- หน้าแรก
- ช่วยไม่ได้ ก็โลกวิญญาณบีบให้ผมต้องเป็นเซียนเองนี่นา
- บทที่ 23 หน้าที่ที่ไม่อาจปฏิเสธ
บทที่ 23 หน้าที่ที่ไม่อาจปฏิเสธ
บทที่ 23 หน้าที่ที่ไม่อาจปฏิเสธ
บทที่ 23 หน้าที่ที่ไม่อาจปฏิเสธ
สายลมฤดูร้อนพัดผ่านใบไม้จนเกิดเสียงสวบสาบ หลินเซียงอวิ๋นกำลังยืนพูดอยู่ใต้ร่มเงาไม้
"สรุปง่ายๆ ปรัชญาการสอนของสำนักในของเราไม่มีอะไรพิเศษหรอก หลักการสำคัญคือการชี้แนะและกระตุ้นให้นักเรียนคิดเองทำเอง เรามุ่งหวังที่จะดึงศักยภาพสูงสุดของนักเรียนออกมาโดยไม่กดทับเอกลักษณ์เฉพาะตัว"
เหล่านักเรียนฟังแล้วรู้สึกมึนงงเล็กน้อย แต่ครูอู๋ที่ยืนอยู่ข้างๆ กลับรู้สึกคุ้นเคยเป็นอย่างดี เพราะมันดูเหมือนบทพูดที่ไปก๊อปมาจากที่ไหนสักแห่งชัดๆ
จะก๊อปหรือไม่ก็ช่าง หัวข้อที่พูดนั้นดูจริงจังทีเดียว... อย่างน้อยมันก็น่าจะจริงจัง ถ้าหลินเซียงอวิ๋นไม่ได้นอนคว่ำหน้าอยู่กับพื้น พยายามแคะรูบนต้นเมเปิ้ลที่ตัวเองเพิ่งยิงใส่เมื่อครู่ไปพลางพูดไปพลาง
"โอ๊ะ เดี๋ยว แคะออกมาได้แล้ว"
เมื่อเขาดึงอาวุธลับที่ฝังแน่นอยู่ในรูไม้ออกมาได้ ความคิดฟุ้งซ่านของคนอื่นๆ ก็พลันหายวับไป เพราะสิ่งที่เห็นไม่ใช่อาวุธลับพิสดารอะไรเลย แต่เป็นแค่ปากกาลูกลื่นธรรมดาๆ ที่ยังสวมปลอกอยู่ด้วยซ้ำ
หวงชุ่ยใช้นิ้วจิ้มเอวเฉินม่อแล้วกระซิบเบาๆ "เขาเก่งจริงๆ ปากกานั่นไม่มีรอยบุบสลายเลย"
เฉินม่อพยักหน้าเล็กน้อย "คงเป็นวิชาหลังขอบเขตสูงแน่ๆ"
คนอื่นๆ ก็เริ่มถกเถียงกันอย่างตื่นเต้น เทียบกันแล้ว ความสามารถในการดีดปากกาเจาะทะลุต้นไม้ได้อย่างสบายๆ นั้นน่าเชื่อถือกว่าบทพูดสุนทรพจน์ที่ก๊อปมาเป็นไหนๆ
ยอดฝีมือระดับหลินเซียงอวิ๋นย่อมมีวิธีเพิ่มประสาทการรับฟัง เมื่อได้ยินเสียงพูดคุยของนักเรียน เขาก็เลิกแสร้งทำเป็นเก๊ก แล้วโยนบทพูดทิ้งไป
"พวกเธอคงสงสัยเรื่องวิชาปาปากกาของครูสินะ? ไม่มีอะไรวิเศษหรอก ถ้าพวกเธอฝึกไปถึงขอบเขตที่หกหรือเจ็ดได้ ก็ทำได้ง่ายๆ เหมือนกัน"
เขาหัวเราะเบาๆ "ดังนั้นตั้งใจฝึกเข้าล่ะ เส้นทางสู่การเป็นผู้เหนือมนุษย์นั้นยาวไกลนัก แม้จะยิ่งเดินยิ่งยาก แต่ทิวทัศน์ข้างทางก็จะยิ่งงดงามขึ้นเรื่อยๆ"
นักเรียนทุกคนฟังแล้วรู้สึกฮึกเหิม อยากจะรีบสอบเข้าโรงเรียนเตรียมศึก แล้วกลายเป็นยอดฝีมือแบบหลินเซียงอวิ๋นบ้าง
ไม่มีใครสังเกตเห็นครูอู๋ที่ยืนอยู่ข้างๆ กำลังกระตุกเปลือกตาถี่ๆ
อะไรคือฝึกไปถึงขอบเขตที่หกหรือเจ็ดได้ง่ายๆ? ถ้ามันง่ายขนาดนั้น ฉันคงไม่ต้องออกจากโรงเรียนเตรียมศึกมาสอนหนังสือหรอก
ความแตกต่างที่ใหญ่ที่สุดระหว่างโรงเรียนเตรียมศึกกับมหาวิทยาลัยทั่วไปคือ โรงเรียนเตรียมศึกจะเก็บไว้เฉพาะคนเก่งเท่านั้น ส่วนคนธรรมดาเมื่อครบกำหนดก็จะได้รับใบประกาศนียบัตรแล้วเชิญออกไปอย่างมีเกียรติ
หลังจากแนะนำพอสังเขป หลินเซียงอวิ๋นก็นำทางพาทุกคนไปยังสนามฝึกของสำนักใน
สถานที่แห่งนี้ได้รับบริจาคมาจากยอดฝีมือผู้ทรงอิทธิพล เดิมทีเป็นเพียงบ้านพักธรรมดาไม่มีสนามฝึก แต่เพื่อตอบสนองความต้องการในการสอนของสำนักใน จึงมีการปรับปรุงสวนให้กลายเป็นลานฝึกซ้อม
นักเรียนที่มาเยี่ยมชมกว่าสามสิบคนทำให้สถานที่ดูคับแคบไปถนัดตา เพราะด้านในมีนักเรียนสำนักในอีกสิบกว่าคนฝึกซ้อมอยู่ก่อนแล้ว
ดูภายนอก นักเรียนสำนักในเหล่านี้ก็ไม่ได้ต่างจากเด็กห้องเรียนธรรมดาข้างนอกเท่าไหร่ แต่เฉินม่อยังคงสัมผัสได้ถึงความแตกต่างที่เป็นรากฐานสำคัญ
หวงชุ่ยเองก็สังเกตเห็น เธอจึงกระซิบว่า "คนพวกนี้ดูไม่รีบร้อนกันเลย"
ในสนามฝึกกลางแจ้งขนาดใหญ่ข้างนอก เราจะสัมผัสได้ถึงบรรยากาศการแข่งขันกับเวลาของเด็กห้องเรียนธรรมดา ทุกคนทุ่มเทสุดตัวเพราะกลัวจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
นี่เป็นเรื่องปกติ เพราะอัตราการคัดออกสูงถึง 80-90% สำหรับคนธรรมดา การสอบเข้าโรงเรียนเตรียมศึกนั้นยากแสนยาก
ทว่าเหล่าผู้มีพรสวรรค์ในสำนักในเหล่านี้ ตราบใดที่ไม่เดินหลงทาง ก็แทบจะการันตีที่นั่งในโรงเรียนเตรียมศึกระดับท็อปได้เลย พวกเขาจึงไม่มีความรู้สึกเร่งรีบกดดันแบบนั้น
เฉินม่อกำหมัดแน่น "เหอะ วิเศษวิโสตรงไหน? คนธรรมดาอย่างพวกเราที่ขยันฝึกฝนก็ใช่ว่าจะไร้ความหวัง!"
ดูเหมือนนายจะไม่ได้ขยันฝึกฝนเท่าไหร่นะ...
แม้แต่หวงชุ่ย เด็กสาวผู้ซื่อตรงยังอดไม่ได้ที่จะรู้สึกลำบากใจ เธอแอบสังเกตเพื่อนร่วมโต๊ะคนนี้มาตลอด อย่างน้อยที่สุดนับตั้งแต่ทะลวงด่านได้ เฉินม่อก็แทบไม่ได้ฝึกซ้อมอย่างจริงจังเลย อาศัยแค่เวลาว่างเล็กๆ น้อยๆ มาฝึกท่าเตะต่อยบ้าง
แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็ยังไม่เข้าใจว่าจู่ๆ เขาเปิด 'จุดกัง' ได้อย่างไร
ในเวลานี้ หลินเซียงอวิ๋นและครูอู๋เริ่มจัดแจงให้นักเรียนเริ่มฝึกซ้อม
นี่คือส่วนแรกของการเยี่ยมชมสำนักใน: การเปรียบเทียบผ่านการฝึกร่วมกัน แน่นอนว่าถ้ามีข้อสงสัย ก็สามารถพูดคุยแลกเปลี่ยนกับนักเรียนสำนักในได้
ครูอู๋และหลินเซียงอวิ๋นเดินเลี่ยงออกไปด้านข้าง แลกบุหรี่กันสูบตามมารยาท พลางพูดคุยสัพเพเหระ แล้วเดินตรงไปยังศาลานอกสนามฝึก
ในช่วงต่อไปนี้ นักเรียนมีหน้าที่หลักคือทำความคุ้นเคยกันเอง บทบาทของครูไม่ค่อยมีเท่าไหร่ อีกอย่าง ถ้ายังต้องให้ครูคอยชี้แนะ ก็ไม่จำเป็นต้องพามาถึงที่นี่หรอก
การมาเยี่ยมชมสำนักในมีจุดประสงค์หลักคือให้มาสัมผัสบรรยากาศเท่านั้น
ทว่าแม้ครูทั้งสองจะจากไปแล้ว สนามฝึกก็ยังไม่ครึกครื้นขึ้น
เหล่าอัจฉริยะสำนักในยังคงจดจ่อกับการฝึกซ้อมของตนเอง รวมกลุ่มกันอยู่ที่ฝั่งซ้ายของสนาม ส่วนนักเรียนห้องหนึ่งส่วนใหญ่ค่อนข้างเก็บเนื้อเก็บตัว รวมกลุ่มกันอยู่ที่ฝั่งขวา ไม่กล้าเป็นฝ่ายเริ่มบทสนทนา
แต่บางคนก็ไม่ได้ขี้อายขนาดนั้น
ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงบ เฉินม่อค่อยๆ ย่องไปฝั่งตรงข้ามของสนามฝึก เข้าไปหาเด็กสาวผมหางม้าคนหนึ่ง
"รุ่นพี่ กำลังฝึกท่ายืนม้าครึ่งจันทร์อยู่สินะครับ?"
จริงๆ แล้วพวกเขาอยู่ชั้นปีเดียวกัน แต่การเรียก 'รุ่นพี่' ทำให้ดูนอบน้อมเป็นพิเศษ เฉินม่อไม่ได้ตั้งใจจะประจบสอพลอ แต่คิดว่าการยิ้มแย้มเข้าไว้ ย่อมไม่โดนตบหน้ากลับมา
เด็กสาวคนนั้นไม่ได้หยิ่งยโส เธอยังไม่รู้ตัวถึงหายนะที่กำลังคืบคลานเข้ามา จึงตอบกลับอย่างใสซื่อ "ใช่ค่ะ"
"อ้อๆ งั้นวิชาที่พี่ฝึกก็คือ 'เคล็ดวิชาสัจธรรมเหอเหอเซิงชี่' หนึ่งในห้าเคล็ดวิชาที่เน้นไปทางสายเวทมนตร์ใช่ไหมครับ?"
"ใช่ค่ะ" เด็กสาวกระพริบตาปริบๆ
เฉินม่อรุกต่อ "ผมเดาถูกจริงๆ ด้วย เพราะโรงเรียนเตรียมศึกทั่วประเทศฮัวเซียต่างก็ใช้ 'เคล็ดวิชาสัจธรรมเหอเหอเซิงชี่' ในการปูพื้นฐานเหมือนกันหมด ตลอดช่วงเบิกทวารหรือสามขอบเขตแรก ทุกคนก็ฝึกวิชานี้กันทั้งนั้น ถูกไหมครับ?"
"เอ่อ... ใช่ค่ะ" เด็กสาวเริ่มรู้สึกทะแม่งๆ เพราะสิ่งที่เขาพูดมามันอยู่ในตำราเรียนทั้งนั้น ไม่เห็นมีประเด็นอะไรน่าสนใจ
"งั้นหลังจากพี่ขึ้นถึงสี่ขอบเขตแล้ว ก็ต้องเปลี่ยนไปฝึกเคล็ดวิชาขั้นสูงที่เหมาะกับสไตล์ของตัวเอง อย่างเช่น 'วิชาเงาจันทร์สะท้อนกระจ่าง', 'คัมภีร์วัฏสงสารต้นกำเนิด', 'เคล็ดวิชาสัจธรรมดูดกลืนปราณ', 'วิชาใจฟ้าหนึ่งลมปราณ'—"
เฉินม่อร่ายยาวชื่อเคล็ดวิชาออกมาเป็นชุดราวกับท่องเมนูอาหาร ท่ามกลางสายตาที่ค่อยๆ เบิกกว้างด้วยความตกตะลึงของเด็กสาว เขาพ่นชื่อวิชาออกมากว่าสิบชื่อในลมหายใจเดียว
"...'คัมภีร์จุติใหม่', 'เคล็ดวิชาสัจธรรมย้อนชีพจรเผาโลหิต' หรือ 'เคล็ดวิชาสัจธรรมเหยียบเมฆาวายุคลั่ง'! เฮ้อ—"
เฉินม่อสูดหายใจลึก "พี่คงเลือกฝึกสักวิชาในนี้ใช่ไหมครับ?"
"ชะ... ใช่ค่ะ"
เด็กสาวเริ่มทำตัวไม่ถูก แต่ก็ยังยกนิ้วโป้งให้เขา "นายเก่งมากเลย ท่องชื่อวิชาได้ตั้งเยอะในรวดเดียว"
เฉินม่อปรับลมหายใจแล้วยิ้ม "ทั้งหมดนี้มาจากความขยันหมั่นเพียรครับ"
ใช่ เขาต้องขยันจริงๆ ความเร็วในการพูดของเขาในตอนนี้ เป็นตัวกำหนดความก้าวหน้าของระดับพลัง ทุกเย็นพอกลับถึงบ้าน เขาต้องรีบยัดเยียดความรู้ทฤษฎีสารพัดใส่หัว เพื่อป้องกันไม่ให้คำพูดหมดสต็อกจนทำให้การอัพเลเวลสะดุด
ทันทีที่พูดจบ เขาก็สัมผัสได้ถึงสายตาสงสัยใคร่รู้หลายคู่รอบตัว นักเรียนสำนักในที่ฝึกยืนม้าอยู่ใกล้ๆ ต่างหันมามองเขาเป็นตาเดียว
"เจ๋งว่ะเพื่อน"
"ฉันนับได้ นายร่ายชื่อวิชาออกมาเจ็ดสิบแปดชื่อรวดเดียว อนาคตอยากเป็นนักวิจัยเหรอ?"
"ทฤษฎีนายแน่นปึ้ก กินขาดพวกเราทุกคนเลย"
เฉินม่อไม่ได้สนใจคำชมพวกนั้น แต่คำพูดของไอ้หนุ่มหัวเกรียนคนหนึ่งทำให้เขาหูผึ่ง
"เฮ้ย ท่องอย่างอื่นได้อีกไหม? ลองร่ายชื่อวิชาสายบู๊ดูบ้างสิ?"
มีคนพูดแทรกขึ้นมาอย่างดูแคลน "นายเห็นเขาเป็นอะไร? ตัวตลกมาแสดงโชว์ให้ดูรึไง?"
หนุ่มหัวเกรียนรีบแก้ตัว "ฉันไม่ได้หมายความแบบนั้น คือฉัน..."
ยังไม่ทันพูดจบ เขาก็เห็นเฉินม่อถลกแขนเสื้อขึ้นด้วยความกระตือรือร้น
"ไม่ต้องเกรงใจ ในเมื่อเพื่อนเรียกร้อง มันก็เป็นหน้าที่ที่ข้าพเจ้าไม่อาจปฏิเสธได้!"