เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 6: แม่สาวงามแห่งอาทัวส์

บทที่ 6: แม่สาวงามแห่งอาทัวส์

บทที่ 6: แม่สาวงามแห่งอาทัวส์


บทที่ 6: แม่สาวงามแห่งอาทัวส์

ชายผู้กำลังตะโกนเรียกแขกอยู่ข้างน้ำพุนั้นดูมอมแมม

เขามีผมหยิกสีฟางและดวงตาสีเขียว ทว่านัยน์ตาคู่นั้นกลับขุ่นมัวไม่สดใส

เขามีรูปร่างอ้วนท้วน คอสั้นและพุงพลุ้ย สวมเสื้อเชิ้ตเก่าๆ ที่ดูคับติ้วกับกางเกงเอี๊ยมสีกาแฟเข้มที่กระดุมหลุดหายไป

แขนเสื้อเชิ้ตถูกพับขึ้น เผยให้เห็นท่อนแขนล่ำสันที่ดูไม่สมส่วนกับขนาดตัว และมือใหญ่ที่ปูดโปนไปด้วยกระดูก นิ้วมือของเขามีคราบสีเหลืองติดแน่น และซอกเล็บก็อัดแน่นไปด้วยขี้โคลน

ขี้โคลนนี่แหละคือเหตุผลหลักที่ลอร์เรนมองว่าเขาซกมก

เวชภัณฑ์เป็นของหายากในการเดินเรือ ดังนั้นกะลาสีที่ดีจะพยายามรักษาความสะอาดของร่างกายให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้จะไม่ได้อาบน้ำบ่อยนัก แต่ก็จะไม่ปล่อยให้มีสิ่งสกปรกหมักหมมอยู่ตามซอกเล็บ

ทว่า เมื่อพิจารณาให้ถี่ถ้วน ลอร์เรนก็เปลี่ยนความคิด

เขาไม่ได้ซกมก

แม้เครื่องแต่งกายจะดูซอมซ่อ แต่มันก็สะอาดสะอ้าน แม้แต่ผมเผ้าก็หวีเรียบแปล้

ส่วนขี้โคลนตามซอกเล็บนั่น อาจเป็นคราบฝังลึกบางอย่างที่ล้างไม่ออกจากการทำงานหนักมาแรมปี

พวกกะลาสีไม่นิยมใส่กางเกงเอี๊ยมเลยสักนิด เพราะมันไม่หลวมพอ สายเอี๊ยมและหัวเข็มขัดที่รุงรังจะทำให้ความคล่องตัวของกะลาสีบนดาดฟ้าเรือลดลง

ดังนั้นเจ้าอ้วนนี่ไม่ใช่คนทะเล... ดูจากโหงวเฮ้งแล้ว น่าจะเป็นพวกตีนติดดิน (คนบก) ที่จู่ๆ ก็เกิดนึกครึ้มอยากออกเรือตอนแก่เสียมากกว่า

ลอร์เรนลูบคาง แฝงตัวอยู่ในฝูงชน เฝ้ามองเจ้าคนบกตะโกนโหวกเหวกอย่างไร้ผลอยู่ข้างน้ำพุ

"สมาคมการค้าอาทัวส์รับสมัครลูกเรือ รับสมัครกะลาสี และยินดีต้อนรับคนหนุ่มไฟแรงที่อยากจะร่วมลงทุน!"

"พวกเราแข็งแกร่งมาก เรามีเรือ! เรามีเรือลำใหญ่!"

ใครบางคนในฝูงชนตะโกนถามแทรกขึ้นมา "ท่านครับ ท่านเคยออกทะเลหรือเปล่า?"

เจ้าอ้วนอึกอักทันที "ถึง... ถึงข้าจะไม่เคย แต่ว่า..."

"แล้วท่านว่ายน้ำเป็นไหม?" อีกคนถามต่อ "ถ้าท่านผู้ทรงเกียรติเกิดตกน้ำป๋อมแป๋มลงไป ต้องใช้คนกี่คนถึงจะลากท่านขึ้นมาได้?"

เสียงหัวเราะครืนดังลั่น!

หน้าเจ้าอ้วนแดงแปร๊ด เขาตะเบ็งคอเถียงสู้กลางวงล้อมฝูงชน "ข้าว่ายน้ำเป็นนะเว้ย! ข้าเคยว่ายในแม่น้ำที่บ้านเกิด แถมยังจับปลาได้ด้วย!"

เสียงโห่ฮาดังขึ้นกว่าเดิม

ท่ามกลางเสียงเยาะเย้ยถากถางที่ไม่ขาดสาย ลอร์เรนค่อยๆ ยกมือขึ้น

เขาถามว่า "ท่านครับ ข้าแล่นเรือเป็น ข้าแค่อยากจะยืนยันสักเรื่อง ท่านมีเรือจริงๆ ใช่ไหม?"

เสียงของเขาราวกับเสียงสวรรค์ที่ดังเข้าหูเจ้าอ้วน ดวงตาของเจ้าอ้วนเป็นประกายขณะพยักหน้าหงึกหงักอย่างกระตือรือร้น

"ข้ามีเรือ! จอดอยู่ที่ท่าเรือหมายเลข 13 เป็นเรือใหญ่ลำใหม่เอี่ยม! เรือเดินสมุทรของจริงเลยนะ!"

ลอร์เรนยิ้ม "บังเอิญข้ามีเงินติดตัวอยู่สิบสามชิลลิง ไม่ทราบว่าถ้าข้าร่วมลงทุน จะได้ส่วนแบ่งสักกี่เปอร์เซ็นต์?"

...

ยามอาทิตย์อัสดง เจ้าอ้วนที่แหกปากรับสมัครคนมาทั้งวันก็เดินคอตกไปตามถนน ลอร์เรนเดินตามหลังเขาอยู่ห่างๆ พลางเอามือปิดจมูกเพื่อหลีกเลี่ยงกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ที่โชยมาจากตัวอีกฝ่าย

เจ้าอ้วนมีชื่อว่า เลค, เลค อาทัวส์ มาจากเดวอน

เขาดำเนินกิจการโรงฟอกหนังของครอบครัวในพลีมัธ และเป็นช่างฟอกหนังฝีมือฉกาจ รอยไหม้บนนิ้วและกลิ่นตัวประหลาดที่ผสมปนเประหว่างดินประสิวกับหนังเน่า เป็นหลักฐานชั้นดีที่ยืนยันประสบการณ์อันโชกโชนในวิชาชีพของเขา

ทว่า สิ่งเหล่านี้กลับไร้ค่าสำหรับพ่อค้าทางทะเล

ต่อให้ฝีมือฟอกหนังของเขาจะยอดเยี่ยมแค่ไหน เขาก็ยังเป็นแค่ไอ้หน้าใหม่ที่ไม่น่าไว้ใจอยู่ดี หลังจากตรากตรำมาทั้งวัน มีเพียงลอร์เรน เด็กหนุ่มกึ่งดิบกึ่งดีที่ไม่น่าไว้ใจพอๆ กัน เพียงคนเดียวเท่านั้นที่ยอมเข้าร่วมสมาคมการค้าอาทัวส์ที่เพิ่งก่อตั้งหมาดๆ

อันที่จริง นอกจากพวกเขาแล้ว สมาคมการค้านี้ไม่มีกะลาสีที่เข้าท่าเลยแม้แต่คนเดียว

เรื่องนี้ทำให้เลคกลัดกลุ้มใจมาก

เขาได้ยินมาว่าต้องใช้กะลาสีฝีมือดีอย่างน้อยแปดคนถึงจะบังคับเรือใหญ่ของเขาได้ แต่ตอนนี้เขามีแค่คนเดียว แถมฝีมือจะพึ่งพาได้หรือเปล่าก็ยังน่าสงสัย

ฝันที่จะออกทะเลพังทลาย... เลคผู้หัวใจสลายพาลอร์เรนเดินดุ่มๆ ไปยังท่าเรือหมายเลข 13 เพียงเพื่อต้องการพิสูจน์ความน่าเชื่อถือของตนเอง

หลังจากดูเรือเสร็จ เขาตั้งใจว่าจะขายมันทิ้งแล้วเอาเงินไปใช้หนี้ก้อนโตของโรงฟอกหนัง

ถึงเวลาต้องแยกย้ายกันแล้ว

เลคยืนอยู่ริมท่าเรือ ชี้ไปที่เรือลำใหญ่ที่ทอดสมออยู่ในทะเล แล้วพูดเสียงเบาว่า "ไอ้หนุ่ม นี่เรือของข้า ข้าไม่ได้โกหกเอ็งนะ"

ลอร์เรนค่อยๆ ลดมือที่ปิดจมูกลง

ภายใต้แสงอาทิตย์อัสดงอันร้อนแรง เรือใหญ่รูปร่างค่อนข้างอวบอ้วนลำหนึ่งนอนสงบนิ่งอยู่ในอ่าว โยกไหวเบาๆ ไปตามระลอกคลื่นชายฝั่ง

หล่อนมีความยาว 30 เมตร กว้าง 8 เมตร หัวเรือแหลมและท้ายเรือกว้าง เสากระโดงหลักขนาดมหึมาเพียงเสาเดียวตั้งตระหง่านอยู่กลางลำเรือ สูง 22 เมตร มีระโยงระยางสะอาดตาขึงพาดลงมา เชื่อมเสากระโดงหลักเข้ากับเสายื่นหัวเรือ (Bowsprit) เรียวยาวขนาด 3 เมตรที่หัวเรือ

ลอร์เรนพึมพำเบาๆ "เรือใบเสาเดียวติดใบสี่เหลี่ยมทรงฮันซา-ค็อก (Hansa-cog) หนึ่งในแบบเรือที่โด่งดังที่สุดของระบบเรือนอร์ดิก มีชื่อเสียงขจรขจายผ่านสันนิบาตฮันซา เอกลักษณ์คือการเริ่มใช้หางเสือกลางท้ายเรือเป็นครั้งแรก พัฒนามาจนถึงปัจจุบัน ความยาวมาตรฐานอยู่ที่ 30 เมตร กว้าง 8 เมตร และเสากระโดงหลักสูง 22 เมตร"

"ทรงค็อกมีท้องเรือและตัวเรือกว้างขวาง แล่นได้อย่างมั่นคงในน้ำตื้น เนื่องจากใช้ใบเรือสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ใบเดียว จึงทำความเร็วได้ดีเยี่ยมเมื่อแล่นตามลม แต่จะทำผลงานได้แย่เมื่อแล่นทวนลม"

"หลังจากการนำใบเรือสามเหลี่ยม (Lateen sail) ของอาหรับเข้ามาใช้ ข้อบกพร่องใหญ่ที่สุดของมันก็ได้รับการแก้ไข รูปแบบนี้ลงตัวมานานกว่าสี่ร้อยปีแล้ว และยังคงใช้กันอย่างแพร่หลายในแถบทะเลเหนือและเมดิเตอร์เรเนียนเนื่องจากต้นทุนต่ำและสมรรถนะที่มั่นคง โดยมีลูกเรือมาตรฐาน 8 คน"

ดวงตาของเลคเป็นประกายเมื่อได้ฟัง "ไอ้หนุ่ม เอ็งดูเหมือนจะ..."

ลอร์เรนยิ้มเยาะตัวเอง "ข้าเคยเป็นนักเรียนโรงเรียนนายเรือมาก่อน ถ้าไม่ใช่เพราะที่บ้านมีปัญหาจนต้องลาออกกลางคัน ป่านนี้ข้าคงได้ประจำการบนเรือไปแล้ว"

เลคยิ้มขื่น "ข้านึกว่าเป็นแค่เด็กหนุ่มธรรมดาๆ ไม่นึกเลยว่าจะเจอเพชรในตม... น่าเสียดายจริงๆ..."

"ท่านกังวลเรื่องคนไม่พอแล่นเรือหรือ?" ลอร์เรนถามขึ้นกะทันหัน

"เอ๊ะ?" เลคสะดุ้งเมื่อถูกจี้ใจดำ ทำตัวไม่ถูกเล็กน้อย "เอ็ง... อย่าเข้าใจผิดนะ เอ็งเก่งมาก... แต่การจะทำธุรกิจ ขั้นแรกต้องเอาเรือออกจากท่าให้ได้ก่อน และการแล่นเรือมันเป็นงานของคนแปดคน ต่อให้เอ็งเก่งแค่ไหน..."

"ความจริงแล้ว ข้าแล่นเรือลำนี้คนเดียวได้นะ" ลอร์เรนแตะปลายจมูก "เพราะโครงสร้างมันค่อนข้างเก่า การบังคับเลยไม่ซับซ้อนเท่าไหร่"

"ห๊ะ?"

เลคยืนอึ้ง มองดูเด็กหนุ่มวิ่งไปเหยียบแป้นบันไดแล้วกระโจนขึ้นไปบนเรือ

ลอร์เรนวิ่งไปยังหัวเรือราวกับลิงคล่องแคล่ว มือเกาะเชือกแล้วนั่งยองๆ ลงที่ปลายสุดของเสายื่นหัวเรือ "ท่านครับ ข้ายังไม่ได้ถามเลย หล่อนชื่ออะไรหรือ?"

"เบ... บิวตี้!" เลคตะโกนเสียงแหบแห้งใส่ลอร์เรนราวกับเพิ่งตื่นจากฝัน "ชื่อของหล่อนคือ อาทัวส์ บิวตี้ (แม่สาวงามแห่งอาทัวส์)!"

"อ๋อ แม่สาวงามแห่งตระกูลอาทัวส์นี่เอง..." ลอร์เรนลูบเสายื่นหัวเรือเรียบลื่นใต้ฝ่าเท้าอย่างแผ่วเบา รอยยิ้มค่อยๆ ปรากฏขึ้น "นึกไม่ถึงว่าหล่อนจะเป็นสาวเจ้าเนื้อ"

สมาคมการค้าอาทัวส์ที่มีสมาชิกเพียงสองคนเริ่มวุ่นวายขึ้นมา

เลครับหน้าที่จัดซื้อสินค้าและจ้างแรงงานขนส่ง

ส่วนลอร์เรนง่วนอยู่กับการลงขี้ผึ้งดาดฟ้าเรือ หยอดน้ำมันสมอและหางเสือ รวมทั้งตรวจสอบใบเรือ เชือก ห้องโดยสาร และกระดูกงูเรือ เพื่อให้แน่ใจว่าทุกส่วนอยู่ในสภาพสมบูรณ์

เขาเป็นศิษย์ของเซอร์เลย์ตัน และไว้ใจแค่เงื่อนเชือกของตัวเองกับเพื่อนร่วมทางเท่านั้น ดังนั้นเงื่อนทุกปมจึงถูกแก้และผูกใหม่ ทำให้เขายุ่งจนหัวหมุนแต่ก็มีความสุข

เขาถึงกับใช้สีแดงทากรอบสี่เหลี่ยมกว้างสองเมตรไว้กลางดาดฟ้าเรือ ลากยาวจากห้องท้ายเรือไปจนถึงจุดที่ห่างจากหัวเรือ 5 เมตร เป็นแนวตั้งและแนวนอนที่ได้ฉากเป๊ะ

เลคขนสินค้าขึ้นมาบนเรือ มองกรอบสีแดงแสบตานั้นด้วยความสงสัย

"ลอร์เรนน้อย กรอบสี่เหลี่ยมนี้มีไว้ทำอะไร?"

"นี่คือเขตของกัปตัน" ลอร์เรนปรบมือ "หลังจากเราออกจากท่า นี่คือพื้นที่ทั้งหมดที่ท่านมีบนดาดฟ้า และท่านต้องสวมห่วงยางด้วย ท่านอ้วนเกินไป ถ้าตกลงไปในทะเล ข้าดึงท่านขึ้นมาไม่ไหวหรอกนะ"

"เอ๊ะ?"

"จริงสิ ในเมื่อเราจะข้ามช่องแคบ ท่านคงซื้อแผนที่เดินเรือที่เกี่ยวข้องมาแล้วใช่ไหม?"

"แผนที่เดินเรือมันแพงมากนะรู้ไหม!" เลคทำเสียงเหมือนคนรู้มาก "ข้าได้ยินเขาพูดกันว่า แค่แล่นไปตามลม..."

"เดี๋ยวท่านก็จะลอยไปถึงเนเธอร์แลนด์ และถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด บิวตี้ ก็จะกลายเป็นของบรรณาการให้พวกสารถีรถม้า (คนดัตช์) นั่นแหละคือสิ่งที่จะเกิดขึ้น"

"หา?"

"ไปเถอะ ไปได้แล้ว..." ลอร์เรนโบกมืออย่างเกียจคร้าน "ในฐานะต้นเรือ, นายท้าย, ต้นหน, ยามเฝ้าระวัง และช่างซ่อมเรือ ข้ายังต้องการกล้องส่องทางไกลตาเดียว เข็มทิศ ถุงมือผ้าลินินหนาๆ สักคู่ แล้วก็ของใช้สิ้นเปลืองอีกนิดหน่อย ทุกอย่างขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของกัปตัน ขอบคุณครับ"

จบบทที่ บทที่ 6: แม่สาวงามแห่งอาทัวส์

คัดลอกลิงก์แล้ว