- หน้าแรก
- มหาวิทยาลัยล่าปีศาจ
- บทที่ 2 นกอินทรีใหญ่บนเสาไฟฟ้า
บทที่ 2 นกอินทรีใหญ่บนเสาไฟฟ้า
บทที่ 2 นกอินทรีใหญ่บนเสาไฟฟ้า
ดึกมากแล้ว เจิ้งชิงต้องกลับบ้าน
แม้จะเรียนจบมัธยมปลายแล้ว อีกทั้งเจิ้งชิงก็ใกล้จะบรรลุนิติภาวะและมีอิสระในระดับหนึ่ง แต่ถึงอย่างไรก็ยังใช้เงินของที่บ้านอยู่ คำพูดของพ่อแม่จึงยังคงต้องเชื่อฟัง
หลังจากดื่มเบียร์เพื่อเป็นการขอโทษจนหมดแก้ว เขาก็คร่อมจักรยานกลับบ้าน
ยามค่ำคืนมืดมิดเงียบงัน บนฟากฟ้ามีเพียงหมู่เมฆสีเทาที่จับตัวกันแน่นหนาไม่เคยจางหาย อย่าว่าแต่ดวงดาวเลย แม้แต่ดวงจันทร์ก็ยังไม่ค่อยเผยโฉมออกมาให้เห็น
ในมณฑลที่ขึ้นชื่อเรื่องถ่านหินแห่งนี้ ตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา ตึกรามบ้านช่องสูงขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง ถนนหนทางก็ขยายกว้างขึ้นเรื่อยๆ สีสันบนท้องถนนก็กลับมามีชีวิตชีวามากขึ้นทุกขณะ สิ่งเดียวที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงก็คือท้องฟ้าเพียงหย่อมเดียวเหนือศีรษะของทุกคน ที่ยังคงเป็นสีเทาหม่นและขมุกขมัวอยู่เสมอ
จักรยานโคลงเคลงเลี้ยวเข้าไปในซอยเล็กๆ แห่งหนึ่ง
ทางลัดสายนี้สามารถทะลุผ่านถนนสามสายได้ ซึ่งช่วยลดระยะทางกลับบ้านของเขาได้อย่างมาก
ซอยนั้นลึกมาก อีกทั้งในยามค่ำคืนก็ไม่ค่อยมีคนเดินผ่าน โคมไฟถนนที่ไม่ได้ทำความสะอาดมานานสาดส่องแสงสีเหลืองสลัว ยิ่งทำให้บรรยากาศในซอยดูน่าขนลุกมากขึ้นไปอีก
‘เอี๊ยดอ๊าด…’ จักรยานเก่าคร่ำคร่าส่งเสียงร้องโอดครวญอย่างจนใจภายใต้แรงถีบของเจิ้งชิง เสียงนั้นดังชัดเจนเป็นพิเศษในซอยอันเงียบสงัด
เจิ้งชิงมองตะกร้าหน้ารถที่พังเสียหายอย่างหัวเสีย พลางคิดในใจว่าพอกลับถึงบ้านแล้วจะต้องหาเวลาซ่อมมันให้ได้ อย่างน้อยที่สุด เวลาขี่ออกไปข้างนอกจะได้ไม่ส่งเสียงดังไม่หยุดหย่อนแบบนี้
‘พรึ่บพรั่บ…’ เสียงนกกระพือปีกดังมาจากเสาไฟฟ้าที่ไม่ไกลนัก ตามมาด้วยเสียงร้องที่แฝงความเกียจคร้านแต่ใสกังวานอีกสองสามครั้ง เห็นได้ชัดว่ารถจักรยานเก่าๆ ที่ส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดอยู่ใต้ร่างของเจิ้งชิงได้รบกวนการพักผ่อนของสัตว์น้อยเหล่านี้เข้าให้แล้ว
เขาหันไปมองเสาไฟฟ้าที่อยู่ไม่ไกลด้านหลังด้วยความรู้สึกผิด เจิ้งชิงรู้สึกละอายใจอย่างยิ่งที่ไปรบกวนความฝันอันแสนหวานของผู้อื่น
‘เอี๊ยด!!!’ รถจักรยานคันเก่าส่งเสียงเบรกแหลมสูง
เจิ้งชิงใช้ขาข้างหนึ่งยันพื้นไว้ แล้วบิดศีรษะหันกลับไปมองอย่างแรง
เขาสาบานได้ว่าบนเสาไฟฟ้ามีเงาดำขนาดใหญ่อยู่ร่างหนึ่ง ดูคล้ายกับคนกำลังโน้มตัวลงในท่ายองๆ
แต่ดวงตาสีเขียวมรกตคู่นั้นกลับโดดเด่นอย่างมากในความมืดมิดของยามค่ำคืน ราวกับดวงตาของสุนัขป่าตัวใหญ่ที่บ้านคุณย่าไม่มีผิด
เขากะพริบตาถี่ ๆ พร้อมส่ายศีรษะที่มึนงงเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์
ราวกับรับรู้ได้ถึงสายตาของเจิ้งชิง ดวงตาสีเขียวมรกตคู่นั้นเบนมาเล็กน้อย สายตาจับจ้องมายังร่างของเจิ้งชิง จากนั้นท่ามกลางสีหน้าที่ตะลึงงันของเขา มันกางปีกคู่ใหญ่ออกมาอย่างสง่างาม แล้วกระพือเบาๆ
หลังจากสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วผ่อนลมหายใจออกมายาวๆ หลายครั้ง เจิ้งชิงก็ใช้มือนวดคลึงแก้มที่ปวดตุบๆ เพราะดื่มเหล้า ในที่สุดก็รู้สึกว่าสร่างเมาขึ้นมาบ้าง
เมื่อเงยหน้าขึ้นมองอีกครั้ง ดวงตาสีเขียวมรกตคู่นั้นก็ได้หายไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว
สิ่งที่เขาเห็นมีเพียงท้องฟ้าสีเทาหม่น และโคมไฟถนนที่ส่องแสงสีขาวซีดอยู่ไม่ไกล
ปากซอยอันมืดมิดที่อยู่ไกลออกไปราวกับปากที่อ้ากว้าง กำลังหัวเราะเยาะสายตาของเจิ้งชิง
เขายื่นมือเข้าไปในอกเสื้อ กำถุงผ้าสีเทาหม่นขนาดเท่าฝ่ามือไว้ในมือ อาศัยแสงไฟริมทางพอมองเห็นลวดลายสีทองบนถุงผ้านั้นได้รางๆ บนศีรษะของเขา ปอยผมชี้โด่ปอยหนึ่งสั่นไหวอย่างไม่สงบ
นกอินทรีใหญ่ตัวหนึ่ง
เจิ้งชิงหวนนึกถึงภาพนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในที่สุดก็มั่นใจว่ามันต้องเป็นนกอินทรีใหญ่ตัวหนึ่งอย่างแน่นอน
แม้จะไม่รู้ว่าสัตว์ที่อาศัยอยู่บนภูเขาสูงมาปรากฏตัวในเมืองได้อย่างไร แต่เมื่อนึกถึงนกเค้าแก่ที่เคยเห็นในโรงเรียนสมัยเด็ก เขาก็ปล่อยวางได้
ในเมื่อขนาดนกเค้าแก่ยังสามารถเกาะอยู่บนกิ่งไม้ในโรงเรียนได้อย่างสบายอารมณ์ได้ทั้งวัน แบบนั้นแล้วนกอินทรีใหญ่สักตัวมาเกาะอยู่บนเสาไฟฟ้าสักพักก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
เพราะท้ายที่สุดแล้ว ใครจะไปรับประกันได้ว่าพวกที่อาศัยอยู่ในป่าลึกเขาดิบเหล่านี้จะไม่แวบเข้ามาเดินเล่นในเมืองเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศบ้าง
เมื่อเสียงครวญครางของรถจักรยานคันเก่าเงียบลง รอบด้านก็กลับสู่ความเงียบงันอีกครั้ง เสียงจอแจจากถนนใหญ่ที่อยู่ไม่ไกลนักฟังดูห่างไกลและเลือนรางราวกับอยู่ห่างออกไปหลายลี้
‘โฮก…’ เสียงร้องแผ่วเบาแต่กลับแฝงความประหลาดพลันดังขึ้นในซอย เจิ้งชิงรู้สึกได้ถึงขนทั่วร่างที่ลุกชัน เหงื่อเย็นเยียบผุดขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
ศีรษะที่เคยรู้สึกมึนงงเล็กน้อยพลันตื่นตัวขึ้นมาในทันที
ในขณะเดียวกัน แรงกดดันอันหนักหน่วงก็แผ่ซ่านไปทั่วทั้งซอยในทันใด ทำให้เจิ้งชิงต้องกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว
ครู่ต่อมา ก็ไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ มีเพียงความรู้สึกกดดันที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
เจิ้งชิงค่อยๆ สูดลมหายใจเข้าปอด ท่ามกลางเสียงเอี๊ยดอ๊าดที่ดังขึ้นอย่างกะทันหัน เขาออกแรงถีบจักรยานสองสามครั้งอย่างแรง รถจักรยานคันเก่าพุ่งทะยานออกไปอย่างรวดเร็ว หวังจะหลุดพ้นจากบรรยากาศอันน่าอึดอัดนี้ให้เร็วที่สุด
แม้จะไม่ค่อยเต็มใจนัก แต่เจิ้งชิงก็ยอมรับในใจว่าตนเองขี้ขลาด เพราะอย่างไรเสียความมืดมิดก็ยังคงเป็นฝันร้ายชั่วนิรันดร์ของมนุษย์ แม้แต่ในยุคปัจจุบันที่มีแสงไฟแล้วก็ตาม
ไม่ว่าหลอดไฟจะพัฒนาไปมากขนาดไหน ก็ไม่อาจมอบความรู้สึกปลอดภัยดุจดั่งแสงตะวันให้แก่ผู้คนได้
เหลือระยะทางอีกเพียงไม่กี่สิบเมตรก็จะถึงปากซอย เจิ้งชิงสามารถมองเห็นรถยนต์ที่วิ่งผ่านปากซอยอย่างรวดเร็วได้อย่างชัดเจนแล้ว
เสียงร้องแหลมโหยหวนดังขึ้น ยังไม่ทันที่เขาจะได้ทันตั้งตัว เงาดำขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้นในม่านตาของเขาแล้ว
พร้อมกับเสียงกระแทกทื่อๆ และฝุ่นดินที่ฟุ้งกระจายไปทั่วฟ้า ร่างเล็กๆ อีกร่างหนึ่งก็กระแทกเข้ากับร่างของเจิ้งชิงอย่างแรง แล้วกลิ้งตกลงไปในกองทรายข้างทาง
‘ตุ้บ!’ เจิ้งชิงล้มลงพร้อมกับจักรยานอย่างแรง แต่เขาไม่มีเวลามาร้องโอดครวญ เขาตีลังกาลุกขึ้นจากพื้นอย่างรวดเร็ว ในมือปรากฏกระดาษยันต์สีเหลืองปึกหนึ่งขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ตราประทับสีแดงชาดบนนั้นส่องประกายสีแดงจางๆ ภายใต้แสงสลัวของโคมไฟถนน
เขาเหลือบมองกองทรายข้างๆ หางฟูฟ่องขนาดใหญ่สะบัดไปมาอย่างอ่อนแรง
‘โฮก’ เสียงคำรามจากที่ไม่ไกลนักแสดงออกถึงอารมณ์โกรธเกรี้ยวอย่างชัดเจน
เจิ้งชิงที่เพิ่งลุกขึ้นยืนรีบหันไปมองตามเสียง
บนยอดเสาไฟฟ้าข้างทาง นกอินทรีใหญ่ตัวเดิมกลับมาอีกครั้งตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ มันกำลังจ้องมองเขาอย่างไม่พอใจ
ด้วยความสูงราวสิบกว่าเมตร ภายใต้แสงไฟจากโคมไฟถนนแบบง่ายๆ ที่แขวนอยู่บนเสาไฟฟ้า เจิ้งชิงสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าขนนกอินทรีใหญ่ตัวนี้ตั้งชันขึ้น ร่างกายของมันดูเหมือนจะใหญ่กว่าเมื่อครู่หลายเท่า อีกทั้งท่าทางที่มันกางปีกเล็กน้อยและเชิดหัวสูงขึ้นนั้น ก็เห็นได้ชัดว่ามันไม่ประสงค์ดี
“ดุชะมัด...” เมื่อรู้สึกได้ถึงนัยน์ตาสีเขียวมรกตของนกอินทรีใหญ่ตัวนั้น เขาสบถออกมาเบาๆ แล้วค่อยๆ ถอยหลังไปสองก้าว พยายามจะแอบหนีไปอย่างเงียบๆ แต่กลับไม่ทันสังเกตว่าด้านหลังเป็นกองทรายขนาดใหญ่ พอถอยไปเท้าของเขาก็จมลึกลงไปในกองทรายจนถึงข้อเท้าทันที
“บ้าเอ๊ย!” เจิ้งชิงรู้สึกหงุดหงิดมากขึ้นเรื่อยๆ ทำไมถึงโชคร้ายขนาดนี้! ก็แค่กลับบ้านช้าไปหน่อยเดียวเองไม่ใช่หรือ? ทันทีที่เขาก้มตัวลง เตรียมจะถอดรองเท้าเพื่อเอาดินทรายข้างในออก กองทรายก็พลันระเบิดขึ้นมาอย่างกะทันหัน เจิ้งชิงที่ไม่ทันได้ตั้งตัวจึงถูกสาดด้วยดินทรายเต็มหัวเต็มหน้าไปหมด
“ให้ตายสิ!” ไม่ว่าใครก็ตามที่เจอเรื่องโชคร้ายติดต่อกันหลายครั้ง ย่อมรู้สึกว่ามีไฟโทสะอัดอั้นอยู่ในใจอยากจะระบายออกมา ยิ่งไปกว่านั้น แอลกอฮอล์ที่เพิ่งลงท้องไปเมื่อไม่นานมานี้ก็กำลังค่อยๆ สำแดงฤทธิ์เดชของมันออกมา
เมื่อมองตามกองทรายขึ้นไป ภายใต้แสงโคมไฟถนน ลูกสุนัขขนสีเหลืองอ่อนตัวหนึ่งกำลังแยกเขี้ยวจ้องมองท้องฟ้าอยู่
ลูกสุนัขตัวนี้สูงประมาณหนึ่งฟุต ขนของมันฟูฟ่อง ดวงตาทั้งสองข้างเรียวยาว แต่กลับเป็นประกายสดใสดูองอาจ หูของมันค่อนข้างใหญ่คล้ายกับหูของสุนัขปักกิ่ง แต่กลับตั้งขึ้นอย่างน่าประหลาดคล้ายกับสุนัขป่า
เมื่อพิจารณาดูให้ดีแล้ว ลูกสุนัขตัวนี้ท้องโตอย่างเห็นได้ชัด อีกทั้งขนที่ฟูฟ่องของมันก็จับกันเป็นก้อนในหลายแห่ง มีคราบเลือดซึมออกมาให้เห็นอยู่รำไร
ความจริงปรากฏอยู่ตรงหน้า เจิ้งชิงสามารถปะติดปะต่อเรื่องราวในหัวของเขาได้อย่างง่ายดาย
นกอินทรีใหญ่ที่ออกมาบินเล่นไปเรื่อยเปื่อยเกิดไปถูกใจลูกสุนัขที่กำลังตั้งท้องตัวนี้เข้า จึงคิดจะจับมาเป็นอาหารว่าง แต่กลับถูกตัวเล็กนี่ดิ้นหลุดออกมาได้
เจิ้งชิงที่เข้าใจสถานการณ์แล้วก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก กระดาษยันต์สีเหลืองปึกหนึ่งในมือหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
“บัดซบ!” ไฟโทสะที่อัดอั้นอยู่ในท้องพลันแปรเปลี่ยนเป็นพลังอันไร้ขีดจำกัดภายใต้ฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ เขายื่นมือคว้าเศษอิฐก้อนหนึ่งจากพื้นขึ้นมา หันไปมองนกอินทรีใหญ่ที่ชั่วร้ายตัวนั้น แล้วขว้างออกไปอย่างแรง
แม้ว่าความแม่นยำในการขว้างลูกเบสบอลของเขาจะไม่ค่อยดีนัก แต่ในระยะที่ไม่ไกลและเป้าหมายมีขนาดใหญ่เช่นนี้ ก็ยังถือว่าเป็นการคุกคามที่น่ากลัวอยู่มาก
เศษอิฐลอยข้ามเสาไฟฟ้าไปอย่างเงียบงัน ท่ามกลางเสียงร้องแหลมของนกอินทรีใหญ่ มันพุ่งเข้าชนหน้าต่างของบ้านหลังหนึ่งบนตึกข้างๆ อย่างแรง
‘เพล้ง…’ เสียงแตกที่ดังใสกังวานได้ระบายไฟโทสะที่สะสมอยู่ในใจของเจิ้งชิงจนหมดสิ้น และยังทำให้นกอินทรีใหญ่ตัวนั้นตกใจจนบินทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า