- หน้าแรก
- มหาวิทยาลัยล่าปีศาจ
- บทที่ 6 คุณอู๋
บทที่ 6 คุณอู๋
บทที่ 6 คุณอู๋
ศาสตราจารย์เจิ้งรีบร้อนลุกขึ้นพรวดพราด วิ่งไปยังสถานีอนามัยข้างชุมชนเพื่อตามหมอ
เมื่อเขากลับมาพร้อมกับหมอ ก็ต้องประหลาดใจที่เห็นหลานชายตัวน้อยฟื้นคืนสติกลับมาแล้ว และกำลังนั่งอยู่ตรงหน้าคุณอู๋ด้วยท่าทางว่านอนสอนง่าย
ส่วนคุณอู๋กำลังใช้มือบีบนวดตบเบาๆ ไปตามศีรษะและร่างกายของเด็กชายด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“คุณอู๋พอจะทราบไหมครับว่าหลานชายของผมเป็นอะไร?” ศาสตราจารย์เจิ้งสัมผัสได้ถึงบางสิ่งบางอย่างอย่างเฉียบแหลม พลางเอ่ยถามด้วยใบหน้าตื่นเต้น
คุณอู๋นิ่งเงียบไปเป็นเวลานาน ก่อนจะค่อยๆ เอ่ยปากอธิบาย
ตามคำอธิบายของเขา เจิ้งชิงมีภาวะพลังชี่และโลหิตพร่องมาแต่กำเนิด ทว่ามีจิตวิญญาณแข็งแกร่ง จึงก่อให้เกิดสภาวะหยินหยางไม่สมดุล พลังหยินตีกลับขึ้นสู่เบื้องบน เป็นเหตุให้ปวดศีรษะ
เดิมทีการท่องตำราและคัดอักษรทุกวันช่วยใช้พลังจิตของเจิ้งชิงไปได้เป็นอย่างดี แต่การอ่านเขียนก็ยิ่งสิ้นเปลืองพลังชี่และโลหิตของเขามากขึ้นไปอีก
เมื่อหักลบกันแล้ว อาการของเจิ้งชิงจึงยิ่งเลวร้ายลงเรื่อยๆ
“พอจะมีวิธีแก้ไขไหมครับ?”
“ภาวะพลังชี่และโลหิตพร่องโดยกำเนิด ไม่สามารถใช้ยาหรือสมุนไพรในภายหลังเพื่อชดเชยได้”
“หมายความว่ายังมีวิธีอื่นอีกใช่ไหมครับ?”
คุณอู๋ยังคงนิ่งเงียบ
“ได้โปรดอาจารย์ช่วยผมด้วยครับ”
ศาสตราจารย์เจิ้งลุกขึ้น ดึงเจิ้งชิงให้คุกเข่าลง ขณะที่ตนเองโค้งคำนับอย่างนอบน้อม
คุณอู๋ถอนหายใจยาว “ต้นไม้ปรารถนาจะสงบนิ่ง แต่สายลมกลับไม่หยุดพัด”
เขาพยุงศาสตราจารย์เจิ้งให้ลุกขึ้น ก่อนจะตั้งเงื่อนไขสามประการกับเขา
หนึ่งคือ ห้ามแพร่งพราย สองคือ ห้ามถ่ายทอดวิชาให้ผู้อื่น และสามคือ ทำเพื่อแก่นแท้ ไม่ใช่เพื่อเปลือกนอก
ข้อแรก ห้ามแพร่งพราย หมายถึงศาสตราจารย์เจิ้งห้ามนำเรื่องที่ตนรักษาอาการป่วยไปบอกต่อ คุณอู๋กล่าวอย่างเคร่งขรึมว่า บางเรื่องหากพูดออกไปแล้วจะหมดความขลัง
ข้อสอง ห้ามถ่ายทอดวิชาให้ผู้อื่น หมายถึงเรื่องการรักษานี้เกี่ยวข้องกับความลับ คนในตระกูลเจิ้งไม่ควรสอดรู้สอดเห็นตามอำเภอใจ ยิ่งไปกว่านั้น ตามที่คุณอู๋กล่าวเป็นนัย เขาคือผู้สืบทอดสายวิชาแห่งสำนักเต๋า หากเจิ้งชิงต้องการแก้ไขจุดบกพร่องโดยกำเนิด ก็จำเป็นต้องฝากตัวเป็นศิษย์ของเขา และยอมรับศีลของสำนัก
ข้อสาม ทำเพื่อแก่นแท้ ไม่ใช่เพื่อเปลือกนอก คุณอู๋ชี้แจงว่าที่ตนช่วยรักษาเจิ้งชิงเป็นเพราะได้พบพานกันโดยบังเอิญ จึงทำไปเพื่อให้จิตใจสงบสุข ไม่ได้ต้องการให้ผู้ป่วยคนอื่นมารบกวน ทำเพื่อใจ ไม่ใช่เพื่อชื่อเสียง หากการรักษามีผลดีขึ้นมาบ้าง แล้วตระกูลเจิ้งนำพาผู้ป่วยคนอื่นมารบกวนตน ตนก็คงทำได้เพียงจากไปแต่เนิ่นๆ
หลังจากกล่าวข้อเรียกร้องสามประการจบ คุณอู๋ก็เงียบไป
ศาสตราจารย์เจิ้งยังคงครุ่นคิด แต่เจิ้งชิงกลับไม่สนใจอะไรอีกแล้ว เขาโขกศีรษะคำนับเจ็ดแปดครั้งติดๆ กัน ปากก็ร้องเรียก “อาจารย์” ไม่หยุด
ศาสตราจารย์เจิ้งทั้งขำทั้งจนปัญญาจึงดึงหลานชายให้ลุกขึ้น เมื่อสอบถามจึงได้ความว่า การนวดของคุณอู๋เมื่อครู่นี้ได้ผลอย่างมาก ดูเหมือนว่าเจิ้งชิงไม่ได้รู้สึกปลอดโปร่งแบบนี้มานานมากแล้ว ดังนั้นพอได้ยินว่าคุณอู๋มีวิธีรักษาอาการปวดศีรษะของเขา เด็กชายจึงรีบโขกศีรษะคำนับทันที
ชายชราจึงได้แต่พยักหน้าเห็นด้วยพร้อมกับรอยยิ้มแห้งๆ
และแล้ว ในช่วงกลางฤดูร้อนของปีที่เจิ้งชิงอายุได้แปดขวบ เขาก็ได้ฝากตัวเป็นศิษย์ของคุณอู๋
ความรู้ของคุณอู๋นั้นกว้างขวางอย่างยิ่ง ทั้งดาราศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ สารานุกรม ขอเพียงลูกค้าที่มาที่ร้านหนังสือเปิดประเด็นขึ้นมา เขาก็สามารถสนทนาต่อได้อย่างคล่องแคล่วเป็นเวลานาน หากลูกค้าเป็นหญิงสาวหน้าตางดงาม คุณอู๋ก็มักจะส่งยิ้มให้ไม่ขาด ทั้งยังคารมคมคาย หยอกล้อจนพวกเธอหัวเราะตัวงอ
งานอดิเรกของคุณอู๋ก็กว้างขวางอย่างยิ่งเช่นกัน ทั้งการเป่า การสี การดีด การขับร้อง หมากรุก การเขียนอักษร การวาดภาพ หรือแม้กระทั่งกีฬาประเภทลูกบอลต่างๆ ไปจนถึงงานจิปาถะที่น่าเบื่อในร้านหนังสือ ดูเหมือนว่าทุกแง่มุมที่ผู้คนพบเจอในชีวิตประจำวันล้วนสามารถกระตุ้นความสนใจอันแรงกล้าของเขาได้ทั้งหมด
จนศาสตราจารย์เจิ้งถึงกับเอ่ยปากชื่นชมว่า คุณอู๋ช่างเป็นยอดคนโดยแท้
ที่สำคัญที่สุดคือ วิธีการรักษาของคุณอู๋นั้นยอดเยี่ยมอย่างแท้จริง
นับตั้งแต่ฝากตัวเป็นศิษย์ อาการปวดศีรษะของเจิ้งชิงก็ไม่เคยกำเริบขึ้นอีกเลยแม้แต่วันเดียว
เรื่องนี้ทำให้ศาสตราจารย์เจิ้งและพ่อแม่ของเจิ้งชิงรู้สึกซาบซึ้งใจเป็นอย่างมาก แต่เพราะคุณอู๋ยืนกรานไม่ขอรับค่าเล่าเรียน ตระกูลเจิ้งจึงทำได้เพียงมอบของขวัญให้ในวันเทศกาลต่างๆ เพื่อแสดงความขอบคุณ
วิธีการรักษาของคุณอู๋นั้นแปลกประหลาดมาก เขาไม่ได้ฝังเข็มหรือนวดทุยหนาให้เจิ้งชิงทุกวัน และไม่ได้ปรุงยาต้มจากแร่ธาตุหรือสมุนไพรให้เขาเหมือนกัน หากแต่ยังคงใช้วิธีการเดิมของศาสตราจารย์เจิ้ง นั่นคือ การคัดอักษร!
เพียงแต่สิ่งที่เจิ้งชิงฝึกคัดนั้น ไม่ใช่อักษรจีนสามพันตัวที่พบเห็นได้ทั่วไปในตำรา แต่เป็นตำรายันต์เก่าคร่ำคร่าเล่มหนึ่ง
ตำรายันต์เล่มนี้มีทั้งหมดสามร้อยยี่สิบสี่หน้า แต่ละหน้ามีอักขระยันต์สี่ตัว รวมทั้งสิ้นหนึ่งพันสองร้อยเก้าสิบหกอักษรยันต์
โครงสร้างของอักษรยันต์แต่ละตัวล้วนซับซ้อนเป็นพิเศษ อีกทั้งระหว่างเส้นขีดยังมีการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ อยู่บ่อยครั้ง ทำให้เจิ้งชิงรู้สึกว่าการฝึกฝนนั้นยากลำบากยิ่งขึ้น
ดูเหมือนคุณอู๋จะยังไม่พอใจ เขายังอุตส่าห์หาพู่กันด้ามเล็กที่มีขนนุ่มละเอียดมาให้เจิ้งชิงโดยเฉพาะ ทั้งยังกำหนดให้เจิ้งชิงต้องเรียนรู้อักขระยันต์ให้ได้วันละหนึ่งตัว
ผู้ที่ฝึกคัดอักษรต่างรู้ดีว่า อักษรที่เขียนด้วยปากกาหัวแข็งนั้นเขียนง่าย ส่วนอักษรที่เขียนด้วยพู่กันขนอ่อนนั้นสำเร็จได้ยาก แม้พู่กันขนนุ่มด้ามเล็กนี้จะช่วยลดความเหนื่อยล้าทางกายของเจิ้งชิงได้ แต่กลับเพิ่มการใช้พลังจิตของเขาขึ้นอีกหลายเท่าตัว
อักขระยันต์เหล่านี้ไม่ใช่ว่าเรียนรู้ในแต่ละวันแล้วจะจบเรื่องไป ตามข้อกำหนดของคุณอู๋ ทุกวันต้องมีการทดสอบความจำ ทุกห้าวันมีการสอบย่อย ทุกสิบวันมีการสอบใหญ่ หากท่องจำไม่ได้ก็จะถูกตีด้วยไม้บรรทัดลงทัณฑ์หนึ่งที หากสอบไม่ผ่านก็ยังคงถูกตีด้วยไม้บรรทัดลงทัณฑ์เหมือนกัน
คุณอู๋เคยกล่าวไว้ว่า หากสอบใหญ่ในรอบสิบวันไม่ผ่าน ก็ไม่จำเป็นต้องมาอีก
เมื่อเจิ้งชิงนึกถึงความทุกข์ทรมานจากอาการปวดศีรษะ ในใจก็บังเกิดความหวาดหวั่น การฝึกคัดอักษรจึงตั้งอกตั้งใจขึ้นมาอย่างเป็นธรรมชาติ
เป็นแบบนี้ เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหกกว่าสามปี ในตอนที่เจิ้งชิงอายุสิบสองปี เขาก็ฝึกฝนอักขระยันต์กว่าหนึ่งพันตัวในตำรายันต์จนขึ้นใจ และอาการปวดศีรษะของเขาก็ไม่เคยกำเริบอีกเลยตลอดสามปี
ในช่วงเวลากว่าสามปีนี้ ยิ่งเจิ้งชิงอยู่ใกล้ชิดคุณอู๋นานเท่าไร ก็ยิ่งค้นพบความผิดปกติมากขึ้นเท่านั้น
ตัวอย่างเช่น ดูเหมือนคุณอู๋จะไม่เคยกินอะไรเลย อาจารย์ทำอาหารได้เลิศรส มีทั้งสีสัน กลิ่น และรสชาติที่ชวนรับประทาน แต่อาหารที่ทำเสร็จแล้วมักจะให้เจิ้งชิงกับแมวลายสลิดสีเหลืองในร้านได้ลิ้มลอง แต่เจิ้งชิงไม่เคยเห็นคุณอู๋กินอาหารเลยสักครั้ง
อีกตัวอย่างหนึ่งคือ แมวลายสลิดสีเหลืองในร้านก็แปลกประหลาดมากเหมือนกัน ในปีที่เจิ้งชิงอายุสิบขวบ แมวลายสลิดตัวนี้ไม่รู้มาจากไหน มันมุดเข้ามาในร้านหนังสือแล้ววิ่งวุ่นไปทั่ว ไม่ยอมออกไป อาจารย์ไม่ได้ขับไล่มันอีก แมวตัวนี้จึงอาศัยอยู่ที่นี่อย่างสง่าผ่าเผย
เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า เจิ้งชิงก็รู้สึกอยู่เสมอว่ามันได้กลายเป็นปีศาจไปแล้ว เขาเคยเห็นเจ้าแมวลายสลิดตัวนี้คุ้ยกุญแจห้องใต้หลังคาออกจากลิ้นชัก ยืนตัวตรงแล้วใช้กรงเล็บจับกุญแจไขประตูเพื่อเข้าไปเอาปลาแห้งมากกว่าหนึ่งครั้ง และเจ้าแมวตัวนี้ก็ไม่เคยหลบเลี่ยง กลับกันมันมักจะโบกอุ้งเท้าทักทายเขาอยู่บ่อยครั้ง
ที่สำคัญที่สุดคือ มีครั้งหนึ่งเจิ้งชิงเห็นคุณอู๋กวักมือเรียกกาน้ำชาของตนเอง แล้วกาน้ำชาที่อยู่ห่างออกไปถึงสิบเมตรก็ลอยละล่องมาอยู่ในมือของเขาอย่างช้าๆ
ยิ่งรับรู้มากเท่าไร ก็ยิ่งเคารพยำเกรงมากขึ้นเท่านั้น ท่าทีของเจิ้งชิงที่มีต่อคุณอู๋จึงยิ่งนอบน้อมขึ้นเรื่อยๆ
ในใจของเด็กหนุ่มย่อมมีความคิดเพ้อฝันต่างๆ นานา ดังนั้นความผิดปกติเหล่านี้จึงค่อยๆ สั่งสมอยู่ในใจของเขา ค่อยๆ คุ้นชิน จนกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาและไม่ได้ใส่ใจอีกต่อไป
จนกระทั่งวันเกิดครบรอบสิบสองปี คุณอู๋บอกว่าจะมอบของขวัญให้เจิ้งชิงชิ้นหนึ่ง
นั่นเป็นเช้าวันที่หมอกลงจัด
คุณอู๋จูงมือเจิ้งชิง พลางกำชับให้เขาจับไว้ให้แน่น เจิ้งชิงจับมือใหญ่ของคุณอู๋ไว้ด้วยความประหม่าเล็กน้อย
เมื่อออกจากร้านหนังสือ เดินไปได้ไม่กี่ก้าว ก็เข้าสู่สวนหย่อมของชุมชน สองข้างทางเดินเล็กๆ ในสวนคือต้นฮอลลี่สูงกว่าหนึ่งเมตร ซึ่งถูกคนสวนตัดแต่งอย่างเรียบร้อย
เดินเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาไปตามทางเดินเล็กๆ เมื่อลอดผ่านซุ้มประตูทรงกลมแห่งหนึ่ง หมอกที่ลอยอยู่รอบกายก็พลันสลายหายไปในพริบตา
เขายังคงคิดอยู่ว่าดูเหมือนตนไม่เคยเห็นซุ้มประตูแห่งนั้นในสวนมาก่อน แต่ไม่คาดคิดว่าคุณอู๋จะปล่อยมือจากเขา แล้วประสานหมัดทักทายชายชราผอมแห้งคนหนึ่งที่เดินสวนมา
เจิ้งชิงมองไปรอบๆ เบื้องหน้าคือถนนสายเล็กๆ ที่เงียบสงบและเก่าแก่
ทางเข้าถนนสายเล็กเป็นซุ้มประตูที่ค้ำยันด้วยเสาหินเกลี้ยงเกลาสองต้น บนป้ายชื่อมีตัวอักษรขนาดใหญ่สามตัวเขียนไว้ด้วยลายพู่กันทรงพลังว่า “ตลาดหุยจื้อ”