- หน้าแรก
- คัมภีร์งามล้ำฟ้า ขอข้าครองยุทภพ
- บทที่ 86-88
บทที่ 86-88
บทที่ 86-88
บทที่ 86 บทละครน้ำเน่าชวนอึ้ง
เสียงทุ้มต่ำทรงพลังของบุรุษผู้หนึ่งดังขึ้นมาอย่างองอาจมั่นคง
“ม่อเส้าอี้! เจ้าเป็นถึงทายาทแห่งสกุลม่อผู้สูงศักดิ์ในยุทธภพ ไฉนจึงกระทำการล่วงเกินสตรีเยี่ยงนี้! การกระทำเช่นนี้ มิเท่ากับทำลายชื่อเสียงอันสั่งสมมาหลายสิบปีของตระกูลม่อกระนั้นหรือ!”
“จะ...เจ้าสำนัก!” ชายหนุ่มหน้าตื่น สีหน้าปรากฏทั้งละอายทั้งหวาดกลัว เขากลอกตาไปมา แล้วก็ชี้มือไปที่หลี่หลิง
“เจ้าสำนัก! เป็นนาง! เป็นนางเองที่กล่าวว่าตนอยู่ในปลายยุคโลกาวินาศไร้ที่พึ่ง อยากให้ข้าคุ้มครองนาง! ข้าหลงเชื่อคำพูดของนาง คิดว่านางมีใจให้ข้าจริงๆ ถึงได้...ถึงได้…”
“คนไร้ยางอาย!” หลี่หลิงแผดเสียง
“เจ้าสำนัก ข้าไม่เคยกล่าวถ้อยคำนั้นเลยเจ้าค่ะ”
โจวอี้ฉือหันมามองหลี่หลิงอย่างพิจารณา
เด็กสาววัยราวสิบห้าหรือสิบหกปี ใบหน้ายังดูอ่อนวัย ผิวพรรณขาวเนียนใสราวทารก ใบหน้าละมุนละไม ทรงผมเกล้าง่ายๆ แต่กลับงามสง่าด้วยผมยาวดำขลับสะบัดพลิ้วตามลม เสื้อตัวบนเป็นสีแดงขับให้ริมฝีปากดูชวนลุ่มหลง พวงแก้มมีสีชมพูบาง ๆ แทบมองไม่เห็น
ยามนี้ ดวงหน้างามสดใสของนางเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว ในแววตายังมีประกายเย่อหยิ่ง หญิงสาวมองม่อเส้าอี้ที่นอนอยู่กับพื้นราวกับเป็นของเน่าเปื่อยไม่ควรแตะต้องแม้ปลายเท้า
สีหน้าของโจวอี้ฉือถึงกับเปลี่ยนไปทันตา ริมฝีปากของเขาคลี่ยิ้มบางๆ แบบที่หนุ่มๆ มักยิ้มให้สาวที่หมายปอง ตัวเขาโน้มมาด้านหน้าเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว ดวงตาแน่วแน่ราวกับหลงใหล เขายื่นมือออกไปหมายจะสัมผัสพวงแก้มนาง พร้อมพึมพำ
“หลิงเอ๋อร์…”
หลี่หลิงก้าวถอยหลังหลบมือเขาทันที
นางมองโจวอี้ฉืออย่างละเอียดอีกครั้ง ก็พบว่าในแววตาของชายวัยกลางคนที่มีบุคลิกผึ่งผายเต็มไปด้วยน้ำตารื้น มีทั้งความเจ็บปวดและความยินดีอย่างคลั่ง
หลี่หลิงเม้มริมฝีปากเล็กน้อย
“เจ้าสำนัก ข้าคิดว่าท่านคงจำผิดคนแล้วเจ้าค่ะ”
คำพูดของหลี่หลิงเหมือนปลุกสติให้โจวอี้ฉือฟื้นคืน
เด็กสาวเบื้องหน้าดูอ่อนวัยกว่าหลิงเอ๋อร์ของเขา งามหมดจดยิ่งกว่าด้วยซ้ำ สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนเป็นเศร้าสร้อย หดหู่ และปวดร้าว
ครู่หนึ่ง เขาจึงลืมตาขึ้นอีกครั้ง สีหน้าได้คืนความสงบเยือกเย็นดังเดิม
หลี่หลิงไม่จำเป็นต้องพูดอะไรมาก เพียงแค่มองสบตาเขา ก็เห็นชัดถึงความจริงทั้งหมด
หญิงสาวนางนี้ทั้งงดงาม ทั้งน่าสงสาร หากนางปรารถนาจะฝากตัวกับชายใด คงไม่ใช่เรื่องยาก…ที่แห่งนี้มีวีรบุรุษหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่เต็มไปหมด
ต่อให้จะหาผู้ชายมาคุ้มครอง ก็ไม่จำเป็นต้องเลือกไอ้ม่อเส้าอี้ที่ทั้งหน้าตาธรรมดาและนิสัยต่ำช้าเช่นนี้
ว่าไม่ผิดเลย หากหญิงสาวไม่ยอมแม้แต่จะเปิดปากพูดกับม่อเส้าอี้เสียด้วยซ้ำ
โจวอี้ฉือตัดสินใจได้ทันที เขาพยักหน้าให้หลี่หลิง
“เป็นข้าที่เสียมารยาท…แม่นางใช่เจ้าหรือไม่ ที่เพิ่งเข้ามาพำนักในสำนักเมื่อวานนี้?”
หลี่หลิงพยักหน้าตอบ พร้อมประสานมือคำนับแบบชาวยุทธ
“ขอบพระคุณเจ้าสำนักที่ให้ที่พักพิงเจ้าค่ะ”
ยามเห็นหลี่หลิงก้มหน้า โจวอี้ฉือถึงกับนิ้วมือสั่นไหวเล็กน้อย แต่ยังคงควบคุมอารมณ์ไว้ได้ ครั้นหลี่หลิงเงยหน้าขึ้น เขาก็กล่าวว่า
“วันนี้แม่นางต้องพบเจอเรื่องเช่นนี้ในเขตของข้า เป็นความบกพร่องของข้าโดยแท้ ข้าจะให้คำตอบกับแม่นางอย่างแน่นอน”
หลี่หลิงมิได้ปฏิเสธ
“ขอบพระคุณเจ้าสำนักเจ้าค่ะ”
ขณะนั้นเอง ชายหลายคนก็เริ่มทยอยออกมาจากทางประตูหลังของสำนัก เดินเข้ามาด้วยความอยากรู้อยากเห็น
หลี่หลิงเห็นจำนวนชายหนุ่มที่เดินเข้ามาเรื่อยๆ และรู้สึกได้ถึงสายตานับไม่ถ้วนที่จับจ้องมายังตนเอง ใจของนางเริ่มหนักอึ้งขึ้นมา
นางนึกถึงคำพูดของม่อเส้าอี้ก่อนหน้านี้
“ในสำนักแห่งนี้มีผู้ชายอยู่หลายร้อยคน พวกมันแต่ละคนเลือดลมพลุ่งพล่าน ยุคนี้มันไม่ใช่ยุคของคุณธรรมแล้วนะ เจ้างามขนาดนี้ เจ้ามิคิดหรือ ว่าถ้าพวกมันเกิดอดใจไม่ไหวขึ้นมา เจ้าคนเดียวจะต้านทานไหวกี่คน?”
หากเป็นยุคปกติ หลี่หลิงคงยังพอเชื่อมั่นในความมีคุณธรรมของวีรบุรุษในยุทธภพอยู่บ้าง แต่ในยุคโลกาวินาศเช่นนี้ ที่ความเป็นระเบียบหมดสิ้น ความหวังในการอยู่รอดแทบไม่มี นางก็อดไม่ได้ที่จะคิดในแง่ร้ายกับคน
เวลานี้เอง หลี่หลิงเริ่มรู้สึกเสียใจที่ตัดสินใจเข้ามายังสำนักแห่งนี้
หลี่หลิงหันไปพูดกับโจวอี้ฉือ
“ท่านเจ้าสำนัก เรื่องของม่อเส้าอี้ ข้าขอมอบให้ท่านตัดสินเถิด ข้าเชื่อว่าท่านจะให้ความยุติธรรม งั้นข้าขอตัวกลับก่อนนะเจ้าคะ”
โจวอี้ฉือพยักหน้า
หลี่หลิงเบี่ยงตัวอย่างเฉยชา
“ท่านพี่หลิน ท่านจะกลับหรือไม่เจ้าคะ?”
ตอนแรกหลินเมิ่งกูอุตส่าห์มีน้ำใจชวนหลี่หลิงมาฝึกขี่ม้า หลี่หลิงยังรู้สึกซาบซึ้งใจ
แต่มาเจอเหตุการณ์แบบนี้ นางกลับทำตัวไม่ยุ่งไม่เกี่ยวเลยแม้แต่น้อย
หลี่หลิงไม่โกรธหรอก แค่รู้สึกว่า...คนแบบนี้คงไม่ควรคบให้ลึกซึ้งนัก ไม่ต้องมาเป็นพี่น้องกันให้มากความ
หลินเมิ่งกูยิ้มเขินๆ
“อืมอืม…น้องหลี่ ข้าจะไปกับเจ้า”
พูดจบก็เดินไปหา แล้วเอื้อมมือมาหมายจะจับมือหลี่หลิง
หลี่หลิงยกมือขึ้นจัดทรงผม ทำทีเลี่ยงมือหลินเมิ่งกู แล้วรีบเดินกลับเรือนพักของตน
หลินเมิ่งกูก้มหน้า รีบตามหลี่หลิงไป หลบกลุ่มชายหลายสิบคนแล้วเดินกลับไปยังลานที่พัก
หลี่หลิงพอกลับถึงห้อง ก็เริ่มนั่งสมาธิฝึกพลังภายในอีกครั้ง
ด้านโจวอี้ฉือกล่าวว่า
“ม่อเส้าอี้ สำนักของข้าไม่อาจเก็บคนเช่นเจ้าที่คิดรังแกผู้หญิงไว้ได้อีก! วันนี้…เจ้าออกไปเสีย!”
ชายหนุ่มที่มุงดูอยู่แต่ละคนสีหน้าแปลกต่างกันไป แต่เพราะโจวอี้ฉือคือผู้นำยุทธภพที่ยึดถือความยุติธรรมเป็นหลัก จึงไม่มีใครกล้าเอ่ยค้าน
ม่อเส้าอี้ขบกราม ลุกขึ้นปัดฝุ่นจากตัวแล้วหัวเราะเยาะ
“เจ้าสำนัก! ท่านอย่ามาทำเป็นคุณธรรมจอมปลอม! ท่านกล่าวหาว่าข้าลวนลามเด็กสาว แล้วตัวท่านเองเล่า? ท่านก็เห็นว่านางหน้าตางดงาม แล้วมิใช่หรือที่คิดจะยื่นมือไปแตะต้องนาง! ท่านมีสิทธิ์อะไรจะมาตัดสินข้า!”
คำพูดนี้ทำให้ฝูงชนที่มุงดูอยู่ถึงกับฮือฮา ทุกสายตาพากันจ้องไปที่โจวอี้ฉือ
ม่อเส้าอี้แสยะยิ้ม แววตาล้อเลียน
“เจ้าสำนัก! ยุคนี้มันยุคสิ้นโลก พรุ่งนี้จะเป็นตายร้ายดีอย่างไรก็ไม่รู้ พวกเราก็อยู่กันในสำนักเดียวตั้งหลายร้อยคน จะมัวมายึดกฎเกณฑ์อะไรให้มากความ? ข้าว่าพวกเราควรจะ…ควรจะ…แบ่งผู้หญิงในสำนักทั้งสี่คนให้กัน…”
ว่าแล้วก็หัวเราะหยาบโลน
“พวกเรามีกันตั้งเท่าไร จะว่าไป...นางทั้งสี่คนนั้น…”
“หุบปาก!” โจวอี้ฉือโกรธจนตัวสั่น เขาฟาดมือไปหนึ่งที ร่างของม่อเส้าอี้กระเด็นไปนอนกองกับพื้น สำลักเลือดกระอักไม่หยุด
โจวอี้ฉือขมวดคิ้วแน่น หันไปมองฝูงชนที่ยืนมุงอยู่ ความรู้สึกเย็นเยียบตีตื้นขึ้นมาในใจ เพราะในหมู่คนเหล่านี้…บางคนในนั้นมีสายตาเริ่มเห็นด้วยกับคำพูดของม่อเส้าอี้เสียแล้ว
…
ในวันนั้นเอง ใต้คลิปวิดีโอไลฟ์สดของผู้ใช้ชื่อ “หลี่เถียวเถียวเถียวเถียวเถียวเถียวเถียว” ก็มีคนมากดติดตามและคอมเมนต์เพิ่มขึ้นอีกเพียบ
หนึ่งในคอมเมนต์ที่ได้รับยอดไลค์สูงสุดคือ
“วันสิ้นโลก ผีดิบ ย้อนยุค…พล็อตพวกนี้เบื่อจะตายอยู่ละ คนเขียนบทไม่มีไอเดียใหม่เหรอ? ตอนก่อนนู้นไอ้หมอนั่นชื่อฉินฮั่วก็บอกว่านางเอกเหมือนผู้มีพระคุณที่ชื่อ ‘หลี่จิ้งซู’ มาตอนนี้ เจ้าสำนักใหญ่นี่ก็ดันบอกว่านางเอกเหมือน ‘หลิงเอ๋อร์’ ของเขาอีก…เขียนบทแบบนี้คือดูซีรีส์น้ำเน่ามากไปไหม? เล่นพล็อตซ้ำซาก!”
คอมเมนต์นี้ได้รับเสียงสนับสนุนจากชาวเน็ตมากมาย ยกเว้นอยู่คนเดียวที่สวนกลับ
“เอ๊าๆๆ แล้วไงอ่ะ? อย่าบอกนะ ว่าอยากให้นางเอกหน้าเหมือนแม่ตัวเอง ถึงจะเรียกว่าพล็อตแปลก!”
…………………………………………………………………………………………………………………………………
บทที่ 87 โฉมสะคราญสุดพิภพ
เช้าวันนั้น ข่าวลือก็ระเบิดขึ้นในหมู่คนของสำนักจื้อหย่วน
ว่ากันว่าเมื่อวานนี้มี “หญิงงามล่มเมือง” คนหนึ่ง เข้ามายังสำนักจื้อหย่วน!
นางอยู่ได้เพียงวันเดียว ก็กระตุกต่อมสวาทของทายาทตระกูลม่ออย่างม่อเส้าอี้ จนเจ้าหมอนั่นถึงกับลวนลามนางเข้าให้ แต่ดันเจอเจ้าสำนักเข้าจังๆ ทำเอาท่านเจ้าสำนักโกรธจัด ตบม่อเส้าอี้ซะกระอักเลือดไม่หยุด แล้วยังเตะมันออกนอกสำนักทันทีอีกต่างหาก!
...แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะเล่าตรงกันเป๊ะๆ
อีกเรื่องก็เล่าว่า…เมื่อวานนี้ มีหญิงงามอันดับหนึ่งปรากฏตัวขึ้นที่สำนักแห่งนี้ พอนางเผยโฉมเท่านั้นแหละ ม่อเส้าอี้กับเจ้าสำนักก็หันมาแย่งนางกันเอง! ท่านเจ้าสำนักผู้สูงศักดิ์ผึ่งผายแม้จะล่วงวัยกลางคน ทั้งที่โสดมานานหลายปี…แต่ครั้งนี้ ถึงกับโดนนางมัดใจเข้าเต็มๆ ถึงขั้น “บันดาลโทสะเพราะนารี” ตบคู่แข่งซะจมดิน แล้วเตะออกจากสำนักทันที!
แน่นอนว่าสำนักที่มีคนอยู่กันเป็นร้อยๆ คนนี้ ถึงจะยุคสิ้นโลกก็เถอะ เรื่องน่าตื่นเต้นที่สุดก็ยังหนีไม่พ้นแค่ฝึกวรยุทธ์อย่างเดียว พอมีเรื่องร้อนแบบนี้หลุดมา ทุกคนก็เงี่ยหูฟังกันแทบจะพร้อมเพรียง
ไม่กี่ชั่วโมง ข่าวก็ลือสะพัดไปทั่วทั้งสำนัก
บรรดายอดยุทธทั้งหลาย ต่างก็แบ่งฝ่ายเชื่อคนละแบบ
บางคนก็เชื่อเรื่องเล่าแรก…ม่อเส้าอี้ลวนลามหญิงงามเลยโดนลงโทษ
บางคนก็เชื่อเรื่องเล่าที่ที่สอง…เจ้าสำนักแย่งผู้หญิงกับม่อเส้าอี้ เลยฟาดมันซะ
แต่ไม่ว่าข่าวจะเล่ายังไง สองประเด็นสำคัญก็คือ
หนึ่ง…มีหญิงงามเข้ามาในสำนัก
สอง…ม่อเส้าอี้โดนไล่ออกไปแล้ว
ซึ่งแน่นอนว่า “หญิงงาม” นั้น ดึงความสนใจมากกว่าหัวข้อไล่คนออกเป็นไหนๆ
หญิงงามอันดับหนึ่งเชียวนะ!
ในยุทธภพนี้ หญิงสาวที่จะได้ฉายาว่า “งามระดับล่มเมือง” นั้นหาได้ยากยิ่ง
ทุกครั้งที่ข่าวแบบนี้โผล่มา บรรดายอดยุทธก็วิ่งกรูกันไปดูหน้ากันหมด จะให้พลาดได้อย่างไร!
พอมีข่าวงามล่มเมือง หนุ่มๆ ทั้งหลายก็แทบคลั่ง เพราะสาวงามพวกนี้มักจะถือเนื้อถือตัว ไม่ยอมสุงสิงกับใครง่าย ๆ แถมไม่ค่อยออกมาให้ใครเห็นอีก
นานๆ ทีถึงจะโผล่มาให้เห็นกันชัด ๆ ไม่แปลกที่ทุกคนจะรีบมามุงกันขนาดนี้
...
ด้านหลี่หลิง หลังจากกลับจากลานฝึกม้า นางก็เข้าสู่โหมดฝึกวิทยายุทธ์ต่อเนื่องยาวถึงเที่ยงวัน
จนกระทั่งหร่วนหยวนมาเรียกให้ไปกินข้าวเที่ยง หลี่หลิงถึงค่อยลืมตาขึ้น แล้วหยุดการฝึก
นางขานรับเบาๆ แล้วเดินช้า ๆ ออกจากห้องตรงไปยังเรือนหลัก
เรื่องตอนเช้า ยังทำให้นางครุ่นคิดไม่หยุด…จะอยู่ต่อดีหรือจะไป?
ถ้าออกจากสำนักจื้อหย่วน ถึงจะขอม้าหนึ่งตัวจากเจ้าสำนักมาได้ นางก็ยังไม่มั่นใจว่าจะรอดจากไอ้พวก "โจรเด็ดบุปผา" ได้อยู่ดี
แต่ถ้าอยู่ต่อ ถึงจะมีอันตราย…แต่ดูจากนิสัยของเจ้าสำนัก บางที...สถานการณ์อาจจะไม่เลวร้ายเกินควบคุม
เฮ้อ…ยาก! ไปก็ยาก อยู่ก็ลำบาก!
วิทยายุทธ์สิ!
นางจะต้องฝึกจนเก่งให้ได้ จะได้ไม่ต้องมาคอยคิดมากแบบนี้อีก
ถ้านางเก่งเหมือนเจ้าสำนักที่ซัดพวกเลวๆ จนกระอักเลือดได้น่ะ นางคงอยู่ได้แบบสบายใจไปนานแล้ว!
คิดไปคิดมา หลี่หลิงก็ตัดสินใจว่ายังไม่ออกจากที่นี่ตอนนี้ละกัน
นางเดินเข้าเรือนอย่างนิ่งสงบ
โต๊ะไม้ใหญ่ในห้องถูกจัดเรียงอาหารไว้เรียบร้อย…กับข้าาวห้าอย่างหนึ่งแกงเหมือนเคย
หร่วนหยวนกับหลินเมิ่งกูนั่งรออยู่แล้ว ทั้งคู่ส่งยิ้มมาให้นาง
หลี่หลิงขึ้นโต๊ะ ทักทายกันตามมารยาทแล้วก็เริ่มลงมือกิน
กินเงียบ ไปได้แค่ไม่กี่คำ หร่วนหยวนก็กลั้นไม่ไหว ถามเสียงตื่นเต้น
“น้องหลี่ วันนี้เจ้าลงไปเรียนขี่ม้า เจ้าได้พบเหตุอันใดบ้างหรือ?”
หลี่หลิงคีบผักเข้าปากอย่างใจเย็น
“ก็เจอพวกสารเลวคนหนึ่ง แต่โชคดีที่ท่านเจ้าสำนักทรงมีคุณธรรม โปรดเมตตา ให้ความเป็นธรรมแก่ข้าเจ้าค่ะ”
“จริงรึ?” หร่วนหยวนทำตาโต
“แต่ข้าได้ยินว่า ท่านเจ้าสำนักกับม่อเส้าอี้ ทั้งสองคนแย่งกันหลงรักน้องหลี่ต่างหากเล่า! เขาจึงได้ลงไม้ลงมือสั่งสอนมันให้หลาบจำ!”
หลี่หลิงสะอึก หันมองนาง
“พี่หร่วน ท่านได้ยินจากผู้ใด?”
“ก็ทั้งสำนักเล่ากันไปหมดแล้วน่ะสิ!” หร่วนหยวนตาเป็นประกาย หน้าเต็มไปด้วยความคึกคัก
“น้องหลี่! บอกข้ามาเถิด เจ้ากับเจ้าสำนักนั้น…มิใช่คู่หมายกันอยู่รึ?”
หลี่หลิงถึงกับหมดคำ
“พี่หร่วน ท่านคิดมากไปแล้ว...พิจารณาความจริงเถิด ข้าเพิ่งเข้ามาสำนักเมื่อวานนี้เอง ยังไม่เคยพบหน้าท่านเจ้าสำนักด้วยซ้ำ พอได้เจอกันแค่ครั้งเดียว...มันจะมีอะไรได้เล่าเจ้าคะ?”
“ก็จริงของเจ้านะ!” หร่วนหยวนทำหน้าผิดหวัง แต่อยู่ ๆ ก็ตาลุกวาว
“เอ๊ะ! มิถูก! น้องหลี่เจ้างามถึงเพียงนี้ ท่านเจ้าสำนักหลงรักเจ้าแรกพบก็มิใช่เรื่องแปลกไม่ใช่หรือ? ฮ่า ๆ ๆ...มิแน่นะ เจ้าอาจได้เป็นพี่สะใภ้ข้าก็เป็นได้!”
หลี่หลิงกลอกตาแรงๆ มองอีกฝ่ายทีหนึ่ง
หร่วนหยวนเคี้ยวข้าวไปเพ้อฝันไป เหมือนไม่ได้ยินที่นางพูดเลยแม้แต่น้อย
เห็นนางเริ่มเพ้อหนักขึ้นเรื่อย ๆ หลี่หลิงเลยรีบเปลี่ยนเรื่อง
“พี่หร่วน ถ้าสำนักนี้มีหญิงเพียงสี่คน แล้วพวกเราทั้งสี่ก็อยู่ในเรือนเดียวกัน เหตุใดท่านป้าเหลียงจึงไม่ร่วมโต๊ะกับพวกเราเล่าเจ้าคะ?”
ตอนนี้มันยุคสิ้นโลกแล้ว ทั้งที่พักอยู่ด้วยกันแท้ๆ ทำไมต้องแยกกิน?
“อ้อ ท่านป้าเหลียงน่ะรึ!” หร่วนหยวนเหมือนเพิ่งนึกออก
“นางก็เป็นคนที่น่าสงสารคนหนึ่งแหละ น้องหลี่รู้หรือไม่ ว่าสำนักจื้อหย่วนแม้จะมั่งคั่งใหญ่โต แต่กลับมิได้มีไร่นาเป็นของตน?”
หลี่หลิงพยักหน้า นางเองก็เคยสังเกตว่าที่นี่มีทั้งลานฝึก สนามม้า สวนดอกไม้ แต่ไม่มีนาข้าวสักแห่ง
หร่วนหยวนอธิบาย
“เจ้าสำนักเขาไปตั้งหมู่บ้านลูกจ้างไว้ที่เนินเขาใกล้ๆ คนพวกนั้นทำไร่ให้สำนัก”
หลี่หลิงมือชะงักไปทันที
หมู่บ้านเล็กๆ?
หรือว่าจะใช่...หมู่บ้านซอมบี้ ที่เลี่ยลั่วกับหลี่จิ้งซูเคยไปดูนั่นน่ะ?!
ที่แท้หมู่บ้านนั้นเป็นของสำนักนี่เอง?
“แล้วต่อมาเล่า?” หลี่หลิงถาม
หร่วนหยวนถอนหายใจ
“ก็พอฝนเลือดตกลงมา คนในสำนักก็เริ่มป่วยกัน ท่านเจ้าสำนักก็ไม่ทอดทิ้งใคร ให้สาวใช้ไปดูแลพวกคนป่วย แต่ดันกลายเป็นโดนซอมบี้กัดตายกันหมด สำนักเสียคนไปมาก พอจัดการพวกซอมบี้ในสำนักเสร็จแล้ว ก็สายเกินกว่าจะไปช่วยชาวบ้านหมู่บ้านนั้นแล้ว”
หลี่หลิงต่อคำทันที
“ทุกคนในหมู่บ้าน...กลายเป็นซอมบี้หมดแล้ว?”
“ประมาณนั้นแหละ” หร่วนหยวนใช้ตะเกียบเขี่ยข้าวในชาม
“ท่านเจ้าสำนักจึงได้แต่ขนข้าวของจากหมู่บ้านนั้นกลับมาหมด”
หลี่หลิงคิดครู่หนึ่ง ก่อนถาม
“แล้วท่านป้าเหลียงล่ะ? นางเป็นคนหมู่บ้านนั้นหรือ?”
“ใช่แล้ว!” หร่วนหยวนพยักหน้า หันไปชี้หลินเมิ่งกู
“เป็นแม่นางหลินนี่แหละที่ช่วยชีวิตนางไว้! นางขี่ม้าผ่านพอดี เจอท่านป้าเหลียงกำลังหนี เลยดึงขึ้นม้าหนีออกมาได้”
หลี่หลิงหันไปพยักหน้าให้หลินเมิ่งกู
“พี่หญิงหลินช่างจิตใจงามนัก ไม่เพียงสอนข้าขี่ม้า ยังช่วยชีวิตผู้อื่นด้วย”
หลินเมิ่งกูยิ้มเขินๆ
“ก็บังเอิญน่ะ ข้ากำลังมาหาสำนัก ก็เลยขี่ม้าผ่านหมู่บ้านนั้น”
หร่วนหยวนเสริม
“แม่นางหลินน่ะ ถึงจะพูดไม่มาก แต่ก็สนิทกับท่านป้าเหลียงนัก บางครั้งยังช่วยงานในครัวอีกด้วยนะ!”
“อ้อ” หลี่หลิงรับคำเบาๆ แต่ในใจก็ยังไม่ได้รู้สึกอะไรกับนางอยู่ดี
“ว่าแต่น้องหลี่ วันนี้เรียนขี่ม้าเป็นอย่างไรบ้าง?” หร่วนหยวนถามอีก
หลี่หลิงยิ้ม
“ก็พอไปได้เจ้าค่ะ ข้าเรียนพื้นฐานเรียบร้อย ที่จริงยังอยากไปฝึกเพิ่มอีกหลายวันอยู่ แต่ดันไปเจอพวกเลวเข้าให้ แบบนี้คงต้องเอาไว้ก่อนเจ้าค่ะ”
หร่วนหยวนพยักหน้าแรง
“ใช่เลย! เจ้าควรอยู่ในเรือนนี่เสีย ปลอดภัยกว่า เดี๋ยวนี้สำนักเปลี่ยนไปมาก คนดีคนชั่วปะปน ข้าเองก็ไม่อยากออกไปข้างนอกเลย! พวกผู้ชายบางคนก็ช่างน่ารำคาญเหลือเกิน!”
หลี่หลิงพยักหน้า ก้มหน้ากินต่อ
ดูท่า...ก่อนนางจะเข้ามาในสำนักนี้ หร่วนหยวนเองก็คงเคยเจอพวกสารเลวมาเหมือนกัน
ที่นี่...มีผู้ชายเป็นร้อย มีผู้หญิงแค่สี่คน แถมโลกยังล่มสลายขนาดนี้ ถ้าไม่มีเจ้าสำนักคอยกดไว้ล่ะก็...แค่คิดก็ขนลุกแล้ว
มื้อนี้จบลงท่ามกลางความเงียบของหลินเมิ่งกู กับเสียงกระซิบกระซาบเบาๆ ของหลี่หลิงกับหร่วนหยวน
พอกินเสร็จ หลี่หลิงกับหลินเมิ่งกูก็ช่วยกันเก็บโต๊ะ
หร่วนหยวนเห็นก็เลยลุกขึ้นมาช่วยอีกแรง
หลินเมิ่งกูพูดเสียงเบา
“ข้าจะไปตามท่านป้าเหลียง” ว่าแล้วก็เดินไปเปิดประตูเรือน
แต่พอเปิดประตูออกมา เสียงดังอื้ออึงก็ดังลอยเข้ามา
เหมือนมีคนอยู่กันเป็นสิบๆ ที่หน้าประตูเรือน กำลังหัวเราะคิกคักกระซิบกระซาบ
หลินเมิ่งกูหยุดเดินกะทันหัน หลี่หลิงกับหร่วนหยวนสบตากัน แล้วรีบเงี่ยหูฟัง
เสียงผู้ชายหลายสิบคน กำลังพูดถึงเรื่อง “หญิงงามอันดับหนึ่ง”
หร่วนหยวนตกใจ
“น้องหลี่...พวกเขามาที่นี่...เพื่อดูเจ้ารึ?!”
…………………………………………………………………………………………………………………………………
บทที่ 88 มีเพียงความเป็นกับความตาย
หลี่หลิงเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ ที่หน้าประตูเรือนเล็กมีเสียงผู้ชายหลายคนดังแว่วมาชัดเจน
“เจ้าว่า...หญิงงามคนนั้น จะงามทัดเทียมกับคุณหนูหลิ่งเซียนจื่ออันดับหนึ่งแห่งยุทธภพได้หรือ? เฮ้อ…ยุคนี้กลายเป็นเช่นนี้แล้ว ไม่รู้แม่นางหลิ่งจะเป็นตายร้ายดีประการใด...คนงามปานนั้น หากถูกภัยยุคสิ้นโลกย่ำยี คงน่าเสียดายนัก…”
เสียงนั้นแฝงความเสียดายเต็มเปี่ยม
“คนงามยิ่งกว่าหลิ่งเซียนจื่ออย่างงั้นหรือ? ข้าว่าแม่นางที่เข้ามาใหม่ในสำนัก ก็คงแค่ลือกันเกินจริงกระมัง เฮอะๆ หรือไม่ก็เป็นแค่ม่อเส้าอี้นั่นแหละ หิวจนหน้ามืด ไปหลงสาวหน้าตาพอดูได้ก็เลยเพ้อเจ้อ!”
อีกคนพูดพลางหัวเราะเจือลามก
“เจ้าจะบอกว่าม่อเส้าอี้หิวโหยข้าเชื่อได้อยู่ แต่เจ้าสำนักเรานั้นเล่า? ท่านเป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ จะไปหมายปองหญิงธรรมดาได้เยี่ยงไร?”
“นั่นสิ เพราะงั้นพวกเราถึงต้องมาเห็นกับตา! ถ้าแม่นางงามจริง จะคู่ควรกับเจ้าสำนักก็ยังไม่เกินเลยนัก ถ้าไม่งามล่ะก็…ก็ถือว่าเดินเที่ยวเปล่าๆ ไปวันๆ ก็เท่านั้นเอง”
หลี่หลิงขมวดคิ้วน้อยๆ
พวกยอดยุทธนี่ว่างกันขนาดนี้เลยเหรอ? ถึงได้สุมหัวนินทากันแบบนี้?
หร่วนหยวนขยิบตาให้หลี่หลิง
“น้องหลี่ เจ้ารออยู่ก่อน อย่าเพิ่งออกไปนะ...ดูข้าจัดการให้เอง!”
นางอ้อมตัวหลินเมิ่งกู แล้วเดินออกจากเรือน ผ่านลานเล็กจนถึงประตูทางเข้าเรือน
หน้าตาหร่วนหยวน คนในสำนักรู้จักกันแทบหมด
พอเห็นนางปรากฏตัว เหล่าชายหนุ่มนับสิบที่มุงกันอยู่หน้าประตูก็รีบประสานมือ
“ขอคารวะคุณหนูพันลี้!”
หร่วนหยวนยิ้มหวาน
“อ๊ะ พวกท่านสุภาพกันเกินไปแล้ว แล้วนี่...มากันทำไมมากมายเช่นนี้? หรือว่ามารอดูน้องหลี่ของข้า?”
ชายหนุ่มเตี้ยอ้วนคนหนึ่งรีบตอบ
“คุณหนู พวกเราก็แค่ได้ยินว่าในสำนักมีหญิงงามอันดับหนึ่งเข้าใหม่ ก็เลยมาดูให้เห็นกับตาว่า นางจะคู่ควรกับคำว่า ‘โฉมสะคราญ’ จริงหรือไม่ขอรับ!”
หร่วนหยวนเลิกคิ้ว วางมือไว้ด้านหลัง
“โฮะๆ แต่หญิงงามอันดับหนึ่ง ไม่ใช่ของที่จะเห็นได้ง่ายๆ เสียหน่อย จะให้นางออกมาทันทีแค่เพราะพวกท่านอยากดู มันจะง่ายไปหรือไม่?”
ชายหนุ่มรูปงามในชุดเขียว มือถือพัดกระดาษ เคาะพัดกับมืออีกข้าง
“เช่นนั้น…คุณหนูมีความเห็นว่าอย่างไรเล่าขอรับ?”
หร่วนหยวนทำหน้าทะเล้น
“น้องหลี่ของข้างามขนาดนั้น บุรุษอยากเห็นนางคงมีไม่รู้กี่ร้อย หากพวกท่านทุกคนมาเคาะประตูเรียกนางทุกวัน แล้วนางจะพักผ่อนเยี่ยงไรเล่า? ข้าว่า...ใครมีของขวัญดีๆ มามอบให้นางก่อน นางจึงจะยอมออกมาพบเป็นกรณีพิเศษ!”
ชายชุดเขียวชูพัดขึ้นแนบหู
“เอ้อ ฟังดูมีเหตุผลดีไม่น้อย…” พูดจบก็กวาดตามองไปรอบๆ
“ท่านทั้งหลาย มีผู้ใดมีของดีจะมอบให้แม่นาง เพื่อให้แม่นางออกมาให้เห็นโฉมหรือไม่?”
บรรดาชายหนุ่มพากันมองหน้ากัน แล้วเริ่มถกกันจริงจัง
“ตอนเข้ามาก็ไม่ได้เอาอะไรติดตัว นอกจากอาวุธ…แม่นางจะสนใจหรือ?”
“ใช่! ข้าก็เหมือนกัน!”
...
ด้านนอกเริ่มเมาท์กันเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ หลี่หลิงฟังแล้วก็เริ่มคิดว่ามันเริ่มจะเลยเถิดไปแล้ว นางส่ายหัวเบาๆ แล้วเดินออกจากเรือนเสียเอง
หร่วนหยวนยังเล่นอยู่ไม่เลิก
“เฮ้อ! พวกท่านทั้งหลาย ไม่มีของดีจะให้แม่นาง ก็ยังอยากจะพบ อยากจะดู…จะมีอะไรได้มาง่ายดายถึงเพียงนั้นกัน?”
ยังพูดไม่ทันจบดี ก็เห็นชายหนุ่มทั้งหลายพากันหยุดพูด หยุดหัวเราะ หยุดทุกสิ่ง แล้วจ้องไปยังด้านหลังของหร่วนหยวนกันหมด
นางหันไปดู ก็เห็นหลี่หลิงเดินเข้ามาข้างกายแล้ว
“น้องหลี่ ออกมาทำไมเล่า?” หร่วนหยวนกระซิบ เสียดายอยู่ในใจ…ข้ายังสนุกไม่พอเลย!
หลี่หลิงยืนเคียงข้างหร่วนหยวน มองชายหนุ่มเหล่านั้นด้วยสายตาเย็นๆ
หญิงสาววัยราวสิบห้าสิบหก ผิวขาวผ่องไร้เครื่องสำอาง ใบหน้านั้น…คิ้ว ตา จมูก ปาก ล้วนไม่มีส่วนใดที่ไม่งดงาม เส้นผมดำพลิ้วไหวไปตามสายลม แสงอาทิตย์สาดกระทบใบหน้าจนเหมือนมีออร่าสว่างล้อมรอบ
นางสวมเสื้อและกระโปรงสีแดงสด แต่กลับให้ความรู้สึกสง่างามละมุนละไม ทั้งงามทั้งอ่อนโยนอย่างน่าเอ็นดู...จนผู้คนไม่กล้าพูดเสียงดัง เพราะกลัวทำให้นางตกใจ
ลานหน้าบ้านเงียบสนิททันที
สายตานับสิบคู่จับจ้องอยู่ที่หลี่หลิงทั้งหมด ถูกความงามของนางกลืนกินไปโดยสมบูรณ์
หลี่หลิงเม้มริมฝีปากเล็กน้อย แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น
“พวกท่านมารอดูข้ารึ?”
ชายหนุ่มแต่ละคนมีปฏิกิริยาแตกต่างกัน บ้างหน้าแดง บ้างยืนเหม่อลอย
ชายชุดเขียวพัดกระดาษแววตาเป็นประกาย ก้มตัวคารวะ
“ใช่ขอรับ พวกข้าทั้งหลายปรารถนาจะได้เห็นโฉมหน้าแม่นาง ด้วยมิได้เตรียมของกำนัลไว้ก่อน ต้องขออภัยยิ่งนัก”
หลี่หลิงเอ่ยอย่างเย็นชา
“ในเมื่อพวกท่านได้เห็นแล้ว เช่นนั้น...ข้าขอให้พวกท่านกลับไปได้หรือไม่?”
“เอ่อ...”
ชายชุดเขียวถึงกับพูดไม่ออก…นางงามปานน้ำหยดแต่กลับพูดเฉียบเย็นขนาดนี้
เขาถอนหายใจแล้วพยักหน้า
“เป็นความผิดของพวกข้าขอรับ ที่รบกวนแม่นาง”
หลี่หลิงไม่ตอบอะไรอีก แล้วหมุนตัวจะเดินกลับห้อง
แต่ในจังหวะนั้นเอง มีเสียงคุ้นหูดังขึ้น
“แม่นางหลี่! ได้ยินว่าเจ้าเจอเรื่องลำบากเมื่อเช้า หากมีสิ่งใดต้องการความช่วยเหลือ จงบอกข้าเถิด! ข้าอยู่เรือนที่เจ็ด”
หลี่หลิงหันไปมอง เห็นว่าคือฉินฮั่ว…ชายที่เคยถูกหลี่จิ้งซูช่วยไว้
นางตอบอย่างเฉียบขาด
“ขอบใจ! แต่ไม่ต้อง!”
พอเห็นหลี่หลิงปฏิเสธฉินฮั่ว ชายชุดเขียวก็รีบยิ้มประจบ
“แม่นางหลี่! หากท่านต้องการความช่วยเหลือใดๆ ข้ายินดีรับใช้ด้วยชีวิต! ข้าอยู่เรือนที่เก้า!”
ทันใดนั้นชายคนอื่นก็กรูกันขึ้นมาบอกที่อยู่
“ข้าก็เช่นกัน! ข้าอยู่เรือนที่สี่!”
“ข้าอยู่เรือนหก!”
“ข้าอยู่เรือนหนึ่ง!”
เสียงระงมไปทั่วลาน ต่างก็รีบแย่งกันบอกชื่อและที่อยู่ ราวกับสมัครเข้าคิวรับหน้าที่อัศวินพิทักษ์โฉมสะคราญ
หลี่หลิงไม่พูดอะไรอีก หันหลังกลับเข้าเรือนไปอย่างเงียบๆ
หลินเมิ่งกูที่ยืนพิงประตู มองตามนางเข้าไป แล้วพูดเบาๆ
“น้องหลี่เจ้างามเหนือหญิงใด หากชายใดได้เห็น ย่อมต้องตกหลุมรัก...น้องหลี่ เจ้ารู้สึกยินดีหรือไม่ ที่ผู้คนหลงใหลเจ้ามากมายเพียงนี้?”
หลี่หลิงรินชาดื่มช้าๆ
“หากคำพูดที่พวกเขาพูดออกมา เหมือนกับสิ่งที่พวกเขาคิดอยู่ในใจ ข้าย่อมยินดีเจ้าค่ะ”
นางก้มหน้าลง
“แต่ข้ามิอาจรู้ได้เลย…ว่าท่ามกลางคนพวกนั้น มีใครที่ในใจคิดเหมือนม่อเส้าอี้บ้างหรือไม่…”
หลินเมิ่งกูชะงัก ไม่คาดคิดว่าหลี่หลิงจะตอบเช่นนี้ นางนึกว่าอย่างน้อยอีกฝ่ายก็น่าจะอายหรือพูดว่ารู้สึกไม่ดีเสียบ้าง
หลินเมิ่งกูนิ่งไปนาน สุดท้ายก็เอ่ย
“น้องหลี่คิดมากเกินไปแล้ว ที่นี่คือสำนักจื้อหย่วน เจ้าสำนักเป็นคนดี มีคุณธรรมถึงเพียงนั้น คนเช่นม่อเส้าอี้ย่อมไม่มีอีกแน่นอน”
หลี่หลิงหัวเราะเบาๆ
“ถ้อยคำนี้…ท่านพูดเอง แล้วท่านรู้สึกเชื่อมันจริงๆ หรือ?”
นางวางถ้วยชาลง ไม่สนใจสีหน้าตกตะลึงของหลินเมิ่งกู เดินกลับไปยังห้องพักเล็กของตน
“ในเมื่อมันคือยุคสิ้นโลก ชีวิตในตอนนี้…มันก็มีแค่ ‘ความเป็น’ กับ ‘ความตาย’ เท่านั้น พวกเขา...กล้ามาดูข้า ก็เพราะพวกเขา ‘เก่ง’ พวกเขา ‘ไม่กลัวตาย’ เท่านั้นเอง…”
ยอดยุทธพวกนั้น ล้วนมีวรยุทธ์ติดตัว ซอมบี้แค่ไม่กี่ตัวทำอะไรพวกเขาไม่ได้ พวกเขาจะปล้น จะล่า จะหนี ก็กินอยู่ได้สบายๆ
พวกเขาจึงว่างพอจะมาชมโฉมสาวสวย
แต่นางล่ะ?
หลี่หลิงไม่มีทุนอะไรเลย…ไม่แม้แต่จะปกป้องตนเองได้
ในโลกที่ล่มสลายเช่นนี้ ชีวิตของหลี่หลิงมีเพียงการ “อยู่รอด” กับ “ล้างแค้น” เท่านั้น
มีเพียงคนที่อยู่สบายเท่านั้น...ที่มีเวลาว่างไปสนใจว่าใครหน้าตาดีแค่ไหน
นางหันกลับเข้าห้องไปฝึกวรยุทธ์
ขณะที่ชายหนุ่มจำนวนมากหน้าประตูก็ยังไม่ยอมกลับ พวกเขายังยืนมุงกันอยู่ บางคนรอลุ้นให้แม่นางออกมาอีก บางคนก็เริ่มวิจารณ์หน้าตานางอย่างจริงจัง
“ถ้าจะจัดอันดับหญิงงามยุทธภพ แม่นางหลี่นี่อย่างน้อยต้องติดสิบอันดับแรกแน่นอน ส่วนห้าอันดับแรกก็แล้วแต่รสนิยม”
“ไม่ไม่…นางนี่แหละ ตัวจริงเสียงจริง!”
“งามจนใจละลาย! ถึงหน้าตาจะพอๆ กับคนอื่น แต่ดูกิริยาท่าทางนั่นสิ มันทำให้ใจคนสั่น! อย่างน้อยข้าก็ไม่กล้าพูดเสียงดังตอนนางมองเลยนะ!”
ซูเหริน…ชายถือพัดกระดาษ เคาะพัดเบาๆ แล้วพูดช้าๆ
“รูปร่างหน้าตาเช่นนี้...ในยุคสิ้นโลก...ไม่รู้ว่าโชคชะตาจะเป็นอย่างไรบ้าง…”
สาวน้อยผู้บอบบาง งดงามน่าหลงใหลในยุคโลกาวินาศ…ทั้งน่าปกป้อง ทั้งน่าครอบครอง...
(จบบท)
อ่านต่อได้ที่ เอินเอิน ขอแปล ปัจจุบันจบแล้วถึงตอนที่ 587 นะคะ