- หน้าแรก
- มหาวิทยาลัยล่าปีศาจ
- บทที่ 91 จรดพู่กัน
บทที่ 91 จรดพู่กัน
บทที่ 91 จรดพู่กัน
อาจารย์จางมีชื่อเต็มว่าจางหวยกู่
สำหรับอาจารย์สาวสวยอายุน้อยแล้ว ชื่อนี้ออกจะดูเชยและน่าเบื่อไปสักหน่อย แต่ในเมื่อชื่อนี้เป็นชื่อที่ผู้ใหญ่มอบให้ อาจารย์จางจึงทำได้เพียงก้มหน้ายอมรับมัน
ในฐานะนักศึกษาดีเด่นรุ่นปี 2000 ของมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่ง จางหวยกู่ได้รับใบรับรองพ่อมดขึ้นทะเบียนตั้งแต่ตอนเรียนอยู่ปีสาม และยังไม่ทันจะเรียนจบ สถาบันวิจัยอักขระรูนของมหาวิทยาลัยก็ยื่นกิ่งมะกอกที่บัณฑิตทุกคนใฝ่ฝันมาให้ นั่นคือการอยู่ศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัย
สำหรับบัณฑิตของมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่ง การได้อยู่ต่อหมายถึงสภาพแวดล้อมการทำงานที่มั่นคงและคุ้นเคย หมายถึงการได้ยืนอยู่แถวหน้าสุดของการวิจัยล่าสุดในโลกพ่อมดเสมอ และหมายถึงการได้เรียนรู้ความรู้เวทมนตร์ที่ลึกล้ำและลี้ลับมากยิ่งขึ้น
แต่ในขณะเดียวกัน การอยู่ต่อก็หมายถึงความยากจน
หากไม่มีพรสวรรค์ที่โดดเด่นเหนือใคร พ่อมดขึ้นทะเบียนที่เพิ่งจบการศึกษาไม่ถึงสิบปีก็ยากที่จะมีห้องทดลองเป็นของตัวเองในมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งได้
และหากไม่มีห้องทดลอง ก็จะไม่ได้รับโครงการที่มหาวิทยาลัยอนุมัติ
ไม่มีโครงการ ก็ไม่มีเงินทุนโครงการ
และก็ไม่สามารถทำการทดลองเวทมนตร์ต่อไปได้
ความรู้ของเหล่าพ่อมดนั้นมีราคาแพง นี่เป็นแนวคิดที่แพร่หลายอย่างมากในโลกพ่อมด
เพียงแต่สำหรับจางหวยกู่ผู้เป็นนักเรียนดีเด่นมาตลอดทั้งสมัยมัธยมและมหาวิทยาลัยแล้ว ความรู้สึกนี้ไม่ได้รุนแรงนัก
ในความคิดของเธอ เสื้อคลุมพ่อมดรุ่นล่าสุดของร้านเมฆาอาภรณ์ หรือตำราเวทปกโบโลญญาเล่มใหม่ของร้านหนังสือซั่งหยวน ก็ถือเป็นของฟุ่มเฟือยราคาแพงมากแล้ว
ส่วนอุปกรณ์การทดลองและวัสดุสิ้นเปลืองในการทดลอง สิ่งเหล่านั้นใช้ฟรีได้ไม่ใช่เหรอ?
จนกระทั่งเรียนจบจากมหาวิทยาลัย และเริ่มเตรียมวัตถุดิบสำหรับพิธีเลื่อนขั้นของพ่อมด เมื่อได้เห็นรายการราคามิตรภาพที่สถาบันวิจัยเสนอมา คุณจางหวยกู่ถึงได้เข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าความรู้ของเหล่าพ่อมดนั้นมีราคาแพงถึงขนาดไหน
ยันต์ผนึกพลังเวทสำเร็จในสภาวะเสถียรหนึ่งโหล ราคามิตรภาพสิบเหรียญหยก!
ผงตับกบอบแห้งด้วยวิธีลับหนึ่งร้อยกรัม ราคามิตรภาพสามสิบเหรียญหยก!
สารสกัดหญ้าน้ำลายมังกรบรรจุขวดเล็กปริมาณสิบมิลลิลิตร ราคามิตรภาพหนึ่งร้อยเหรียญหยก! ต้องรู้ไว้ว่า นี่เป็นเพียงสารสกัดจากหญ้าของสายพันธุ์กึ่งมังกรอย่างเจียวชือเท่านั้น
สำหรับบัณฑิตดีเด่นของมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งแล้ว วัสดุสิ้นเปลืองทางเวทมนตร์เหล่านี้จริงๆ แล้วพวกเขาสามารถทำขึ้นมาเองได้
แต่สำหรับพ่อมดที่กำลังเตรียมพิธีเลื่อนขั้น วัสดุสิ้นเปลืองทางเวทมนตร์เหล่านี้จำเป็นต้องซื้อเท่านั้น
ยังไม่นับว่าวัตถุดิบที่จำเป็นสำหรับพิธีกรรมทั้งชุดนั้นมีเป็นหมื่นชนิด หากให้พ่อมดเตรียมการด้วยตัวเองทั้งหมด จะต้องใช้เวลาอันมีค่าไปนานหลายสิบปี แค่เพียงข้อจำกัดด้านอายุการใช้งานของวัสดุสิ้นเปลืองจำนวนมากก็ตัดหนทางที่พ่อมดจะเตรียมการด้วยตัวเองไปแล้ว
ยกตัวอย่างยันต์ผนึกพลังเวทสำเร็จ
ในมาตรฐานการรับรองของพันธมิตรพ่อมด ยันต์ผนึกพลังเวทที่มีอายุการใช้งานเกินหนึ่งปีจะสามารถหมุนเวียนในตลาดได้ตามปกติ ยันต์ผนึกพลังเวทที่มีอายุการใช้งานเกินสามปีแต่น้อยกว่าห้าปี ถือเป็นสินค้าคุณภาพสูง อยู่ในภาวะอุปทานไม่เพียงพอต่อความต้องการในตลาด ส่วนยันต์ผนึกพลังเวทที่มีอายุการใช้งานเกินห้าปีจะจัดเป็นสินค้าเชิงยุทธศาสตร์ พ่อค้าที่ไม่มีใบอนุญาตและคุณสมบัติที่เกี่ยวข้องจะไม่มีสิทธิ์จำหน่าย ผลงานของปรมาจารย์ที่สามารถสร้างยันต์ประเภทนี้ได้จะถูกพันธมิตรพ่อมดรับซื้อคืนในราคาสูงทั้งหมด
แม้แต่จางหวยกู่ผู้มีความสามารถสูงในด้านยันต์ ก็ยังไม่สามารถรับประกันได้ว่ายันต์ทุกแผ่นของตนจะผนึกพลังเวทสำเร็จ นับประสาอะไรกับการทำให้ยันต์ทุกแผ่นมีอายุการใช้งานเกินหนึ่งปี
และในพิธีเลื่อนขั้นของพ่อมด ต้องใช้ยันต์นับพันแผ่น
สำหรับพ่อมดส่วนใหญ่ ความหวังเดียวคือการซื้อ
จางหวยกู่ก็ไม่มีข้อยกเว้น
เพื่อที่จะได้เห็นโลกพ่อมดที่กว้างใหญ่ไพศาลยิ่งขึ้น เธอจำเป็นต้องเลื่อนขั้น
เพื่อพิธีเลื่อนขั้น เธอจำเป็นต้องซื้อวัตถุดิบเหล่านี้
ดังนั้นเธอจึงต้องการเงิน
สำหรับมือใหม่ในสถาบันวิจัย การได้เป็นผู้ช่วยให้กับผู้ยิ่งใหญ่ในโลกเวทมนตร์เหล่านั้นก็ถือเป็นขีดจำกัดแล้ว
พ่อมดผู้มีพลังเวทสูงส่งหลายคนยังต้องปวดหัวกับค่าใช้จ่ายในการทดลอง นับประสาอะไรกับการสนับสนุนพ่อมดสาวรุ่นใหม่ให้เลื่อนขั้นซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อะไร
ดังนั้น ด้วยความช่วยเหลือของอาจารย์ และผ่านการแนะนำของสถาบันวิจัยอักขระรูน นักศึกษาจางหวยกู่ที่เพิ่งจากอาคารเรียนไปไม่นานก็ได้กลับเข้ามาในห้องเรียนอีกครั้งในฐานะอาจารย์สอนวิชายันต์ผู้ทรงเกียรติ
เพียงแต่ครั้งนี้เธอยืนอยู่บนแท่นบรรยาย และมีตำแหน่งเป็นเพียงอาจารย์
ในระบบตำแหน่งทางวิชาการของมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่ง ตำแหน่งอาจารย์อยู่สูงกว่าผู้ช่วยสอนเพียงระดับเดียว ถือเป็นตำแหน่งที่ต่ำที่สุดในบรรดาคณาจารย์
เหนือกว่าอาจารย์ ยังมีตำแหน่งรองศาสตราจารย์ ศาสตราจารย์ ศาสตราจารย์ตลอดชีพ และศาสตราจารย์อาวุโสอีกหลายระดับ
แต่สำหรับจางหวยกู่ที่เพิ่งจบการศึกษาไม่นาน รายได้จากเงินเดือนของตำแหน่งอาจารย์ก็ถือว่าสูงมากแล้ว
นี่เป็นเพราะอาจารย์ที่ปรึกษาของเธอในสถาบันวิจัยเป็นถึงรองผู้อำนวยการสถาบัน เธอจึงมีโอกาสแบบนี้
ทุกครั้งที่คิดถึงเรื่องนี้ อาจารย์จางหวยกู่ก็มักจะแสดงสีหน้าไม่ดีออกมา
โทษตัวเองที่ตอนเรียนมหาวิทยาลัยมัวแต่สนใจศึกษาเรื่องยันต์ ทักษะด้านอื่นมีน้อยเกินไป พวกทีมที่ต้องออกงานภาคสนามจึงไม่กล้ารับตัวถ่วงอย่างเธอไปด้วย
แต่รายได้จากงานภาคสนามสูงมากนะ!
ในสายตาของอาจารย์จางปรากฏรอยยิ้มอย่างภาคภูมิใจของซือหม่าหยางอวิ๋นขึ้นมาอีกครั้ง
นังหนู่นั่นออกงานภาคสนามแค่สองครั้ง ก็หาเงินสำหรับพิธีเลื่อนขั้นได้ครบแล้ว
ฉันก็ทำได้!
อาจารย์จางขมวดคิ้วพลางนวดขมับ พยายามปลุกใจตัวเองให้กระตือรือร้น
ทุกครั้งที่สอนนักศึกษาหนึ่งรุ่นจนผ่านเกณฑ์ เธอก็จะได้รับโบนัสตามสัดส่วน
เมื่อคืนนี้เธอคำนวณอีกรอบแล้ว ขอเพียงแค่นักศึกษาใหม่ทั้งสามห้องที่เธอดูแลอยู่ตอนนี้ได้รับการฝึกฝนจนผ่านเกณฑ์ เธอก็จะได้รับการปลดปล่อย!
เมื่อคิดถึงตรงนี้ เธอก็อดไม่ได้ที่จะกวาดสายตามองไปทั่วห้องเรียนอีกครั้ง
นักศึกษาใหม่เบื้องล่างกำลังจรดพู่กันเขียนอย่างขะมักเขม้น วาดภาพยันต์ในสมองของตนออกมา
อาจารย์จางมองใบหน้าเล็กๆ ที่ขมวดเป็นปมเหล่านั้น มุมปากก็อดเผยรอยยิ้มออกมาไม่ได้
บรรยากาศที่คุ้นเคย ความรู้สึกที่คุ้นเคย
ราวกับเป็นเมื่อวานนี้เอง ที่เธอก็เป็นแบบนี้ ภายใต้สายตาของอาจารย์ เขียนยันต์ออกมาเกือบร้อยแผ่น ทำให้ชายชราหัวโบราณคนนั้นดีใจจนเนื้อเต้น
และก็ตั้งแต่ตอนนั้นเป็นต้นมา ที่เธอไม่สามารถแยกจากคำสองคำนี้ได้อีกเลย
แถวหลังสุดของห้องเรียน นักศึกษาใหม่คนหนึ่งก็กำลังทอดถอนใจด้วยความรู้สึกเดียวกัน
บางทีชั่วชีวิตนี้คงแยกจากคำว่า ‘ยันต์’ สองคำนี้ไม่ได้แล้ว
อักขระรูนที่คุ้นเคย กลิ่นหมึกที่คุ้นเคย
ดูเหมือนว่าตั้งแต่แปดเก้าขวบ เขาก็เริ่มสัมผัสกับภาพวาดอันซับซ้อนเหล่านี้ทุกวันแล้ว
เมื่อเปิดกระดาษข้อสอบ เจิ้งชิงก็หรี่ตาลงเล็กน้อย บนใบหน้าเผยรอยยิ้มออกมาเหมือนกัน
บนกระดาษข้อสอบมีเพียงคำถามเดียว:
จงเขียนยันต์ที่คุณรู้จักออกมา (หมายเหตุ: ไม่จำเป็นต้องผนึกพลังเวท)
การผนึกพลังเวทคือขั้นตอนสุดท้ายของยันต์ทุกแผ่น เป็นการอัดฉีดพลังเวทเข้าไปในยันต์ที่เขียนเสร็จแล้ว
ยันต์มีจุดที่ยากอยู่สองอย่าง หนึ่งคือการวาดอักขระรูน และอีกอย่างก็คือการผนึกพลังเวทนี่เอง
เนื่องจากความแตกต่างของคุณภาพกระดาษยันต์และระดับการควบคุมพลังเวท การผนึกพลังเวทของแต่ละคนจึงมีโอกาสล้มเหลวในระดับหนึ่ง
และการผนึกพลังเวทล้มเหลว อย่างเบากระดาษยันต์ก็จะสลายเป็นผุยผง อย่างหนักจะทำให้ยันต์เสียการควบคุม ซึ่งโดยทั่วไปจะแสดงออกมาในรูปของการระเบิด
ไม่จำเป็นต้องผนึกพลังเวท ความกดดันในใจของเจิ้งชิงก็ผ่อนคลายลงมาก
ส่วนยันต์ที่เขารู้จักน่ะหรือ? ในความเลือนราง เจิ้งชิงราวกับได้เห็นตำรายันต์เก่าคร่ำคร่าเล่มนั้น
ตำรายันต์ที่เขาต้องฝึกฝนทุกวันตั้งแต่แปดขวบ
เจิ้งชิงจำได้อย่างชัดเจน ตำรายันต์ทั้งเล่มมีสามร้อยยี่สิบสี่หน้า แต่ละหน้ามีอักขระรูนสี่ตัว รวมเป็นยันต์ทั้งสิ้นหนึ่งพันสองร้อยเก้าสิบหกแบบ
ต้องเขียนทั้งหมดออกมาเลยหรือ?
เจิ้งชิงหยิบนาฬิกาพกสีเงินขาวของเขาออกมาเพื่อประเมินเวลา
ตามจังหวะการฝึกฝนในอดีต น่าจะต้องใช้เวลาประมาณสามชั่วโมงครึ่ง
บางที เวลาอาจจะเพียงพอ
เขากัดริมฝีปาก พู่กันจีนในมือจุ่มลงในจานฝนหมึกจนชุ่มหมึกเข้มข้น