- หน้าแรก
- ระบบสปีดรัน เริ่มต้นที่นายพราน
- บทที่ 25 - สงบลง
บทที่ 25 - สงบลง
บทที่ 25 - สงบลง
บทที่ 25 - สงบลง
◉◉◉◉◉
วุ่นวาย!
กลุ่มคนชุดดำนับไม่ถ้วนบุกทะลวงเข้ามาในโรงเตี๊ยมพยัคฆ์คำรามจากทั่วทุกสารทิศ
ศิษย์หลายคนที่มีฝีมืออ่อนด้อยกว่าเพียงแค่เผชิญหน้ากันชั่วพริบตาก็ถูกคนชุดดำสังหารในทันที
"หอตามวิญญาณ!"
ท่ามกลางความพินาศย่อยยับ จางหยางฟันคนชุดดำคนหนึ่งล้มลง กัดฟันพูด
คนชุดดำปรากฏตัวกะทันหันเกินไป จนทำให้ทุกคนในโรงเตี๊ยมไม่ทันได้เตรียมตัว
และในส่วนที่ลึกที่สุดของโรงเตี๊ยม ชายชราหลังค่อมคนหนึ่งก็ไปปรากฏตัวอยู่หน้าลานเล็กๆ ของเจ้าสำนักเซวียกุ้ย
"ศิษย์พี่... ไม่ได้พบกันนานเลยนะ"
ชายชราหลังค่อมพูดด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
เจ้าสำนักโรงเตี๊ยมพยัคฆ์คำราม เซวียกุ้ย ค่อยๆ ผลักประตูเรือนออก เผยให้เห็นร่างของตน
สำหรับการปรากฏตัวของชายชราหลังค่อม เขาไม่ได้รู้สึกประหลาดใจแม้แต่น้อย ในใจคาดเดาไว้แล้ว
"เป็นเจ้าจริงๆ ด้วย... ศิษย์น้อง"
ชายชราหลังค่อมคนนี้ก็คือศิษย์น้องร่วมสำนักของเขา... หวังเฉา
เมื่อหลายปีก่อน เขาเป็นคนลงมือทำลายวรยุทธ์ของศิษย์น้องหวังเฉาด้วยตนเอง ขับไล่ออกจากสำนัก ไม่คิดว่าการกลับมาพบกันอีกครั้ง หวังเฉาไม่เพียงแต่จะฟื้นฟูฝีมือกลับมาได้ แต่ยังแข็งแกร่งกว่าเมื่อก่อนอีกด้วย
เห็นได้ชัดว่าคงจะได้รับวาสนามาไม่น้อย
"ศิษย์พี่... ส่งเคล็ดวิชาของอาจารย์มาให้ข้า ข้าจะรับปากว่าจะให้ท่านตายอย่างสบายๆ"
ชายชราหลังค่อมหัวเราะอย่างชั่วร้าย
การที่เขาทำให้ตนเองกลายเป็นสภาพที่ไม่ใช่คน ไม่ใช่ผีเช่นนี้ แน่นอนว่าไม่ใช่เพียงเพื่อการแก้แค้น แต่ยังเพื่อเคล็ดวิชาที่อาจารย์ผีดิบคนนั้นทิ้งไว้ให้ด้วย
"เมื่อก่อนเจ้าสังหารศิษย์ร่วมสำนักเพื่อเคล็ดวิชา มาตอนนี้ก็ยังไม่รู้จักจำ"
เซวียกุ้ยมองศิษย์น้องหวังเฉา เอ่ยปากอย่างเย็นชา
"เคล็ดวิชาเหตุใดถึงต้องถ่ายทอดให้ศิษย์พี่ใหญ่ มันสมควรตาย เจ้าก็สมควรตาย พวกเจ้าทุกคนต้องตาย!"
ชายชราหลังค่อมอาจจะถูกแทงใจดำเข้า สีหน้าก็ค่อยๆ บ้าคลั่ง
พลังอันแข็งแกร่งระเบิดออกมาจากร่างของเขา
ยอดฝีมือขั้นเปลี่ยนเส้นเอ็น!
แต่ในชั่วพริบตาต่อมา กลิ่นอายที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าก็แผ่ออกมาจากร่างของเซวียกุ้ย
ชายชราหลังค่อมมองเซวียกุ้ยด้วยสายตาที่ไม่อยากจะเชื่อ
"ขั้นเสริมอวัยวะ!"
จนกระทั่งท้องฟ้าสว่างไสว ความวุ่นวายถึงได้สงบลง
เจ้าสำนักเซวียกุ้ยใช้วรยุทธ์ขั้นเสริมอวัยวะสังหารศัตรูและนักฆ่าของหอตามวิญญาณอย่างเด็ดขาด ความวุ่นวายครั้งใหญ่จึงได้สงบลง
โรงเตี๊ยมพยัคฆ์คำรามแม้ว่าจะสูญเสียศิษย์ไปไม่น้อย แต่ก็ไม่ถึงกับรากฐานสั่นคลอน
คนที่ตายส่วนใหญ่เป็นศิษย์ฝึกหัดและศิษย์ลานนอก ในบรรดาศิษย์ลานในก็มีเพียงหลิวฉู่ที่ตายไปคนเดียว
ในขณะที่ทุกคนกำลังยุ่งอยู่กับการจัดการเรื่องที่เกิดขึ้น
เจ้าสำนักเซวียกุ้ยกลับยืนนิ่งอยู่ที่หน้าประตูโรงเตี๊ยม จ้องมองศพของหลิวฉู่ที่ถูกผ่าออกเป็นสองซีกบนพื้นไม่วางตา
"เจ้าบอกว่าวันนี้ศิษย์ที่รับผิดชอบขนส่งอาหารคือผู้ใดนะ"
เขาพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะระงับความตื่นเต้นในใจ แต่ในน้ำเสียงก็ยังคงแฝงไว้ด้วยความสั่นเทาเล็กน้อย
จางหยางมองเจ้าสำนักเซวียกุ้ยอย่างสงสัย แม้แต่ตอนที่หวังเฉาปรากฏตัว ก็ยังไม่ทำให้เขารู้สึกตื่นเต้นถึงเพียงนี้
"คือศิษย์ลานนอกที่เพิ่งเลื่อนขั้น... ไป๋ยวน"
"ไป๋ยวน... ไป๋ยวน..."
เซวียกุ้ยพึมพำชื่อนี้ซ้ำไปซ้ำมาหลายครั้ง
"ข้ารู้แล้ว"
"จริงสิ... เรื่องที่ไป๋ยวนฝึกเคล็ดวิชาดาบพยัคฆ์ทมิฬสำเร็จ ห้ามให้คนที่สามล่วงรู้เด็ดขาด"
เดิมทีเซวียกุ้ยหันหลังกลับไปแล้ว แต่ก็ยังไม่ลืมที่จะหันกลับมากำชับอีกประโยคหนึ่ง
แม้ว่าจางหยางจะเป็นคนสนิทของเขา แต่เรื่องนี้มันใหญ่หลวงเกินไป
นั่นมันคือเคล็ดวิชาดาบพยัคฆ์โลหิตเชียวนะ!
เคล็ดวิชาดาบพยัคฆ์ทมิฬในหอเทียนอี้นั้นเขาจงใจนำไปวางไว้เอง เคล็ดวิชาดาบพยัคฆ์ทมิฬที่จริงแล้วก็คือเคล็ดวิชาดาบพยัคฆ์โลหิต ก็เพื่อที่จะรอคอยศิษย์ที่สามารถฝึกฝนวิชาดาบนี้ได้ปรากฏตัวขึ้นมา
เหตุผลที่ชายชราหลังค่อมยอมทุ่มเงินมหาศาลเพื่อที่จะโจมตีโรงเตี๊ยมพยัคฆ์คำรามนั้น นอกจากการแก้แค้นแล้ว เป้าหมายที่แท้จริงก็คือเคล็ดวิชาดาบพยัคฆ์โลหิต
คนในยุทธภพต่างก็คิดว่าเขาไม่เคยคารวะอาจารย์ที่มีชื่อเสียง
จริงๆ แล้วอาจารย์ของเขาก็คือท่านผู้เฒ่าทมิฬที่เคยสร้างความสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วเมื่อเจ็ดสิบปีก่อนนั่นเอง
หลังจากที่ท่านผู้เฒ่าทมิฬตายไป สายวิชาของเขาก็ไม่มีผู้ใดฝึกฝนเคล็ดวิชาดาบพยัคฆ์โลหิตได้สำเร็จอีกเลย
เคล็ดวิชาดาบพยัคฆ์โลหิตนั้นฝึกฝนได้ยากมาก จนทำให้เขารอคอยมานานถึงสี่สิบปีก็ยังไม่สามารถหาผู้สืบทอดได้
เดิมทีเขาก็ถอดใจไปแล้ว ไม่คิดว่าผู้สืบทอดเคล็ดวิชาดาบพยัคฆ์โลหิตจะหล่นลงมาจากฟ้า เขาจะไม่ตื่นเต้นได้อย่างไร
ต้นไม้ใหญ่ย่อมล่อลม
เขาไม่ได้คิดที่จะรับไป๋ยวนเป็นศิษย์สายตรงในตอนนี้
นั่นมีแต่จะสร้างศัตรูให้โดยไม่จำเป็น กลับจะเป็นการทำร้ายไป๋ยวนเสียเปล่าๆ
"ดี!"
"ดีมาก!"
เซวียกุ้ยแทบจะรอไม่ไหวที่จะได้พบกับศิษย์ที่ชื่อไป๋ยวนคนนี้แล้ว
น่าเสียดายที่... ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่ดีที่สุด
ตอนที่ไป๋ยวนพาหม่าฉีทั้งสามคนกลับมาถึงโรงเตี๊ยม จางหยางก็นำพายอดฝีมือเก็บกวาดสนามรบเกือบจะเสร็จเรียบร้อยแล้ว
หลังจากที่ฆ่าสารถีวัยกลางคนคนนั้นแล้ว เขาก็พาหม่าฉีทั้งสามคนหนีไปที่หน้าประตูพรรคดาบเหล็ก
จนกระทั่งได้ยินว่าเจ้าสำนักเซวียกุ้ยสงบความวุ่นวายได้แล้วถึงได้กลับมา
เขไม่มีฝีมือพอที่จะไปยุ่งเกี่ยวกับความวุ่นวายของโรงเตี๊ยมพยัคฆ์คำราม การรักษาชีวิตไว้คือเรื่องที่สำคัญที่สุด
เมื่อเห็นจางหยาง หม่าฉีก็เป็นคนแรกที่พุ่งเข้าไปพยายามที่จะอธิบาย
ข้อหาฆ่าศิษย์ลานในคนหนึ่ง เขารับไม่ไหวหรอก
"ท่านครูฝึกจาง... เป็นศิษย์พี่หลิวที่ลงมือก่อน พวกเราไม่ได้ตั้งใจ"
จางหยางมองไป๋ยวนทั้งสี่คน โบกมือ
"หลิวฉู่ทรยศสำนัก สมคบคิดกับศัตรูภายนอกพยายามที่จะวางยา... ฆ่าได้ดี"
เมื่อได้ยินดังนั้น หม่าฉีและพรรคพวกต่างก็มีสีหน้าที่ไม่อยากจะเชื่อ
พวกเขาไม่คิดเลยว่าหลิวฉู่จะกล้าบ้าบิ่นถึงขนาดคิดจะวางยาพิษสำนัก
หากไม่ใช่เพราะไป๋ยวนสังเกตเห็นความผิดปกติได้ก่อน แล้วสังหารหลิวฉู่และสารถีวัยกลางคนคนนั้นไป บีบบังคับให้ชายชราหลังค่อมต้องลงมือก่อนเวลา ความเสียหายของโรงเตี๊ยมพยัคฆ์คำรามย่อมต้องหนักหนาสาหัสกว่านี้
จางหยางเหลือบมองไป๋ยวนแวบหนึ่ง
"ไป๋ยวน... เจ้าตามข้ามา"
"เรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ห้ามนำไปบอกผู้ใดเด็ดขาด มิฉะนั้น..."
ประกายความอำมหิตแวบผ่านใบหน้าของจางหยาง
เด็กหนุ่มเด็กสาวทั้งสามคนเคยเห็นไอสังหารเช่นนี้ที่ไหนกันเล่า ถูกข่มขู่จนตัวสั่นงันงก พยักหน้าหงึกๆ ราวกับไก่จิกข้าว
เมื่อเห็นว่าการข่มขู่ของตนเองได้ผลดี จางหยางถึงได้พาไป๋ยวนไปยังลานหลังห้อง
ทันทีที่เข้าไปในห้อง เขาก็เอ่ยถามอย่างร้อนรน
"เจ้าเด็กนี่... เจ้าฝึกเคล็ดวิชาดาบพยัคฆ์ทมิฬสำเร็จจริงๆ หรือ"
ไป๋ยวนพยักหน้า
ยอดฝีมือที่ชำนาญการสามารถดูเคล็ดวิชาที่ใช้ออกจากบาดแผลบนศพได้ เรื่องที่เขาฝึกเคล็ดวิชาดาบพยัคฆ์ทมิฬสำเร็จนั้น ปิดบังสายตาของจางหยางไปไม่ได้
เมื่อเห็นไป๋ยวนยอมรับ จางหยางก็อุทานออกมาไม่หยุด
เขายังจำได้ว่าไป๋ยวนเพิ่งจะได้เคล็ดวิชาดาบพยัคฆ์ทมิฬไปแค่หนึ่งเดือนเต็มๆ เท่านั้น
หนึ่งเดือนก็สามารถฝึกเคล็ดวิชาดาบพยัคฆ์ทมิฬสำเร็จได้... นี่มันอัจฉริยะด้านดาบอย่างแท้จริง!
จางหยางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ สีหน้าค่อยๆ กลับมาเป็นปกติ
"เคล็ดวิชาดาบพยัคฆ์ทมิฬยิ่งฝึกฝนในขั้นหลังๆ ก็ยิ่งยาก ห้ามเหลิงไปเพราะความสำเร็จเล็กน้อย"
เขาทำหน้าเคร่งขรึม ดุด่าไปสองสามประโยคก็หันหลังเดินจากไป
ไป๋ยวนสามารถฟันหลิวฉู่ขาดได้ในดาบเดียว ในสถานการณ์ที่ลอบโจมตี เขาก็คงถูกฟันได้เช่นกัน
จางหยางไม่มีความกล้าพอที่จะไปสั่งสอนไป๋ยวนอีกแล้ว
วิถีแห่งยุทธ์ล้วนเป็นวิชาฆ่าคน ยอดฝีมือที่สามารถสังหารศัตรูได้ก็คือยอดฝีมือที่ดี
ส่วนเรื่องระดับขั้นน่ะหรือ
ระดับขั้นมันก็แค่ผายลม!
ยอดฝีมือที่มาจากตระกูลใหญ่หลายคนมีแต่ระดับขั้นแต่กลับถูกยอดฝีมือระดับต่ำกว่าสังหาร ตัวอย่างเช่นนี้มีให้เห็นอยู่ถมไป
เคล็ดวิชาดาบพยัคฆ์โลหิตนั้นพิสดารเกินไป แม้แต่จางหยางก็ยังไม่กล้าพูดเต็มปากว่าจะรับมือไหว
ไป๋ยวนมองแผ่นหลังของจางหยางที่เดินจากไป ในใจรู้สึกงงงันเล็กน้อย
คำแก้ตัวที่เขาอุตส่าห์เตรียมมายังไม่ได้ใช้เลย
แต่ในเมื่อมันไม่ได้นำพาความยุ่งยากอะไรมาให้ เขาย่อมไม่ไปหาเรื่องใส่ตัว
เขามองไปที่หน้าต่างสถานะ
ครั้งนี้ที่เขาลงมือไป ก็นับว่าได้เก็บเกี่ยวมามหาศาล
【ชื่อ: ไป๋ยวน】
【อาชีพ: นายพราน นักดาบ นักมวย】
【ทักษะ: ยิงธนู (เชี่ยวชาญ) เคล็ดวิชาพยัคฆ์เหิน (เริ่มต้น) เคล็ดวิชาดาบพยัคฆ์โลหิต (เริ่มต้น) เคล็ดวิชาห้าสัตว์ (ชำนาญ)】
【แต้มเสริมแกร่ง: 41】
การฆ่าหลิวฉู่และสารถีวัยกลางคนคนนั้นทำให้ได้รับแต้มเสริมแกร่งมาถึง "41" แต้มเต็มๆ
การฆ่าคนย่อมดีกว่าการฆ่าสัตว์ป่ามากจริงๆ
ไป๋ยวนมองตัวอักษรเคล็ดวิชาพยัคฆ์เหิน
"เพิ่มแต้มให้ข้า!"
[จบแล้ว]