- หน้าแรก
- มหาวิทยาลัยล่าปีศาจ
- บทที่ 20 เวทมนตร์นั้นไร้ซึ่งเหตุผล
บทที่ 20 เวทมนตร์นั้นไร้ซึ่งเหตุผล
บทที่ 20 เวทมนตร์นั้นไร้ซึ่งเหตุผล
ยาเม็ดบำรุงโลหิตเห็นผลเร็ว ฤทธิ์ยาก็สลายไปเร็วเหมือนกัน
หลังจากพักผ่อนเพียงไม่กี่นาที ความรู้สึกร้อนวูบวาบของเจิ้งชิงก็ทุเลาลงไปมาก
เขาล้วงนาฬิกาพกออกมา
ตอนนี้เป็นเวลาบ่ายสี่โมงสิบนาที
ภายในตลาดสี่ฤดู เหล่าพ่อมดเดินไปมาขวักไขว่ ตลาดยังคงคึกคักเป็นอย่างมาก
เจิ้งชิงมองภาพอันน่าพิศวงเหล่านี้ด้วยความอาลัยอาวรณ์
เขารู้ว่าตนเองควรจะจากไปได้แล้ว
สิ่งของส่วนใหญ่ในรายการถูกบรรจุลงในถุงผ้าสีเทาเรียบร้อยแล้ว
เขาควรจะรีบกลับบ้านไปทบทวนตำราเรียนเล่มหนาเหล่านั้นเสียก่อน
แล้วเขาก็นึกถึงการสอบเลื่อนชั้นที่โทมัสเพิ่งกล่าวถึง
“จากปีหนึ่งขึ้นปีสองก็ต้องสอบด้วยเหรอครับ? ถ้าสอบไม่ผ่านจะถูกเชิญให้ออกไหม!” เจิ้งชิงลูบไล้หนังสือพ่อมดในมือ พลางถอนหายใจอย่างเศร้าสร้อย “รู้สึกเหมือนยังไม่รู้อะไรเลย ถ้าเกิดสอบไม่ผ่านแล้วถูกไล่กลับบ้าน คงจะน่าอายแย่”
“นายอยู่ในวิทยาลัยจิ่วโหย่ว การสอบเป็นกฎพื้นฐานของวิทยาลัยพวกนาย เพราะงั้นอย่าได้หวังลมๆ แล้งๆ ว่าจากปีหนึ่งขึ้นปีสองแล้วจะไม่ต้องสอบ”
โทมัสทำลายเศษเสี้ยวความหวังในใจของเจิ้งชิงอย่างเลือดเย็น “แน่นอนว่าก็ใช่ว่าจะไม่มีวิธีอื่น”
ดวงตาของเจิ้งชิงพลันเป็นประกายขึ้นมาทันที เขามองผู้สัมภาษณ์ของตนด้วยความหวังเต็มเปี่ยม
“นายสามารถเลือกที่จะย้ายวิทยาลัยตอนกลางภาคเรียนได้ โดยมีเงื่อนไขว่าหน่วยกิตต้องถึงเกณฑ์การย้ายวิทยาลัย แต่เท่าที่ฉันรู้ เกณฑ์หน่วยกิตสำหรับการย้ายวิทยาลัยนั้นสูงกว่าการเลื่อนชั้นเสียอีก และในวิทยาลัยจิ่วโหย่ว...”
โทมัสยักไหล่ “วิธีการส่วนใหญ่ที่จะได้มาซึ่งหน่วยกิตก็ยังคงเป็นการสอบอยู่ดี”
เจิ้งชิงก้มหน้าลงอย่างหดหู่ เขาเก็บตำราเวทเล่มใหม่เอี่ยมของตนใส่เข้าไปในถุงผ้าสีเทา
เรื่องราวการย้ายวิทยาลัยในมหาวิทยาลัยแบบนี้เขาเคยได้ยินคุณปู่เล่าให้ฟังมามากมาย
ตัวอย่างเช่น มหาวิทยาลัยบางแห่งมีทั้งวิทยาลัยระดับหนึ่ง รวมถึงวิทยาลัยระดับสองและระดับสาม นักศึกษาบางคนที่มีพื้นเพและทรัพยากรค่อนข้างดี แต่ผลสอบเกาเข่าไม่ค่อยเป็นที่น่าพอใจนัก ก็จะถูกผู้ใหญ่จัดแจงให้เข้าไปเรียนในวิทยาลัยระดับสองก่อน
จากนั้นก็อาศัยการดำเนินการบางอย่างเพื่อย้ายสาขา และย้ายเข้าไปยังวิทยาลัยระดับหนึ่ง
พ่อมดตัวน้อยที่ล่องลอยไร้หลักแหล่งแบบเขา จะมีปัญญาไปดำเนินการเรื่องซับซ้อนอย่างการย้ายวิทยาลัยได้อย่างไรกัน
“ถ้าสอบเลื่อนชั้นไม่ผ่าน ก็จะไม่ถูกเชิญให้ออกในทันที โดยทั่วไปทางโรงเรียนจะให้โอกาสนักเรียนหนึ่งถึงสองครั้ง แน่นอนว่านักเรียนซ้ำชั้นประเภทนี้ พอปีถัดไปจะเข้าร่วมการสอบเลื่อนชั้น หน่วยกิตที่ต้องการก็จะสูงขึ้นเล็กน้อย ฉันได้ยินมาว่าที่วิทยาลัยจิ่วโหย่วมีเด็กผู้ชายคนหนึ่งชื่อนิโคลัส เขาเรียนอยู่ปีหนึ่งมาสามปีแล้ว”
เจิ้งชิงถึงกับเดาะลิ้น
แค่สอบตกก็ว่าน่าอายมากแล้ว
สอบตกแล้วยังต้องทนรับสายตาแปลกๆ และคำนินทาจากคนอื่น เรียนซ้ำกับรุ่นน้องที่อายุน้อยกว่าตัวเอง นั่นต้องใช้ความกล้าหาญมากขนาดไหนกัน!
นักศึกษาที่เรียนอยู่ปีหนึ่งมาสามปีคนนั้น ต้องแบกรับความกดดันแบบไหนกันแน่!
“ผมเกลียดการถูกคนอื่นมุงดู”
เขาพึมพำ “เหมือนกำลังดูละครลิงอย่างไรอย่างนั้น”
“ก่อนหน้านี้ฉันเคยถามนายว่า พ่อมดคืออะไร”
โทมัสหยุดฝีเท้า ใช้ดวงตาสีเขียวมรกตจ้องมองเจิ้งชิง ดูจริงจังเป็นอย่างมาก “นายบอกว่า คนที่ใช้พลังเหนือธรรมชาติแก้ไขปัญหา คือพ่อมด ความเข้าใจแบบนี้ก็ไม่ผิด แต่ยังไม่เพียงพอ”
“ในประวัติศาสตร์ เคยมีมหาพ่อมดคนหนึ่งกล่าวไว้ว่า ‘ฉันคิด ฉันจึงมีอยู่’ หากจะบอกว่าเวทมนตร์เป็นตัวแทนของความลึกลับ สิ่งที่ไม่อาจหยั่งรู้ และพลัง แบบนั้นแล้วพ่อมดก็คือผู้ครอบครองความลึกลับ ครอบครองสิ่งที่ไม่อาจหยั่งรู้ และครอบครองพลัง คิดได้ แล้วก็สามารถทำได้ นี่แหละคือพ่อมด”
เมื่อเห็นท่าทางครุ่นคิดของเจิ้งชิง เขาก็กล่าวเสริมว่า “นายต้องเรียนรู้ที่จะทิ้งตรรกะในหัวที่มีอยู่ก่อนหน้าไปเสีย เวทมนตร์นั้นไร้ซึ่งเหตุผล”
เจิ้งชิงตัวสั่นสะท้านขึ้นมา
ประโยค ‘เวทมนตร์นั้นไร้ซึ่งเหตุผล’ ของโทมัสช่างทรงอำนาจอย่างมาก
เขารู้สึกว่าแม้แต่ลมหายใจของตนก็ยังสั่นสะท้าน
ไม่ใช่เพราะความหนาว ไม่ใช่เพราะความกลัว
แต่เป็นเพราะความตื่นเต้น
“บางคนชั่วชีวิตทำได้แค่ปั้นลูกไฟเล็กๆ ไม่กี่ลูก แต่บางคนตั้งแต่อายุยังน้อย ก็สามารถสร้างปรากฏการณ์ฟ้าดินอันน่าทึ่งได้ นี่คือความแตกต่างของศักยภาพที่ซ่อนอยู่ มหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งรับพวกนายเข้ามา ก็โดยอ้างอิงจากศักยภาพที่ซ่อนอยู่ของพวกนายนั่นแหละ ที่เมืองเบต้ามีนักมายากลรวมตัวกันอยู่หลายพันคน ในหมู่พวกเขามีบางคนที่สามารถเสกมายากลที่ทำให้พ่อมดตัวจริงยังต้องตาพร่าลายได้ แต่ถึงที่สุดแล้วนั่นก็เป็นเพียงมายากล”
“พวกนายเพียงแค่ต้องเรียนรู้วิธีควบคุมพลังของตนเอง และเรียนรู้ว่าทำไมถึงต้องทำแบบนั้น ไม่ใช่เรียนรู้วิธีการสั่งสมพลัง การสั่งสมพลังเป็นเรื่องของทั้งชีวิต ไม่ใช่สิ่งที่จะพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดดได้ในช่วงเวลาไม่กี่ปีในโรงเรียน สำหรับนายแล้ว บางทีเมื่อเพิ่งเข้าโรงเรียนอาจจะไม่สามารถร่ายคาถาชั้นสูงได้เหมือนคนอื่น แต่นายสามารถเข้าใจคำพูดของศาสตราจารย์ได้ แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว”
เจิ้งชิงจ้องมองดวงตาสีเขียวมรกตคู่นั้นของโทมัส พยักหน้า และในที่สุดก็ไม่อาจกดความสงสัยในใจไว้ได้ “ผมรู้สึกคุ้นๆ ว่าเคยเจอคุณที่ไหนมาก่อน... แน่นอนว่าหมายถึงก่อนวันนี้นะครับ... คุณพอจะจำได้บ้างไหม”
“พ่อมดล้วนมีความอยากรู้อยากเห็นที่ค่อนข้างรุนแรง แต่ตอนนี้เรามีเรื่องอื่นที่ต้องพิจารณา”
โทมัสหลบสายตาของเขา แล้วมองไปยังหัวถนน “บรรยากาศบนถนนดูเหมือนจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่”
เจิ้งชิงจับไหล่ของเขาไว้ แล้วเขย่งปลายเท้า มองไปยังสุดปลายถนน
จริงด้วย หัวถนนที่อยู่ไกลออกไปดูเหมือนจะวุ่นวายเล็กน้อย
“ตรงนั้นมีแสงไฟนีออนสว่างขึ้นมาด้วยครับ!” เจิ้งชิงหรี่ตามองพลางถามอย่างประหลาดใจ “ฟ้ายังไม่มืดก็เปิดไฟนีออนแล้วเหรอครับ? โลกของพ่อมดนี่ช่างแปลกประหลาดจริงๆ!”
โทมัสไม่พูดอะไร เขาหยิบหนังสือพ่อมดสีน้ำตาลของตนออกมา พลิกเปิดหน้ากระดาษอย่างรวดเร็ว แล้วตบลงไปอย่างแรง
ม่านแสงสีฟ้าอ่อนชั้นหนึ่งปรากฏขึ้นรอบตัวคนทั้งสอง
เจิ้งชิงยืนหยัดอย่างมั่นคง พลันเข้าใจในทันที
เพียงชั่วพริบตา สีสันหลากหลายก็แผ่ขยายไปทั่วทั้งถนน
ราวกับยามพลบค่ำที่โคมไฟเริ่มสว่างไสว แสงไฟนีออนเบ่งบานขึ้นทีละดวง
พ่อมดทุกคนบนถนนต่างก็ห่อหุ้มตัวเองไว้ในม่านแสงที่ส่องประกายระยิบระยับเหล่านี้
เสียงคำรามแหลมแสบแก้วหูดังขึ้นอย่างรวดเร็วพร้อมกับประกายแสงเจ็ดสีนั้น
พื้นดินใต้เท้าสั่นสะเทือนเล็กน้อย
เจิ้งชิงมองไปยังที่ไกลๆ ด้วยความประหม่า
ดวงตาสีแดงฉานคู่หนึ่งส่องประกายเจิดจ้าเป็นพิเศษอยู่บนถนนที่สว่างไสวไปด้วยแสงสี
…
หมูเป็นสัตว์ที่รักสงบ
พวกมันคุ้นเคยกับการนอนเบียดเสียดกันเป็นกลุ่มหลังจากกินอิ่มดื่มหนำ เพื่อเพลิดเพลินกับแสงแดดอันอบอุ่นอย่างเกียจคร้าน
ในเวลานี้ ต่อให้คุณเอาไม้ไปทิ่มแทงพวกมัน ก็จะได้กลับมาเพียงเสียงร้องครางฮึดฮัดอย่างไม่พอใจเท่านั้น
ส่วนหมูป่าเป็นสัตว์ที่อันตราย
พรานผู้ช่ำชองมักกล่าวกันเสมอว่า หนึ่งหมูป่า สองหมี สามเสือ
พวกมันหนังหนาเนื้อเหนียว พละกำลังมหาศาล แต่กลับบุ่มบ่ามและฉุนเฉียว
ในการรับมือกับเสือที่ระแวดระวัง พรานยังพอจะหาวิธีต่อกรได้ แต่ในการรับมือกับหมูป่าที่บ้าบิ่นและหัวแข็ง กลับไม่มีวิธีที่ดีมากนัก
หากไปยั่วยุมันเข้าโดยไม่ระวัง สัตว์ร้ายใจแคบพวกนี้จะไล่กวดคุณข้ามภูเขาไปสี่ห้าลูกเลยทีเดียว
ตอนเด็กๆ ทุกช่วงปิดเทอมฤดูร้อนเจิ้งชิงจะตามอาจารย์ไปอาศัยอยู่บนภูเขาเป็นระยะเวลาหนึ่ง
เขาได้ฟังเหล่าพรานในภูเขาเล่าถึงความน่ากลัวของหมูป่า และเรื่องนี้ก็สร้างความประทับใจให้เขาอย่างลึกซึ้ง
เขาไม่เคยเห็นหมูป่าที่กำลังคลุ้มคลั่ง
แต่จากอิทธิพลของสารคดีทางโทรทัศน์ที่ดูมานานหลายปี เขารู้สึกว่าสิ่งที่กำลังคำรามและวิ่งอาละวาดอยู่บนถนนของตลาดสี่ฤดูในตอนนี้ ก็คือหมูป่าที่กำลังคลุ้มคลั่งตัวหนึ่งนั่นเอง
ความคลุ้มคลั่งคือสภาวะที่ฉุนเฉียวรุนแรง
เจิ้งชิงเคยปลอบวัวกระทิงที่กำลังคลุ้มคลั่ง
วิธีที่ดีที่สุดในการรับมือกับพวกมันก็คือทำให้พวกมันสงบลง
เขาหยิบกระดาษยันต์สีเหลืองปึกหนึ่งออกมาจากถุงผ้าสีเทาที่อยู่แนบอก
ยันต์สงบใจ
ใช้สำหรับสงบจิตรวมสมาธิโดยเฉพาะ
รักษาอาการกระสับกระส่าย ฉุนเฉียว และความไม่พอใจได้ทุกชนิด
นี่คือยันต์ที่เจิ้งชิงถนัดที่สุด
ในยามปกติที่ฝึกคัดอักษรจนรู้สึกหงุดหงิด เขามักจะแปะยันต์แผ่นหนึ่งไว้บนหน้าผากของตนเองเสมอ ซึ่งได้ผลดีมาก
ครั้งก่อนตอนที่อยู่บนภูเขา การสยบวัวเหลืองที่กำลังคลุ้มคลั่งตัวนั้น ก็ใช้ยันต์ของเขาไปเพียงสามแผ่นเท่านั้น