เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 89-91

บทที่ 89-91

บทที่ 89-91


บทที่ 89 กินข้าวอย่างสงบสุข

เรือนใหญ่ของสำนักจื้อหยวน

ชายวัยกลางคนในชุดขาวยืนจ้องไปยังเบื้องหน้าอย่างเหม่อลอย

ตรงหน้าเขาเป็นแท่นไม้สีเข้ม ด้านบนตั้งป้ายไม้สีแดงสด ตัวอักษรเขียนว่า “ภรรยาที่รัก เว่ยหลิง” เป็นป้ายวิญญาณ

โจวอี้ฉือมองป้ายนั้น น้ำตาคลอแววตาเต็มไปด้วยความเจ็บปวด เขายกไหสุราขึ้นแล้วเทกรอกลงคอ

สุราใสไหลลงไปราวกับสายน้ำ ชโลมหนวดที่ใต้ริมฝีปาก เปียกเสื้อผ้าหน้าอกของเขาจนชุ่ม ไม่นานไหหนึ่งก็หมดเกลี้ยง

เสียง “โครม” ดังขึ้น ไหสุราที่ว่างถูกเขาโยนลงพื้น

โจวอี้ฉือยังคงมีแววตาแจ่มชัด มีเพียงความเจ็บในดวงตาที่ลึกขึ้น เขาหยิบไหสุราอีกใบขึ้นมากรอกต่อไม่หยุด

เจ้าสำนักจื้อหยวนและจ้าวพันธมิตรวงการยุทธภพ โจวอี้ฉือ ดื่มสุราเป็นพันจอกก็ไม่เมา แค่ดื่มสองไหสุราเข้าไป เขาแค่รู้สึกแน่นท้อง แต่สีหน้าไม่มีวี่แววเมามายเลยสักนิด เหมือนกับว่าสิ่งที่ดื่มเข้าไปไม่ใช่สุรา แต่เป็นน้ำเปล่า

ไม่นานนัก ทานลุงหานก็เดินเข้ามา เห็นเจ้านายยังดื่มไม่หยุด ก็ถอนหายใจ ก่อนจะคารวะแล้วพูดขึ้นว่า

“ท่านเจ้าสำนัก ข้าน้อยได้ไปเตือนพวกเขาเรียบร้อยแล้วขอรับ”

แม้ว่าเขาจะเป็นเจ้าสำนักจื้อหยวน แม้จะมีคนอยู่ที่นี่มากมาย แต่ทุกความเคลื่อนไหวในเรือนนี้ ล้วนหนีสายตาเขาไม่พ้น เรื่องเมื่อเช้าเขารู้หมด ทั้งข่าวลือสองเรื่องที่แพร่ในสำนัก รวมถึงเรื่องที่พวกยุทธจักรกว่าโหลไปมุงดู “สาวงาม”

พอนึกถึงหญิงสาวงามที่ได้เจอเมื่อเช้า ใบหน้าเว่ยหลิงคนรักก็ผุดขึ้นมาในหัวอีกครั้ง

เว่ยหลิงอายุมากกว่าสตรีเมื่อเช้าสักสองสามปี หน้าตาก็ไม่หวานเท่า แต่แค่เพียงนึกถึงเว่ยหลิง เมื่อนางยืนอยู่หน้าสวนดอกไม้ ยิ้มให้เขาท่ามกลางลมใบไม้ผลิ หัวใจก็เจ็บราวกับถูกบีบ

เว่ยหลิงเป็นหญิงที่ดีงามเพียงใด ทว่าสวรรค์กลับอิจฉาความงามของนาง! ทั้งสองเคยให้คำสัตย์ใต้ผืนฟ้า วางแผนจะใช้ชีวิตเรียบง่ายร่วมกัน แต่สุดท้ายนางกลับจากไปก่อนวันแต่งงาน

สตรีเมื่อเช้าหน้าตาคล้ายเว่ยหลิงมาก ทำเอาความเจ็บปวดในอกปะทุขึ้นมาอีกครั้ง

เขาย่อมรู้ดีว่าตอนนี้ในเรือนเกิดอะไรขึ้น

แม้จะดูสงบ แต่ภายนอกคือวันสิ้นโลก ความสงบในเรือนจึงดูจอมปลอม ผู้คนกระวนกระวาย และเมื่อมีสาวงามโผล่มา แน่นอนว่าต้องทำให้จิตใจคนสั่นไหวหนักขึ้นไปอีก

ทันทีที่รู้ว่ามีคนไปมุงดู “สาวงาม” เขาก็สั่งให้ท่านลุงหานไปเตือนทันที ห้ามไม่ให้ใครรบกวนแม่นางหลี่

โจวอี้ฉือทรุดตัวนั่งบนพื้น ยกมือปิดตา

“คนตรงนั้น...สลายตัวกลับเรือนไปหมดแล้วหรือยัง?”

“ขอรับ ข้าน้อยได้สั่งให้พวกเขากลับเรือนของตนแล้ว และมิให้รบกวนแม่นางหลี่อีก”

เขาถอนหายใจยาว ก่อนจะพูดออกมาด้วยเสียงลังเล

“นาง...ชื่ออะไร?”

ท่านลุงหานขมวดคิ้ว

“แม่นางผู้นั้นชื่อว่า ‘หลี่หลิง’ ขอรับ”

“หลิง...หลิงหรือ?” เสียงของเขาสั่น

“หลิง?”

ท่านลุงหานรีบส่ายหัว

“ท่านเจ้าสำนัก...คำว่า ‘หลิง’ ของนางนั้น คือ ‘จิตวิญญาณอันปราดเปรียว’ มิใช่ ‘หลิง’ เดียวกับเว่ยหลิงขอรับ”

“อืม ข้ารู้แล้ว”

ท่านลุงหานทนไม่ได้จึงก้าวขึ้นไปอีกก้าว

“ท่านเจ้าสำนัก! ขอข้าน้อยพูดสักคำเถิด แม่นางเว่ยหลิงนั้นแน่นอนว่าเป็นสตรีเลิศล้ำไร้ผู้ใดเทียม แต่...นางจากไปเกือบสิบปีแล้ว ท่านเจ้าสำนักควรปล่อยวางบ้างเถิด หากแม่นางเว่ยหลิงรับรู้ได้ คงมิอยากให้ท่านจมอยู่ในความเศร้าทุกค่ำคืน ข้าน้อยเห็นว่าแม่นางหลี่หลิงที่เพิ่งเข้ามา ก็นับว่าเป็นหญิงงามนิสัยดี เป็นคนมีชะตายากนักที่จะอยู่รอดในยุคสิ้นโลก หากท่านเจ้าสำนักเมตตานาง ปกป้องดูแลนาง ในภายภาคหน้ามิแน่ว่าอาจจะเป็นคู่ที่ดีได้ อีกทั้ง...นางยังคล้ายแม่นางเว่ยหลิงอยู่บ้าง กระนั้น...อาจเป็นฟ้าส่งนางมาให้ท่านก็ได้—”

“พอแล้ว!” โจวอี้ฉือเอามือลง ดวงตาแข็งกร้าว

“ท่านลุงหาน! อย่าพูดอีก!”

“ท่านเจ้าสำนัก!” ท่านลุงหานพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“ข้าน้อยแค่ไม่อยากเห็นท่านเจ้าสำนักมัวเมาในสุรา อีกทั้ง...แม่นางหลี่หลิงหากไม่มีคนปกป้อง ย่อมมิอาจอยู่รอดในยุคนี้ได้ หากนางได้เคียงคู่กับท่าน นั่นก็ถือเป็นทางรอดที่ดีที่สุดของนางเช่นกัน”

โจวอี้ฉือส่ายหน้า พลิกตัวลุกขึ้นอย่างว่องไว

“นี่เป็นการดูหมิ่นเว่ยหลิง! และก็เป็นการดูหมิ่นแม่นางหลี่เช่นกัน! การที่ข้าจะปล่อยวางเว่ยหลิงหรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่อง การที่ข้าจะปกป้องแม่นางหลี่หรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่อง!”

“ท่านเจ้าสำนัก ยังไม่อยากพิจารณาดูอีกสักหน่อยหรือ?”

โจวอี้ฉือส่ายหัว

“เรื่องของวันพรุ่งนี้...ประกาศให้ทุกคนทราบหมดแล้วหรือยัง?”

ท่านลุงหานพยักหน้า

“ประกาศไปทั่วเรือนแล้วขอรับ ทุกคนจะมาชุมนุมกันพรุ่งนี้...ท่านเจ้าสำนัก เรื่องนี้ท่านทำเพื่อแม่นางหลี่หรือไม่?”

โจวอี้ฉือขมวดคิ้ว

“ท่านลุงหาน ข้ารู้ว่าท่านหวังดี แต่ไม่จำเป็นต้องโยงทุกเรื่องไปหาแม่นางหลี่ เรื่องนี้...เป็นสิ่งที่ต้องทำอยู่แล้ว เพียงแต่เหตุการณ์เช้านี้ ทำให้ข้าตัดสินใจเร็วขึ้นเท่านั้นเอง”

ท่านลุงหานพยักหน้าอย่างเข้าใจ

...

เที่ยงวันถัดมา

หลี่หลิง, หร่วนหยวน และหลินเมิ่งกู ทั้งสามเดินไปทางเรือนใหญ่

วันนี้คนทั้งเรือนรู้ข่าวว่าเจ้าสำนักโจวอี้ฉือมีเรื่องจะประกาศ จึงเชิญทุกคนมาที่เรือนใหญ่

หลี่หลิงเดินตามหลังหร่วนหยวนไปช้าๆ

ระหว่างทาง บรรดาชาวยุทธมากมายต่างแอบชำเลืองมองมาทางนาง โดยเฉพาะพวกฉินฮั่ว ซูเหริน และคนที่เคยเห็นหลี่หลิงมาก่อน ต่างจ้องมองนางไม่วางตา

ทั้งสามถูกพาไปนั่งที่โต๊ะใหญ่ในเรือน

ในเรือนใหญ่ ตอนนี้มีโต๊ะใหญ่ในห้องหลัก และโต๊ะอีกนับสิบที่ตั้งอยู่ในลาน ซึ่งเต็มไปด้วยผู้คน

บนโต๊ะเต็มไปด้วยกับข้าวจานโต ถึงไม่ใช่ของหายากแต่ก็ดูโอชะ

สักพักโจวอี้ฉือก็เดินเข้ามา

ชาวยุทธหลายร้อยคนลุกขึ้น คารวะ

“คารวะท่านเจ้าสำนัก”

โจวอี้ฉือประสานมือ

“เชิญทุกท่านนั่งเถิด! ท่านทั้งหลายล้วนเป็นยอดคนแห่งยุทธภพ สำนักจื้อหยวนแห่งนี้โชคดีนักที่ได้ต้อนรับ ข้าน้อยขอดื่มคารวะหนึ่งจอก!” ว่าแล้วเขาก็ยกชามสุรากรอกลงคอ

ชาวยุทธหลายร้อยคนต่างก็ยิ้มรับ แล้วร่วมยกจอกดื่ม

หลังจากพูดคุยกันเล็กน้อย โจวอี้ฉือก็ไปนั่งที่โต๊ะใหญ่

เขามองไปรอบโต๊ะ เห็นหลี่หลิงก็พยักหน้าให้ นางยิ้มตอบกลับเบาๆ

เสียงหัวเราะคลอเคลีย กับข้าวเต็มโต๊ะ สุราเต็มถ้วย เหมือนเป็นงานเลี้ยงธรรมดาในยุคสันติ

ครึ่งชั่วยามผ่านไป ทุกคนอิ่มหนำ

โจวอี้ฉือลุกขึ้นพร้อมชามสุรา

“ข้าขอดื่มให้ทุกท่านอีกจอก!”

ทุกคนยกจอกตาม…รู้เลยว่าได้เวลาสำคัญแล้ว!

โจวอี้ฉือยิ้มแล้วพูด

“ข้าแม้ไม่เก่งกาจ แต่ด้วยการสนับสนุนของทุกท่าน จึงได้เป็นจ้าวพันธมิตรแห่งยุทธภพ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ข้าละอายใจนักที่ไม่อาจนำความมั่นคงมาให้ทุกท่านได้”

เสียงในลานเรือนว่า

“ท่านเจ้าสำนักยุติธรรม กล้าหาญ มองการณ์ไกล พวกเราล้วนยอมรับในฝีมือ!”

เมื่อเสียงเงียบลง โจวอี้ฉือจึงพูดขึ้น

“วันนี้ข้าน้อยเรียกทุกท่านมารวมกัน เพราะมีเรื่องหนึ่งต้องประกาศ”

“ขอเชิญท่านเจ้าสำนักกล่าว!”

เขาเริ่มจริงจัง

“ทุกท่านล้วนรู้ว่า ภายนอกเขาไกลนั้นคือโลกาวินาศ คือยุคแห่งความโกลาหล”

ทันทีที่พูด บรรยากาศเงียบลง

โจวอี้ฉือพูดต่อ

“ข้าตั้งใจจะนำเสบียงในสำนักจื้อหยวนนี้มาแบ่งปันแก่ชาวยุทธทุกท่าน เพียงแต่น่าเสียดาย ที่สำนักจื้อหยวนนี้มิใช่คลังหลวง ย่อมไม่อาจเลี้ยงคนได้ตลอดไป ยากนักจะเลี้ยงแม้เพียงหนึ่งปี”

ทุกคนเงียบ ต่างมีสีหน้าหนักใจ เพราะต่างก็รู้ว่าเสบียงต้องหมดในวันหนึ่ง แต่ก็ไม่มีใครกล้าพูด

โจวอี้ฉือกล่าว

“ข้าจะบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลาย เสบียงของสำนักจื้อหยวนนี้ ไม่อาจประทังได้เกินสองเดือน”

คราวนี้ คนในลานต่างหน้าเปลี่ยนสี มีเสียงซุบซิบ

“ตอนนี้ยังมีข้าวให้กินครบสามมื้อทุกวัน แต่หากวันใดข้าวหมด...ถึงตอนนั้นจะจากที่นี่ไป ก็ยากเต็มที”

เขาเปลี่ยนสีหน้า เป็นจริงจัง

“ดังนั้น ข้าขอให้ทุกท่านเลือกเอาเอง หากท่านต้องการออกจากสำนักจื้อหยวนเพื่อหาหนทางรอด ข้ายินดีมอบข้าวสารสำหรับห้าวันให้ท่านติดตัวไป คำพูดนี้ยังใช้ได้จนกว่าเสบียงจะหมด ท่านมารับเมื่อใดก็ได้...แต่หากท่านเลือกจะอยู่ต่อในสำนักจื้หยวน ข้าก็ยินดีต้อนรับ แต่มีเงื่อนไขหนึ่ง หากยังอยู่ที่นี่ ห้ามมิให้รังแกผู้อ่อนแอ หากขืนมีผู้ใดข่มเหงผู้อื่น ข้าจักลงมือเอง มิไว้หน้าเด็ดขาด!”

ทั้งเรือนพลันเสียงอื้ออึง

เรื่องเสบียงห้าหม้อถือว่าเจ้าสำนักใจดีนัก แต่เงื่อนไขห้ามข่มเหง...นี่มันชัดๆ ว่าพูดถึงเรื่องเจ้าม่อเส้าอี้นั่นแหละ!

บรรดาชาวยุทธต่างหันไปมองหลี่หลิงที่นั่งเงียบๆ อยู่ตรงโต๊ะใหญ่…แสดงว่าข่าวลือที่ว่าเจ้าสำนักถึงขั้นลุกขึ้นมาจัดการเองเพราะหญิงงาม ก็อาจจะไม่ใช่ข่าวลือเสียแล้ว!

มือของหลี่หลิงที่กำลังคีบกับข้าวชะงักไปเล็กน้อย

วันนี้...เจ้าสำนักไม่ใช่เหรอที่เป็นพระเอกของงานเลี้ยง แล้วนี่ทำไมจ้องนางกันหมด? นางก็แค่มากินข้าวเงียบๆ เองนะ!

…………………………………………………………………………………………………………………………………

บทที่ 90 สายน้ำสายเดียวไหลขาวดั่งหยก

มือที่คีบผักอยู่ของหลี่หลิงชะงักไปเล็กน้อย ในวินาทีนั้นนางก็นึกขึ้นได้ เอาจริงๆ แล้วเรื่องวันนี้... ก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับนางเลยซักนิด!

พอคิดได้แบบนั้น หลี่หลิงก็คีบแครอทเข้าปากต่อแบบสบายๆ กินไปเรื่อยๆ เหมือนไม่มีใครมองอยู่เลยแม้แต่นิด

“แค่ก!” โจวอี้ฉือกระแอมเบาๆ เรียกความสนใจให้ทุกคนหันกลับมาที่เขาอีกครั้ง

“ข้ากล่าวถึง ‘เหตุการณ์’ หาใช่กล่าวถึง ‘บุคคล’ ไม่”

ซูเหรินที่นั่งโต๊ะด้านขวายิ้มเยาะในใจ…ยิ่งพูดก็ยิ่งดูมีพิรุธ เขากางพัดดัง “แปะ” แล้วโบกเบาๆ ส่งสายตาให้ชายชุดดำตรงข้าม

ชายชุดดำนั้นรับสัญญาณ พยักหน้าเล็กน้อย แล้วลุกขึ้นยืนทันที

“ท่านเจ้าสำนัก! ข้าน้อยนามว่า ฮ่อจั๋ว”

โจวอี้ฉือพยักหน้าช้าๆ

“ท่านฮ่อจั๋ว”

พอเห็นสายตาหลายร้อยคู่ในลานมองมาที่ตน ฮ่อจั๋วก็มองรอบๆ ก่อนจะยิ้มพูดขึ้น

“ท่านเจ้าสำนักช่างสูงส่งนัก แม้ในยุคสิ้นโลกก็ยังมีเมตตาช่วยเหลือพวกเราเหล่าชาวยุทธ ข้าน้อยซาบซึ้งใจยิ่ง”

“ท่านกล่าวเกินไปแล้ว”

ฮ่อจั๋วพูดต่อ

“แม้วันนี้จะเป็นครั้งแรกที่ข้าได้เข้ามาในสำนักจื้อหยวน แต่ชื่อเสียงของที่นี่ ข้าได้ยินมานานแล้ว…โดยเฉพาะ ‘ข่าวลือหนึ่ง’ ที่ทำให้ข้าใคร่อยากรู้นัก”

สีหน้าโจวอี้ฉือไม่เปลี่ยน เขารู้ทันทีว่าฮ่อจั๋วต้องการอะไร

ฮ่อจั๋วประสานมือ

“ท่านเจ้าสำนัก! ไหนๆ ก็ยุคนี้แล้ว จะเก็บอะไรไว้อีกเล่า? ได้โปรดเมตตาเล่าความจริงให้ข้าและทุกท่านได้รับรู้เถิด…ที่นี่มี ‘ขุมทรัพย์’ จริงหรือไม่? แล้วขุมทรัพย์นั้นคืออะไร?”

พูดจบ เหล่าชาวยุทธหลายร้อยคนในลานต่างสีหน้าเปลี่ยนไป มองไปที่โจวอี้ฉือด้วยความอยากรู้อยากเห็น

มีบางคนลุกขึ้นตามน้ำ

“จริงด้วย! ข้าน้อยก็สงสัยเรื่องนี้มานานแล้ว ท่านเจ้าสำนัก ไหนๆ ข้าก็จะออกจากสำนักจื้อหยวนตามที่ท่านกล่าว อนาคตไม่รู้จะได้กลับมาหรือไม่ ท่านก็โปรดเล่าให้เราทราบเถิด!”

“ใช่แล้วๆ เล่าให้พวกเราได้รู้กันเถิด!”

“ที่นี่มีขุมทรัพย์จริงหรือไม่?!”

เสียงอื้ออึงดังขึ้นไม่หยุด ทุกคนเริ่มกระสับกระส่าย

เห็นดังนั้น ฮ่อจั๋วก็มองไปที่ซูเหรินอีกครั้ง ก่อนจะนั่งลงช้าๆ อย่างใจเย็น

ท่านลุงหานหน้าแดงก่ำ รีบก้าวไปข้างโจวอี้ฉือ

“ท่านเจ้าสำนักอุตส่าห์เลี้ยงดูพวกเขาอย่างดี ถึงกับคิดจะโลภสมบัติของสำนักเราหรือ!”

“เฮ้อ…” โจวอี้ฉือยกมือห้าม เขาก้าวขึ้นไปข้างหน้าแล้วจู่ๆ ก็แหงนหน้าหัวเราะ

“ฮ่าๆๆฮ่า”

ทุกคนในลานต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ไม่เข้าใจว่าเขาหัวเราะอะไร ถ้าบอกว่าโมโหจนขำ แต่สีหน้ากลับไม่มีเค้าโกรธเลย

โจวอี้ฉือยังคงหัวเราะ ก่อนจะหยิบไหสุราบนโต๊ะ เปิดฝาแล้วยกกรอกเข้าปาก

เงียบกริบ แม้แต่หลี่หลิงยังหยุดคีบกับข้าว หันไปมองเขา

“ท่านเจ้าสำนัก...” ท่านลุงหานรีบเดินขึ้นไปด้วยความเป็นห่วง

โจวอี้ฉือกรอกสุราเสร็จ ก็ยังหัวเราะ

“ชื่นใจนัก!”

จากนั้นก็พูดเสียงดัง

“ทุกท่านกล่าวถูกต้องแล้ว! เมื่อยุคนี้มันสิ้นโลกแล้ว จะมีอะไรให้ต้องปิดบังอีกเล่า!”

“ท่านเจ้าสำนัก!” ท่านลุงหานตกใจอย่างชัดเจน

ท่าทีเปิดเผยของโจวอี้ฉือ ทำเอาพวกที่อยากเห็นขุมทรัพย์รู้สึกละอายเล็กน้อย…ใช่แล้ว ถึงจะอ้างว่าเป็นเรื่องยุคสิ้นโลก เป็นความอยากรู้อยากเห็น แต่สุดท้ายก็เป็นการกดดันเขานั่นเอง

“ไม่ต้องห้ามข้า ท่านลุงหาน” โจวอี้ฉือยิ้ม

“ถูกแล้ว! สำนักจื้อหยวนของข้านั้นมีขุมทรัพย์จริง! และเป็นขุมทรัพย์ที่ไม่มีวันหมดสิ้น!”

เสียงฮือฮาดังขึ้นทันที ทุกคนจ้องเขาด้วยแววตาตื่นเต้น

“มาเถอะ! ตามข้ามา ข้าจะพาพวกเจ้าไปดูขุมทรัพย์ของสำนักจื้อหยวน!”

ว่าแล้ว เขาก็เดินนำหน้าไปทันที

ชาวยุทธหลายร้อยคนลังเลเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็ต้านความอยากรู้ไม่ไหว รีบตามไปทันที

หร่วนหยวนกระซิบหลี่หลิง

“ไปกันเถอะน้องหลี่ ไปดูกัน!”

หลี่หลิงพยักหน้า แล้วเดินตามฝูงชนไปยังประตูหลังของสำนัก

พอออกจากประตูหลัง ผ่านสนามม้า แล้วเดินไปตามทางเลียบเขาราวๆ หนึ่งก้านธูป ก็เห็นโจวอี้ฉือหยุดอยู่ตรงหน้าผาหินแห่งหนึ่ง

ผานั้นมีเถาวัลย์คลุมเต็ม ดูไม่ต่างจากผาอื่นๆ ในป่า

โจวอี้ฉือกดกลไกบางอย่าง แล้วประตูหินก็เปิดออกด้วยเสียงดัง “ครืด”

ทุกคนรีบเดินเข้าไปอย่างตื่นเต้น

ในอุโมงค์เดินได้ราวห้าหกคน พอพ้นทางแคบออกมาก็เจอกับลานกว้างใหญ่

เสียงน้ำไหลดัง “ติ๋ง ติ๋ง” ดังมาเบา ๆ มีชายร่างล่ำหลายคนกำลังตักน้ำใส่โอ่ง

ไม่ต้องให้โจวอี้ฉืออธิบายเอง ก็มีบางคนรู้ทันทีว่านี่คือน้ำอะไร

ซูเหรินตาเป็นประกาย พับพัดแล้วตบมือเบา ๆ

“ที่แท้...ก็เป็นน้ำเค็มเกลือธรรมชาติ ‘เอี๋ยนลู่เฉวียน’ นี่เอง!”

ทุกคนพึมพำกันเบา ๆ

หลี่หลิงขมวดคิ้วกระซิบถามหร่วนหยวน

“พี่หร่วน น้ำเอี๋ยนลู่เฉวียนนี่คืออะไรหรือ?”

ฉินฮั่วแทรกตัวมาจากอีกฝั่ง กล่าวเบาๆ

“หนึ่งสายธารขาวดั่งหยก เดินทางพันลี้ล้วนมีค่าดั่งทอง…ในบทกวีโบราณที่กล่าวถึง ‘สายน้ำ’ นั้น ก็คือเอี๋ยนลู่เฉวียน”

หลี่หลิงมองเขาเงียบๆ นึกในใจ...พูดซะดีเชียว

“แม่นางหลี่ ขุมทรัพย์ของสำนักจื้อหยวนก็คือน้ำเค็มบริสุทธิ์ที่ไหลจากภูเขานี้ เพียงเคี่ยวเล็กน้อยก็กลายเป็นเกลือมหาศาล เกลือคือรากฐานของบ้านเมือง แหล่งน้ำอย่างนี้สามารถเลี้ยงคนทั้งเมืองได้เลย...ไม่แปลกที่สำนักจื้อหยวนจะร่ำรวยทั้งที่อยู่ในป่าลึก”

หลี่หลิงตกใจ

“เลี้ยงคนทั้งเมือง? ถึงขนาดนั้นเลยหรือ?”

ฉินฮั่วพยักหน้า พลางพึมพำ

“คาดไม่ถึงเลยว่าจะมีน้ำเกลือแบบนี้ที่นี่...หากฝ่าบาทรู้เรื่องนี้ คงจะเข้าควบคุมทันที ที่นี่...อาจเลี้ยงกองทัพกบฏได้ทั้งกองก็เป็นได้...”

หร่วนหยวนหน้าเปลี่ยน รีบพูดใส่ฉินฮั่ว

“เจ้าเป็นใคร? เป็นคนของราชสำนักรึ? เป็นลูกขุนนางใช่หรือไม่?!”

ฉินฮั่วอึกอัก

“ข้า...ข้า...”

ท่าทางลุกลี้ลุกลนแบบนั้น บอกได้เลยว่าเก็บความลับไม่อยู่แน่นอน

หลี่หลิงไม่เคยบอกใครเรื่องฐานะของตัวเอง แม้แต่โจวอี้ฉือก็ไม่รู้

และถ้าความจริงเรื่องของฉินฮั่วหลุดออกมา นางก็ต้องเสี่ยงโดนลากไปด้วย เพราะร่างนี้ก็เป็นลูกขุนนางเหมือนกัน!

นางกระซิบหร่วนหยวน

“พี่หร่วน ตอนนี้คนในเรือนจิตใจไม่มั่นคง อย่าพูดอะไรเสียงดังเลย เอาแบบนี้ดีหรือไม่…ไปบอกท่านเจ้าสำนักให้ตัดสินใจดีกว่า”

หลี่หลิงไม่รู้ว่าทำไม พอคิดถึงคำพูดของโจวอี้ฉือเรื่อง “แบ่งปันทุกสิ่งแม้กระทั่งเม็ดสุดท้าย” นางก็รู้สึกว่า...เขาน่าจะเปิดใจพอจะรับฉินฮั่วได้

หากเขารับฉินฮั่วได้ เขาก็ต้องรับนางได้ด้วย

ถ้าปล่อยให้ความจริงหลุด แล้วคนพวกนี้จะฆ่าฉินฮั่ว แล้วนางจะปลอดภัยได้ยังไง?

หร่วนหยวนตาเป็นประกาย พยักหน้าแรงๆ แล้วจ้องฉินฮั่วตาเขม็ง ก่อนจะเดินฝ่าฝูงชนไปหาโจวอี้ฉือ

ฉินฮั่วตาโต

“แม่นางหลี่...ท่านช่วยข้า?”

“เปล่า” หลี่หลิงพูดในใจ “ข้าแค่ปกป้องตัวเอง”

นางพูดออกมา

“เจ้าจะตายหรือไม่ ขึ้นอยู่กับท่านเจ้าสำนักเพียงผู้เดียว”

“ไม่ใช่หรอก ข้ารู้ว่าท่านช่วยข้า...ถ้าแม่นางหยวนพูดเสียงดังขึ้นมา แม้เจ้าสำนักจะยอมไว้ชีวิตข้า แต่ในนี้มีตั้งหลายร้อยคน มีไม่กี่คนหรอกที่จะไม่อยากฆ่าขุนนางอย่างข้า เจ้าสำนักปกป้องข้าไว้ตลอดไม่ได้หรอก”

ฉินฮั่วตาใสแจ๋ว

“ข้า...ข้าเคยคิดว่าแม่นางหลี่เกลียดข้าเสียอีก”

หลี่หลิงด่าเขาในใจว่าโง่ แล้วพูดเสียงเย็น

“พอได้แล้ว! พูดมากความนัก ระวังคนอื่นจะได้ยินเข้าเถอะ!”

ฉินฮั่วไม่พูดอีก แต่มองหลี่หลิงด้วยสายตาเป็นประกาย

หลี่หลิงไม่สนใจ หันกลับไปมองโจวอี้ฉือ

ฝั่งนั้น เขายืนท่ามกลางฝูงชน ปล่อยให้ทุกคนดูและสัมผัสน้ำเกลือ หร่วนหยวนกระซิบกับเขาไม่กี่คำ

เขาไม่ได้เปลี่ยนสีหน้า แต่หันไปมองทางหลี่หลิงกับฉินฮั่ว

ก่อนจะพยักหน้าให้หร่วนหยวน

“ข้ารับทราบแล้ว”

หร่วนหยวนถอนหายใจอย่างโล่งอก แล้วหันมามองฉินฮั่วอย่างภาคภูมิ

เวลาผ่านไปพักหนึ่ง เขาก็ยังไม่พูดอะไร

หลี่หลิงถอนใจอย่างเงียบๆ พูดกับฉินฮั่ว

“เจ้าสำนักไว้ชีวิตเจ้า เจ้าก็อย่าก่อเรื่องอีก หากใครรู้ตัวจริงเจ้าเข้า อาจจะลงมือก่อนถึงมือเจ้าสำนักก็ได้”

ฉินฮั่วพยักหน้ารัว

“อื้มๆ ข้าฟังท่านหมดเลย!”

...

ในวันนั้น บนเครือข่ายไลฟ์ของหลี่หลิง มีโพสต์เพิ่มขึ้นใหม่ว่า

“บทวิเคราะห์: ความสำคัญของเกลือในยุคโบราณ”

บทความนั้นยาวเกือบพันคำ...แต่แทบไม่มีใครกดไลก์

กลับกัน โพสต์อีกอันกลับได้รับความนิยมถล่มทลาย

“ผู้ชายคนหนึ่ง...จะตอบแทนบุญคุณด้วยการ ‘แต่งงานตอบแทน’ ได้สักกี่ครั้งกันแน่?”

เมนต์อันดับหนึ่ง:

“ได้ดิ! ทำหุ่นยนต์หน้าตาเหมือนกันเยอะๆ แล้วแจกไปเลยสิ! ไม่ต้องกลัวเลยนะ ร้อย พัน หมื่นคนก็ยังไหว!”

…………………………………………………………………………………………………………………………………

บทที่ 91 พลุสัญญาณ

หลังจบงานเลี้ยง วันนั้นก็มีชาวยุทธหลายคนทยอยออกจากสำนักจื้อหยวนทันที

ก็อย่างที่เจ้าสำนักโจวอี้ฉือบอกไว้…สำนักจื้อหยวนไม่ใช่ยุ้งฉางของแผ่นดิน ข้าวสารมีวันหมดแน่ๆ ถ้ารอจนถึงวันนั้นแล้วจะออกจากเรือน ยังไม่ต้องพูดถึงเส้นทางว่าจะปลอดภัยหรือไม่ แค่เสบียงติดตัวตอนเดินทางก็คงไม่มีให้เอาตัวรอดแล้ว

ส่วน “ขุมทรัพย์” ของสำนัก…ก็เจ้าน้ำเค็มที่ไหลไม่หยุดนั่นแหละ ถ้าเป็นยุคที่บ้านเมืองสงบล่ะก็ คงมีคนมากมายอยากแย่งกันครอบครอง

แค่ได้เกลือมาแบ่งขายนิดหน่อย ก็พอเปิดกิจการเป็นเศรษฐีได้แล้ว

แต่ยุคนี้มันไม่ใช่แบบนั้น ยุคนี้เป็นยุคสิ้นโลกน่ะ ไม่มีคนมาซื้อเกลือหรอก!

ถึงจะถือครองแหล่งเกลือขนาดใหญ่ แต่จะขายให้ใครล่ะ? ขายยังไง? ใครจะซื้อ?

เว้นแต่ว่า…จะมีใครกล้าอยู่ปักหลักในป่าแถวนี้ ทำไร่ ทำสวน ปลูกข้าว แล้วเอาเวลาที่เหลือมาเคี่ยวเกลือ อาจจะยังพอใช้แลกของได้ในอนาคต

แต่ปัญหาคือ...พวกชาวยุทธในสำนักนี้ ใครมันจะว่างมานั่งทำไร่เคี่ยวเกลือกันล่ะ?!

ไม่มีหรอก! ให้พวกเขาไปเสี่ยงตายในเมืองที่มีซอมบี้ ยังจะยอมมากกว่านั่งอยู่ในป่าเงียบๆ ปลูกผัก!

บางคนก็รับข้าวสารห้าวัน แล้วเลือกจะไป ส่วนคนที่อยู่ต่อก็มีอยู่ไม่น้อย

พวกที่อยู่ต่อ ประมาณเกือบร้อยคน ส่วนใหญ่ยังอยู่รอดูท่าที เพราะก็รู้อยู่เต็มอกว่า...ต่อให้อยู่เฉยๆ ข้าวก็หมดแน่นอน

โจวอี้ฉือไม่ได้ชวนใครให้ลงมือปลูกข้าว นั่นหมายความว่า…วันหนึ่ง เขาเองก็ต้องออกจากที่นี่แน่ๆ

ดังนั้นใครที่เลือกอยู่ต่อ ก็แปลว่า “จะเดินตามเขา” แล้วล่ะ ไม่ว่าจะเพราะอะไรก็ตาม

พวกที่อยู่ อย่างเช่นซูเหริน มือพัดจอมพูดประชด หรือแม้แต่ฮ่อจั๋ว คนที่พูดเรื่องขุมทรัพย์ก่อนคนแรก ก็อยู่ต่อ

หลี่หลิงเองก็อยู่ต่อ พร้อมกับผู้หญิงอีกสามคน

สำหรับหลี่หลิงแล้ว งานเลี้ยงนั่นไม่ได้ส่งผลอะไรกับชีวิตมากนัก อย่างมากก็แค่…คนในเรือนน้อยลงหน่อย เดินสบายขึ้นเยอะ

สำนักจื้อหยวนกว้าง ห้องพักก็เยอะ ตอนนี้เหลือไม่ถึงร้อยคน พูดง่ายๆ คือมีห้องให้เลือกนอนคนละห้องเลยก็ยังได้ เสียงคึกคักในเรือนก็น้อยลงอย่างเห็นได้ชัด

ตอนเย็น ฉินฮั่วก็มาหาที่เรือน แต่ถูกหร่วนหยวนขวางไว้ก่อน

หลี่หลิงกลัวว่าเจ้านี่จะพูดอะไรโง่ๆ ออกมาอีก ก็เลยบอกหร่วนหยวนว่า ขอคุยกับเขาสองคนได้หรือเปล่า

หร่วนหยวนถึงจะตกใจ แต่ก็ยอม นางยังไม่วายกระซิบเตือนฉินฮั่ว

“ท่านเจ้าสำนักทราบฐานะของเจ้าแล้ว อย่าได้กระทำสิ่งใดไม่สมควรเด็ดขาด” แล้วจึงเดินกลับเรือนไป

หลี่หลิงยืนอยู่หน้าทางเข้า ไม่ได้มีท่าทีจะเชิญเขาเข้ามาด้วยซ้ำ

“มีอะไรก็ว่ามา”

ฉินฮั่วยิ้มนิดๆ อย่างเกรงใจ กลัวโดนนางไล่อีก

“แม่นางหลี่...ข้าเพียงแค่อยากมาบอกว่า ข้าตัดสินใจจะอยู่ที่สำนักจื้อหยวนต่อแล้ว”

หลี่หลิงขมวดคิ้วแน่น

หมอนี่น่าจะรีบออกไปเสียตอนนี้จะดีกว่า จะได้ไม่ต้องเสี่ยงถูกจับได้ว่าเป็นคนของทางการ…ไม่เหมือนกับนางที่ต้องอยู่ต่อเพราะแรงน้อย แถมยังกลัวโจรโรคจิตอีก

ฉินฮั่วยังยิ้มพูดต่อ

“แม้ข้าจะไม่เก่งเท่าคนอื่นในเรือนนี้ แต่ข้าก็เป็นนักสู้คนหนึ่ง แม่นางอยู่คนเดียว หากมีปัญหา ข้าก็ยังช่วยดูแลได้บ้าง”

“เจ้าจะอยู่ต่อเพราะข้า?”

ฉินฮั่วพยักหน้าเล็กน้อย ดูเขินๆ

“แม่นางคือผู้มีพระคุณของข้า”

เอาจริงๆ จะอยู่หรือจะไป มันก็เรื่องของเขา หลี่หลิงไม่สนใจนัก

นางหันไปมองสนามหญ้าในลาน

“ท่านเจ้าสำนักได้มาหาเจ้าบ้างหรือยัง?”

“ได้มาหาข้าด้วยตนเองเลย!” สีหน้าฉินฮั่วเปี่ยมด้วยความชื่นชม

“ท่านกล่าวว่า ไม่ว่าเราจะมาจากไหน ในยุคนี้ เราก็เป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่ง เขาไม่ไล่ข้าไปไหน และถ้ามีใครมารังแกข้าเพราะข้าเป็นลูกขุนนาง ให้ไปบอกเขาได้เลย”

หลี่หลิงยิ้มบาง

“ท่านเจ้าสำนักช่างเป็นบุรุษที่เสียสละโดยแท้ ถึงได้ยอมรับเจ้าไว้ได้”

เสียงหัวเราะสดใสดังขึ้นจากด้านหลัง

“ฮ่าๆๆฮ่า”

พอหันไปดู ฉินฮั่วก็ยิ้มดีใจ

“ท่านเจ้าสำนัก!”

โจวอี้ฉือเดินเข้ามาอย่างมั่นใจ แววตาสะดุดเล็กน้อยตอนเห็นทั้งคู่ยืนคุยกัน แต่ไม่ได้พูดอะไร

“เมื่อครู่...ข้าได้ยินชื่อข้าด้วยนะ”

“ข้ากับแม่นางหลี่กำลังชมท่านอยู่ ว่าท่านคือวีรบุรุษแห่งยุค!”

หลี่หลิงก็พยักหน้าตาม

โจวอี้ฉือส่ายหัวยิ้มๆ “ชมเกินไปแล้ว ๆ”

เขาหันไปหาอีกฝ่าย

“ท่านฉิน...ข้าขอคุยกับแม่นางหลี่ตามลำพังสักครู่ ท่านจะว่ากระไรหรือไม่?”

“โอ้ แน่นอนขอรับ งั้นข้าขอตัวก่อนนะแม่นางหลี่”

พอเขาเดินไปแล้ว โจวอี้ฉือก็หันมามองนาง

“แม่นางหลี่รู้จักท่านฉินมาก่อนหรือ?”

“ไม่หรอกเจ้าค่ะ แค่เจอกันครั้งเดียวก่อนจะเข้ามาในสำนักนี้”

“เช่นนั้นเอง ข้าเห็นพวกท่านยืนด้วยกันตอนอยู่ในถ้ำ ดูเข้ากันได้ดี”

“ท่านฉินนั้นเป็นคนหนุ่มมีความรู้ พูดจาก็อ่อนโยน ไม่เหมือนคนในยุทธภพที่เสียงดังท่าทางแข็งกร้าว...ไม่แปลกที่แม่นางจะสนิทใจ”

ยังไม่ทันนางตอบ เขาก็พูดต่อ

“ถ้าท่านทั้งสองเป็นเพื่อนกัน ข้าจะจัดให้ท่านฉินไปอยู่เรือนข้างๆ แม่นางก็ได้ จะได้คุยกันง่าย”

หลี่หลิงหัวเราะแห้งๆ

เอ่อ…นี่มันเหมือนถามตรงๆ เลยว่าจะอยู่ร่วมเรือนกับคนรักไหม…

นางรีบชี้แจง

“ไม่มีอะไรแบบนั้นเจ้าค่ะ ข้าไม่ได้สนิทกับเขาขนาดนั้น และไม่จำเป็นต้องให้เขาย้ายมาใกล้ๆ”

เห็นท่าทางจริงใจและไม่มีทีท่าเขินอาย โจวอี้ฉือก็ยอมแพ้

“เข้าใจแล้ว หากในเรือนมีสิ่งใดไม่สะดวกก็บอกท่านลุงหานได้เลย”

“แค่ได้อยู่ที่นี่ก็ดีมากแล้วเจ้าค่ะ”

“ข้าได้ยินมาว่าท่านยังอยู่เรือนหลังเล็ก?” เขามองไปยังเรือนข้างๆ

“เรือนใหญ่น่าจะให้พี่หร่วนอยู่มากกว่าเจ้าค่ะ ข้าก็แค่มาอาศัยอยู่โดยมิได้เสียสักแดง ไม่ควรแย่งที่ใคร”

โจวอี้ฉือส่ายหน้า

“แขกเรามีมากมาย แต่ก็จัดเรือนได้ตามความเหมาะสม แม่นางไม่ต้องเกรงใจ เย็นนี้ย้ายเข้ามาอยู่เรือนใหญ่ได้เลย”

“แต่ว่า…”

“แม่นางหลี่” เขาขัดขึ้น แล้วหยิบกระบอกไม้ไผ่ออกมายื่นให้

“ข้ามีของสิ่งหนึ่งอยากมอบให้ท่าน”

หลี่หลิงรับมาดู

“นี่คืออะไรหรือเจ้าคะ?”

“เป็นพลุสัญญาณน่ะ” เขาชี้ไปที่เส้นเชือกสีดำข้างกระบอก

“แค่ดึงเส้นนี้ พลุก็จะยิงแสงออกมา หากมีใครมาทำร้ายท่าน ก็จุดพลุทันที ข้าจะรีบมาให้เร็วที่สุด”

หลี่หลิงก้มหน้าเล็กน้อย เพราะนึกถึงพลุที่ท่านแม่เคยให้ไว้

“แม่นางอาจไม่ได้ฝึกยุทธ์มากนัก ข้าขอรับรอง ว่าจะไม่มีใครกล้าทำร้ายท่านในสำนักนี้”

“ขอบพระคุณท่านเจ้าสำนัก ข้าจะพกติดตัวไว้เสมอเจ้าค่ะ”

“เช่นนั้น ข้าขอลา”

“ขอให้เดินทางปลอดภัยเจ้าค่ะ”

พอเขาไปแล้ว หลี่หลิงก็เพิ่งรู้สึกตัว

“เดี๋ยวนะ...เขาบอกให้เราย้ายมาอยู่เรือนใหญ่?”

นางยังไม่ได้ตอบตกลงเลย!

คิดอีกที...คนเป็นจ้าวแห่งยุทธภพอย่างเขา พอออกคำสั่งแล้ว ถ้านางไม่ทำตามก็เหมือนไม่เคารพ

สุดท้าย หลี่หลิงก็ย้ายเข้ามาอยู่ในเรือนใหญ่หลังจากบอกพวกพี่สาวคนอื่นเรียบร้อย

...

ในเครือข่ายไลฟ์สตรีมของพันธมิตรจักรวาล มีกระแสใหม่ขึ้นมาทันทีหลังเหตุการณ์ "พลุสัญญาณ"

คอมเมนต์หนึ่งจากผู้ใช้ชื่อ “เพื่อนบ้านดาวบ่น” เขียนไว้ว่า:

“ฮ่าๆๆ...เจ้าสำนักนี่แม่งสุดจริง! ทำเป็นใจดีแต่แอบไม่ไว้ใจพระรองอย่างเงียบๆ เห็นไหม ตอนให้พลุ เขาไล่พระรองออกก่อนชัดๆ!”

“นี่ๆๆ แล้วก็ดูตอนเขาแอบถามนางเอกว่าสนิทกันไหม แล้วก็ชมพระรองแบบซื่อๆ แต่ตบเก้าแต้มเลย”

“ประเด็นคือจำได้นะว่าแม่นางหลี่อยู่เรือนไหน…ขนาดรายละเอียดขนาดนี้ยังตามได้ คนนี้ต้องชอบแน่ๆ!”

อีกคอมเมนต์นึงจาก “ฮ่าฮ่าด่าฮ่าฮ่า” ตอบว่า:

“ตามด้วย! ชอบลุงคนนี้มาก! แต่ซีรีส์นี่ไม่มีรายชื่อนักแสดงเลย เป็นใครก็ไม่รู้…คงเป็นนักแสดงรุ่นเก๋าที่ไม่ดัง แต่เล่นดีเว่อร์!”

“แต่ก็สมกับเป็นเจ้าสำนักจริงๆ แหละ คุมคนตั้งเยอะ ถ้าไม่เก็บรายละเอียดดีๆ ก็คงโดนประชาทัณฑ์ไปแล้ว!”

(จบบท)

 

อ่านต่อได้ที่ เอินเอิน ขอแปล ปัจจุบันจบแล้วถึงตอนที่ 587 นะคะ

 

จบบทที่ บทที่ 89-91

คัดลอกลิงก์แล้ว