เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 10 ความผิดหวังและการตัดสินใจ

บทที่ 10 ความผิดหวังและการตัดสินใจ

บทที่ 10 ความผิดหวังและการตัดสินใจ


บทที่ 10 ความผิดหวังและการตัดสินใจ

ในทวีปเซียนอู่ เงื่อนไขสำคัญที่สุดในการก่อตั้งตระกูลผู้บำเพ็ญเพียรคือชีพจรวิญญาณ!

หากตระกูลต้องการดำรงอยู่อย่างยาวนาน จำเป็นต้องมีทรัพยากรสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง และชีพจรวิญญาณก็คือรากฐานสำคัญของการก่อตั้งนั้น

มีเพียงตระกูลที่ครอบครองชีพจรวิญญาณเท่านั้น จึงจะถูกเรียกว่าตระกูลเซียนที่แท้จริงและได้รับการยอมรับ มิฉะนั้นก็เป็นเพียงดอกไม้ไฟที่สว่างวาบเพียงชั่วครู่ ดั่งควันไฟที่จางหายไปในพริบตา

ทว่าการค้นหาชีพจรวิญญาณนั้นมิใช่เรื่องง่าย

ภูเขาและแม่น้ำที่มีชื่อเสียงล้วนถูกจับจองโดยสำนักและตระกูลใหญ่ผู้ทรงอิทธิพล ชีพจรวิญญาณส่วนใหญ่ต่างตกอยู่ในกำมือของพวกเขา

ตระกูลเกิดใหม่ทำได้เพียงออกไปบุกเบิกดินแดนรกร้าง

ขุนเขาทีเต็มไปด้วยสัตว์อสูร บึงมรณะที่ปกคลุมด้วยไอพิษ หมู่เกาะที่รายล้อมด้วยอสูรทะเล... การบุกเบิกคือหนทางที่กว้างใหญ่และเต็มไปด้วยภยันตราย

มีสำนักและตระกูลใหญ่จำนวนเท่าใดที่ต้องล่มสลายเพราะเหตุนี้ นับประสาอะไรกับคนเพียงหยิบมือที่รวมตัวกันเพื่อสร้างตระกูล

ดังนั้น เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนผ่าน ราชวงศ์ผลัดเปลี่ยน จึงเกิดหนทางใหม่ในการสร้างตระกูลเซียน นั่นคือการพึ่งพาสำนักและตระกูลใหญ่

นี่คือเส้นทางที่ตระกูลระดับกลั่นลมปราณส่วนใหญ่เลือกเดินในปัจจุบัน

ขอเพียงตระกูลมีทายาทที่เป็นผู้บำเพ็ญเพียรตั้งแต่สามคนขึ้นไป ก็สามารถร้องขอให้สำนักใหญ่มอบชีพจรวิญญาณเพื่อการขยายเผ่าพันธุ์และพัฒนาตระกูลได้

หยางเหยียนชิงมีตบะอยู่ที่ขอบเขตกลั่นลมปราณชั้นที่แปดขั้นสูงสุด ภรรยาของเขาอยู่ชั้นที่หก ทายาทชายหญิงของพวกเขาก็มีรากวิญญาณและก้าวเข้าสู่เส้นทางการบำเพ็ญเพียรแล้วเช่นกัน

ทว่าพวกเขายังขาดทายาทผู้บำเพ็ญเพียรอีกหนึ่งคน

ยิ่งไปกว่านั้น ต่อให้จำนวนคนครบถ้วน สำนักใหญ่อาจไม่สนใจเจ้า สถานการณ์เช่นนี้มีให้เห็นดาษดื่น สำนักใหญ่ย่อมเลือกขุมกำลังที่มีศักยภาพมากกว่า เพื่อรับประกันเครื่องบรรณาการที่มั่นคงและหลีกเลี่ยงการขาดทุน

หลี่เฮ่อเหนียนส่ายหน้า "ไม่ใช่เรื่องชีพจรวิญญาณหรอก น่าจะเป็นเพราะเขาไปพึ่งพิงตระกูลโจวแห่งเมืองไป๋เย่ ช่วงสองปีมานี้หยางเหยียนชิงติดต่อกับตระกูลโจวบ่อยครั้ง ฟังจากน้ำเสียงของเขา เขาดูมั่นใจมากว่าจะตั้งตระกูลได้ภายในสิบปี ส่วนเรื่องจำนวนคน ข้ายังไม่รู้แน่ชัด"

"ตระกูลโจว..." จงเหยียนครุ่นคิด ตระกูลโจวเป็นตระกูลระดับสร้างรากฐาน มีบรรพชนขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลายคอยดูแล นับว่าทรงพลังยิ่งนัก

หลี่เฮ่อเหนียนถอนหายใจ แววตาฉายแววอิจฉาอย่างปิดไม่มิด "หากสำเร็จ เรื่องการสร้างรากฐานของหยางเหยียนชิงคงไม่ใช่แค่ความฝันลมๆ แล้งๆ อีกต่อไป"

จงเหยียนพยักหน้าพลางกล่าว "ตอนงานเลี้ยง ข้าได้ยินมาว่าตระกูลฟางแห่งเมืองว่างอี๋ก็เพิ่งก่อตั้งตระกูลสำเร็จ สำนักอัคคีเมฆามอบชีพจรวิญญาณระดับสองให้ แถมยังสนับสนุนหินวิญญาณอีกสามหมื่นก้อน!"

"ข้ารู้! ข้าล่ะอิจฉาจะตายอยู่แล้ว!"

หลี่เฮ่อเหนียนตบโต๊ะ สีหน้าเจ็บปวด "เจ้าฟางไหวคนนั้นโชคดีจริงๆ ตบะก็พอๆ กับข้า แต่ตอนนี้กลับได้ใบเบิกทางสู่ขอบเขตสร้างรากฐาน แทบจะการันตีความสำเร็จ เฮ้อ ใครใช้ให้มันมีลูกสาวดี แถมผู้อาวุโสของสำนักอัคคีเมฆายังถูกใจนางอีก!"

"พี่ชายรู้จักเขาด้วยหรือ" จงเหยียนหัวเราะเบาๆ ในใจก็นึกอิจฉาเช่นกัน ขอบเขตสร้างรากฐาน ผู้บำเพ็ญเพียรคนใดบ้างไม่ปรารถนา มันคือก้าวแรกสู่ความเป็นอมตะ

"ย่อมรู้จัก! ตอนมันตกอับยังเคยมายืมหินวิญญาณข้าเลย!"

"มีเส้นสายไว้ก็นับเป็นเรื่องดี วันหน้าอาจพึ่งพาอาศัยได้"

หลี่เฮ่อเหนียนกลอกตา "ตอนนั้นข้าไม่ได้ให้มันยืมหนะสิ! ใครจะไปคิดว่ามันจะมีวันนี้!"

"ฮ่าฮ่าฮ่า..." จงเหยียนหัวเราะร่า

หลังจากพูดคุยกันอย่างถูกคอ หลี่เฮ่อเหนียนก็อยู่ทานมื้อเที่ยงต่อ

ระหว่างมื้ออาหาร เมื่อทราบว่าจงเหยียนค้าขายยันต์ หลี่เฮ่อเหนียนจึงเอ่ยขึ้น "ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ต่อไปเจ้าก็ขายยันต์ให้ผู้บำเพ็ญเพียรในเมืองเถอะ ได้กำไรน้อยหน่อย แต่มั่นคงและปลอดภัยกว่า"

"ผู้น้องก็คิดเช่นนั้นขอรับ"

แม้ปากจะรับคำ แต่จงเหยียนรู้ดีว่าหลังจากเขียนยันต์ได้จำนวนหนึ่ง เขาคงต้องไปแลกเปลี่ยนที่ตลาดหยางเฉวียนอยู่ดี

เพราะยันต์ระดับหนึ่งขั้นกลางเหมาะสำหรับผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตกลั่นลมปราณขั้นต้นและขั้นกลาง ซึ่งในเมืองมีความต้องการไม่มากนัก อีกทั้งความเร็วในการเขียนยันต์ของเขาก็พัฒนาขึ้น และจะยิ่งเร็วขึ้นในอนาคต

ก่อนกลับ หลี่เฮ่อเหนียนชำเลืองมองเจียงผิงแล้วยิ้ม "จงเหยียน เจ้าต้องขยันหน่อยนะ ภรรยาเจ้าแต่งเข้ามาพักใหญ่แล้ว ยังไม่มีวี่แววจะมีเจ้าตัวเล็กเลย"

เขาเปลี่ยนเรื่องคุย "จริงสิ จงเหยียน เจ้าคิดหรือยังว่าจะทำกิจการอะไร"

"เรื่องนั้นไม่รีบขอรับ หากต้องการความช่วยเหลือ ข้าจะบอกท่านพี่แน่นอน"

จงเหยียนยังไม่คิดจะมีบุตรในตอนนี้ จึงรู้สึกว่าไม่จำเป็น จวนเจ้าเมืองจ่ายเบี้ยหวัดให้เดือนละสามสิบตำลึงเงิน

ดูจากช่วงปีใหม่ น่าจะมีโบนัสตามเทศกาลอีก ซึ่งเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายประจำวัน หากไม่พอ เขาก็แลกเปลี่ยนหินวิญญาณได้ หินวิญญาณหนึ่งก้อนแลกได้แปดร้อยตำลึงเงิน แก้ปัญหาได้ง่ายดาย

"เอาล่ะ ข้าไปละนะ"

"ท่านพี่เดินทางปลอดภัย" เจียงผิงลุกขึ้นคารวะน้อมส่ง

หลังจากเขาจากไปจนลับสายตา จงเหยียนหันมองภรรยาแล้วกล่าวอย่างรู้สึกผิด "ผิงเอ๋อร์ ลำบากเจ้าแล้ว"

ตามธรรมเนียมของโลกใบนี้ สตรีที่มีลูกไม่ได้ถือเป็นเรื่องใหญ่หลวง และย่อมหนีไม่พ้นสายตาดูแคลนและคำครหา

เจียงผิงยิ้มละมุน "ผิงเอ๋อร์ไม่สนคำคนอื่น ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของท่านพี่เจ้าค่ะ"

...

วันต่อมา

ณ ห้องศิลาบำเพ็ญเพียรในจวนสกุลจง

จงเหยียนพึมพำคำว่า "ทะลวงระดับ" ในใจ ทว่าต่างจากการเขียนยันต์และการเลื่อนขั้นครั้งก่อนๆ ครานี้ไม่มีพลังลึกลับลงมาจุติ มีเพียงความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับเคล็ดวิชาเพลิงสวรรค์ที่ปรากฏขึ้นในสมอง

เขารีบมองดูหน้าต่างสถานะ

【ชื่อ: จงเหยียน】

【อายุ: 40】

【ตบะ: กลั่นลมปราณ ชั้นที่สี่ (47/90000)】

【วิชา: เคล็ดวิชาเพลิงสวรรค์ (ขั้นต้น 0/2000)】

【อาชีพ: นักเขียนยันต์ (ระดับหนึ่งขั้นกลาง 352/10000)】

"..." จงเหยียนขมวดคิ้ว ริมฝีปากเม้มแน่น

วิชาขยับจากพื้นฐานสู่ขั้นต้น แต่ค่าประสบการณ์ที่ต้องการสำหรับการเลื่อนระดับลดลงไปเพียงหนึ่งหมื่น

ยังขาดอีกตั้งเก้าหมื่น!

ต่อให้เขากับภรรยาเพียรพยายามเพียงใด ก็คงต้องใช้เวลาอีกหลายสิบปีกว่าจะทะลวงสู่ชั้นต่อไปได้

แม้จะคาดการณ์ไว้แล้ว แต่เขาก็ยังแอบหวังลึกๆ

ทว่าเมื่อเห็นผลลัพธ์เช่นนี้ มันช่างน่าผิดหวังอย่างยิ่ง

นี่เพิ่งจะชั้นที่ห้า หนทางข้างหน้ายิ่งยากลำบากกว่านี้

ยิ่งอายุมาก โอกาสสร้างรากฐานสำเร็จก็ยิ่งต่ำลง

"ระบบเช่นนี้จะมีประโยชน์อันใด"

"ท้ายที่สุด ก็เป็นเพราะพรสวรรค์ของข้าต่ำต้อยเกินไป..."

จงเหยียนพึมพำ ความขมขื่นแล่นพล่านเต็มอก มันมอบความหวังแต่กลับทำให้เอื้อมไม่ถึง ความแตกต่างนี้ยิ่งทำให้ยอมรับได้ยาก

เขาจิตตกไปสองวันเต็ม

จงเหยียนสงบสติอารมณ์ กลางวันตั้งหน้าตั้งตาเขียนยันต์ กลางคืนศึกษาและแลกเปลี่ยน 'ความรู้' จากคัมภีร์หัวใจสาวหยกกับภรรยา หวังจะกระตุ้นความเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ในหน้าต่างระบบ

จนกระทั่งวัสดุในมือหมดเกลี้ยง ค่าประสบการณ์ก็เพิ่มขึ้นอย่างคงที่ตามเดิม ไม่มีความเปลี่ยนแปลงใดๆ

ถึงจุดนี้

จงเหยียนถอดใจโดยสิ้นเชิง เขาถอนหายใจยาวเหยียดในใจ

"ช่างเถอะ..."

จงเหยียนหวนนึกถึงเรื่อง 'ตระกูลฟางแห่งเมืองว่างอี๋ก่อตั้งตระกูล' และ 'หยางเหยียนชิงวางแผนตั้งตระกูล' ที่ได้ยินมาในงานเทศกาลโคมไฟ

หลังไตร่ตรองอยู่นาน แววตาของเขาก็กลับมาแน่วแน่อีกครั้ง เขาตัดสินใจเด็ดขาดในใจ... สร้างตระกูล!

"ข้าจะทุ่มสุดตัว!"

หลังจากจัดเก็บยันต์บนโต๊ะเรียบร้อย จงเหยียนก็ก้าวฉับๆ ออกจากห้องบำเพ็ญเพียร

"ผิงเอ๋อร์!"

"เจ้าค่ะ!"

เจียงผิงหยุดชะงัก นางสะบัดกระบี่เก็บเข้าฝักด้านหลัง ชุดรัดรูปสีดำขับเน้นให้ดูทะมัดทะแมงและองอาจ

"เชิญท่านพี่บัญชา!"

"กลับห้อง!"

เจียงผิงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเข้าใจความหมายทันที รอยยิ้มเขินอายปรากฏขึ้นที่มุมปาก นางเหลือบมองเสี่ยวหวนที่อยู่ไกลออกไป แล้วก้าวเท้าเดินตาม

นางสงสัยว่าเหตุใดเวลาถึงเปลี่ยนไป วันนี้เพิ่งจะ 'เรียนรู้' กันไปเมื่อเช้า ตอนนี้เพิ่งจะยามซื่อเท่านั้น

เมื่อตามเข้าไปในห้องนอน ก็เห็นสามีกำลังเปลื้องอาภรณ์

"ท่านพี่ โปรดรอสักครู่ ผิงเอ๋อร์ตัวเหม็นเหงื่อ..."

"ไม่จำเป็น!"

จงเหยียนร่ายคาถาชำระล้างใส่นาง ก่อนจะช้อนตัวนางขึ้นอุ้มเดินตรงไปยังเตียงนอน

...

เวลาล่วงเลยผ่านไปเนิ่นนาน

นางจ้องมองสามีอย่างเหม่อลอยอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นน้ำตาใสสองสายก็ไหลรินอาบแก้ม นางสวมกอดบุรุษผู้เปรียบดั่งท้องฟ้าข้างกายไว้แน่น

จงเหยียนมองม่านเตียงเหนือศีรษะ ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะก้มหน้าลงยิ้ม "ผิงเอ๋อร์ จากนี้คงต้องพึ่งเจ้าแล้ว"

เจียงผิงเงยหน้าขึ้น พยักหน้าอย่างแรง ทั้งร้องไห้และหัวเราะไปพร้อมกัน

...

จบบทที่ บทที่ 10 ความผิดหวังและการตัดสินใจ

คัดลอกลิงก์แล้ว