- หน้าแรก
- ฟรีเรน : ปรมาจารย์ตัวน้อยผู้ไม่เข้าใจความรัก
- บทที่ 9 หมู่บ้านคนแคระที่ถูกโจมตี
บทที่ 9 หมู่บ้านคนแคระที่ถูกโจมตี
บทที่ 9 หมู่บ้านคนแคระที่ถูกโจมตี
บทที่ 9 หมู่บ้านคนแคระที่ถูกโจมตี
“เอายังไงดีครับ? จะลงมือไหม?”
ร็อดรู้สึกประหม่าเล็กน้อย นี่เป็นครั้งแรกที่เขาต้องเผชิญหน้ากับฝูงสัตว์อสูรจำนวนมากขนาดนี้ ยิ่งกว่าตอนเจอฝูงหมาป่าหรือหมีมารเสียอีก
เซเรียค้อนใส่เขาวงใหญ่ “ทำไมจะไม่ลงมือล่ะ? หรือนายคิดว่าฉันมาที่นี่เพื่อยืนดูเฉยๆ?”
พอได้ฟังคำพูดของเซเรีย ร็อดถึงได้สติว่า ท่านบรรพจารย์ผู้นี้ชอบสถานการณ์แบบนี้เป็นที่สุด
เกรงว่าตอนนี้เธอคงอดใจรอที่จะอาละวาดแทบไม่ไหวแล้ว
ขอให้พวกมนุษย์หมาป่าโชคดีแล้วกัน
คำภาวนาของร็อดไร้ผลโดยสิ้นเชิง เห็นเพียงคุณหนูเซเรียของเราที่ไม่สนใจเรื่องความยุติธรรมหรือการต่อสู้ซึ่งหน้าอะไรทั้งนั้น อาศัยจังหวะที่พวกมนุษย์หมาป่ากำลังสู้ติดพันกับคนแคระ เธออ้อมไปด้านหลังพวกมัน ยกมือขึ้นแล้วปล่อยฝนธนูแสงฉบับปรับปรุงออกไปทันที
แถมยังเป็นแบบยิงรัวต่อเนื่องเสียด้วย
ศรแสงสีทองพรั่งพรูลงมาราวกับพายุฝน ตรึงร่างมนุษย์หมาป่านับสิบตัวลงกับพื้นในพริบตา
เหล่าคนแคระต่างตกตะลึงกับการช่วยเหลือที่มาแบบไม่ทันตั้งตัว พวกเขาพากันหันขวับไปมองทิศทางที่ศรแสงพุ่งมา
เป็นที่รู้กันดีว่าเผ่าคนแคระนั้นไม่มีหัวด้านเวทมนตร์เอาเสียเลย ทวยเทพประทานร่างกายที่แข็งแกร่งกำยำให้พวกเขา ขนาดที่คนแคระตัวเต็มวัยสามารถฉีกร่างหมีมารด้วยมือเปล่าได้สบายๆ แต่ในขณะเดียวกัน พรสวรรค์ด้านเวทมนตร์ของพวกเขาก็ถูกปิดผนึกไปจนหมด
ดังนั้นในหมู่บ้านคนแคระแห่งนี้จึงไม่มีนักเวทอยู่เลย
เซเรียยืนอยู่บนที่สูง ผมยาวสีทองปลิวไสวไปตามสายลม รอยยิ้มบนใบหน้าดูคลั่งไคล้เล็กน้อย
สถานการณ์แบบนี้แหละที่ทำให้เธอมีความสุขจริงๆ
แต่ต้องยอมรับว่าเวทมนตร์ที่ผู้ชายคนนั้นปรับปรุงขึ้นมามันดีจริงๆ เซเรียทิ้งเวทศรแสงแบบยิงทีละดอกของเดิมไปแล้ว เดี๋ยวนี้เปิดฉากมาก็ใช้ฝนธนูเลย
ขอบเขตโจมตีกว้าง จำนวนเยอะ ใช้งานได้ดีกว่าศรแสงแบบเดิมเป็นไหนๆ
ร็อดเองก็ไม่ได้อยู่เฉย เขารีบปล่อยมหาเวทตรวจจับฉบับปรับปรุงออกมาอย่างรวดเร็ว
วงเวทกางออก เมื่อยืนยันว่าไม่มีมนุษย์หมาป่าซ่อนตัวอยู่แล้ว เขาก็รีบตะโกนบอกพวกคนแคระ “อย่ามัวยืนอึ้ง ทางซ้ายมีอีก 4 ตัว”
ฝนธนูของเซเรียไม่ได้เก็บพวกมันจนหมด ยังมีเล็ดลอดไปได้บ้าง แถมยังมีอีก 2 ตัวที่กำลังพัวพันอยู่กับคนแคระ เซเรียเลยเว้นระยะไว้ไม่ได้ยิงใส่
เมื่อได้รับการเตือนจากร็อด พวกคนแคระก็ได้สติ แบ่งกำลังส่วนหนึ่งไปรับมือมนุษย์หมาป่าตรงหน้า ส่วนที่เหลือแยกไปจัดการทางด้านซ้าย
ประกอบกับการยิงสนับสนุนด้วยศรแสงเป็นระยะของร็อด การต่อสู้จึงจบลงอย่างรวดเร็ว
คนแคระที่มีอายุมากคนหนึ่งซึ่งดูเหมือนจะเป็นหัวหน้าเดินออกมา “ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือครับ ท่าน...เอลฟ์ทั้งสอง”
น้ำเสียงของเขาชะงักไปเล็กน้อยเมื่อมองเห็นร็อด
เขาไม่เคยเห็นเอลฟ์หูสั้นมาก่อน แต่ในเมื่อมาพร้อมกับเอลฟ์ ก็แสดงว่าอีกฝ่ายน่าจะเป็นเอลฟ์เหมือนกัน
เพราะเอลฟ์ขึ้นชื่อเรื่องความรักสันโดษและไม่เอาใคร คงไม่ไปจับคู่กับเผ่าอื่นง่ายๆ
“ผมไม่ใช่เอลฟ์ครับ ผมเป็นมนุษย์” ร็อดอธิบายอย่างจนใจ
ความนิยมของเผ่ามนุษย์ในยุคนี้มันต่ำเตี้ยเรี่ยดินจริงๆ
“มนุษย์?” หัวหน้าคนแคระทำหน้างง มนุษย์คือตัวอะไร? ถือเป็นเผ่าพันธุ์หนึ่งด้วยเหรอ?
เมื่อเห็นสีหน้าสงสัยของอีกฝ่าย ร็อดก็ล้มเลิกความคิดที่จะถามว่าเคยเห็นเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์ของเขาบ้างไหมไปได้เลย
“ช่างเถอะครับ ผมชื่อร็อด ส่วนเธอชื่อเซเรีย พวกเรากำลังอยู่ระหว่างการเดินทาง”
“เดินทางสินะครับ” หัวหน้าคนแคระพยักหน้า “ผมคือหัวหน้าเผ่าของที่นี่ ชื่อ อามูโร่ ไอรอนฟุต คืนนี้พวกเราตั้งใจจะจัดงานเลี้ยง อยากขอเชิญทั้งสองท่านมาร่วมงานด้วย เพื่อให้พวกเราได้ตอบแทนบุญคุณที่ช่วยชีวิตครับ”
“คุณว่าไง?”
ร็อดหันไปถามเซเรีย เมื่อกี้เธอเป็นคนทำดาเมจหลัก มนุษย์หมาป่าส่วนใหญ่ก็ตายด้วยฝีมือเธอ เขาเป็นแค่สายซัพพอร์ตเท่านั้น
“ก็ได้”
ความมืดปกคลุมท้องฟ้า เหล่าคนแคระจุดกองไฟขนาดใหญ่ขึ้น
ระหว่างนั้นร็อดอาสาเป็นคนจุดไฟ โชว์เวทมนตร์ดีดนิ้วจุดไฟให้ดู ทำเอาพวกคนแคระตาลุกวาว
ถ้าใช้เวทมนตร์แบบนี้เป็น พวกเขาคงไม่ต้องลำบากปั่นไม้จุดไฟ แล้วยังต้องคอยระวังไม่ให้เชื้อไฟดับอีกต่อไป
น่าเสียดายที่พวกเขาทำได้แค่อิจฉา เพราะคนแคระขึ้นชื่อว่าเป็นพวกไร้น้ำยาด้านเวทมนตร์ ไม่มีทางเรียนรู้เวทมนตร์ได้เลย
“ขอบคุณอีกครั้งนะครับ คุณร็อด”
อามูโร่ถือแก้วเหล้าเดินเข้ามาหาร็อด ตอนที่จัดการซากศพมนุษย์หมาป่าเมื่อครู่ ร็อดช่วยได้เยอะมาก ทำให้เขารู้สึกซาบซึ้งใจ
สิ่งที่ยุ่งยากที่สุดของสัตว์อสูรคือเลือดที่ไหลออกมาจะทำให้ดินปนเปื้อน แม้แต่ซากศพก็ต้องเผาทำลาย ไม่อย่างนั้นอาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพกลายเป็นซากศพเดินดินหรืออันเดดที่น่ากลัวกว่าเดิม
“ไม่เป็นไรครับ หัวหน้าอามูโร่” ร็อดยกแก้วขึ้นชนกับหัวหน้าคนแคระตรงหน้า
หนวดเคราของอีกฝ่ายยาวเฟื้อยและเริ่มเป็นสีขาว ดูท่าทางอายุคงไม่น้อยแล้ว
ร็อดจำได้ว่าอายุขัยของคนแคระในโลกนี้ดูจะยาวนานกว่ามนุษย์มาก โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 200 ถึง 300 ปี เพราะในยุคหลัง ขนาดผ่านศักราชของฮิมเมลไปหลายสิบปีแล้ว ไอเซ็นก็เพิ่งจะเข้าสู่วัยชรา
ปากก็บอกว่าเหวี่ยงขวานไม่ไหวแล้ว แต่เอาเข้าจริงก็สับพวกปีศาจขาดสองท่อนได้สบายๆ
ยังมีนักรบคนแคระที่ชื่อฟอล ผู้ปกป้องหมู่บ้านคนนั้นอีก ดูแก่กว่าอามูโร่ตรงหน้าเสียอีก แต่ฝีมือยังดุดันสุดๆ
บอกได้เลยว่าเผ่าคนแคระเนี่ย ตัดสินความเก่งกาจจากอายุไม่ได้จริงๆ
“คุณเซเรียไม่รับอะไรจริง ๆ เหรอครับ?”
อามูโร่หันไปมองเซเรียที่นั่งอยู่ข้างๆ ในมือเธอถือแค่น้ำเปล่าแก้วเดียว
“ไม่ล่ะ ฉันไม่ชอบเหล้า อีกอย่างอาหารของพวกคุณธาตุยุ่งเหยิงเกินไป”
ร็อดฟังแล้วก็แปลกใจ ตอนเขาทำอาหารให้คุณหนูเอลฟ์คนนี้กิน เธอก็ไม่เห็นจะเลือกกิน หรือปฏิเสธอาหารฝีมือเขาด้วยเหตุผลว่าธาตุยุ่งเหยิงเลยสักครั้ง
เขากัดเนื้อย่างเสียบไม้ที่ไม่รู้ว่าเป็นเนื้อตัวอะไร สัมผัสได้ถึงเกลือเม็ดหยาบที่โรยอยู่ รสชาติค่อนข้างดิบเถื่อน เทียบกับฝีมือเขาแล้วด้อยกว่ามากจริงๆ
สำหรับการปฏิเสธของเซเรีย อามูโร่ก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะถ้าเธอยอมมาร่วมวงเฮฮาปาร์ตี้ด้วยสิ เขาถึงจะรู้สึกแปลกใจ
เมื่อเทียบกับเซเรียแล้ว ร็อดที่อยู่ตรงหน้าดูไม่เหมือนเอลฟ์เลยสักนิด
ดังนั้นอามูโร่จึงเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “ดูเหมือนคุณร็อดจะไม่ใช่เอลฟ์จริงๆ สินะครับ แต่ไม่รู้ว่ามนุษย์คือตัวตนแบบไหน คนแก่อย่างผมไม่เคยพบเจอมาก่อนเลย”
อามูโร่ลูบเคราตัวเอง แววตาฉายแววระลึกถึงความหลัง
“สมัยหนุ่มๆ ผมเองก็เคยออกเดินทางท่องเที่ยวในทวีปนี้ เคยพบเจอสิ่งมีชีวิตต่างเผ่าพันธุ์มากมาย มีทั้งที่คุยกันรู้เรื่องและคุยกันไม่รู้เรื่องเลย น่าเสียดายที่ตอนหลังผมไปเจอกับพวกเผ่าปีศาจเข้า เกือบจะเอาชีวิตไม่รอด หลังจากนั้นก็ไม่เคยออกจากหมู่บ้านอีกเลย”
อามูโร่ถลกแขนเสื้อให้ดู เผยให้เห็นรอยแผลเป็นลึกยาวพาดไปจนถึงหน้าอก
“เผ่าปีศาจเก่งมากไหมครับ?” ร็อดเอ่ยถาม
“เก่งมาก!” น้ำเสียงของอามูโร่หนักแน่นและจริงจัง “เผ่าปีศาจแต่ละตนล้วนวิวัฒนาการมาจากสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งระดับแนวหน้า ไม่ว่าจะเป็นพลังต่อสู้หรือความเข้าใจในเวทมนตร์ ล้วนดูถูกไม่ได้”
“อย่าได้ดูแคลนเผ่าปีศาจเชียว ต้องรู้ไว้ว่าการล่มสลายของอาณาจักรคนแคระแห่งแรกก็เกี่ยวข้องกับเผ่าปีศาจ”
เซเรียที่นั่งเงียบมาตลอดจู่ๆ ก็พูดแทรกขึ้นมา
“ทวีปแห่งนี้เคยมี 5 อาณาจักรยุคเริ่มแรก อาณาจักรคนแคระก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่อาณาจักรนี้ล่มสลายลงในชั่วข้ามคืน ประชากรแตกสานซ่านเซ็นออกเป็น 8 ชนเผ่า ร่อนเร่พเนจรไปทั่วทวีป”
ร็อดสังเกตเห็นว่า ขณะที่เซเรียเล่าเรื่องนี้ แววตาของอามูโร่ก็ฉายแววเจ็บปวดออกมา
(จบตอน)