- หน้าแรก
- ช่วยไม่ได้ ก็โลกวิญญาณบีบให้ผมต้องเป็นเซียนเองนี่นา
- บทที่ 18 เศรษฐีใจป้ำ
บทที่ 18 เศรษฐีใจป้ำ
บทที่ 18 เศรษฐีใจป้ำ
บทที่ 18 เศรษฐีใจป้ำ
หลังจากตากแดดมาตลอดทั้งช่วงเช้า น้ำในกระติกก็เริ่มอุ่น เสียรสชาติความสดชื่นไปจนหมด
หวงเสี่ยวหยางลอบกลืนน้ำลายลงคอ เมื่อสายตาเหลือบไปเห็นคนนั่งยองๆ ถือขวดโค้กเย็นเจี๊ยบอยู่ไม่ไกล
ในโรงเรียนเตรียมศึกไม่มีร้านสะดวกซื้อ มีเพียงตู้กดน้ำดื่มบริการอยู่ทั่วบริเวณ แต่ไม่มีเครื่องดื่มอย่างอื่นขาย
อันที่จริงเมื่อก่อนก็ไม่ได้เป็นแบบนี้ การมีร้านค้าก็ถือเป็นรายได้อย่างหนึ่ง แต่เมื่อสิบกว่าปีก่อน ระหว่างสงครามกับเผ่าพันธุ์ต่างมิติ มียอดฝีมือระดับนักบุญคนหนึ่งบ่นอุบว่า
"ข้าว่าพวกโรงเรียนเตรียมศึกกับสถาบันยุทธ์นี่มันชักจะสบายเกินไปแล้ว เด็กพวกนี้ทนความลำบากกันไม่ได้เลย ตอนออกปฏิบัติการจู่โจมระยะไกลพันลี้ ปัญหาเพียบจนเกือบทำภารกิจล่ม!"
นับแต่นั้นมา สถาบันยุทธ์และโรงเรียนเตรียมศึกทั่วประเทศฮัวเซียก็ยกเลิกสิ่งอำนวยความสะดวกที่ตอบสนองความสุขทางใจไปหลายอย่าง หากทนไม่ได้ก็อย่ามาเป็นผู้ฝึกยุทธ์
อย่างไรก็ตาม โรงเรียนเตรียมศึกก็ยังถือเป็นสถานที่สำหรับเด็กนักเรียนที่เพิ่งจบมัธยมปลาย ยังเด็กอยู่ กฎระเบียบจึงไม่เข้มงวดเท่าไหร่ อยากกินอะไรก็พกมาจากบ้านได้ แค่หาซื้อในโรงเรียนไม่ได้ และห้ามออกนอกโรงเรียนก่อนเลิกเรียนเท่านั้นเอง
ปกติก็ไม่มีใครใส่ใจหรอก เพราะทุกคนก็ตกอยู่ในสภาพเดียวกัน
แต่ตอนนี้ ดันมีขวดโค้กเย็นฉ่ำที่มีหยดน้ำเกาะพราววางล่อตาล่อใจอยู่ตรงหน้านี่สิ
หวงเสี่ยวหยางเป็นถึงระดับหัวกะทิของห้องหก เปิดจุดชีพจร 'กระจ่างจิต' และ 'แจ่มใส' ได้แล้ว ระดับพลังก็ใกล้จะเข้าสู่ช่วงปลายขอบเขต ความมุ่งมั่นและพรสวรรค์จัดว่าไม่ธรรมดา แต่เขาก็ยังต้านทานกิเลสนี้ไม่ไหว
แต่จะทำไงได้
ที่นี่เป็นแค่โรงเรียนเตรียมศึก ไม่ใช่โลกของผู้ฝึกยุทธ์ที่ต้องแก่งแย่งชิงดีกันจริงๆ กฎปลาใหญ่กินปลาเล็กยังใช้ไม่ได้ที่นี่
ขณะที่เขากำลังกระวนกระวายด้วยความอยาก จู่ๆ พ่อหนุ่มหน้าตาดีที่ดูมีเสน่ห์ดึงดูดใจคนนั้นก็เงยหน้าขึ้น ส่งยิ้มสดใสมาให้
"อยากได้สักขวดไหม?"
ซู้ด!
หวงเสี่ยวหยางรู้สึกเหมือนโดนศรปักเข้ากลางใจ
"จะ... จะดีเหรอ?" สายตาของเขาเต็มไปด้วยความปรารถนา
คนข้างๆ ไม่พูดพร่ำทำเพลง ลากกระเป๋าเป้ด้านหลังมาเปิดออก เผยให้เห็นเครื่องดื่มสารพัดชนิดอัดแน่นอยู่เต็มกระเป๋า
รวย!
แถมยังใจป้ำ!
หวงเสี่ยวหยางถึงกับอึ้ง นึกไม่ถึงว่าในสังคมวัตถุนิยมสมัยนี้จะยังมีคนแบบนี้อยู่อีก
ทันใดนั้น สีหน้าเขาก็เปลี่ยนไป เอ่ยถามเสียงเครียด "เท่าไหร่?"
ของฟรีไม่มีในโลกหรอก
ใครจะไปรู้ว่าอีกฝ่ายกลับยิ้มอย่างมีเสน่ห์แล้วตอบว่า "ฟรี แค่อยู่คุยเป็นเพื่อนหน่อย"
หวงเสี่ยวหยางลังเล "นายช่วยขออะไรสักอย่างเถอะ ไม่งั้นฉันคงรู้สึกผิด"
"งั้นขอถามเรื่องปัญหาในการฝึกฝนหน่อยก็แล้วกัน"
"อ้อ!"
หวงเสี่ยวหยางโล่งอกทันที "เรื่องแค่นี้เอง ถามมาได้เลย"
การฝึกฝนไม่ใช่ความลับ เคล็ดวิชาก็มีอยู่แล้ว ที่เหลือก็แค่พรสวรรค์บวกความขยัน เวลาเพื่อนในห้องมาถาม เขาก็สอนให้หมดเปลือก เหมือนตอนมัธยมปลายที่เด็กเรียนเก่งไม่หวงวิชานั่นแหละ ถ้าจะไม่สอนก็เพราะขี้เกียจ ไม่ใช่เพราะหวง
แต่ถ้าแค่พูดไม่กี่คำแล้วได้น้ำอัดลมซ่าๆ เย็นๆ มาดื่ม เขาไม่รังเกียจที่จะอธิบายแบบละเอียดยิบเลย
เรื่องนี้ไม่แปลกสำหรับเขา เพราะปกติก็มีเพื่อนมาขอคำแนะนำอยู่เรื่อยๆ
"โอเคๆ ขอบใจมาก ฉันชื่อเฉินม่อ อยู่ห้องหนึ่ง"
พูดจบ อีกฝ่ายก็ยื่นขวดน้ำมาให้
หวงเสี่ยวหยางรับขวดมา บิดฝาเกลียว
ฟึ่ด—
แค่ได้ยินเสียงซ่าของแก๊สที่พุ่งออกมา เขาก็รู้สึกเย็นซ่านไปทั้งตัวแล้ว
กำลังจะยกดื่ม จู่ๆ เขาก็รู้สึกเกรงใจขึ้นมา เลยหัวเราะแห้งๆ "นายถามมาก่อนสิ"
เฉินม่อพยักหน้า "ได้ งั้นฉันจะเล่าปัญหาที่เจอให้ฟัง เวลาเดินลมปราณตามเคล็ดวิชา อาจารย์บอกว่าข้อแรกต้องมีสมาธิใช่ไหม? ต้องขจัดความคิดฟุ้งซ่าน ทำจิตใจให้สงบ ถ้าใจไม่นิ่ง การฝึกฝนก็จะได้ผลน้อยกว่าที่ลงแรงไปครึ่งต่อครึ่ง ถูกไหม?"
หวงเสี่ยวหยางพยักหน้าเข้าใจ
ปัญหาเรื่องสมาธิเป็นเรื่องปกติที่ใครๆ ก็เจอ แต่... แต่เรื่องนี้เขาก็แก้ให้ไม่ได้เหมือนกัน
เขาเริ่มนึกย้อนดูว่าปกติทำใจให้สงบยังไง เผื่อจะเป็นแนวทางให้คนอื่นได้บ้าง
แต่แล้วเฉินม่อก็พูดต่อ "แต่ปกติฉันเข้าสมาธิเร็วมาก เรื่องนี้เลยไม่เป็นปัญหา"
ถ้าไม่เป็นปัญหาแล้วจะพูดทำซากอะไร...?
หวงเสี่ยวหยางพูดไม่ออก แต่ตอนนี้น้ำอัดลมเข้าปากไปแล้ว ความซ่าที่บาดคอทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายไปทั้งร่าง
เฉินม่อร่ายยาวต่อ "พอเข้าสมาธิได้แล้ว ขั้นต่อไปคือนำทางลมปราณแท้ ลมปราณที่ว่านี้ก็คือลมปราณที่ฝึกได้จากขั้นกลั่นลมปราณ อาจารย์บอกว่าเวลานำทางปราณ ต้องให้สมบูรณ์ชัดเจน อย่าให้ขาดช่วงหรือคลุมเครือ"
หวงเสี่ยวหยางเข้าใจอีกครั้ง
จับจุดลมปราณไม่ถูกนี่เอง อาการยอดฮิตอีกอย่าง เขาพอมีประสบการณ์อยู่บ้าง ตอนเริ่มฝึกใหม่ๆ ก็เคยเจอปัญหานี้
แต่แล้วเฉินม่อก็โบกมืออีก "แต่เรื่องนี้ฉันก็ทำได้คล่องแคล่วแล้ว เลยไม่เป็นปัญหาเหมือนกัน"
หวงเสี่ยวหยางหน้ามืด นั่นไง ต้นพุทราต้นที่สองก็ยังเป็นต้นพุทราเหมือนเดิม!
เฉินม่อพอจะเดาความคิดอีกฝ่ายได้ แต่ก็ต้องกัดฟันพูดต่อ เพราะเพิ่งได้ยอดคำไปสองร้อยกว่าคำเอง
"ต่อไปจะเข้าประเด็นสำคัญแล้วนะ" เขาบอก
ในที่สุด!
หวงเสี่ยวหยางเริ่มตั้งใจฟังมากขึ้น
เฉินม่อทำหน้าจริงจัง "เวลาลมปราณแท้ไหลเวียน ต้องเป็นไปตามเคล็ดวิชา ปล่อยลมปราณออกไปในจังหวะที่เหมาะสม พร้อมกับดึงลมปราณใหม่เข้ามา หมุนเวียนต่อเนื่อง เก่าไปใหม่มา ไม่จบไม่สิ้น ใช่ไหม?"
อันนี้ยากจริง การควบคุมลมปราณเข้าออกพร้อมกันต้องอาศัยความเสถียรสูง
หวงเสี่ยวหยางคิดตาม แต่สังหรณ์ใจว่าหมอนี่คงไม่จบง่ายๆ แน่
และก็เป็นไปตามคาด เฉินม่อพูดต่อ "แต่ฉันสามารถรักษาสมดุลลมปราณเข้าออกได้ เรื่องนี้เลยไม่เป็นปัญหาอีกเหมือนกัน"
สรุปนายมาเพื่ออวดว่างั้นเถอะ!
หวงเสี่ยวหยางยิ้มเจื่อน "เพื่อน นายจะถามอะไรกันแน่? อุตส่าห์เอาน้ำมาให้ คงไม่ได้อยากมาพูดจาไร้สาระหรอกใช่มั้ย?"
เฉินม่อพยักหน้า "นายอยากรู้เหรอว่าทำไมฉันถึงพูดจาไร้สาระ? งั้นฉันจะตอบเดี๋ยวนี้แหละ เรื่องไร้สาระ ฉันเชื่อว่านายคงคุ้นเคยดี แต่เรื่องที่ฉันเอาน้ำมาแลกกับการพูดเรื่องไร้สาระนี่มันยังไงกันแน่? เดี๋ยวฉันจะอธิบายให้ฟัง
ที่ฉันพูดเรื่องไร้สาระ จริงๆ แล้วมันก็คือการพูดเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับประเด็น นายอาจจะแปลกใจว่าทำไมฉันต้องพูดเรื่องไร้สาระ แต่มันก็เป็นแบบนี้แหละ ฉันเองก็แปลกใจเหมือนกัน
สรุปเรื่องที่ฉันเอาน้ำมาแลกกับการพูดเรื่องไร้สาระก็ประมาณนี้แหละ นายไม่รู้สึกว่ามันมหัศจรรย์บ้างเหรอ? ฟังจบแล้วรู้สึกยังไง คอมเมนต์บอกกันได้นะ"
[จบรอบการวนลูป: ค่าประสบการณ์ +1]
"..."
หวงเสี่ยวหยางทนไม่ไหวแล้ว
คำตอบนั่นมันก็ยังไร้สาระอยู่ดี! นายเองยังบอกเลยว่าแปลกใจที่ตัวเองพูดเรื่องไร้สาระ! แล้วประโยคสุดท้ายนั่นมันหลุดมาจากไหน! คอมเมนต์บ้าบออะไร! ก๊อปมาจากบอร์ดเถื่อนที่ไหนมาฟระ!
เขาเสยผมแล้วถอนหายใจ "เพื่อน ฉันนี่มัน... เฮ้อ กินบนเรือนขี้รดบนหลังคาจริงๆ"
เฉินม่อขมวดคิ้ว "กินบนเรือน? จะไปกินบนเรือนทำไม?" (ตรงนี้ต้นฉบับจีนเล่นคำว่า 吃人 - กินคน / กินแรง ซึ่งแปลไทยตรงตัวไม่ได้ เลยปรับเป็นสำนวนไทยให้เข้ากับบริบท)
หวงเสี่ยวหยางกระพริบตาปริบๆ
เขาทรุดตัวลงอย่างหมดแรง เงยหน้ามองท้องฟ้าที่ไร้เมฆฝน
ใช่สิ
ทำไมฉันต้องไปกินบนเรือนด้วย?
แต่เฉินม่อไม่ยอมจบแค่นั้น เขาขยับก้นไปนั่งประจันหน้ากับหวงเสี่ยวหยาง
"ไม่เป็นไร เดี๋ยวฉันตอบแทนให้ เรื่องกินบนเรือน ฉันเชื่อว่านายคงคุ้นเคยดี—"
"ไปตายซะ!"