- หน้าแรก
- ฟรีเรน : ปรมาจารย์ตัวน้อยผู้ไม่เข้าใจความรัก
- บทที่ 10 คนแคระผู้แปลกแยก
บทที่ 10 คนแคระผู้แปลกแยก
บทที่ 10 คนแคระผู้แปลกแยก
บทที่ 10 คนแคระผู้แปลกแยก
อามูโร่พยักหน้าด้วยความเจ็บปวด “ใช่ครับ ชนเผ่าไอรอนฟุตของเราคือหนึ่งในผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์นั้น เพียงแต่หมู่บ้านนี้ก็ก่อตั้งขึ้นหลังจากที่เผ่าของเราแตกแขนงออกเป็นหลายสายแล้ว”
เผ่าคนแคระนี่แตกแยกย่อยกันไปเยอะพอดู เห็นได้ชัดว่าผลกระทบจากการล่มสลายของอาณาจักรในครั้งนั้นยังคงส่งผลมาจนถึงปัจจุบัน
“หมายความว่าอาณาจักรคนแคระของพวกคุณถูกเผ่าปีศาจทำลายงั้นเหรอครับ?”
“ใช่!”
ตอนนั้นอามูโร่ยังเป็นแค่เด็กน้อย แต่ภาพเหตุการณ์ในวันนั้นยังคงตราตรึงอยู่ในความทรงจำจนถึงทุกวันนี้
วงเวทขนาดมหึมาที่ปกคลุมทั่วเมืองหลวงของคนแคระ สัตว์อสูรจำนวนนับไม่ถ้วนที่พรั่งพรูออกมา แม้ภายในเมืองหลวงจะมีนักรบคนแคระชั้นยอดอยู่มากมาย แต่ก็ไม่อาจต้านทานกองทัพสัตว์อสูรที่มีจำนวนมหาศาลขนาดนั้นได้ ไม่ต้องพูดถึงว่าเบื้องหลังพวกมันยังมีเผ่าปีศาจคอยบัญชาการอยู่
และตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา อาณาจักรคนแคระก็หายไปจากโลกใบนี้
ส่วนสัตว์อสูรและเผ่าปีศาจ ก็ได้กลายมาเป็นศัตรูร่วมกันของสิ่งมีชีวิตทุกเผ่าพันธุ์ในทวีปนี้
พอคิดมาถึงตรงนี้ อามูโร่ก็กระแทกแก้วเหล้าลงบนโต๊ะอย่างแรง น้ำเหล้าขุ่นคลั่กกระฉอกออกมา “ที่น่าขันที่สุดคือ แหล่งพลังงานของวงเวทที่พวกเผ่าปีศาจใช้ มันมาจากวัตถุศักดิ์สิทธิ์โบราณที่พวกเราคนแคระขุดขึ้นมาเองนี่สิ!”
ความโลภโมโทสันในทองคำและอัญมณี ผลักดันให้พวกคนแคระขุดเหมืองลึกลงไปเรื่อยๆ จนกระทั่งขุดไปเจอวัตถุศักดิ์สิทธิ์โบราณเข้า
ตอนนั้นพวกคนแคระต่างดีใจจนเนื้อเต้น แต่ใครจะไปคิดว่า นั่นกลับกลายเป็นต้นเหตุแห่งความพินาศของพวกเขา
อืม... พล็อตเรื่องคุ้นๆ แฮะ
ไม่รู้ว่าอาร์เคนสโตนมีจริงหรือเปล่า?
“วัตถุศักดิ์สิทธิ์ชิ้นนั้นคืออะไรเหรอครับ?” ร็อดถามต่อ
“แผ่นหินสีแดงแผ่นหนึ่ง”
จู่ๆ เซเรียก็พูดแทรกขึ้นมา “ตอนนี้แผ่นหินแผ่นนั้นอยู่ที่ไหน?”
อามูโร่ส่ายหน้า “มันหายไปตั้งแต่คืนที่อาณาจักรล่มสลายแล้ว อาจจะยังอยู่ในซากปรักหักพังของเมืองหลวงคนแคระก็ได้ อย่างน้อยพวกเผ่าปีศาจก็ไม่ได้มันไป”
ร็อดไม่เข้าใจว่าทำไมจู่ๆ เซเรียถึงถามเรื่องนี้ขึ้นมา เขาหันไปมองเธอ แต่เห็นเธอเงียบลงอีกครั้ง ดูท่าทางคงไม่คิดจะพูดอะไรต่อ
สงสัยต้องรอถามตอนอยู่กันสองคน
“ท่านร็อดครับ ผมมีเรื่องอยากจะรบกวนหน่อย”
อามูโร่หันมาพูดกับร็อด จากการสังเกต เขาพบว่าการเจรจาส่วนใหญ่ของคนคู่นี้มักจะเป็นหน้าที่ของร็อด ส่วนเซเรียแทบไม่สนใจเรื่องพวกนี้เลย
การที่นักเดินทางคู่นี้มาปรากฏตัวที่หมู่บ้าน บางทีอาจเป็นประสงค์ของทวยเทพก็ได้
“ว่ามาสิครับ แต่ต้องบอกไว้ก่อนนะ พวกเราเป็นแค่นักเดินทางธรรมดา อย่าคาดหวังอะไรมาก”
เห็นแก่เหล้าที่พวกคนแคระหมักรสชาติดี ร็อดไม่รังเกียจที่จะรับปากเรื่องเล็กๆ น้อยๆ
แถมอารยธรรมของพวกคนแคระกลุ่มนี้ก็ดูเจริญไม่เบา ผ้าทอต่างๆ รวมถึงชุดเกราะครบชุด พิสูจน์ให้เห็นว่าพวกเขามีฝีมือทางหัตถกรรมที่ไม่ธรรมดา
ก่อนไปต้องหาเรื่องไถของสักหน่อย อย่างน้อยก็พวกผ้าห่ม จะได้ไม่ต้องนอนพื้นแข็งๆ ทุกคืน
“ความจริงแล้ว ผมอยากให้พวกท่านช่วยประลองฝีมือกับลูกชายของผมหน่อยครับ”
คำพูดของอามูโร่ทำเอาร็อดตั้งตัวไม่ทัน แม้แต่เซเรียยังต้องเงยหน้าขึ้นมอง
“ทำไมล่ะครับ?”
“เจ้าลูกทรพีคนนี้เอาแต่คิดจะออกไปผจญภัยข้างนอก ผมอยากให้พวกท่านช่วยทำลายความคิดตลกๆ นี่ของเขาที”
พอพูดถึงเรื่องนี้ อามูโร่ก็แทบระงับความโกรธไว้ไม่อยู่
เพราะเขาเคยออกไปผจญภัยมาก่อน ถึงได้รู้ว่าโลกภายนอกมันอันตรายแค่ไหน ลูกชายอกตัญญูของเขาเพิ่งจะอายุ 40 ปี ยังเป็นแค่เด็กน้อยอยู่แท้ๆ เขาจะวางใจปล่อยให้ออกไปผจญภัยได้ยังไง
มีแต่ต้องอาศัยความห่างชั้นของฝีมือจากนักเดินทางคู่นี้ ให้ลูกชายเขารู้จักประมาณตนเสียบ้าง
ความจริงแล้ว เขาก็พอเดาสาเหตุที่แท้จริงที่ ‘ซอม’ ลูกชายของเขาอยากออกไปผจญภัยได้ ต่างจากคนแคระทั่วไป ลูกชายของเขาเหมือนเป็นพวกผ่าเหล่าในหมู่คนแคระ
พอดื่มเหล้าก็จะปวดหัว ทำให้งานเลี้ยงสังสรรค์ในหมู่บ้านเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับเขา ฝีมือการตีเหล็กของคนแคระก็เรียนได้ไม่เอาไหน กลับไปหลงใหลงานทอผ้าที่ดูไม่สมชายชาตรีแทน
ความจริงแล้วในหมู่บ้านของอามูโร่ คนแคระชายหญิงไม่ได้แตกต่างกัน คนแคระหญิงที่สวมเกราะออกรบฆ่าศัตรูก็มีให้เห็น
แต่อามูโร่รับไม่ได้ที่ลูกชายตัวเองไปชอบงานฝีมือแบบนั้น แถมที่สำคัญที่สุดคือ ลูกชายเขาไม่มีเครา!
คนแคระที่ไม่มีเคราจะเรียกว่าคนแคระได้ยังไง? แบบนั้นมันก็ไม่ต่างอะไรกับพวกก็อบลินน่าเกลียดข้างบ้านไม่ใช่เหรอ?
ดังนั้นลูกชายของเขาจึงไม่เป็นที่ยอมรับของคนในหมู่บ้านตั้งแต่เด็ก และด้วยเหตุนี้ อีกฝ่ายถึงได้มีความคิดอยากจะออกไปผจญภัย
“ดื่มเหล้าแล้วปวดหัวเหรอ น่าจะเป็นอาการแพ้แอลกอฮอล์มั้ง? แต่ไม่มีเครานี่ก็ดูไม่เหมือนคนแคระจริงๆ นั่นแหละ”
ในหมู่บ้านที่แม้แต่คนแคระผู้หญิงยังมีเครา อีกฝ่ายคงถือเป็นตัวประหลาดจริงๆ
เหมือนกับแมวสฟิงซ์ที่หลงเข้าไปในฝูงแมวขนฟู คงโดนตัวอื่นขู่ฟ่อใส่แน่ๆ
“คุณว่าไงครับเซเรีย?”
ถ้าจะให้ประลองก็ต้องให้เซเรียลงมือ ร็อดรู้สถานะความแข็งแกร่งของตัวเองดี
“ได้สิ”
เรื่องสู้กับคนอื่น เซเรียไม่เคยปฏิเสธอยู่แล้ว
“ถ้างั้นก็ไปกันเถอะครับ ไปเจอลูกชายของคุณกัน”
ภายใต้การนำทางของอามูโร่ พวกเขามาหยุดอยู่หน้าบ้านหลังหนึ่ง เคาะประตูไม่นาน ร่างหนึ่งก็เดินออกมา
ร็อดไม่เคยคิดมาก่อนว่า วันหนึ่งเขาจะต้องใช้คำว่า ‘หน้าหวาน’ มาบรรยายคนแคระ แต่คนแคระตรงหน้าสมควรได้รับคำนี้จริงๆ
การไม่มีเครามันส่งผลต่อความหล่อเหลาของคนแคระได้ขนาดนี้เชียวเหรอ?
อีกด้านหนึ่ง ซอมมองเห็นร็อดกับเซเรียทันที ในเหตุการณ์สัตว์อสูรบุกเมื่อตอนกลางวัน เขาก็อยู่ที่แนวหน้า เพียงแต่ตอนนั้นเขาสวมเกราะและหมวกมิดชิด ร็อดเลยไม่ทันสังเกตเห็น
“ตาแก่ ไม่พาผู้มีพระคุณไปร่วมงานเลี้ยง มาทำอะไรที่นี่?”
อามูโร่ทำหน้าเคร่ง “ซอม แกอยากออกไปผจญภัยนักไม่ใช่เหรอ? ถ้าแกเอาชนะสองท่านนี้ได้ ฉันจะยอมอนุญาต”
ดวงตาของซอมเปล่งประกายขึ้นทันที “จริงนะ?” เขาหันมองร็อดกับเซเรียด้วยความตื่นเต้น “คอยดูฝีมือฉันได้เลย!”
ความมั่นใจเกินร้อยนั่นทำเอาร็อดเกือบกลั้นยิ้มไม่อยู่
ส่วนเซเรียเพียงแค่มองซอมด้วยสายตาเรียบเฉย “น่าสนุก”
ซอมรีบหันหลังวิ่งกลับเข้าไปในบ้านอย่างกระตือรือร้น ครู่ต่อมาก็แบกขวานศึกด้ามยาวที่มีรูปทรงแปลกตาออกมา
ร็อดสังเกตเห็นว่า บนใบขวานสลักลวดลายละเอียดวิจิตรบรรจง จะเรียกว่าอาวุธก็ดูเหมือนงานศิลปะมากกว่า
ซอมย่อมไม่มีทางตีอาวุธที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้ได้เอง อุปกรณ์ชิ้นนี้เป็นฝีมือของพ่อเขา และเป็นผลงานที่พ่อเขาภูมิใจที่สุด มันเคยผ่านการต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับพ่อเขามานับครั้งไม่ถ้วน บัดนี้ได้ส่งต่อมาถึงมือเขาแล้ว
เซเรียพิจารณาลวดลายบนขวานอย่างละเอียด “คนแคระใช้เวทมนตร์ไม่ได้ แต่พวกเขามีฝีมือการตีเหล็กที่ยอดเยี่ยมที่สุด พวกเขาจะสลักเวทมนตร์ลงไปบนอาวุธในรูปแบบของอักขระ ทำให้อาวุธที่ตีออกมามีผลลัพธ์ทางเวทมนตร์บางอย่าง”
ความจริงแล้วเซเรียกำลังอธิบายให้ร็อดฟัง เพราะเธอรู้ว่าเขาต้องไม่รู้เรื่องพวกนี้แน่
“การเอนชานต์ (Enchant) สินะ น่าสนใจแฮะ ไม่รู้ว่าผมจะเรียนได้ไหม?”
“คงไม่ได้หรอกครับ” เนื่องจากพวกเขาคุยกันไม่ได้ปิดบังใคร อามูโร่จึงได้ยินคำปรารภของร็อด “เทคนิคการตีเหล็กของคนแคระ เผ่าพันธุ์อื่นไม่สามารถเรียนรู้ได้ รวมถึงอักขระเวทมนตร์พวกนี้ด้วย”
(จบตอน)