- หน้าแรก
- คัมภีร์งามล้ำฟ้า ขอข้าครองยุทภพ
- บทที่ 92-94
บทที่ 92-94
บทที่ 92-94
บทที่ 92 รางวัลจากเทพ
นอกเหนือจากมื้ออาหารสามมื้อแล้ว หลี่หลิงใช้เวลาส่วนใหญ่กับการนั่งสมาธิบำเพ็ญเพียรพลังลมปราณอยู่ในห้องของตนเอง บางครั้งนางก็จะออกจากห้อง ไปฝึกขี่ม้าที่สนามม้าบ้าง
ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ที่เหล่าชาวยุทธในสำนักจื้อหยวนล่วงรู้ว่าหลี่หลิงมีกิจวัตรไปฝึกขี่ม้าที่สนามม้า ทำให้มีคนจำนวนไม่น้อยไปรวมตัวกันที่สนามม้าทุกวัน บ้างก็พูดคุย บ้างก็ขี่ม้า บ้างก็ประลองยุทธ์ ในบรรดาคนเหล่านี้ก็มีฉินฮั่วและซูเหรินอยู่ด้วย
ในเวลาไม่นาน สนามม้าของสำนักจื้อหยวนก็กลับกลายเป็นสถานที่ที่คึกคักยิ่งกว่าลานประลองยุทธ์เสียอีก
มีคนไม่น้อยพยายามพูดคุยทำความรู้จักกับหลี่หลิง อยากจะผูกมิตรกับหญิงงาม ทว่าก็ถูกหลี่หลิงตอบกลับด้วยคำพูดไม่กี่คำอย่างเย็นชาจนต้องถอยกลับไป
เพราะมีเรื่องของม่อเส้าอี้เป็นบทเรียนก่อนหน้า และยังมีคำเตือนของโจวอี้ฉือตามมา จึงไม่มีใครกล้าตอแยหลี่หลิงอีก
หลังจากไปที่สนามม้าของสำนักจื้อหยวนได้ไม่กี่ครั้ง หลี่หลิงก็ค่อยๆ เข้าใจว่าเหตุใดจึงมีคนพูดว่า หญิงงามล่มเมืองในยุทธภพล้วนหยิ่งยโสเป็นที่สุด
ในโลกใบนี้ สตรีที่เป็นถึงคุณหนูตระกูลขุนนาง ต่อให้เป็นนักรบหญิงที่ฝึกยุทธ์ ก็ยังต้องคำนึงถึงชื่อเสียง ไม่ค่อยใกล้ชิดสนิทสนมกับบุรุษหนุ่มมากจนเกินไป เหล่าคุณชายตระกูลขุนนางที่หมายปองคุณหนูตระกูลขุนนาง ก็ต้องผ่านด่านผู้ใหญ่ก่อน ท่าทีจึงสุภาพนุ่มนวลกว่ามาก
ทว่าในยุทธภพ บุรุษสตรีเหล่านี้กลับไม่มีกรอบธรรมเนียมมากมายถึงเพียงนั้น ในสายตาของบุรุษหนุ่มชาวยุทธ หญิงงามล่มเมืองที่ยังไม่ออกเรือนล้วนเป็นเป้าหมายที่สามารถตามจีบได้ ไม่ว่าจะเข้าไปพูดคุย ทำความรู้จัก หรือเอาอกเอาใจ...ทุกการกระทำที่ดึงดูดความสนใจของหญิงงาม ล้วนเป็นเรื่องปกติธรรมดาทั้งสิ้น
ไม่แน่ว่า หญิงงามอาจจะชอบเจ้าขึ้นมาก็ได้! ไม่แน่ว่า อาจมีโอกาสได้หญิงงามมาครอบครอง! ด้วยความคิดเช่นนี้ ชาวยุทธจำนวนมากจึงพากันไปรุมล้อมอยู่หน้าหญิงงาม
เพราะมีบุรุษหนุ่มมาเข้าหามาก หญิงงามในยุทธภพบางคนจึงถูกประคบประหงมจนเกิดความหยิ่งยโสขึ้นมาบ้าง แต่ถึงแม้จะไม่ถูกประคบประหงมจนหยิ่งยโส ก็ไม่มีหญิงงามคนไหนที่จะเสียพลังงานมากมายไปกับการพูดคุยกับบุรุษทุกคนที่เข้ามาหาหรอก...นี่ไม่ใช่การตั้งกองทัพแฟนหนุ่มเสียหน่อย!
ดังนั้น หญิงงามล่มเมืองจึงขี้เกียจที่จะพูดคุยกับบุรุษทั่วไป...นี่แหละ คือสิ่งที่คนอื่นเรียกว่า "หยิ่งยโส"!
หลี่หลิงเองก็ได้กลายเป็นหญิงงามล่มเมืองผู้มี "ท่าทีเย็นชาต่อผู้คน" ในสำนักจื้อหยวนไปแล้ว
ไม่ว่าในสำนักจื้อหยวนจะร่ำลือถึงนางว่าอย่างไร หลี่หลิงก็ไม่ได้ใส่ใจนัก
ชีวิตในแต่ละวันของนางดำเนินไปอย่างเป็นระบบ ไม่ขาดแคลนเสื้อผ้า ไม่ขาดแคลนอาหาร สามารถฝึกยุทธ์ฝึกขี่ม้าได้ทุกวัน ทั้งยังไม่มีคนหาเรื่องรังแก หลี่หลิงพอใจกับชีวิตเช่นนี้อย่างยิ่ง
วันคืนอันเรียบง่ายและเปี่ยมสุขผ่านไปทีละวัน
เช้าวันหนึ่ง หลี่หลิงลืมตาขึ้นหลังจากการบำเพ็ญเพียรตลอดทั้งคืน
นางไม่ได้ลุกจากเตียงในทันที แต่กลับดึงม่านเตียงลงมาปิด
เมื่ออยู่ตามลำพังในม่านเตียงที่ปิดสนิท หลี่หลิงก็มองดูสร้อยข้อมือสีแดงโลหิตบนข้อมือซ้ายของนาง
"เปิดคัมภีร์งามล้ำฟ้า"
เสียง "คลิก" เบาๆ ดังขึ้น หน้าจอแสงกึ่งโปร่งใสก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า
"กำลังจะแจกจ่ายรางวัลภารกิจ"
“ชื่อ: หลี่หลิง ค่าความงาม: 69 คะแนน ระดับ: โฉมงามดุจหยก ขณะนี้: ลักษณะ ‘สาวงามดอกบัวขาว’”
"ค่าความงาม: 69 ค่าพลังต่อสู้: 3 ที่รัก~ ตอนนี้ค่าพลังยุทธ์ยังต่ำกว่าความงาม ข้าเลยเพิ่มค่าสถานะให้เจ้าได้เท่านี้ เมื่อใดที่เจ้าพัฒนาพลังยุทธ์ ค่าความงามจะพุ่งพรวดขึ้นตามไปแน่นอน!”
"รางวัลภารกิจ…รางวัลภารกิจคืออะไรกันแน่?" หลี่หลิงพึมพำกับตัวเอง
นับจากการเดินทางข้ามมิติไปยังโลกยุคไฮเทคครั้งล่าสุด ก็ผ่านมาสิบวันแล้ว วันนี้คือวันที่เทพตนนั้นบอกว่าจะแจกจ่ายรางวัลภารกิจ
หลี่หลิงอยู่บนเตียงครู่หนึ่ง ก่อนจะเลิกม่านเตียงแล้วลุกขึ้น
หลังจากล้างหน้าล้างตาเสร็จ หลี่หลิงก็ไปกินมื้อเช้ากับหร่วนหยวนและหลินเมิ่งกูเช่นเคย
เพียงแต่วันนี้หลังจากกินมื้อเช้าเสร็จ หลี่หลิงก็ไม่ได้ไปฝึกขี่ม้าที่สนามม้า และก็ไม่ได้กลับห้องไปฝึกพลังลมปราณ
หลี่หลิงเดินช้าๆ ไปยังกลางลานเล็กๆ แล้วนั่งลงบนม้านั่งหินกลมที่เย็นเฉียบ
มือข้างหนึ่งวางบนโต๊ะหิน หลี่หลิงนั่งอยู่ที่โต๊ะหินสีหน้าเรียบเฉย แต่แววตาลึกๆ กลับเผยให้เห็นความตื่นเต้นและความกังวลเล็กน้อย
รางวัลของการสำเร็จภารกิจ รางวัลจากเทพ สิ่งที่สามารถทำให้นางและเสิ่นล่างมองเห็นได้พร้อมกันในสถานที่ต่างกัน และจดจำได้ในแวบแรก...มันคืออะไรกันแน่?
ในลานเล็กๆ เงียบสงัด
ปกติแล้ว หร่วนหยวนก็จะฝึกยุทธ์อยู่ในห้องของตน ส่วนหลินเมิ่งกูก็มักจะอยู่กับท่านป้าเหลียง
หลี่หลิงสูดหายใจเข้าลึกๆ อากาศในสำนักไม่ต่างจากในป่าเขา สดชื่นจนทำให้สมองปลอดโปร่ง
ในลานที่ว่างเปล่า หลี่หลิงสำรวจสถานที่แห่งนี้อย่างจริงจังเป็นครั้งแรก
ใต้เท้าของหลี่หลิง คือแผ่นหินที่ปูไว้อย่างเป็นระเบียบ ในลานปลูกต้นไม้เขียวขจีห้าต้นที่ไม่รู้ชื่อ ใต้ต้นไม้มีหญ้าสีเขียวเข้มและอ่อนสลับกันแซมอยู่ ทั้งยังมีกอดอกไม้สีม่วงและสีเหลืองกลุ่มเล็กๆ บนกำแพงสีขาวนวล เสาระเบียงสีน้ำตาลอมเหลือง ด้านบนมุงด้วยกระเบื้องสีเทาดำอย่างเป็นระเบียบ
ไม่ต้องเงยหน้า ก็สามารถมองเห็นทิวทัศน์นอกลานได้ ยอดเขาสลับซับซ้อน บนยอดเขาสีเขียวเข้มมีเมฆหมอกลอยอ้อยอิ่ง ถัดออกไป คือเมฆหมอกที่บรรจบกับท้องฟ้าอันสูงไกล
สำนักในหุบเขานั้นเงียบสงบและงดงาม การได้มองยอดเขาที่ปกคลุมด้วยเมฆหมอกไกลๆ ทำให้หัวใจที่กระสับกระส่ายของหลี่หลิงค่อยๆ สงบลง
"ที่นี่...จริงๆ แล้วเป็นสถานที่ที่งดงามมาก..." หลี่หลิงอดที่จะทอดถอนใจออกมาไม่ได้
"น้องหลี่ วันนี้อารมณ์ดีถึงขั้นออกมาชมทิวทัศน์เลยหรือ?" หร่วนหยวนเดินเข้ามาในลาน นั่งลงบนม้านั่งหินข้างๆ หลี่หลิง
ช่วงหลายวันที่ผ่านมา ทำให้หลี่หลิงสนิทสนมกับหร่วนหยวนมากขึ้น
ก็อย่างที่หร่วนหยวนพูด ปกติหลินเมิ่งกูไม่ค่อยพูดจา ในสำนักจื้อหยวนแห่งนี้มีเพียงหร่วนหยวนที่พอจะพูดคุยกับหลี่หลิงได้บ้าง
หลี่หลิงยิ้ม "อยู่ในห้องทั้งวัน บางครั้งก็รู้สึกอุดอู้ ออกมาสูดอากาศบ้างก็ดีเจ้าค่ะ"
"ก็จริงของเจ้า!" หร่วนหยวนพยักหน้าอย่างเห็นอกเห็นใจ "เฮ้อ...ถ้าไม่ใช่เพราะยุคสิ้นโลกมันอันตราย ข้าขี้เกียจตั้งใจฝึกยุทธ์เสียจริงๆ! ข้าอยากจะออกจากสำนัก ไปเดินเล่นในตลาดที่เมืองหลวง! ของกินอร่อยๆ ของเล่นสนุกๆ มีอะไรใหม่ๆ ให้ดูทั้งวัน"
หลี่หลิงถอนใจ "ตลาดในเมืองหลวง พูดถึงแล้วข้าก็ไม่เคยได้เที่ยวเล่นดีๆ เลย น่าเสียดาย..."
หร่วนหยวนค่อนข้างเศร้าใจ "ใช่สิ! น่าเสียดายที่เมืองหลวงที่เคยรุ่งเรืองและงดงาม บัดนี้ไม่มีอีกแล้ว ข้าได้ยินคนในสำนักพูดว่า ตอนนี้ในเมืองหลวงกลายเป็นรังซอมบี้ไปแล้ว"
"พี่หร่วน ข้าเริ่มฝึกยุทธ์ด้วยตัวเอง เลยมีหลายเรื่องที่ไม่เข้าใจ ข้าขอถามท่านหน่อยได้หรือไม่?"
"เจ้าถามมาได้เลย" หร่วนหยวนขยิบตาอย่างทะเล้น "แต่ว่านะ เดี๋ยวข้าถามเจ้า เจ้าก็ต้องตอบข้าหมดเปลือกเหมือนกัน"
หลี่หลิงยิ้มพยักหน้า "พี่หร่วน ข้าอยากรู้ว่าปกติคนฝึกยุทธ์บำเพ็ญวิชา ต้องใช้เวลานานเท่าใดถึงจะไปถึงระดับมนุษย์ขั้นต่ำ กลายเป็นผู้มีวรยุทธที่แท้จริงได้?"
"ถามคำถามนี้ แสดงว่าน้องหลี่ไม่ค่อยรู้อะไรจริงๆ ด้วยสินะ!" หร่วนหยวนฟุบหน้าลงบนโต๊ะหิน ท่าทางสบายๆ "คำถามที่น้องหลี่ถามมา จริงๆ แล้วไม่มีคำตอบที่ตายตัวหรอก"
หร่วนหยวนนับนิ้ว "อย่างแรก ฝึกยุทธ์ต้องดูที่พรสวรรค์ บางคนพรสวรรค์ดี ฝึกหนึ่งปีเทียบเท่ากับผลลัพธ์ที่คนอื่นฝึกมาทั้งชีวิต อย่างที่สองต้องดูวิชาที่ฝึกฝน บางคนมีสุดยอดวิชากำลังภายในอยู่ในมือ จากภายในสู่ภายนอก หลายสิบปีก็สามารถบรรลุถึงระดับมนุษย์ขั้นสูงได้ บางคนไม่ได้รับเคล็ดวิชาดีๆ ก็ทำได้แค่ฝึกจากภายนอกสู่ภายใน ใช้การฝึกวิชากำลังภายนอกเพื่อทะลวงขีดจำกัดของตัวเอง ฝึกหนักสิบปีก็ได้แค่ระดับมนุษย์ขั้นต่ำ"
หลี่หลิงกล่าว "ท่านพูดแบบนี้ก็คือ วิชากำลังภายในดีกว่าวิชากำลังภายนอกงั้นหรือ?"
หร่วนหยวนเลิกคิ้ว "โดยทั่วไปก็เป็นเช่นนั้น แต่ก็มีข้อยกเว้นบ้าง ซึ่งก็น้อยมาก อ้อ แน่นอนว่าผู้มีวรยุทธระดับมนุษย์ขั้นต่ำที่สำเร็จจากการฝึกหนักวิชากำลังภายนอก เพลงยุทธ์จะสูงส่งกว่านักยุทธ์ระดับมนุษย์ขั้นต่ำที่ฝึกกำลังภายใน"
หลี่หลิงพยักหน้า "ข้าพอเข้าใจแล้ว"
หลี่จิ้งซูฝึกยุทธ์มาสิบปี แต่เพราะนางฝึกเพียงวิชากำลังภายนอกธรรมดาๆ ดังนั้น ตอนนี้นางจึงยังเป็นผู้ฝึกยุทธระดับมนุษย์ขั้นต่ำ
ส่วนหลี่หลิง นางได้รับวิชาจาก "คัมภีร์งามล้ำฟ้า" วิชายุทธ์ในคัมภีร์งามล้ำฟ้านี้ ย่อมดีกว่าและสูงส่งกว่าวิชากำลังภายนอกที่หลี่จิ้งซูฝึกฝน ดังนั้นบางทีหลี่หลิงอาจใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งปี ก็สามารถกลายเป็นผู้ฝึกยุทธระดับมนุษย์ขั้นต่ำได้
แต่หลี่จิ้งซูฝึกยุทธ์มาหลายปี ระดับมนุษย์ขั้นต่ำของนางย่อมแข็งแกร่งกว่าระดับมนุษย์ขั้นต่ำของหลี่หลิงมาก
หลี่หลิงอยากจะเอาชนะหลี่จิ้งซูได้นั้นมีสองทางเลือกคือ นางต้องเชี่ยวชาญวิชากำลังภายนอกด้วย หรือไม่ก็ นางต้องกลายเป็นระดับมนุษย์ขั้นกลาง เพื่อใช้พลังลมปราณที่แข็งแกร่งกว่าเอาชนะ!
"น้องหลี่" หร่วนหยวนขยับเข้าไปใกล้หลี่หลิง ดวงตาเปล่งประกายความอยากรู้อยากเห็น "น้องหลี่ ข้าตั้งใจตอบคำถามของเจ้าแล้วนะ เจ้าก็ต้องตั้งใจตอบคำถามของข้าด้วย"
ใบหน้าของหร่วนหยวนอยู่ใกล้แค่คืบ หลี่หลิงยื่นนิ้วชี้ออกไปแตะหน้าผากนาง "ท่านถามมาสิ ถ้าเข้ามาใกล้อีกนิด ท่านก็จะจูบข้าแล้วนะ!"
"ฮ่าๆๆฮ่า..." หร่วนหยวนหัวเราะเสียงดังลั่น เอนตัวพิงลงบนขาของหลี่หลิง นางเงยหน้าขึ้น "น้องหลี่ ข้าอยากรู้ว่า ท่านเจ้าสำนักของเราน่ะ หลังจากงานเลี้ยงวันนั้น เขาได้มาหาเจ้าบ้างหรือไม่! ระหว่างพวกเจ้า... มีอะไรเกิดขึ้นบ้างหรือไม่?"
หลี่หลิงทำหน้าจนปัญญา ยิ้มแล้วพูดว่า "วันงานเลี้ยงท่านเจ้าสำนักมาหาข้าจริง แต่หลังจากนั้นก็ไม่เคยเจออีกเลย"
"เป็นไปได้เยี่ยงไร!" หร่วนหยวนยืดตัวตรง "ข้าไม่เชื่อ! ข้าไม่เชื่อ! ท่านเจ้าสำนักจะปล่อยหญิงงามขนาดนี้ไว้โดยไม่มาดูได้อย่างไรกัน! เขาเป็นถึงเจ้าสำนักนะ ใกล้ชิดติดขอบสนามขนาดนี้!"
หลี่หลิงกล่าว "ท่านเจ้าสำนักเป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ ไฉนเลยจะเหมือนคนอื่นๆ"
หร่วนหยวนหัวเราะเบาๆ พลางชี้นิ้วไปที่หลี่หลิง "เป็นไงล่ะ! น้องหลี่ก็คิดว่าท่านเจ้าสำนักไม่เหมือนบุรุษคนอื่นๆ ในสำนักใช่ไหมล่ะ!"
หลี่หลิงยักไหล่ "พี่หร่วนคิดมากไปแล้ว"
"เฮ้อ..." หร่วนหยวนกางมือ "ในสำนักนี้ไม่มีอะไรสนุกๆ เลยนี่นา จะให้ข้านินทาหน่อยก็ไม่ได้หรือ!"
หร่วนหยวนกลอกตา "จริงสิ เจ้าบอกว่าท่านเจ้าสำนักมาหาเจ้าหลังงานเลี้ยง เขามาพูดอะไรกับเจ้าหรือ?"
หร่วนหยวนเป็นลูกพี่ลูกน้องห่างๆ ของโจวอี้ฉือ สำหรับโจวอี้ฉือแล้วถือเป็นคนที่ไว้ใจได้ หลี่หลิงหยิบกระบอกไม้ไผ่เล็กๆ ที่พกติดตัวออกมา "นี่อย่างไร ดูสิ ท่านเจ้าสำนักให้พลุสัญญาณข้ามา บอกว่าถ้าเจอปัญหาอะไรก็ให้หาเขาได้ทันที"
หร่วนหยวนหยิบพลุสัญญาณไปดู จากนั้นก็มองหลี่หลิงยิ้มๆ อย่างมีเลศนัย "โอ้...โอ้... พวกเจ้า—"
"ครืน!"
เสียงฟ้าร้องดังสนั่นหวั่นไหวจากบนศีรษะ ขัดจังหวะคำพูดของหร่วนหยวน
หร่วนหยวนพูดอย่างงุนงง "ฝนจะตกหรือ?"
"ครืน!"
หลี่หลิงหายใจสะดุด นางยืนขึ้นอย่างตกตะลึง
"ครืน!"
ท้องฟ้าโปร่งใส เมฆขาวลอยละล่อง
เสียงฟ้าร้องดังขึ้นทีละลูก ทีละลูก บนท้องฟ้า...
หรือว่ารางวัลจากเทพจะมาแล้ว?
…………………………………………………………………………………………………………………………………
บทที่ 93 เสาแสงทะลุฟ้า
หลี่หลิงเงยหน้าขึ้น แสงสีขาวสว่างวาบของสายฟ้าส่องประกายในดวงตาของนาง
ไม่!
ไม่ถูกต้อง!
ไม่ใช่เสียงฟ้าร้องที่ดังอยู่บนท้องฟ้า!
สายฟ้าเหล่านี้ ทั้งหมดล้วนมุ่งไปยังทิศทางเดียวกัน! มันกำลังฟาดไปยังทิศทางเดียวกัน!
หลี่หลิงบิดตัว แล้ววิ่งสุดฝีเท้าไปยังทิศทางที่เกิดเสียงฟ้าร้อง!
"นี่!!" หร่วนหยวนร้องเรียก รีบวิ่งตามหลังหลี่หลิงไป "นี่! นี่! น้องหลี่ พลุสัญญาณของเจ้า!"
หลี่หลิงวิ่งอย่างบ้าคลั่งไปยังทิศทางที่สายฟ้าฟาดลงมา
ในสำนักจื้อหยวนแห่งนี้ ผู้คนนับไม่ถ้วนต่างก็ได้ยินเสียงฟ้าร้องที่ไม่ธรรมดานี้ พวกเขาลุกขึ้นยืนอย่างงุนงง มองหาทิศทาง แล้วเดินไปตามทิศทางที่เกิดเสียงฟ้าร้อง
บ้างก็ขมวดคิ้วเดิน บ้างก็ใช้วิชาตัวเบาเหินไป ทุกคนในสำนักจื้อหยวนล้วนมุ่งหน้าไปยังทิศทางเดียวกัน!
หลี่หลิงวิ่งสุดฝีเท้า
ลมภูเขาเย็นสบายพัดกระโปรงของนางพลิ้วไหว พัดเส้นผมสีดำยาวของนางปลิวสลวย ข้างหูของหลี่หลิงได้ยินเสียงอุทานอย่างประหลาดใจของผู้คนในสำนัก ได้ยินเสียงสายฟ้าฟาดดังขึ้นทีละครั้ง
ลมและเมฆทั่วฟ้าดินปั่นป่วน
ไม่มีใครคาดเดาได้ว่า โลกใบนี้จะแสดงอะไรให้พวกเขาเห็นอีก
หลี่หลิงวิ่งออกจากประตูใหญ่ของสำนักจื้อหยวน แล้วนางก็หยุดฝีเท้าลง
ณ ประตูใหญ่ของสำนักจื้อหยวน มีชาวยุทธจำนวนนับไม่ถ้วนมาชุมนุมกันอยู่แล้ว และยังมีชาวยุทธหลั่งไหลออกมาจากสำนักอย่างต่อเนื่อง หยุดอยู่ที่หน้าประตู
"แม่นางหลี่ ท่านก็มาด้วยหรือ?" เมื่อเห็นหลี่หลิง ฉินฮั่วก็ยิ้มแล้วเดินเข้ามา
หร่วนหยวนเบียดตัวออกมาจากด้านหลังหลี่หลิง จ้องฉินฮั่วเขม็ง "อยู่ห่างๆ พวกเราหน่อย"
"โอ้" ได้ยินดังนั้น ฉินฮั่วก็ถอยไปก้าวหนึ่ง
โจวอี้ฉือที่ยืนอยู่หน้าสุดได้ยินเสียง ก็หันกลับมามอง เมื่อเห็นหลี่หลิง เขาก็พยักหน้าให้นาง
หลี่หลิงฝืนยิ้มตอบกลับไป ความสนใจทั้งหมดของนางจดจ่ออยู่ที่สถานที่ซึ่งอยู่ห่างจากประตูใหญ่ของสำนักจื้อหยวนไปสิบจั้ง!
ที่นั่นเดิมทีเป็นลานเรียบหน้าประตูใหญ่ของสำนักจื้อหยวน ปูด้วยแผ่นหินอย่างเป็นระเบียบ แต่ในขณะนี้ สายฟ้าสายแล้วสายเล่ากำลังฟาดลงบนแผ่นหินนั้น
"ครืน!"
"เปรี๊ยะ!"
เสียงฟ้าร้องดังขึ้นทีละครั้ง ระเบิดแผ่นหินจนแตกกระจาย!
"ครืนๆๆๆๆๆ!"
ราวกับมีอะไรบางอย่างกำลังจะทะลวงออกมาจากใต้ดิน
หลี่หลิงก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว
"เปรี๊ยะ เปรี๊ยะๆ เปรี๊ยะ..."
มีบางสิ่งบางอย่างดันออกมาจากใต้แผ่นหิน ดันเศษหินและดินที่อยู่ด้านบนให้แยกออก
ผู้คนหลายร้อยคนของสำนักจื้อหยวนต่างฮือฮา ทุกคนเบิกตากว้าง มองดูจุดนั้นที่หน้าประตูใหญ่อย่างไม่เชื่อสายตา
"นั่นอะไรน่ะ?"
"นั่นมันอะไรกันแน่ ถึงกับเรียกสายฟ้าฟาดได้?"
"หรือว่าหลังจากซอมบี้นั่นแล้ว จะมีปีศาจร้ายอะไรออกมาอีก?"
เหล่าชาวยุทธต่างวิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่ ใบหน้าเต็มไปด้วยความประหลาดใจ และความหวาดกลัว
ซูเหรินที่ถือพัดกระดาษอยู่ ดวงตาเหม่อลอยเล็กน้อย เขาหันไปถามโจวอี้ฉือ "ท่านเจ้าสำนัก นี่คืออะไรกัน? สำนักจื้อหยวน...ยังมีสมบัติอื่นอีกหรือ?"
โจวอี้ฉือมีสีหน้าเคร่งขรึม ขมวดคิ้วแน่น "ข้าไม่รู้"
ซูเหรินใช้พัดกระดาษเกาแก้ม ใบหน้าเต็มไปด้วยความประหลาดใจ "...ทำไมมันเหมือนกับสมบัติสวรรค์ในตำนานกำลังจะปรากฏตัวเลยเล่า? นี่ นี่มันประหลาดเกินไปแล้ว!"
ในบรรดาผู้คนหลายร้อยคน มีเพียงหลี่หลิงเท่านั้นที่รู้ว่านี่คือรางวัลภารกิจจากเทพ แต่ถึงกระนั้น นางก็ไม่รู้ว่ารางวัลจากเทพนี้ สิ่งที่จะทำให้โลกใบนี้ดีขึ้นได้นี้มันคืออะไรกันแน่?
ท่ามกลางสายตาที่ทั้งประหลาดใจและหวาดกลัวของทุกคน วัตถุทรงกระบอกสีดำชิ้นหนึ่งค่อยๆ ทะลวงผืนดินโผล่ออกมา!
วัตถุทรงกระบอกนั้นดูเหมือนผลิตภัณฑ์โลหะบางชนิด ผิวด้านนอกเรียบเนียน นอกจากสีดำสนิทแล้ว มันก็ดูเหมือนตอไม้ขนาดใหญ่ที่ต้องใช้คนสองสามคนโอบ ถูกตัดครึ่งท่อนแล้วทิ้งไว้บนพื้น
"นั่นอะไรน่ะ?!" นี่คือคำถามที่ผุดขึ้นในใจของทุกคน
วัตถุทรงกระบอกสีดำค่อยๆ สูงขึ้นช้าๆ เมื่อมันสูงถึงระดับเข่า มันก็หยุดลงอย่างเงียบงัน
ผู้คนหลายร้อยคนของสำนักจื้อหยวนต่างมองหน้ากันไปมา ไม่รู้ว่าสวรรค์กำลังเล่นตลกอะไรกับพวกเขา?!
"ปุ๊" เสียงเบาๆ ดังขึ้นหนึ่งครั้ง
ครู่ต่อมา วัตถุทรงกระบอกที่คล้ายตอไม้ขนาดใหญ่นั้น ก็พลันส่องแสงสว่างจ้าออกมา
แสงนั้นพุ่งตรงขึ้นสู่ท้องฟ้า!
ในตอนนี้ ทุกคนก็สังเกตเห็นว่าเสาแสงที่พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้านั้นไม่ได้มีเพียงต้นเดียว!
ในสถานที่อื่นๆ ก็ปรากฏภาพเช่นนี้เช่นกัน!
ในสายตาของหลี่หลิง ในสถานที่ที่ล้อมรอบด้วยภูเขานี้ ในระหว่างหุบเขาต่างๆ ก็ปรากฏเสาแสงที่พุ่งตรงสู่ท้องฟ้าเช่นเดียวกัน สุดสายตาที่หลี่หลิงมองเห็น มีเสาแสงเช่นนี้อยู่ห้าต้นทั้งใกล้และไกล
ในตอนนี้ หลี่หลิงจึงเข้าใจในทันทีว่า ทำไมเทพตนนั้นถึงพูดว่าพอถึงเวลานั้น นางและเสิ่นล่างจะรู้ได้เองว่านี่คือรางวัลภารกิจที่เทพมอบให้พวกเขา!
สิ่งที่สามารถสร้างปรากฏการณ์ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ได้ มีเพียงเทพเท่านั้น!
ตอนแรก หลี่หลิงยังนึกว่า รางวัลจะเป็นของชิ้นใหญ่ยักษ์ ที่สามารถทำให้เสิ่นล่างและนางมองเห็นได้พร้อมกัน! ตอนนี้ นางถึงได้เข้าใจว่า นั่นไม่ใช่ของชิ้นใหญ่ แต่เป็นเสาแสงจำนวนนับไม่ถ้วนต่างหาก!
เสาแสงเช่นนี้ปรากฏขึ้นพร้อมกันในทุกมุมของโลกใบนี้ ในเมื่อหลี่หลิงเห็นมันแล้ว เช่นนั้นก็คงหมายความว่าในสถานที่ที่เสิ่นล่างอยู่ ก็ปรากฏเสาแสงเช่นนี้ขึ้นไม่น้อยเช่นกัน!
ในไม่ช้า แสงสว่างจ้าที่พุ่งทะลุเมฆขึ้นไปก็หายไป
วัตถุทรงกระบอกสีดำนั้น ปล่อยเสาแสงทรงกระบอกออกมา
ท่ามกลางฝูงชน ไม่รู้ว่าใครเป็นคนตะโกนขึ้นมาก่อนเป็นคนแรก
"บนเสาแสงนั่นมีตัวอักษร!"
ทุกคนอดไม่ได้ที่จะก้าวไปข้างหน้าอีกสองสามก้าว เพ่งสมาธิมองดู
บนเสาแสงสีเหลืองอ่อนที่สูงเท่ากับชายฉกรรจ์สองคนต่อกันนั้น มีตัวอักษรสีดำเขียนไว้หนาแน่นนับไม่ถ้วน
ด้านบนสุดเป็นตัวอักษรสีดำขนาดใหญ่กว่าเล็กน้อยเจ็ดตัว…"ทำเนียบอันดับยุทธ์ทั่วหล้า"
หลี่หลิงขมวดคิ้วมุ่น
นี่มันอะไรกันเนี่ย?!
รางวัลภารกิจที่เทพตนนั้นให้ ก็คือ "ทำเนียบอันดับยุทธ์ทั่วหล้า" อะไรนี่น่ะเหรอ?
"นี่! พวกเจ้าดูสิ! บนนี้มีชื่อท่านเจ้าสำนักด้วย!"
หลี่หลิงเงยหน้าขึ้นมองอย่างละเอียด บนเสาแสงนี้มีตัวอักษรอยู่หลายแถว
ทำเนียบอันดับยุทธ์ทั่วหล้า
ทำเนียบอันดับระดับสวรรค์
อันดับหนึ่งระดับสวรรค์, นักยุทธ์ระดับสวรรค์ขั้นต่ำ, ซวิ่นลี่
ทำเนียบอันดับระดับ
อันดับหนึ่งระดับปฐพี, นักยุทธ์ระดับปฐพี ขั้นสุดยอด, โจวอี้ฉือ
อันดับสองระดับปฐพี, นักยุทธ์ระดับปฐพี ขั้นสุดยอด, หานเค่อ
อันดับสามระดับปฐพี, นักยุทธ์ระดับปฐพี ขั้นสูง, หลี่ไผหวย
…
อันดับสิบระดับปฐพี, นักยุทธ์ระดับปฐพี ขั้นสูง, อิ๋นปูเหยา
ทำเนียบอันดับระดับมนุษย์
อันดับหนึ่งระดับมนุษย์, นักยุทธ์ระดับมนุษย์ ขั้นสุดยอด, ซูถางเฉียน
อันดับสองระดับมนุษย์, นักยุทธ์ระดับมนุษย์ ขั้นสุดยอด, ม่อเจ๋อ
…
อันดับสิบระดับมนุษย์, นักยุทธ์ระดับมนุษย์ ขั้นสุดยอด, กวนเยี่ยน
ท่ามกลางฝูงชนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นนับไม่ถ้วน
"ที่แท้ท่านเจ้าสำนักก็เป็นระดับปฐพี ขั้นสุดยอดจริงๆ! อันดับหนึ่งระดับปฐพี!"
"สวรรค์! ที่แท้บนโลกนี้ยังมีผู้แข็งแกร่งระดับสวรรค์อยู่จริง! ข้าก็นึกว่าในยุคของเราไม่มีผู้แข็งแกร่งระดับสวรรค์ปรากฏตัวเสียอีก!"
"หานเค่อคือใคร? ทำไมไม่เคยได้ยินว่าในยุทธภพมีคนชื่อหานเค่อ? หรือจะเป็นผู้ปลีกวิเวก?"
"หลี่ไผหวยก็ไม่เคยได้ยินชื่อ!"
"เหอะ! คิดไม่ถึงเลยว่าอิ๋นปูเหยาที่คุมกองทัพนับแสนของราชสำนัก จะเป็นนักยุทธ์ระดับปฐพีขั้นสูง! ต่อให้เขาเป็นสุดยอดฝีมือในราชสำนักแล้วจะยังไง? ก็ยังเทียบท่านเจ้าสำนักของเราไม่ได้อยู่ดี!"
หลี่หลิงยืนเงียบๆ อยู่ในฝูงชน
เมื่อมีทำเนียบอันดับยุทธ์ทั่วหล้าอยู่ตรงหน้า หญิงงามล่มเมืองในสายตาของเหล่าชาวยุทธอย่างหลี่หลิงก็ดูไม่สำคัญไปเลย
กลุ่มคนยุทธภพเหล่านี้พอเห็นทำเนียบอันดับยุทธ์ก็เริ่มถกเถียงกันอย่างร้อนแรง ในใจพวกเขาให้ความสำคัญกับอันดับยุทธ์ทั่วหล้านี้เป็นอย่างมาก ราวกับลืมไปแล้วว่าเสาแสงนี้ปรากฏขึ้นมาได้อย่างประหลาดพิสดารเพียงใด!
"นี่! พวกเจ้าดูสิ! ด้านหลังของเสาแสงนี้ก็มีตัวอักษรด้วย!"
…………………………………………………………………………………………………………………………………
บทที่ 94 สักวันหนึ่ง!
เมื่อได้ยินดังนั้น ทุกคนก็เดินไปที่ด้านหลังของเสาแสงนี้
ด้านหลังของเสาแสงนี้ ก็เป็นทำเนียบอันดับเช่นกัน
ทำเนียบอันดับการสังหารซอมบี้ทั่วหล้า
อันดับหนึ่งผู้สังหารซอมบี้: เสิ่นล่าง
อันดับสองผู้สังหารซอมบี้: หลี่ไผหวย
อันดับสามผู้สังหารซอมบี้: เลี่ยเจ่อ (นักล่า)
...
บนทำเนียบอันดับนี้ มีรายชื่อเรียงกันหนาแน่นถึงหนึ่งร้อยคน
หลี่หลิงตกใจจนอ้าปากค้าง: "...คือเสิ่นล่าง ท่าน...ท่านแม่ทัพใหญ่เสิ่นล่าง!"
สิ้นเสียงของหลี่หลิง เสียงวิพากษ์วิจารณ์ในฝูงชนก็ดังขึ้น
"คนที่สังหารซอมบี้ได้มากที่สุดในใต้หล้า คือท่านแม่ทัพใหญ่เสิ่นล่างอย่างนั้นหรือ?!"
"ชื่อเสียงของท่านแม่ทัพใหญ่ สมคำร่ำลือจริงๆ!"
"พวกเจ้าดูสิ ยังมีหลี่ไผหวยที่อยู่อันดับสามในทำเนียบนักยุทธ์ระดับปฐพีด้วย เขาติดทั้งสองทำเนียบเลย!"
"ยังมีนักยุทธ์นามว่าเลี่ยเจ่อที่ไม่เคยได้ยินชื่ออีก ไม่รู้ว่าเขามีวรยุทธ์ระดับไหน ถึงได้ปรากฏชื่อบนทำเนียบอันดับนี้ได้!"
"ข้าเห็นตั้งแต่เมื่อครู่แล้ว บนโลกนี้ไม่ใช่มีแค่พวกเราที่นี่ที่มีเสาแสงนี้! เกรงว่าบนโลกนี้จะปรากฏเสาแสงเช่นนี้ขึ้นนับไม่ถ้วน!"
"น่าอิจฉาจริงๆ! คนเหล่านี้ ภายในวันเดียวก็จะมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วหล้าแล้วสินะ!"
"แม้ข้าจะวรยุทธ์ไม่สูงส่ง แต่หากวันใด สามารถขึ้นไปอยู่บนทำเนียบอันดับการสังหารซอมบี้นี้ได้ ก็สามารถมีชื่อเสียงไปทั่วหล้าได้เหมือนกัน!"
"ใช่แล้ว! พอทำเนียบอันดับนี้ปรากฏขึ้น ก็ทำให้หัวใจคนร้อนรุ่ม อยากจะไปสังหารซอมบี้สักพันสักหมื่นตัวทันที เพื่อให้คนทั่วหล้าได้เห็นข้าบ้าง! ต่อให้ปรากฏชื่อเพียงชั่วครู่ ก็เพียงพอให้ภาคภูมิใจไปทั้งชีวิตแล้ว!"
แม้แต่ฉินฮั่ว คุณชายตระกูลขุนนางที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายบัณฑิต ก็ยังมองดูทำเนียบอันดับการสังหารซอมบี้ด้วยสายตาเร่าร้อน พึมพำเสียงเบา "สร้างชื่อเสียงให้วงศ์ตระกูล จารึกชื่อไว้ในประวัติศาสตร์!"
ผู้คนนับไม่ถ้วนจ้องมองทำเนียบอันดับนี้ด้วยสายตาเป็นประกาย ราวกับเห็นภาพตัวเองในวันหนึ่งสามารถขึ้นไปอยู่บนทำเนียบอันดับนี้ มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วหล้า
ม่านตาของหลี่หลิงขยายกว้างในทันใด ในใจสั่นสะท้านอย่างรุนแรง
นางเข้าใจแล้ว!
มือทั้งสองของหลี่หลิงสั่นเทาเล็กน้อย
ที่แท้ก็เป็นแบบนี้ ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง...
รางวัลภารกิจเช่นนี้ ช่างเหนือความคาดหมายของนางอย่างสิ้นเชิง แต่ก็ราวกับว่าอยู่ในเหตุผลที่ควรจะเป็น
เทพตนนั้นเคยพูดไว้ว่า เขาหวงแหนโลกใบนี้ เขาอยากให้โลกใบนี้ดีขึ้นบ้าง แต่โดยพื้นฐานแล้วก็ยังต้องพึ่งพามนุษย์ในโลกใบนี้ไปทำให้วันสิ้นโลกนี้ดีขึ้น
ดังนั้นรางวัลของภารกิจโลกครั้งที่แล้ว ก็คือเสาแสงที่ปรากฏขึ้นทั่วทั้งโลกนี้ ก็คือทำเนียบอันดับทั้งสองที่สามารถดึงดูดสายตาของทุกคนได้!
เทพ...เขาต้องการกระตุ้นให้ทุกคนในโลกใบนี้ไปฝึกยุทธ์ ไปไต่เต้าทำเนียบอันดับยุทธ์! เขาต้องการกระตุ้นให้ทุกคนในโลกใบนี้ไปสังหารซอมบี้ให้สิ้นซาก ไปไต่เต้าทำเนียบอันดับการสังหารซอมบี้! เขาต้องการกระตุ้นให้ทุกคนในโลกใบนี้ไปชำระล้างโลกใบนี้ใหม่!
ซูเหรินมองดูทำเนียบอันดับการสังหารซอมบี้อย่างเหม่อลอยเล็กน้อย พูดเสียงเบา "บนโลกนี้...มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?"
ผู้คนนับไม่ถ้วนจ้องมองเสาแสงที่สูงเท่าคนสองคนต่อกันอย่างตกตะลึง บางคนเบียดเสียดกันไปข้างหน้า อยากจะมองให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
"นี่ๆๆ อย่าเบียดสิ!" ชายคนหนึ่งถูกคนผลักไปมา จนชนเข้ากับเสาแสงนั้นอย่างแรง
เสาแสงสว่างวาบขึ้นเล็กน้อย ปรากฏตัวอักษรแถวหนึ่ง
"โจวเทียนซื่อ, ทำเนียบอันดับยุทธ์, อันดับระดับมนุษย์ที่ 162,820 ทำเนียบอันดับการสังหารซอมบี้, อันดับการสังหารซอมบี้ที่ 100,365"
"อ๊ะ!" ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ร้องอุทานออกมาด้วยความประหลาดใจ!
"ที่แท้ เสาแสงนี้ก็สามารถดูอันดับของพวกเราได้ด้วย" พูดจบ หลายคนก็ดึงโจวเทียนซื่อให้ลุกขึ้น แล้วยื่นมือไปแตะเสาแสงนั้น
เสาแสงแสดงอันดับของทุกคนออกมาจริงๆ!
ทุกคนตื่นเต้นขึ้นมาทันที!
หร่วนหยวนก็ยิ้มกว้างยื่นมือไปแตะเสาแสงนั้นเช่นกัน
"หร่วนหยวน, ทำเนียบอันดับยุทธ์, อันดับระดับมนุษย์ที่ 163,517 ทำเนียบอันดับการสังหารซอมบี้, ไม่มี"
หร่วนหยวนหัวเราะออกมา "เอ๊ะ? แม่นจริงๆ ด้วย! ข้าไม่เคยฆ่าซอมบี้เลย!"
หลี่หลิงยื่นมือออกไปอย่างอยากรู้อยากเห็น ใช้นิ้วชี้จิ้มไปที่เสาแสง
"หลี่หลิง, ทำเนียบอันดับยุทธ์, อันดับระดับมนุษย์ที่ 3,171,616 ทำเนียบอันดับการสังหารซอมบี้, ไม่มี"
เมื่อมองดูอันดับที่แสดงบนเสาแสงนี้ ในใจของหลี่หลิงก็รู้สึกซับซ้อน
ที่แท้ คนที่เพิ่งฝึกยุทธ์มาไม่ถึงครึ่งเดือนอย่างนาง ก็สามารถปรากฏชื่อบนทำเนียบอันดับยุทธ์นี้ได้เช่นกัน เพียงแต่เป็นอันดับที่สามล้านกว่าเท่านั้น
หลี่หลิงมองดูเสาแสง อดไม่ได้ที่จะพึมพำออกมา "แล้วหลี่จิ้งซูล่ะ? หลี่จิ้งซูเป็นยังไง?"
คาดไม่ถึงว่า สิ้นเสียงพึมพำของหลี่หลิง ชื่อของหลี่จิ้งซูก็ปรากฏขึ้นบนเสาแสงนั้นด้วย!
"หลี่จิ้งซู, ทำเนียบอันดับยุทธ์, อันดับระดับมนุษย์ที่ 51,946 ทำเนียบอันดับการสังหารซอมบี้, อันดับการสังหารซอมบี้ที่ 8,010"
สีหน้าของหลี่หลิงเคร่งขรึมลง
ที่แท้วรยุทธ์ของหลี่จิ้งซู สามารถติดอันดับห้าหมื่นกว่าในบรรดานักยุทธ์ระดับมนุษย์ได้ เหนือกว่านักยุทธ์อย่างหร่วนหยวนไกลลิบ
"อันดับการสังหารซอมบี้ที่ 8,010..." หลี่หลิงก้มหน้าลงเล็กน้อย
จำนวนการสังหารซอมบี้ของหลี่จิ้งซูติดหนึ่งหมื่นอันดับแรก! ดูท่าทางหลี่จิ้งซูจะสังหารซอมบี้ไปมากมาย! หรือว่าตอนนี้หลี่จิ้งซูจะเข้าร่วมกับกองทัพแล้ว เริ่มเป็นทหารสังหารซอมบี้แล้ว?
หลี่หลิงเม้มปาก ตอนนั้นหลี่จิ้งซูต้องการจะฆ่านาง ท่านแม่ เสี่ยวเชา และเลี่ยลั่ว หรือว่านางไม่ได้จะเข้าวัง? ในเมื่อนางจะเข้าวัง ทำไมถึงหันไปเข้าร่วมกองทัพเพื่อสังหารซอมบี้!
เดี๋ยวก่อน!
ถ้าหลี่จิ้งซูเข้าร่วมกองทัพจริงๆ!
ด้วยจำนวนการสังหารซอมบี้มหาศาลขนาดนี้ หลี่จิ้งซูคงจะได้รับรางวัลปูนบำเหน็จ ได้รับชุดเกราะของกองทัพแล้วหรือเปล่า? หรือว่านางยังได้รับเคล็ดวิชายุทธ์ของกองทัพที่ดีกว่าวิชากำลังภายนอกเดิมของนางอีก?!
หลี่หลิงใช้มือข้างหนึ่งปิดปาก ดังนั้นตอนนี้หลี่จิ้งซูมีความเป็นไปได้สูงว่าได้ตำแหน่งในกองทัพแล้ว? ทั้งยังมีเคล็ดวิชาสำหรับฝึกกำลังภายในอีก!
โชคดีจริง!
ที่บนเสาแสงนี้ ชื่อที่แสดงคือหลี่หลิง!
หากบนนั้นแสดงชื่อหลี่จิ้งจิ้ง ไม่รู้ว่าหลี่จิ้งซูจะสงสัยหรือไม่ว่านางยังไม่ตาย!
ในตอนนี้ หากหลี่จิ้งซูกำลังตรวจสอบเสาแสงเช่นนี้อยู่พร้อมกัน หลี่จิ้งจิ้งที่นางสามารถตรวจสอบได้ก็เป็นเพียงหลี่จิ้งจิ้งที่ชื่อซ้ำกัน ไม่ใช่หลี่หลิงคนนี้!
เสียงที่ค่อนข้างตื่นเต้นของฉินฮั่วดังขึ้นข้างหู "แม่นางหลี่! ท่านกำลังตรวจสอบอันดับของคุณหนูจิ้งชูอยู่หรือ? ท่านรู้จักคุณหนูจิ้งชูใช่หรือไม่! ท่านต้องรู้จักคุณหนูจิ้งชูแน่ๆ พวกท่านหน้าตาคล้ายกันขนาดนี้!"
หลี่หลิงพูดอย่างเย็นชา "ไม่รู้จัก เพียงแค่ได้ยินท่านพูดว่านางหน้าตาคล้ายข้า ก็เลยอยากรู้ขึ้นมาหน่อย"
"โอ้" ฉินฮั่วไหล่ตก "ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้"
หลี่หลิงเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย ดึงมือกลับ
บนเสาแสง อันดับของหลี่หลิงและหลี่จิ้งซูก็หายไปแล้ว
หลี่หลิงถอยหลังไปสองสามก้าวอย่างเงียบๆ เปิดทางให้คนอื่นเข้ามาตรวจสอบอันดับของตนเอง
ฉินฮั่วเดินเข้าไปข้างหน้าอย่างกระตือรือร้น ยื่นมือไปแตะเสาแสงนั้น
"ฉินฮั่ว ทำเนียบอันดับยุทธ์ อันดับระดับมนุษย์ที่ 107,522 ทำเนียบอันดับการสังหารซอมบี้, อันดับการสังหารซอมบี้ที่ 93,523"
เสียงประหลาดใจของฉินฮั่วดังขึ้น "แสดงอันดับของข้าได้ด้วย! นี่ เสาแสงนี้ช่างมหัศจรรย์จริงๆ! หรือว่าจะเป็นของวิเศษจากเทพเซียน?!"
หลี่หลิงยืนอยู่ในฝูงชน มองดูเสาแสงนี้อย่างเงียบๆ สีหน้าของนางสงบนิ่ง แต่ในใจของนางก็ร้อนรุ่มไปด้วยเลือดที่สูบฉีดเช่นเดียวกับเหล่าชาวยุทธเหล่านี้!
ถูกต้อง! ตอนนี้หลี่หลิงวรยุทธ์อ่อนด้อย อันดับยุทธ์บนเสาแสงนี้อยู่ถึงสามล้านกว่าในระดับมนุษย์ ในขณะที่วรยุทธ์ของหลี่จิ้งซูไต่ไปถึงห้าหมื่นกว่าในระดับมนุษย์แล้ว แต่ว่าจะมีสักวัน!
จะมีสักวันแน่! ที่วรยุทธ์ของหลี่หลิงคนนี้จะเหนือกว่าหลี่จิ้งซู!
ในตอนนี้ หลี่หลิงไม่ขอมีชื่อเสียงก้องไกล ไม่ขอให้ชื่อเสียงขจรกระจายไปถึงคนรุ่นหลัง นางขอเพียงให้ตัวเองปีนป่ายขึ้นไป! ปีนขึ้นไปทีละน้อย! ปีนขึ้นไปอยู่ข้างหน้าหลี่จิ้งซู!
จากนั้นก็ชักกระบี่ล้างแค้น!
(จบบท)
อ่านต่อได้ที่ เอินเอิน ขอแปล ปัจจุบันจบแล้วถึงตอนที่ 587 นะคะ