกนะ"
"คุณเรียกผมมามีธุระอะไร?"
"ฉันน่ะเหรอมีธุระ? อ้อ ใช่ พรุ่งนี้จะมีคนเข้ามาดูงาน เตรียมตัวให้พร้อม โชว์กระบวนท่าสักชุด พวกเขาชอบดูของพวกนี้" หลินเซียงอวิ๋นกล่าว
เด็กหนุ่มขมวดคิ้ว "ทำแบบนั้นจะมีประโยชน์อะไร?"
"ฉันจะไปรู้เรอะ? ก็แค่ทำให้มันจบๆ ไป แบบขอไปทีนั่นแหละ ท่านอาจารย์ใหญ่จะได้ไม่ด่าว่าฉันอู้งานอีก"
"คุณก็อู้งานตลอดอยู่แล้ว"
"หุบปากไปเลย"
หลินเซียงอวิ๋นเดินโอนเอนจากไป ปากก็พึมพำไม่หยุด
"ห้องหนึ่งงั้นรึ? อยากเห็นจริงๆ ว่าเจ้าเด็กเฉินม่อที่ตาลุงซุนพูดถึง จะมีดีอะไรนักหนา"
...
ก๊อกๆ
หลังจากเคาะโต๊ะหน้าชั้นสองครั้ง ครูอู๋ก็เริ่มพูดตามกิจวัตร
"นักเรียนที่ลงชื่อไปเยี่ยมชม 'สำนักใน' จำไว้ ห้ามส่งเสียงดัง ห้ามเดินเพ่นพ่าน แค่ไปร่วมฝึกซ้อมกับพวกเขา ซึมซับความแตกต่าง ดูว่าคนอื่นเขาจัดสรรเวลาฝึกซ้อมกันยังไง เข้าใจไหม?"
"เข้าใจครับ/ค่ะ!"
ทุกคนขานรับอย่างพร้อมเพรียง มีเพียงเฉินม่อที่นิ่งเงียบ
เขาไม่ใช่คนประเภทรับปากส่งเดชแล้วคืนคำ ตราบใดที่เขาไม่รับปาก ก็ไม่ถือว่าผิดสัจจะ
ครูอู๋ไม่ได้สังเกตเห็นความผิดปกติ เพียงแค่พยักหน้า "เอาล่ะ งั้นทุกคนตามครูมา ส่วนคนที่ไม่ไปก็ตั้งใจฝึกซ้อมนะ ถ้ามีคำถามอะไร รอครูกลับมาค่อยว่ากัน"
ครืดดด ครืดดด
เสียงลากโต๊ะเก้าอี้ดังขึ้นต่อเนื่อง เพียงครู่เดียว ห้องเรียนของห้องหนึ่งก็กลับสู่ความเงียบสงบ
ครูอู๋พานักเรียนราวสามสิบคนเดินอ้อมตึกเรียน มุ่งหน้าสู่พื้นที่ส่วนลึกด้านหลัง
ที่นี่ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับการเรียนการสอนปกติ นักเรียนจึงไม่ค่อยย่างกรายเข้ามา ถัดเข้าไปอีกคือประตูเหล็กแกะสลัก ซึ่งเป็นทางเข้าหลักของ 'สำนักใน' แต่นักเรียนส่วนใหญ่ข้างในมักใช้ประตูเล็กที่ติดกับถนนใหญ่ ทำให้แทบไม่มีปฏิสัมพันธ์กับ 'ห้องเรียนปกติ' ของโรงเรียนเตรียมฯ เลย
ครูอู๋เดินนำหน้าไปตะโกนเรียกที่ป้อมยามด้านใน "ช่วยเปิดประตูหน่อยครับ"
ชายชราคนหนึ่งนั่งอยู่ในป้อมยาม เขาไม่ใช่ยามรักษาการณ์ แต่เป็นภารโรงและคนสวน รับผิดชอบดูแลความสะอาดและตัดแต่งต้นไม้ในสำนักใน
ได้ยินเสียงเรียก ชายชราที่กำลังกวาดพื้นป้อมยามก็เดินถือไม้กวาดออกมา รัศมีน่าเกรงขามแผ่ออกมารอบกาย ไม่เหมือนคุณปู่ภารโรง แต่เหมือนแม่ทัพถือดาบศึกเสียมากกว่า
"ประตูใหญ่คือประตูที่ไม่มีวันเปิด"
น้ำเสียงของเขาเปี่ยมพลัง น่าเกรงขามโดยไม่ต้องแสดงอารมณ์โกรธ
เหล่านักเรียนรู้สึกยำเกรงขึ้นมาทันที
นี่หรือคือสำนักใน? แม้แต่คนเฝ้าประตูก็ยังไม่ใช่คนธรรมดา
ทันใดนั้น ชายชราก็หันมาเห็นครูอู๋และกลุ่มนักเรียนด้านหลัง เขาตบหน้าผากตัวเองฉาดใหญ่
"อ้าว มาดูงานกันเรอะ ลืมไปเลย โทษทีๆ ลืมสนิท คนแก่ก็แบบนี้แหละ ฮ่าๆๆ"
พูดจบเขาก็แลบลิ้นทำหน้าทะเล้น
ครูอู๋ถึงกับหน้ามืดครึ้ม
แก่ป่านนี้แล้วจะมาทำตัวแบ๊วเพื่อ!
ความศรัทธาของนักเรียนพังทลายลงในพริบตา แม้ปู่ยามคนนี้จะไม่ธรรมดาจริง แต่ดูเหมือนแกจะไม่ปกติไปในทางที่แปลกประหลาด
จนถึงตอนนี้ เฉินม่อยังคงแฝงตัวอยู่ในกลุ่มอย่างเงียบเชียบ ทำตัวโลว์โปรไฟล์ราวกับเด็กเรียนแสนดี จนหวงชุ่ยยังอดแปลกใจไม่ได้
ไม่นานทุกคนก็เข้าสู่เขตสำนักในที่ร่มรื่นไปด้วยต้นสนและต้นไผ่
"ว้าว บรรยากาศดีจัง"
"ถ้าได้ไปฝึกบนสะพานโค้งนั่น ฉันคงก้าวหน้าเร็วขึ้นเป็นสองเท่าแน่ๆ"
"เงียบสงบสุดๆ"
"อะแฮ่ม!"
เสียงกระแอมของครูอู๋ทำให้แถวเงียบลง
กลุ่มนักเรียนเดินตามทางเดินเล็กๆ เลียบสระน้ำ ไปหยุดอยู่ที่ลานเล็กหน้าวิลล่าสามชั้น
"เดี๋ยวครูขึ้นไปเชิญพวกเขาลงมา จำที่ครูบอกเมื่อวานได้ไหม"
ในฐานะครูโรงเรียนเตรียมฯ ห้องเรียนปกติ เขาไม่กล้าปล่อยให้ผู้ฝึกยุทธฝีมือดีที่พักอยู่ในวิลล่าต้องมารอเขา จึงต้องมารอก่อนแล้วค่อยขึ้นไปตาม
เฉินม่อที่ยืนอยู่ในแถวสะกิดหวงชุ่ย "เมื่อวานครูเขาพูดว่าไงนะ?"
"ครูพูดในห้องเรียน นายไม่ได้ฟังเหรอ?"
"ฉันมัวแต่วางแผนว่าจะใช้เวลาดูงานวันนี้ให้คุ้มค่าที่สุดยังไง ก็เลยไม่ได้ฟัง"
หวงชุ่ยกระแอมเบาๆ แล้วดัดเสียงเลียนแบบครูอู๋ "จำไว้ พรุ่งนี้ไปสำนักใน ห้ามส่งเสียงดัง ห้ามเดินเพ่นพ่าน รักษาวินัยให้ดี
เขาอุตส่าห์ใจดีให้เราเข้าไปดูงาน เราต้องไม่ทำตัวเสียมารยาท และที่นั่นคือสำนักใน... ไม่สิ ชื่อทางการคือ 'ห้องคัดเลือกพิเศษ' ทุกคนในนั้นล้วนเพียบพร้อมทั้งพรสวรรค์และวินัย เรื่องพรสวรรค์เราอาจสู้ไม่ได้ แต่เรื่องวินัยเราจะแพ้ไม่ได้เด็ดขาด!"
เฉินม่อร้อง "อ๋อ" รู้สึกว่าครูอู๋ช่างเข้าใจจิตวิทยานักเรียนเสียจริง
พอได้ยินคำเตือนย้ำอีกรอบ นักเรียนห้องหนึ่งก็ดูจริงจังขึ้นถนัดตา ทุกคนยืดอกหน้าเชิด มองตรงไปข้างหน้า รอคอยการปรากฏตัวของครูฝึกและนักเรียนสำนักใน
และแล้ว บรรยากาศก็พังทลายลงด้วยเสียงตวาดลั่น
"หยุดนะไอ้เด็กบ้า! แอบขโมยสตรอว์เบอร์รี่ฉันอีกแล้วเรอะ! ครึ่งโลตั้งสามสิบหยวน แพงนะเว้ย!"
ทันใดนั้น ร่างสองร่างก็พุ่งพรวดออกมาจากตึกสามชั้น
คนหนึ่งถือก่องผลไม้พลาสติกที่มีสตรอว์เบอร์รี่เหลืออยู่ก้นกล่อง แก้มป่องตุ่ยๆ เห็นได้ชัดว่ายังเคี้ยวไม่ทันหมด
แม้สภาพจะไม่เอื้อต่อการวิ่งหนี แต่เขาก็พุ่งผ่านหน้าทุกคนไปอย่างรวดเร็วปานสายฟ้า
ตามมาติดๆ คือชายวัยกลางคนสภาพกระเซอะกระเซิง ผมเผ้ายุ่งเหยิง สวมรองเท้าแตะที่ไม่เหมาะกับการวิ่งยิ่งกว่า
เฉินม่อจำได้ทันที นี่คือหลินเซียงอวิ๋น หัวหน้าครูฝึกของสำนักในที่เขาเคยคุยด้วยไม่กี่คำในวันนั้น
เห็นภาพตรงหน้า ทุกคนถึงกับใบ้กิน
นี่น่ะเหรอวินัยของสำนักใน?
นักเรียนก็ไม่มีมาด ครูยิ่งดูไม่ได้เข้าไปใหญ่
ขณะที่ครูอู๋กำลังยืนอึ้ง แสงสีดำสายหนึ่งก็วูบผ่านหน้าทุกคนไป มันคืออาวุธลับบางอย่างที่ซัดออกมาจากมือของหลินเซียงอวิ๋น
ฟิ้ววว—ฉึก!
อาวุธลับนั้นพุ่งปักเข้าที่ลำต้นของต้นเมเปิ้ลฝั่งตรงข้ามอย่างจัง
เฮ้ย! นี่มันไม่ใช่เรื่องวินัยแล้ว!
นี่มันพยายามฆ่ากันชัดๆ!
ทุกคนเริ่มอ้าปากค้าง
แต่จู่ๆ ก็มีคนนึกถึงเรื่องที่น่าตกใจยิ่งกว่า
นักเรียนที่ขโมยสตรอว์เบอร์รี่คนนั้น หันกลับมาหลบหลีกได้อย่างง่ายดาย
พวกเขาอดคิดไม่ได้ว่า ถ้าเป็นตัวเองโดนจู่โจมจากด้านหลังแบบนั้น ป่านนี้คงได้ไปซดน้ำแกงยายเมิ่งที่สะพานไนเหอแล้วแน่ๆ
ความแข็งแกร่งของสำนักในช่างน่ากลัวจริงๆ!
โชคดีที่หลังจากซัดอาวุธลับ หลินเซียงอวิ๋นก็สังเกตเห็นแขกผู้มาเยือน เขาจึงหยุดไล่ล่า
"อ้าว ครูอู๋ ขอโทษที พอดีผมกำลังจะไปเปลี่ยนชุดลงมาพอดี"
ครูอู๋ที่ยังอยู่ในอาการช็อก เผลอพูดออกไปโดยสัญชาตญาณ "ครูฝึกหลิน... แบบนี้... มันไม่ค่อยปลอดภัยนะครับ...?"
หลินเซียงอวิ๋นรู้ว่าเขาหมายถึงอะไร รีบแก้ตัวพัลวัน "ไม่ๆๆ วันนี้เป็นกรณีพิเศษ ปกติเราไม่ทำแบบนี้หรอก"
ค่อยยังชั่ว
ทุกคนถอนหายใจโล่งอก
หลินเซียงอวิ๋นพูดต่อ "ปกติผมจะกะองศาให้ดีไม่ให้โดนต้นไม้ แล้วรูเล็กแค่นั้น ต้นไม้คงไม่ตายหรอกมั้ง?"
ทุกคนหน้ามืดครึ้มทันที
ใครเขาห่วงต้นไม้กันฟะ!