- หน้าแรก
- หนึ่งดาบทะลุนภา พันปีบรรลุเทพ
- บทที่ 48: อาภรณ์ขาวขี่กิเลน
บทที่ 48: อาภรณ์ขาวขี่กิเลน
บทที่ 48: อาภรณ์ขาวขี่กิเลน
ณ แนวป้องกันที่ห้า กลางสมรภูมิ
เหล่าทหารจำนวนมากเริ่มขุดสนามเพลาะ กับดัก และวางทุ่นระเบิด
ขณะเดียวกันก็มีเหล่าจอมยุทธ์ที่กำลังต่อสู้กับอสูรต่างมิติบางส่วน อันที่จริงแล้ว คลื่นอสูรระดับ A ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
ด้วยเหตุนี้ จึงมีอสูรต่างมิติทยอยบุกทะลวงแนวป้องกันที่สี่เข้ามาในเขตแนวป้องกันที่ห้าอย่างต่อเนื่อง
“เหล่าจาง มันจะไม่ไหวแล้ว!”
ขณะนี้ หน่วยรบสามคนกำลังล้อมสังหารกิ้งก่าปีศาจทะเลระดับแปดตัวหนึ่ง
ภายใต้การประสานงานอันยอดเยี่ยมของทั้งสาม กิ้งก่าปีศาจทะเลตัวนี้ก็ใกล้จะล้มลงแล้ว
ฉัวะ!
เหล่าจางฉวยโอกาสพุ่งขึ้นไปอยู่เหนือกิ้งก่าปีศาจทะเล แล้วฟันดาบลงไปอย่างแรง
เขาหอบหายใจ อสูรต่างมิติระดับแปดไม่เพียงแต่มีพลังป้องกันที่แข็งแกร่ง แต่ยังมีมวลกายที่หนาแน่นอย่างยิ่ง
หากดาบนี้ไม่ใช้พลังทั้งหมด ดาบของเขาก็จะจมเข้าไปในเนื้อ ทำให้ตนเองตกอยู่ในอันตราย
แต่ในขณะนั้นเอง รอบด้านก็พลันเงียบสงัดลง
เหล่าจางและพรรคพวกอีกสองคนรู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัว จึงรีบหันไปมอง
พวกเขาพบว่า ท่ามกลางซากปรักหักพังของเมืองนี้ มีอสูรต่างมิติสองตัวปรากฏขึ้นที่ด้านหน้าและด้านหลังของพวกเขาตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่ทราบ
นี่คืออสูรต่างมิติที่มีเกล็ดแข็งดุจเหล็กกล้า ลายพาดกลอน กรงเล็บอสูร และลำตัวเป็นปลา
“ฉลามพยัคฆ์!”
จอมยุทธ์ระดับแปดคนหนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเทา เพียงเพราะอสูรต่างมิติสายพันธุ์ฉลามพยัคฆ์นี้ อย่างน้อยที่สุดก็ต้องอยู่ระดับเจ็ด
ฉลามพยัคฆ์ระดับเจ็ดสองตัว สำหรับพวกเขาแล้วไม่ต่างอะไรกับการประกาศความตาย
“หนี! หาทางหนี!”
ใบหน้าของเหล่าจางซีดขาว สิ้นหวังจนถึงขีดสุด
ทว่า ฉลามพยัคฆ์ระดับเจ็ดทั้งสองตัวกลับกระโจนขึ้นมาแล้ว
อสูรต่างมิติระดับเจ็ดมีความเร็วสูงเกินไป เพียงพริบตาเดียวก็ปรากฏขึ้นเหนือศีรษะของทั้งสามคนทั้งด้านหน้าและด้านหลัง
เขี้ยวเลื่อยและกรงเล็บอันคมกริบราวกับใบมีดนั้น ดูราวกับว่าจะสามารถฉีกร่างทั้งสามเป็นชิ้นๆ ได้ในพริบตา
ในวินาทีนี้ นอกจากความสิ้นหวังแล้ว ทั้งสามคนถึงกับลืมที่จะต่อต้าน
ฉัวะ! ฉัวะ!
แต่ในขณะนั้นเอง ทั้งสามคนพลันได้ยินเสียงอากาศถูกฉีกกระชากอยู่ข้างหู
ทันใดนั้น ฉลามพยัคฆ์ระดับเจ็ดทั้งสองตัวก็ถูกฟันขาดเป็นสองท่อน เลือดสาดกระจายไปทั่วบริเวณ
ในขณะเดียวกัน เด็กหนุ่มในชุดรบสีดำร่างสูงสง่าก็ร่อนลงมายืนอยู่ไม่ไกล
ปอยผมหน้าผากของเด็กหนุ่มปลิวไสวตามสายลม มือขวาของเขากำลังเก็บดาบเข้าฝัก
“ช่างบังเอิญเสียจริง!”
เจียงหลีหันกลับมา ใบหน้าหล่อเหลาราวหยกขัดเกลานั้นมีดวงตาลุ่มลึกซ่อนประกายสังหารไว้
เหล่าจางและพวกเพิ่งจะตั้งสติได้ เมื่อพวกเขาเห็นเจียงหลีก็ราวกับถูกฟ้าผ่า
“เมืองเป่ยเหอ โรงเรียนมัธยมปลายอันดับที่สิบเจ็ด มัธยมปลายปีที่สามห้องสี่ เจียงหลี”
“จงจำชื่อนี้ไว้ เพราะอีกไม่นาน ชื่อนี้จะโด่งดังไปทั่ว”
ตอนนั้น พวกเขาคิดว่าเป็นเพียงเรื่องตลก ใครจะคาดคิดว่า ณ แนวป้องกันที่ห้าในวันนี้ จะมีใครบ้างที่ไม่รู้จักเจียงหลี
คนเดียวดาบเดียว ท่องไปทั่วสมรภูมิอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย สังหารอสูรต่างมิติอย่างบ้าคลั่ง
มีข่าวลือว่าอสูรต่างมิติที่ตายด้วยน้ำมือของเจียงหลีในช่วงเวลาเพียงสามวันนี้ มีจำนวนไม่ต่ำกว่าหนึ่งร้อยตัว
ในจำนวนนั้น ยังมีอสูรต่างมิติระดับเจ็ดอยู่ไม่น้อย
บัดนี้ เมื่อได้เห็นเจียงหลีสังหารฉลามพยัคฆ์ระดับเจ็ดสองตัวในดาบเดียวกับตา พวกเขาจึงเข้าใจว่านั่นไม่ใช่แค่ข่าวลืออย่างแน่นอน
“ช่างบังเอิญจริงนะ พ่อหนุ่ม... ไม่สิ ท่านเจียง”
ชายคนหนึ่งหัวเราะแห้งๆ ออกมา ตอนที่อยู่บนรถโดยสาร เขาก็ไม่ได้เห็นเจียงหลีอยู่ในสายตาเช่นกัน
เหล่าจางยิ่งรู้สึกกระอักกระอ่วน แต่ไม่นานนัก ก็มีเสียงคำรามของอสูรดังกึกก้องมาจากที่ไกลๆ
เจียงหลีหันกลับไปมองส่วนลึกของซากปรักหักพัง “ข้าไปล่ะ!”
เขาเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยก็กลายเป็นเงาดำสายหนึ่ง หายลับไปในซากปรักหักพังในพริบตา
“คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าเด็กหนุ่มที่ยังอ่อนหัดในวันนั้นจะน่ากลัวถึงเพียงนี้ โชคดีที่ตอนนั้นเขาไม่ถือสาหาความกับพวกเรา” ชายคนหนึ่งกล่าวพร้อมกับหัวเราะขื่น
“มัธยมปลายปีที่สาม เขายังไม่ได้เข้าร่วมการสอบยุทธ์ด้วยซ้ำ ดูท่าว่าต้าเซี่ยกำลังจะมีอัจฉริยะปีศาจถือกำเนิดขึ้นอีกคนแล้ว” เหล่าจางกล่าวด้วยสีหน้าซับซ้อน เขารู้ว่าลางสังหรณ์ของตนในตอนนั้นไม่ผิด
...
ส่วนลึกของซากปรักหักพัง ฉลามพยัคฆ์ร่างมหึมากำลังคำรามเสียงต่ำ
ในปากของมันคือซากของจอมยุทธ์ระดับแปด มันเคี้ยวเพียงไม่กี่คำก็บดขยี้ร่างนั้นพร้อมกระดูกจนแหลกละเอียด
ทันใดนั้น ฉลามพยัคฆ์ตัวนี้ราวกับสัมผัสได้ถึงบางสิ่ง มันจึงลุกขึ้นพรวด
ในสายตาของมัน บนบันไดที่พังทลายลงมา มีร่างหนึ่งกำลังยืนจ้องมองมันอย่างเงียบงัน
“อสูรต่างมิติระดับหก!?”
เจียงหลีสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่ไม่ธรรมดาภายในร่างของอสูรตัวนี้ ดวงตาของเขาก็พลันเป็นประกายขึ้นเล็กน้อย
ฉลามพยัคฆ์ระดับหกส่งเสียงแหลมสูง เกล็ดบนลำตัวของมันเสียดสีกันดังเกรียวกราว
ดวงตาทั้งคู่ที่กระหายเลือดนั้นมองเจียงหลีราวกับเป็นอาหารมื้อต่อไป
ฟุ่บ!
ฉลามพยัคฆ์ระดับหกพลันพุ่งเข้าโจมตี ความเร็วของมันสูงเกินไป เพียงพริบตาเดียวก็มาถึงเบื้องหน้าของเจียงหลี
กรงเล็บคู่หนึ่งตวัดออก ฉีกกระชากอากาศได้อย่างง่ายดาย
เจียงหลียืนนิ่งไม่ไหวติง มีเพียงเสียงโลหะกระทบกันดังขึ้นคราหนึ่ง ดาบอูเหิงก็มาอยู่ในมือของเขาแล้ว
ฟาดฟันดาบออกไป เพลงดาบอสนีบาตวายุโหม!
ดาบของเจียงหลีปะทะเข้ากับฉลามพยัคฆ์ตัวนั้น เกิดเป็นประกายไฟสว่างวาบและเสียงเสียดสีที่แสบแก้วหู
พลังอันน่าสะพรึงกลัวทำให้แขนของเจียงหลีสั่นสะท้านเล็กน้อย
นี่เป็นครั้งแรกที่เจียงหลีรู้สึกถึงแรงกดดันนับตั้งแต่เข้ามาในสมรภูมิตงไห่
“สมแล้วที่เป็นอสูรต่างมิติระดับหก!”
แต่เจียงหลีกลับเผยรอยยิ้มจางๆ จากนั้นเขาก็โคจรเคล็ดเทวะขโมยสวรรค์
ในชั่วพริบตา พลังปราณโลหิตจากหกมหาเทียนเชี่ยวก็หลั่งไหลออกมาพร้อมกัน เจียงหลีสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าราวกับมีพลังหกสายไหลเข้าสู่แขนของตน
เขาฟันดาบออกไปอย่างแรง ฉลามพยัคฆ์ระดับหกกลับถูกฟันกระเด็นออกไปตกอยู่บนพื้นในระยะไกล
“ดีเลย คืนนี้จะเอาเจ้าไปทำซุปหัวปลา!”
ในขณะนี้ พลังอันไร้ขีดจำกัดหลั่งไหลออกมาจากร่างกายของเจียงหลี ทุกย่างก้าวล้วนทิ้งรอยเท้าที่ชัดเจนไว้บนพื้น
ในขณะเดียวกัน บนตึกสูงครึ่งท่อนที่อยู่ห่างออกไปห้าร้อยเมตร
มีร่างหลายสายปรากฏขึ้นอย่างช้าๆ ผู้นำเป็นชายอายุราวซาวแปดซาวเก้าปี ที่เอวเหน็บกระบี่ ใต้ร่างของเขากลับเป็นอสูรต่างมิติตัวหนึ่ง ร่างกายปกคลุมด้วยเกล็ด ทั่วร่างดำสนิทดุจหมึก รูปร่างคล้ายกิเลน
“ท่านจวินจั้ว เขาอายุน้อยเพียงนี้ กลับสามารถฟันฉลามพyัคฆ์ระดับหกจนถอยไปได้ ช่างน่าเหลือเชื่อจริงๆ”
ชายคนหนึ่งที่ถือขวานใหญ่อยู่ข้างๆ ยิ้มกว้างแล้วกล่าวว่า “ยอดฝีมือเช่นนี้ จะรับเข้ามาด้วยหรือไม่ขอรับ?”
เดิมทีพวกเขามาเพราะได้ยินเสียงคำรามของอสูร แต่กลับพบว่ามีคนกำลังต่อสู้กับฉลามพยัคฆ์ระดับหกตัวนี้อยู่แล้ว
ชายหนุ่มในชุดขาวมองเจียงหลีอย่างเรียบเฉย แล้วกล่าวเบาๆ ว่า “เป็นอัจฉริยะโดยแท้ มีเพียงพลังระดับเจ็ด แต่พละกำลังกลับเทียบเท่าปรมาจารย์ยุทธ์ระดับหกแล้ว”
“แต่ว่า การจะสังหารฉลามพยัคฆ์ระดับหกตัวนี้ ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายดายนัก”
พลันเห็นเจียงหลีฟาดฟันดาบเข้าต่อสู้กับฉลามพยัคฆ์ระดับหกตัวนั้นแล้ว
ความเร็วในการตอบสนองของฉลามพยัคฆ์ระดับหกนั้นน่าทึ่งเกินไป มันอยู่คนละระดับกับฉลามพยัคฆ์ระดับเจ็ด
แต่เจียงหลียิ่งสู้ก็ยิ่งฮึกเหิม นับตั้งแต่ทะลวงสู่ระดับเจ็ด ยังไม่มีอสูรต่างมิติตัวใดที่สามารถทำให้เขาต้องใช้พลังทั้งหมดได้
ฉลามพยัคฆ์ระดับหกที่อยู่เบื้องหน้านี้ เป็นหินลับดาบชั้นดีทีเดียว
เมื่อเขาใช้พลังในร่างกายได้คล่องแคล่วขึ้น ฉลามพยัคฆ์ระดับหกตัวนี้ก็ถูกกดดันอย่างสิ้นเชิงจนไร้ซึ่งความสามารถในการต่อต้าน
“พอได้แล้ว สมควรจบสิ้นเสียที!”
เจียงหลียิ้มจางๆ ในชั่วพริบตาต่อมา เงาร่างของมหาสุริยันก็ปรากฏขึ้นเบื้องหลังเขา
ในชั่วพริบตานี้ ร่างของเขารวดเร็วดุจหงส์เหิน ร่ายรำอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพัง ดาบอูเหิงในมือราวกับอสนีบาตฟาดฟันลงมา
ฉัวะ!
ดาบนี้ตัดกรงเล็บอันแหลมคมของฉลามพยัคฆ์จนขาดสะบั้น และฟันศีรษะของมันจนขาดกระเด็นในคราเดียว
หลังจากลงสู่พื้น ใบหน้าของเจียงหลีก็เผยรอยยิ้มจางๆ
“ยังไม่ได้ใช้ความสามารถทางพรสวรรค์ด้วยซ้ำ ดูท่าว่าระดับหกธรรมดาๆ คงไม่ใช่คู่ต่อสู้ของข้าแล้ว”
“หากข้าเปิดมหาเทียนเชี่ยวทั้งสิบสองจุดของเคล็ดเทวะขโมยสวรรค์ได้ทั้งหมด ข้าอาจจะสามารถท้าทายจอมยุทธ์ระดับห้าได้!”
ดวงตาของเจียงหลีทอประกายเจิดจ้า อายุสิบแปดปีต่อกรกับปรมาจารย์ได้ สำหรับจอมยุทธ์คนใดในโลกนี้แล้ว นี่คือปาฏิหาริย์ที่สูงเกินเอื้อม
ทันใดนั้น สีหน้าของเจียงหลีก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย เขาหันขวับ ในดวงตาปรากฏประกายสังหาร
“อสูรต่างมิติ? ไม่ใช่!”
เจียงหลีมองไป เห็นกลุ่มคนนำโดยชายหนุ่มกำลังร่อนลงมาจากที่สูงอย่างมั่นคง
อาภรณ์ขาวขี่กิเลน บังคับอสูรต่างมิติ!?
เจียงหลีตกตะลึง เห็นได้ชัดว่าภาพที่อยู่ตรงหน้าทำให้เขาประหลาดใจเช่นกัน
‘หรือว่า... จะเกี่ยวข้องกับความสามารถทางพรสวรรค์?’
เจียงหลีกำลังคิด ขณะที่อีกฝ่ายเข้ามาใกล้แล้ว
“เจ้าชื่ออะไร?” ชายหนุ่มเอ่ยถามจากบนหลังกิเลน มองเจียงหลีจากมุมสูง
เจียงหลีมองไปยังชายหนุ่มคนนั้น ขนลุกซู่ขึ้นมาอย่างแผ่วเบา เพียงเพราะเขาสัมผัสได้ว่าค่าพลังปราณโลหิตของอีกฝ่ายนั้นลึกล้ำเกินหยั่งถึง
เห็นได้ชัดว่าความแข็งแกร่งของอีกฝ่ายสูงกว่าเขามาก
เมื่อเห็นว่าเจียงหลีไม่ตอบ ชายหนุ่มก็ไม่ใส่ใจ แต่กลับยกมือขึ้นดีดนามบัตรใบหนึ่งออกมา
เจียงหลีรับไว้ แล้วมองดูชื่อบนนามบัตร
“กองทหารรับจ้างชิงหยวน จวินจั้ว หยางเสี่ยนเซิ่ง?” เจียงหลีเอ่ยเรียบๆ
“หากเจ้าต้องการเข้าร่วมกองทหารรับจ้าง ก็ติดต่อข้าได้”
ชายหนุ่มทิ้งท้ายไว้เพียงประโยคเดียว จากนั้นก็บังคับกิเลนหันหลังกลับและจากไป