- หน้าแรก
- เภสัชกรเหนือโลก กับผลข้างเคียงพลิกชะตา
- บทที่ 29: ความลับในวงการ ความคิดของเซิ่งฉางหยา
บทที่ 29: ความลับในวงการ ความคิดของเซิ่งฉางหยา
บทที่ 29: ความลับในวงการ ความคิดของเซิ่งฉางหยา
บทที่ 29: ความลับในวงการ ความคิดของเซิ่งฉางหยา
"อะไรนะ? ความร่วมมือครั้งนี้จะต้องล้มเหลวงั้นเหรอ?"
เซิ่งฉางหยาตะลึงจนพูดไม่ออก เธอปรับอารมณ์ไม่ทันจึงถามด้วยความสับสน "ถ้าอย่างนั้นทำไมบริษัทถึงเสนอแผนการเข้าซื้อกิจการล่ะคะ? ทำไมไม่ปฏิเสธไปเลยว่าไม่มา?"
โจวอวี้ลี่แค่นเสียงหัวเราะขณะขับรถ "ลอรีอัลเป็นบริษัทระดับโลกนะ ในประเทศเราไม่มีแผนกวิจัยและพัฒนาด้วยซ้ำ เห็นได้ชัดว่าเราคงไม่ทุ่มเงินก้อนโตเพื่อซื้อสูตรผิวขาวหรอก"
"ฉางหยา เธอยังขาดวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์นะ ลองคิดดูสิ ตลาดใหญ่ที่สุดของบริษัทอยู่ที่ไหน? ก็เมืองนอกไม่ใช่เหรอ? พวกฝรั่งเขาต้องการความขาวไหม? ไม่เลย พวกเขาอยากผิวแทนด้วยซ้ำ ดังนั้นผลิตภัณฑ์ไวท์เทนนิ่งจึงมีข้อจำกัดสำหรับบริษัทระดับโลก"
"ไลน์สินค้าไวท์เทนนิ่งมีตลาดแค่ในเอเชียตะวันออก ถึงแม้ตลาดในประเทศจะใหญ่และยอดขายโตขึ้นทุกปี แต่สินค้าพวกนี้ไม่ใช่ของจำเป็น ลูกค้าไม่ได้ซื้อทุกคน และถึงซื้อ พวกเขาก็ไม่ได้ใส่ใจหรอกถ้าผลลัพธ์มันจะงั้นๆ ดังนั้นไลน์สินค้าไวท์เทนนิ่งที่เรามีอยู่ตอนนี้ก็เพียงพอแล้ว"
"สูตรผิวขาวของซานชิงไม่ใช่ไม่ดี แต่เพราะมันดีเกินไป มูลค่าเลยสูงลิ่ว สำหรับเราแล้วมันไม่คุ้มค่าแก่การลงทุน"
"ท้ายที่สุดแล้ว ในวงการเครื่องสำอาง การตลาดคือหัวใจสำคัญ ส่วนเทคโนโลยีเป็นแค่ของประดับ"
"บริษัททุ่มงบมหาศาลไปกับช่องทางจัดจำหน่ายและพรีเซนเตอร์ทุกปี ครองส่วนแบ่งตลาดไว้อย่างเหนียวแน่น ยอดขายไม่เคยเป็นปัญหา จำเป็นต้องลงแรงไปกับลูกเล่นใหม่ๆ ขนาดนั้นเชียวเหรอ? ผู้บริโภคในวงการนี้ไม่รู้เรื่องหรอก หลอกง่ายจะตาย"
"ดังนั้น หลังจากหารือกับสำนักงานใหญ่ บริษัทจึงตัดสินใจใช้แนวทางอนุรักษนิยม คือการยอมตัดใจจากสูตรนี้ แต่จะอยู่เฉยๆ ก็ไม่ได้ เลยทำแผนเข้าซื้อกิจการแล้วส่งเรามาลองหยั่งเชิงดู"
"หึๆ เผื่อฟลุ้คผู้จัดการทั่วไปเว่ยเกิดบ้าจี้ ยอมขายให้เราในราคาถูกๆ ไง สมัยก่อนก็มีพวกโง่ขายแบรนด์ทิ้งในราคาถูกๆ ตั้งเยอะแยะ"
เธอกลอกตาพลางส่ายหน้า "เธอก็เห็นผลลัพธ์แล้วนี่ ผู้จัดการทั่วไปเว่ยคนนี้เขี้ยวลากดินจะตาย หลอกไม่ได้ง่ายๆ หรอก"
เซิ่งฉางหยายังคงพยายามต่อรอง "แต่งั้นแผนความร่วมมือก็อาจจะเป็นไปได้นะ ถ้าคู่แข่งชิงตัดหน้าไปก่อนล่ะ?"
โจวอวี้ลี่แค่นเสียง "เรากลัวพวกนั้นเหรอ? ผู้บริโภคเขาติดแบรนด์ เค้กก้อนนี้มีอยู่แค่นี้ พื้นที่ไม่ได้แย่งกันง่ายๆ หรอกนะ"
เธอหันกลับมาถลึงตาใส่ "อีกอย่าง ทำไมเธอถึงคิดอะไรตื้นๆ แบบนี้? ตลาดตอนนี้เป็นแบบนี้แหละ พวกเราเองก็ทุ่มเงินวิจัยผลิตภัณฑ์ชะลอวัยกับผิวขาวไปตั้งเท่าไหร่ทุกปี ถ้าไปร่วมมือกับซานชิง แล้วพนักงานวิจัยที่สำนักงานใหญ่จะทำอะไร? ให้ไล่ออกหมดเลยเหรอ? เงินที่ลงทุนไปก่อนหน้านี้จะให้สูญเปล่าหรือไง?"
"แถมเธอก็รู้นิสัยหยิ่งยโสของพวกฝรั่งเศส ฉันว่าที่สำนักงานใหญ่คงเถียงกันเรื่องสูตรนี้ไม่จบไม่สิ้น เต็มไปด้วยข้อกังขา พวกเขาไม่กล้าเชื่อหรอกว่ามันจะได้ผลจริง กลัวจะมีผลข้างเคียงเหมือนพวกฮอร์โมนในภายหลัง เธอก็รู้นี่ว่าซานชิงเป็นแค่บริษัทยาเล็กๆ ต่อให้ฟลุ้คคิดค้นยาใหม่ได้สักตัวสองตัว แต่ศักยภาพด้านการวิจัยก็น่าจะต่ำเตี้ยเรี่ยดิน จะให้เชื่อใจได้ยังไง?"
เสียงพูดยืดยาวของโจวอวี้ลี่ไม่ได้เข้าหูเซิ่งฉางหยาเลย เธอนั่งพิงเบาะหลังอย่างหมดอาลัยตายอยาก ราวกับเรี่ยวแรงถูกสูบออกไปจนหมด ขยับนิ้วไม่ได้แม้แต่นิดเดียว จิตใจเลื่อนลอย
"น่าเสียดาย ฉันทำอะไรไม่ได้เลย มันเป็นแบบนี้ทุกที"
เธอพึมพำกับตัวเอง จิตใจหดหู่ ถูกความรู้สึกไร้พลังเข้าครอบงำ
เป็นครั้งแรกที่เธอสงสัยในอาชีพการงานของตัวเอง
นี่หรือคือวิธีที่บริษัทแข่งขันกัน ด้วยการทำตัวแย่แข่งกันงั้นเหรอ?
ขายของด้วยการตลาดและการหลอกลวง
วงการนี้ยังมีอนาคตอยู่อีกไหม?
ฉันกำลังทำบ้าอะไรอยู่เนี่ย?
ทำงานล่วงเวลาถึงสี่ทุ่มครึ่งทุกคืน เพื่อทำแผนงานที่ถูกทิ้งไปแล้วงั้นเหรอ?
ทุ่มเทแรงกายแรงใจไปมากมาย เพื่อผลลัพธ์ที่รู้ผลอยู่แล้วเนี่ยนะ?
ชีวิตฉัน วัยเยาว์ของฉัน ช่างสูญเปล่าสิ้นดี!
เรื่องนี้ตั้งแต่ต้นจนจบ มีแค่เธอคนเดียวที่เหนื่อยเปล่า
บริษัทไม่สนใจ ไม่มีใครสนใจ นอกจากเธอ
มันช่างน่าขันสิ้นดี!
เธอระเบิดเสียงหัวเราะอย่างเงียบงันในใจ
โจวอวี้ลี่ขับรถมุ่งหน้าสู่เมืองไห่ พลางพร่ำบ่นเรื่องซุบซิบในบริษัทไม่หยุดปาก บ่นเรื่องประหลาดๆ ของฝ่ายบุคคลและแผนกอื่นๆ โดยไม่สังเกตเห็นอาการผิดปกติของเซิ่งฉางหยาที่เบาะหลังเลยแม้แต่น้อย
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว โจวอวี้ลี่จอดรถเทียบข้างห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งแล้วหันมาบอก "ฉางหยา นี่สถานีรถไฟใต้ดินที่ใกล้ที่สุด วันนี้ไม่ต้องทำโอทีนะ รีบกลับบ้านพักผ่อนเถอะ"
เธอเห็นเซิ่งฉางหยาดูห่อเหี่ยว ไร้ชีวิตชีวา จึงรีบปลอบใจ "โธ่ เป็นความผิดฉันเองแหละที่ปากไว บอกเรื่องการตัดสินใจของผู้บริหารให้เธอรู้ก่อน ทำให้เธอไม่สบายใจ จริงๆ แล้วเรื่องเฮงซวยพวกนี้ในบริษัทมันเป็นเรื่องปกติ เดี๋ยวเธอก็ชิน อีกวันสองวันก็ลืมแล้ว"
เซิ่งฉางหยาพยักหน้า กล่าวขอบคุณ แล้วลงจากรถอย่างอ่อนแรง เดินตรงไปยังสถานีรถไฟใต้ดินที่มุมหนึ่งของห้างสรรพสินค้า
เธอรู้สึกหงุดหงิดและอารมณ์เสียมาก ตั้งใจว่าจะตรงดิ่งกลับบ้านไปนอนพักเลย
หลังจากเดินก้มหน้าก้มตาไปได้ไม่กี่ก้าว จู่ๆ กลิ่นกาแฟหอมกรุ่นก็ลอยมาเตะจมูก
เงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นร้านกาแฟรุ่ยซิงทางขวามือ
เธอเคยเห็นแบรนด์นี้มาหลายครั้งแล้วแต่เดินผ่านตลอดไม่เคยลอง ได้ยินว่าเป็นแบรนด์กาแฟในประเทศ ราคาถูกมาก ไม่รู้รสชาติจะเป็นยังไง
กลิ่นกาแฟหอมยั่วน้ำลายจนเธออดใจไม่ไหว เดินเข้าไปซื้อลาเต้นมข้นแก้วละ 15 หยวนมาแก้วหนึ่ง
ราคาถูกมากจริงๆ ถูกกว่าสตาร์บัคส์ตั้งครึ่ง
หลังจากจิบกาแฟรสหวานไปไม่กี่อึก จิตใจของเธอก็ดูจะสดชื่นขึ้นมาบ้าง
อืม รสชาติไม่เลวเลยแฮะ แทบไม่ต่างจากสตาร์บัคส์ แถมยังเข้มข้นกว่านิดหน่อยด้วยซ้ำ
เธอมองกาแฟในมือ แล้วจู่ๆ ก็ชะงักกึก
ราวกับสายฟ้าฟาดเปรี้ยง ความสับสนวุ่นวายในหัวมลายหายไปจนสิ้น
อารมณ์ของเธอเปลี่ยนเป็นเบิกบานขึ้นมาทันที และอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา
ในขณะที่หัวเราะ ความคิดหนึ่งก็ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในหัว
เหมือนเมล็ดพันธุ์ที่งอกเงยจากผืนดิน หยั่งรากและเติบโตอย่างรวดเร็ว
เธอหลับตา สูตรรมหายใจลึก รีบหาที่นั่งเพื่อจัดระเบียบความคิดและพิจารณาว่าจะทำอย่างไรต่อไป
ตอนนี้ผู้จัดการทั่วไปเว่ยคงกำลังเจรจาเรื่องยาผิวขาวกับบริษัทเครื่องสำอางอื่นอยู่แน่ๆ
โจวอวี้ลี่พูดถูก ผลิตภัณฑ์ผิวขาวมีตลาดแค่ในเอเชีย และบริษัทเครื่องสำอางที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียก็คือเครือชิเซโด้
วงการเครื่องสำอางไม่ได้ใหญ่หรือเล็กเกินไป คนทำงานย้ายบริษัทกันบ่อย เซิ่งฉางหยามีเพื่อนร่วมงานหญิงที่สนิทกันคนหนึ่งที่เคยทำงานที่ชิเซโด้มาก่อน
เซิ่งฉางหยาหยิบโทรศัพท์ออกมาพิมพ์ข้อความทางวีแชทอย่างรวดเร็ว "ลูซี่ที่รัก ฉันมีเรื่องจะถามเกี่ยวกับบริษัทเก่าของเธอ ชิเซโด้หน่อย"
อีกฝ่ายตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว "ฉางหยา ไม่ใช่ว่าเธอไปเจรจาโปรเจกต์ผิวขาวตัวใหม่นั่นเหรอ? ยังไม่เรียบร้อยอีกเหรอ?"
"เฮ้อ อย่าพูดถึงเลย บริษัทไม่เคยอยากได้มาตั้งแต่แรกแล้ว ฉันว่าคงแห้วแน่ๆ แต่ฉันเห็นคนจากบริษัทเก่าเธอเสนอราคามาไม่เบาเลย ฉันว่าพวกเขาคงได้โปรเจกต์นี้ไป และยอดขายสินค้าผิวขาวของเราครึ่งปีหลังคงกระทบแน่"
"อิอิ!" อิโมจิรูปหัวสุนัขปรากฏขึ้นจากอีกฝั่ง "ไม่ต้องห่วง ถ้าเป็นบริษัทอื่นน่ะไม่แน่ แต่ถ้าบริษัทเก่าฉันได้ไป โปรเจกต์นี้เจ๊งแน่นอน!"
หัวใจของเซิ่งฉางหยาเต้นรัว เธอรีบพิมพ์ถามต่อ "หือ? เป็นไปได้ยังไง? เล่ารายละเอียดมาซิ!"
อีกฝ่ายโทรกลับมาทันที น้ำเสียงแผ่วเบา "ฉางหยา เห็นแก่ที่เราสนิทกันฉันถึงบอกนะ พวกยุ่นที่ชิเซโด้น่ะทั้งเจ้าเล่ห์ทั้งร้ายกาจ เธอไม่รู้อะไรหรอกถ้าไม่ได้อยู่นานๆ"
"เมื่อก่อนพวกเขาซื้อเทคโนโลยีและสูตรใหม่ๆ ไปเยอะแยะ ทั้งชะลอวัย ผิวขาว ชุ่มชื้น ต้านไกลเคชั่น สารพัดอย่าง แต่เธอเคยเห็นชิเซโด้ออกไลน์สินค้าใหม่จริงๆ จังๆ บ้างไหม? ไม่มีเลยสักอัน ของที่ซื้อไปพวกนั้นนอนเน่าอยู่ในโกดังสำนักงานใหญ่ ขึ้นราหมดแล้ว"
เซิ่งฉางหยาครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วเข้าใจในทันที "นี่คือกะตุนไว้รอเก็งกำไรเหรอ? ก็ฟังดูปกตินะ"
ลูซี่พูดด้วยความผิดหวัง "ทำไมเธอถึงไม่เข้าใจเนี่ย? รอเก็งกำไรแปลว่ามันยังมีประโยชน์ แต่ชิเซโด้ซื้อไปแล้วจะไม่ใช้เด็ดขาด เจตนาเบื้องหลังมันคล้ายกับตอนที่ลอรีอัลซื้อลิตเติ้ลเนิร์สไปนั่นแหละ ลองคิดดูดีๆ ฉันพูดลึกกว่านี้ไม่ได้แล้ว"
พูดจบเธอก็วางสายไป
เซิ่งฉางหยามองโทรศัพท์ในมืออย่างเหม่อลอย ในที่สุดก็เข้าใจกระจ่างแจ้ง
ในตอนนั้น ลิตเติ้ลเนิร์สเป็นหนึ่งในสามแบรนด์เครื่องสำอางชั้นนำในประเทศ หลังจากขายให้ลอรีอัล มันก็แทบจะหายไปจากตลาดอย่างรวดเร็ว มีข่าวลือว่าถูกกดไว้เพื่อเปิดทางให้แบรนด์การ์นิเย่ของลอรีอัลเอง
"ทฤษฎีสมคบคิด" นี้แพร่สะพัดไปทั่วในตอนนั้น และต่อมาแบรนด์ท้องถิ่นที่บริหารจัดการดีหลายแบรนด์ เช่น เหม่ยเจียจิงและโรบัส ก็หายไปอย่างรวดเร็วหลังจากถูกบริษัทต่างชาติซื้อไป
ดังนั้น การที่ชิเซโด้ทุ่มเงินไม่อั้นเพื่อซื้อเทคโนโลยีและสูตรใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในตลาด ไม่ใช่เพื่อนำมาใช้ในไลน์สินค้าของตัวเอง แต่เพื่อตัดไฟแต่ต้นลม กำจัดภัยคุกคามตั้งแต่เนิ่นๆ
เป็นอย่างนี้นี่เอง นี่คือความลับที่คนเก่าแก่ในบริษัทเท่านั้นที่จะรู้
ข้อมูลนี้จะมีประโยชน์อะไรกับฉันนะ?
เธอกุมขมับ คิดทบทวนอย่างถี่ถ้วน และในไม่ช้าก็ตัดสินใจได้
หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ชั่งใจเลือกคำพูดอย่างระมัดระวัง และในที่สุดก็กดส่งข้อความไป
"ผู้จัดการทั่วไปเว่ย การเจรจากับชิเซโด้เป็นอย่างไรบ้างคะ?"