- หน้าแรก
- พลิกสวรรค์ล่าวิถีเซียน ข้าก็แค่จอมโจรขโมยโชค
- บทที่ 28 หม้อไฟท่ามกลางฝนกรด
บทที่ 28 หม้อไฟท่ามกลางฝนกรด
บทที่ 28 หม้อไฟท่ามกลางฝนกรด
บทที่ 28 หม้อไฟท่ามกลางฝนกรด
"นี่มัน... หม้อไฟแบบอุ่นร้อนในตัว..."
ผู้มีพลังพิเศษด้านการดมกลิ่นสูดหายใจฟุดฟิดเพียงไม่กี่ครั้งก็จำแนกกลิ่นได้ทันที หนำซ้ำยังระบุยี่ห้อและรุ่นได้อย่างแม่นยำ
ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่เคยลิ้มรสของแบบนี้ แต่นั่นมันเรื่องเมื่อสมัยวันสิ้นโลกเพิ่งอุบัติขึ้นได้เพียงวันสองวันแรก
ทว่าในเวลาต่อมา เมื่อต้องระหกระเหินหนีตาย คงไม่มีใครหน้าไหนเลือกพกพาเสบียงอาหารที่กินพื้นที่ในกระเป๋าขนาดนี้ติดตัวไปด้วยแน่
"พักผ่อนกันเถอะ การมีชีวิตรอดสำคัญกว่าสิ่งอื่นใด"
ชายผู้นำกลุ่มเอ่ยปากบอกให้ทุกคนพักผ่อน
ส่วนเรื่องหม้อไฟหรืออาหารเลิศรสอะไรนั่น ในเมื่อไม่มีปัญญาหากินได้ ก็ป่วยการที่จะเก็บมาคิดให้ฟุ้งซ่าน
แม้หม้อไฟแบบอุ่นร้อนจะสะดวกสบายก็จริง แต่พื้นที่สำหรับเก็บหม้อไฟเพียงถ้วยเดียว กลับสามารถยัดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแห้งลงไปได้ถึงสองสามจิน
หากพกบะหมี่แห้งไปคนละครึ่งกระเป๋า พวกเขายังประทังชีวิตเดินเท้าต่อไปได้อีกหลายวัน แต่ถ้าเป็นหม้อไฟ...
อาหารประเภทที่กินพื้นที่มหาศาลแต่หนักกระเป๋าเพียงน้อยนิดเช่นนั้น อาจทำให้เสบียงของพวกเขาหมดเกลี้ยงภายในวันเดียว
ในขณะที่เพื่อนบ้านใหม่ชั้นล่างกำลังขัดแย้งในใจ เย่หลิงกลับกำลังนั่งกินหม้อไฟอย่างสบายอารมณ์
ครั้งนี้เขาไม่ได้ใช้หม้ออุ่นร้อนสำเร็จรูป แต่แกะเอาเฉพาะเครื่องปรุงและวัตถุดิบข้างในออกมาต้มในหม้อธรรมดาบนระเบียง ค่อยๆ เติมผักสดลงไปทีละนิด
ข้างกายมีเก้าอี้พังๆ วางอยู่ตัวหนึ่ง ยามเห็นไฟใต้ม้อเริ่มมอดลง เขาก็หักขาเก้าอี้โยนใส่เข้าไปเป็นเชื้อเพลิง
มืออีกข้างคอยหยิบเมล็ดพันธุ์ออกมา เร่งการเจริญเติบโตจนกลายเป็นผักสด เด็ดใบใส่ลงในหม้ออย่างใจเย็น
เขาพึงพอใจกับมื้ออาหารรสเลิศนี้เป็นอย่างมาก
กว่าเย่หลิงจะเก็บกวาดเรียบร้อยและเตรียมตัวพักผ่อน สายฝนด้านนอกก็โหมกระหน่ำรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
ฝนกรดอาจทำลายล้างพืชพรรณบนโลกใบนี้ แต่ในขณะเดียวกัน มันก็นำมาซึ่งวิวัฒนาการของพืชกลายพันธุ์
ทันทีที่ล้มตัวลงนอน ความคิดหนึ่งก็แล่นเข้ามาในหัว
หากเขารองรับน้ำฝนกรดพวกนี้เข้าไปเก็บไว้ในมิติ แล้วนำพืชกลายพันธุ์ไปปลูกในบริเวณนั้น อัตราการรอดชีวิตของพวกมันจะเพิ่มขึ้นหรือไม่?
เขาเองก็ไม่แน่ใจ เพราะไม่เคยทดลองมาก่อน
อย่างไรเสีย มิติแห่งนั้นก็แห้งแล้งกันดารจนพืชผลไม่อาจดำรงชีพได้อยู่แล้ว จะเลวร้ายไปกว่านี้สักแค่ไหนเชียว
เมื่อตัดสินใจได้ เย่หลิงยกมือขึ้น ส่งเถาวัลย์เลื้อยออกไปนอกหน้าต่าง
เถาวัลย์หนาทึบแผ่ขยายออกท่ามกลางสายฝนกรด กางออกเป็นรูปพัดขนาดใหญ่ รองรับน้ำฝนที่ตกลงมาให้ไหลย้อนกลับตามแนวเถาวัลย์มุ่งตรงมายังเย่หลิง
สิ่งที่เย่หลิงต้องทำในตอนนี้ มีเพียงการส่งต่อน้ำที่มีฤทธิ์กัดกร่อนเหล่านี้เข้าไปเก็บไว้ในมิติ
เพียงชั่วข้ามคืน เขาก็สามารถกักเก็บน้ำไว้ในพื้นที่ส่วนขอบของมิติได้แอ่งใหญ่ ขนาดกว้างขวางกว่าสระว่ายน้ำเสียอีก
รุ่งเช้าวันถัดมา เมื่อเห็นว่าฝนกรดด้านนอกซาลงเหลือเพียงละอองฝอย เย่หลิงจึงตัดสินใจพักผ่อนก่อน
เขาไม่รู้ว่ามันจะได้ผลหรือไม่ แต่ปริมาณที่เก็บได้ก็เพียงพอสำหรับการทดลองแล้ว
หลังจากรองท้องด้วยขนมปังง่ายๆ เย่หลิงก็ผล็อยหลับไปภายใต้การคุ้มครองของเถาวัลย์ที่เลื้อยปกคลุมไปทั่วห้อง
กว่าจะตื่นจากการงีบหลับ เวลาก็ล่วงเลยเข้าสู่ช่วงพลบค่ำ
เย่หลิงเปิดหน้าต่าง กลิ่นเหม็นเน่าเปรี้ยวของกรดลอยคละคลุ้งเข้ามาปะทะจมูก
เขาควบคุมเถาวัลย์ให้เลื้อยมาพันรอบไหล่ บังคับให้มันผลิบานดอกไม้ดอกเล็กๆ สองสามดอกเพื่อช่วยขจัดกลิ่นเหม็นชวนคลื่นไส้นั้น
ฝนกรดหยุดตกแล้ว แต่พืชพรรณบนโลกนี้ได้รับความเสียหายไปกว่าเก้าสิบเปอร์เซ็นต์
พื้นที่สีเขียวด้านล่างที่เมื่อวานยังเต็มไปด้วยดอกไม้ใบหญ้า บัดนี้เน่าเปื่อยกลายเป็นโคลนตมไปหมดสิ้น
ก๊อก ก๊อก ก๊อก!
ขณะที่เย่หลิงกำลังนึกเสียดายอานุภาพการทำลายล้างของฝนกรด เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น
"มีธุระอะไร?"
เย่หลิงเปิดประตู มองดูหญิงสาวที่ยืนอยู่ด้านนอก เธอคือคนเดียวกับที่ปรากฏตัวเมื่อวาน
"ขอโทษนะคะ คือคนในกลุ่มเรามีอาการไข้ขึ้นสูง เลยอยากจะมาถามว่าคุณพอจะมียาลดไข้แบ่งปันบ้างไหม พวกเรายินดีแลกเปลี่ยนด้วยอาหารหรือแกนผลึกซอมบี้..."
น้ำเสียงของหญิงสาวสั่นเครือเล็กน้อยขณะเอ่ยปาก เธอตื่นกลัว
เมื่อคืนวาน ฝนกรดไม่ได้สาดกระเซ็นใส่ผนังด้านหนึ่ง คนที่เข้าเวรเฝ้ายามจึงแอบชะโงกหน้าออกไปดูเงียบๆ
ผลก็คือ พวกเขาได้เห็นภาพเถาวัลย์น่าสยดสยองเลื้อยยื่นออกมาจากห้องชั้นบน
แม้จะพยายามไม่ส่งเสียงร้อง แต่คนเฝ้ายามคนนั้นก็รีบปลุกทุกคนให้ตื่นขึ้นมาดู
และอาจเป็นเพราะการชะโงกหน้าออกไปดูเมื่อคืน พอตกบ่ายวันนี้ สมาชิกหลายคนจึงเริ่มมีอาการจับไข้