เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 21 ศาลชั้นในล้วนเป็นอัจฉริยะ

บทที่ 21 ศาลชั้นในล้วนเป็นอัจฉริยะ

บทที่ 21 ศาลชั้นในล้วนเป็นอัจฉริยะ


บทที่ 21 สำนักในล้วนเป็นอัจฉริยะ

เมื่อใกล้เวลาเลิกเรียน ลานฝึกซ้อมก็เริ่มจอแจ ครูบางท่านเริ่มเดินตรวจตราตามพื้นที่ฝึกของห้องตนเอง ถือโอกาสไขข้อข้องใจที่นักเรียนสะสมมาตลอดวัน

เฉินม่อนั่งขัดสมาธิอยู่ที่ขอบสนามฝึก ตรวจสอบสถานะของตัวเองเป็นครั้งสุดท้าย

[เคล็ดวิชา: สัจธรรมวาจาสิทธิ์ก่อเกิดปราณ]

[ระดับพลัง: ขอบเขตเบิกทวาร (0/1000)]

[จุดชีพจรหยาง: 288/300]

[จุดชีพจรกัง (แกร่ง): เชื่อมต่อแล้ว]

[จุดชีพจรหมิง (สว่าง): 0/300]

[จุดชีพจรหลิง (วิญญาณ): เชื่อมต่อแล้ว]

[จุดชีพจรไฟ: 0/300]

[เคล็ดวิชาที่ผูกมัด: ไม่มี]

[ค่าประสบการณ์ที่จัดสรรได้: 2]

"หมื่นคำที่เหลือวันนี้คงเก็บไม่ครบแล้ว คอแทบจะไหม้ แถมพวกอัจฉริยะนั่นก็ไม่ได้จับตัวง่ายๆ ต้องมีเหยื่อล่อสักหน่อย"

เฉินม่อคิดในใจ "ถ้ามีวิชาที่ช่วยเพิ่มพลังเสียงโดยเฉพาะก็คงดี"

เขานึกขึ้นได้ว่าตอนที่อู้งาน... เอ้ย ตอนหาความรู้เพิ่มเติมเมื่อคืน เขาเห็นวิชาคลื่นเสียงคล้ายๆ ราชสีห์คำรามในนิยายกำลังภายในผ่านตามาบ้าง

แต่ความคุ้มค่าและประโยชน์ใช้สอยของวิชานี้ค่อนข้างต่ำ เลยกลายเป็นวิชาเฉพาะกลุ่มมากๆ

เขาเปลี่ยนความคิด เป้าหมายปัจจุบันของหน้าต่างสถานะคือการได้รับค่าประสบการณ์จากการพูด แต่มันอาจจะเปลี่ยนเงื่อนไขในอีกไม่ช้า ดังนั้นยังไม่จำเป็นต้องรีบร้อนพิจารณาเรื่องนี้

ขณะที่กำลังครุ่นคิด จู่ๆ เรียวขายาวสมส่วนคู่หนึ่งก็ก้าวเข้ามาในครรลองสายตา

เฉินม่อเงยหน้าขึ้น "เพิ่งรู้นะเนี่ยว่าขาเธอขายาวขนาดนี้"

"ไม่ต้องมาปากหวาน!"

หวงชุ่ยทำเสียงดุกลบเกลื่อนความเขิน เธอนั่งแปะลงกับพื้น "นายไปรู้จักพวกเด็กห้องอื่นได้ไง?"

เฉินม่ออึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะนึกออกว่าเธอหมายถึงใคร "ฉันไม่รู้จักหรอก"

"ไม่รู้จักแล้วไปคุยกับเขาเป็นวรรคเป็นเวรเนี่ยนะ?"

หวงชุ่ยจ้องเขาด้วยสายตาซับซ้อนอยู่ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ

เฉินม่อหัวเราะหึๆ "นี่ รู้เรื่องห้องสามบ้างไหม? ฉันไปส่องดูมา เหมือนจะมีพวกหัวกะทิอยู่หลายคนเลยแฮะ"

วันนี้เป็นวันแรกที่ป้ายกำกับเปลี่ยนไป เขายังไม่ได้ลงมือเต็มที่ แค่เดินสำรวจแต่ละห้องดู แล้วก็พบว่าห้องสามมีอัจฉริยะที่คาดไม่ถึงโผล่มาสองสามคน

โรงเรียนเตรียมยุทธ์ก็เหมือนโรงเรียนมัธยมทั่วไป คนเยอะจนไม่มีใครกล้าบอกว่ารู้จักเพื่อนต่างห้องเยอะแยะ แต่ถ้าเป็นระดับหัวกะทิของระดับชั้น ต่อให้ไม่เคยเห็นหน้า อย่างน้อยก็ต้องเคยได้ยินชื่อบ้าง

แต่พอวันนี้เขาไปหาพวกเด็กเก่งขาประจำที่ห้องสาม กลับพบว่ามีสองคนที่เขาแทบไม่คุ้นชื่อเลยดันมีป้ายอัจฉริยะติดตัวซะงั้น

นั่นแสดงว่า อย่างน้อยในสายตาเพื่อนร่วมห้องสาม สองคนนี้ต้องมีพรสวรรค์ไม่ธรรมดาแน่

เมื่อก่อนเฉินม่อขลุกอยู่แต่ในห้องพักครู เลยไม่ค่อยได้เม้าท์มอยกับใคร ย่อมไม่รู้ตื้นลึกหนาบาง

หวงชุ่ยมนุษยสัมพันธ์ดี ข่าวสารในห้องเรียนย่อมฉับไว

"ห้องสามเป็นห้องครูสวี พวกเขาเคยไปดูงานที่สำนักในครั้งหนึ่ง กลับมาก็มีสองคนบรรลุสภาวะรู้แจ้ง คนหนึ่งเปิดจุดชีพจรสว่าง อีกคนเปิดจุดชีพจรหยาง แถมระดับพลังเดิมก็ไม่ต่ำด้วย"

น้ำเสียงของเธอเจือความกังวล หรืออาจจะไม่ใช่ความกังวลแต่เป็นแรงกดดัน สถานการณ์ปีนี้อาจจะตึงเครียดยิ่งกว่าปีก่อนๆ

เฉินม่อไม่ได้สนใจเรื่องนั้น เขาขมวดคิ้ว "เดี๋ยวนะ สำนักใน? ดูงาน?"

เขานึกถึงจุดสำคัญขึ้นมาได้ทันที

"ในสำนักในมีแต่อัจฉริยะเต็มไปหมดเลยใช่มั้ย?"

"อือ ไม่ต้องห่วงหรอกน่า"

เขาปลอบใจหวงชุ่ยก่อน "ยังไงเธอก็เก่งกว่าพวกดาวรุ่งพุ่งแรงพวกนั้นอยู่แล้ว สำหรับเธอ พวกนั้นก็แค่ตัวประกอบ ไม่ต้องกังวลหรอก เธอเป็นถึงที่สองของห้องเรา สอบติดมหาวิทยาลัยยุทธ์ได้แน่นอน"

"อื้อ!" หวงชุ่ยยิ้มแฉ่งราวกับดอกทานตะวัน

ครูเฒ่าอู๋เดินไพล่หลังถือกระติกน้ำร้อนเลียบมาตามขอบสนามฝึก ต่างจากเฉินม่อในกระติกของเขามีน้ำร้อนจริงๆ

ไม่รู้ทำไม พออายุมากขึ้น นิสัยก็เปลี่ยนไปเองโดยอัตโนมัติ กลายเป็นชอบดื่มน้ำร้อน แม้จะเป็นหน้าร้อนตับแลบก็ตาม

"เล่อหมิงรุ่ย วันนี้เป็นไงบ้าง? รู้สึกว่ามีอะไรคลายตัวบ้างไหม?"

สิ่งที่เขาห่วงที่สุดย่อมเป็นที่หนึ่งของห้อง เพราะเด็กคนนี้กำลังพยายามทะลวงเข้าสู่ขอบเขตที่สาม 'แยกวิญญาณ' ถ้าทำสำเร็จ ก็การันตีที่นั่งในสำนักในได้เลย

โดยทั่วไป พรสวรรค์จะวัดจากสิ่งที่อยู่เหนือระดับพลัง เช่น จำนวนจุดชีพจรที่เปิดได้ในขอบเขตเบิกทวาร หรือจำนวนวิญญาณที่แยกได้ในขอบเขตแยกวิญญาณ

แต่ความก้าวหน้าในการบ่มเพาะพลังก็เป็นหนึ่งในเกณฑ์สำคัญเช่นกัน

นี่คือเหตุผลที่หลักสูตรโรงเรียนเตรียมยุทธ์กำหนดไว้ปีครึ่ง ไม่ใช่เพื่อให้เด็กฝึกจนถึงระดับที่กำหนด แต่เพื่อดูว่าภายในปีครึ่งนี้ แต่ละคนจะไปได้ไกลแค่ไหนต่างหาก

แน่นอนว่าในระดับพลังเดียวกัน คนที่เปิดจุดชีพจรได้มากกว่าย่อมเก่งกว่า แต่ถ้าอีกฝ่ายระดับพลังสูงกว่า ก็พูดยาก

คนบางคนอาจมีบัฟพิเศษในทุกระดับชั้น แต่ถ้าไปติดแหง็กอยู่ที่ขอบเขตที่หกไปต่อไม่ได้ ก็สู้คนขอบเขตที่แปดไม่ได้อยู่ดี

ดังนั้น ถ้าใครไม่ได้แสดงพรสวรรค์พิเศษในตอนแรก แต่สามารถเข้าสู่ขอบเขตแยกวิญญาณได้ในระหว่างเรียนห้องธรรมดา สำนักในก็ยังยินดีรับพิจารณา

อย่างน้อยก็แสดงให้เห็นว่าคนคนนั้นมีพื้นฐานดี มีวินัย และมีความเข้าใจในระดับหนึ่ง

แต่การทะลวงขอบเขตถือเป็นกำแพงที่สูงลิ่วสำหรับคนทั่วไป ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะข้ามผ่าน

เล่อหมิงรุ่ยส่ายหน้า "ไม่รู้สึกอะไรเลยครับ เหมือนมีประตูหนักอึ้งขวางอยู่"

ครูเฒ่าอู๋ตบแขนเขาเบาๆ "ไม่ต้องรีบ ฝึกไปตามแผนนั่นแหละ ยังมีเวลาอีกเยอะ"

สำหรับคนที่รั้งท้าย เวลาไม่กี่เดือนที่เหลืออาจจะน้อยนิด แต่สำหรับคนอย่างเขา มันไม่สำคัญหรอก สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้คือใจเย็นๆ และก้าวไปอย่างมั่นคง

พอครูเฒ่าอู๋สั่งกำชับเสร็จ กำลังจะไปดูคนอื่นต่อ เขาก็รู้สึกเสียวสันหลังวาบ

เขาสังหรณ์ใจไม่ดี รีบหันขวับไปมอง

"แกอีกแล้วเหรอ"

ครูเฒ่าอู๋จิบน้ำแก้เก้อ "ฉันก็นึกว่าวันนี้แกจะไม่โผล่มาซะแล้ว แต่สุดท้ายก็มาจนได้"

เฉินม่อหัวเราะคิก "วันนี้ผมไม่พูดจาเพ้อเจ้อหรอกครับ"

"อ้อ รู้ตัวด้วยเหรอว่าที่พูดๆ มามันเพ้อเจ้อ"

ครูเฒ่าอู๋ยืนเท้าเอวอย่างหงุดหงิด "ตกลงมีอะไร?"

เฉินม่อทำหน้าทะเล้น "ผมอยากไปสำนักในครับ"

ครูเฒ่าอู๋ขำแทบสำลัก "แกเนี่ยนะ? วันๆ เอาแต่เตร็ดเตร่ ยังจะกล้าฝันถึงสำนักใน? เอาให้สอบติดมหาวิทยาลัยยุทธ์ให้ได้ก่อนเถอะค่อยมาคุย"

เขารู้สึกว่ามาถูกทางแล้ว กับคนอย่างเฉินม่อจะไปพูดดีๆ ด้วยไม่ได้ ต้องใช้จิตวิทยา

แต่เฉินม่อไม่สะทกสะท้าน อธิบายต่อ "ผมหมายถึง ผมอยากหาโอกาสไปเยี่ยมชมสำนักในน่ะครับ ได้ยินว่าห้องครูสวีไปดูงานที่นั่น กลับมาก็มีคนเปิดจุดชีพจรได้ตั้งสองคน ห้องเราก็น่าจะจัดไปบ้างนะครับ"

ครูเฒ่าอู๋เดาะลิ้น

"จัดเจิดอะไรล่ะ จะบอกให้นะ สองคนนั้นมันแค่ฟลุ๊ค ไม่เกี่ยวกับการดูงานหรอก สำนักในมันก็ไม่ได้ต่างจากข้างนอกเท่าไหร่หรอก เข้าไปดูก็ไม่ได้ช่วยอะไรหรอกน่า"

เขาพูดด้วยความหวังดี "อย่าไปเชื่อข่าวลือมั่วซั่ว วันๆ ฟังแต่เขาเล่าว่า ต้องเชื่อมั่นในวิธีการฝึกแบบวิทยาศาสตร์สิ การเปิดจุดชีพจรมั้นต้องใช้เวลาสั่งสม ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ ไปเดินเล่นรอบนึงแล้วจะบรรลุธรรมขึ้นมาปุบปับได้หรอก จริงไหม?"

เฉินม่อแย้ง "แล้วทำไมห้องเขาถึงไปได้ล่ะครับ?"

ครูเฒ่าอู๋ลากเขาไปที่มุมลับตาคน กระซิบว่า "จริงๆ แล้วก็แค่พาไปกดดันเล่นๆ นั่นแหละ ห้องนั้นเด็กหัวกะทิเยอะ บรรยากาศการฝึกเลยค่อนข้างเฉื่อย ครูสวีแกเลยพาไปดูอัจฉริยะตัวจริง จะได้รู้ว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้า"

"เหอะๆ" เฉินม่อทำหน้าไม่เชื่อ

ครูเฒ่าอู๋ปั้นหน้ายักษ์ "หัวเราะอะไร?"

"หัวเราะที่คนแก่อย่างครูขาดปัญญา แถมครูประจำชั้นผมก็ขาดกุศโลบาย" เฉินม่อพูดหน้าตาเฉย

"ดูเหมือนปกติฉันจะใจดีกับแกเกินไปสินะ" ครูเฒ่าอู๋ถลกแขนเสื้อทำท่าจะเขกกบาล

เฉินม่อรีบเอามือกุมหัว ร้องลั่น "ครูลองคิดดูสิ ครูสวีกับครูเป็นคู่แข่งกันนะ เหตุผลที่เขาบอกครูมา มันจะเป็นเหตุผลจริงๆ เหรอ?"

หือ?

มือครูเฒ่าอู๋ชะงักค้างกลางอากาศ

เฉินม่อเป่าหูต่อ

"วิทยาศาสตร์ก็ส่วนวิทยาศาสตร์ แต่บางเรื่องกันไว้ดีกว่าแก้ จริงไหมครับ?"

"นักเรียนห้องหนึ่งตั้งเยอะแยะ คงสนใจอยากไปเปิดหูเปิดตาบ้างแหละ ถ้ากลัวเสียเวลาก็ใช้หลักความสมัครใจ ใครอยากไปก็ไป"

"ถ้าไปแล้วมีคนสอบติดเพิ่มขึ้นมาอีกสักสองคน ครูมีแต่ได้กับได้ชัดๆ ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ครูก็ไม่เสียอะไรอยู่แล้วนี่ครับ ไม่ต้องเสียตังค์สักบาท"

แววตาครูเฒ่าอู๋วูบไหว ราวกับคนแก่ที่ได้ยินว่าซื้อนมแพะผงกระป๋องละสี่พันหยวน แถมไข่ไก่โหลนึงฟรี

จบบทที่ บทที่ 21 ศาลชั้นในล้วนเป็นอัจฉริยะ

คัดลอกลิงก์แล้ว