- หน้าแรก
- คัมภีร์งามล้ำฟ้า ขอข้าครองยุทภพ
- บทที่ 68-70
บทที่ 68-70
บทที่ 68-70
บทที่ 68 ภารกิจสำเร็จ?
ซางเสี่ยวจวินก้มหน้ายิ้มบางๆ แล้วพูดว่า
“เธอหลงเชื่อง่ายขนาดนั้นเลย? เธอไม่คิดบ้างเหรอว่าฉันอาจเป็นคนชั่วร้าย ก่อกรรมทำเข็ญ แล้วแต่งเรื่องขึ้นมาแกล้งเธอก็ได้ เพื่อไม่ให้เธอติดต่อหน่วยปราบปราม? ฉันไม่มีหลักฐานอะไรมายืนยันคำพูดของตัวเองได้หรอกนะ ที่จริงแล้ว...ปืนกระบอกนี้ที่ฉันถืออยู่ก็ได้มาด้วยวิธีผิดกฎหมายทั้งนั้น”
หลี่หลิงเงียบไปพักหนึ่งก่อนพูดว่า
“บางเรื่อง...สำหรับฉันแล้ว มันไม่ใช่สิ่งสำคัญอะไร ฉันรู้เพียงอย่างเดียว...ว่าตอนนี้ ฉันเชื่อในคำพูดของคุณแล้ว”
ซางเสี่ยวจวินหัวเราะออกมา เสียงหัวเราะทำให้ใบหน้าที่เคยเครียดเคร่งของเขาผ่อนคลายลงหลายส่วน
“ฮ่าๆ ฉันอายุปูนนี้แล้ว ยังจะมานั่งพูดถึงอุดมคติอะไรอีก มันก็น่าตลกอยู่หรอก”
“ไม่เลย...ไม่ตลกเลย” หลี่หลิงพูดจริงจัง
ซางเสี่ยวจวินก้มหน้าดื่มน้ำผลไม้ แล้วอยู่ดีๆ ก็เหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ เขากดบนข้อมือตัวเอง หน้าจอโปร่งใสก็ลอยขึ้นมาตรงหน้า
ซางเสี่ยวจวินหมุนหน้าจอโปร่งใสนั้นให้หันเข้าหาหลี่หลิง “เธอดูสิ”
ภาพถ่ายขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นบนหน้าจอ
ในภาพคือซางเสี่ยวจวินในวัยหนุ่ม เสื้อท็อปสีเขียวอ่อน กางเกงขายาวสีเขียวเข้ม ชุดเครื่องแบบทหารดูปราดเปรียว ผมสั้นดำขลับ คิ้วเข้ม ตาเป็นประกาย ยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาวเรียงกันทั้งปาก มือข้างหนึ่งถือปืน อีกข้างหนึ่งยกปืนขึ้นแตะ พร้อมขยิบตาหยอกๆ ดูสดใส มีชีวิตชีวา เต็มไปด้วยพลังวัยหนุ่มอย่างบรรยายไม่ถูก
หลี่หลิงดูภาพนั้น แล้วก็หันมามองซางเสี่ยวจวินตรงหน้าที่ตอนนี้มีสีหน้าเรียบสงบ…หัวใจก็สั่นไหว
“คุณปลี่ยนไปมากเลย” หลี่หลิงเผลอพูดออกมา
ซางเสี่ยวจวินชะงักไปเล็กน้อยก่อนฝืนยิ้มขื่น ๆ
“ใช่ ฉันเปลี่ยนไปมากจริงๆ ถ้าไม่ใช่เพราะเรื่องวันนี้ ฉันคงลืมไปแล้วว่าตัวเองเคยเป็นคนแบบไหน”
“ซางเสี่ยวจวิน...ความฝันของคุณ คือการได้เป็นทหารจริงๆ ใช่ไหม?”
ก่อนหน้านี้ หลี่หลิงไม่เคยคิดจะถามคำถามนี้เร็วขนาดนี้
อย่างแรก พวกเขาพึ่งรู้จักกันได้ไม่นาน การถามเรื่องลึกซึ้งแบบนี้มันดูแปลกๆ
อย่างที่สอง...เธอยังไม่ได้เตรียมใจจะกลับไปยังโลกแห่งวันสิ้นโลกนั้น ภารกิจยังไม่จบ วิทยายุทธก็ยังไม่ได้ฝึกหัด หนี้ก็ยังไม่ได้ชำระ
ในแผนของเธอ เธอจะกลับไปก็ต่อเมื่อฝึกวรยุทธจนพอตัว และใช้หนี้หมดแล้ว
แต่ในเมื่อวันนี้คุยกันมาถึงจุดนี้แล้ว จะหลีกเลี่ยงไปก็ใช่เรื่อง ใครจะรู้ล่ะว่า...ครั้งหน้าจะได้คุยเรื่อง “ความปรารถนา” อีกเมื่อไหร่?
แต่ในเมื่อได้โอกาสแล้ว ก็ถามให้ชัดเจนไปเลย
หลังจากที่พูดเรื่องหนักๆ มาหลายเรื่อง ซางเสี่ยวจวินก็ไม่อยากให้ความมืดมนในอดีตของเขามาทำให้อารมณ์ของสาวน้อยหม่นหมองไปด้วย
เขาหันข้าง หยอกเล่นว่า
“อ้อ แล้วเธอคิดจะช่วยฉันให้ได้ทำตามความฝันเหรอ?”
“ใช่ ฉันอยากช่วยคุณทำคำอธิษฐานข้อนึงให้สำเร็จ”
ซางเสี่ยวจวินหลุดขำออกมา
“ฮ่าๆ เธอนี่น่ารักจริงๆ นะ ไม่ใช่ว่าฉัน…ในฐานะผู้ใหญ่ ควรจะเป็นฝ่ายช่วยเธอทำให้ฝันเป็นจริงหรอกเหรอ?”
แต่หลี่หลิงไม่ได้ล้อเล่นเลย เธอพูดอย่างจริงจัง
“เมื่อกี้ คุณพูดถึงยาน้ำยาพัฒนาพันธุกรรมราคาสูง ใช่ไหมคะ…นั่นหมายความว่า ถ้าไม่มียานั่น คุณก็ไม่อาจเข้าสู่กองทัพ และกลายเป็นทหารจริงๆ ได้ใช่ไหมคะ?”
ซางเสี่ยวจวินหยุดหัวเราะ แล้วมองใบหน้าจริงจังของหลี่หลิง อยู่ดีๆ เขาก็รู้สึกซึ้งใจอย่างบอกไม่ถูก
มันผ่านมาหลายปีแล้ว…หลายปีที่เขาไม่เคยเอ่ยถึงความฝันของตนเอง
หลายปีที่ไม่มีใครมานั่งคุยกับเขาอย่างตั้งใจเช่นนี้…
“ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีวิธีอื่น…” ซางเสี่ยวจวินก้มหน้ากระซิบ แล้วเงยหน้าขึ้นมายิ้มบาง ๆ “แต่อย่างว่า ความฝันน่ะ...มันต้องเป็นสิ่งที่เจ้าของฝันไล่ตามเอง ไม่ใช่ให้คนอื่นมาไล่ตามให้”
ใบหน้าของหลี่หลิงดูมีแววกังวลขึ้นมา
ซางเสี่ยวจวินเห็นเธอเป็นแบบนั้น ก็ยกแก้วน้ำผลไม้ขึ้นดื่มแล้วพูดว่า
“งั้นเอางี้...ถ้าเธฮจะยืนยันว่าต้องช่วยฉันให้ได้ละก็…ฉันขอพรอย่างหนึ่งแล้วกัน ฉันหวังว่า...เธอจะยืนหยัดได้ด้วยตนเอง อย่างเช่น...มีวันหนึ่ง เธอสามารถหาเงินได้ด้วยตัวเองอะไรทำนองนั้น”
ได้ยินดังนั้น หลี่หลิงถึงกับนิ่งอึ้ง
เธอนึกถึงภารกิจนั้นขึ้นมาได้ทันที
“ภารกิจที่หนึ่ง: จงทำให้บุคคลแรกที่พบในโลกนี้ ได้สมความปรารถนาสักหนึ่งข้อ”
หรือว่า...ไม่จำเป็นต้องเป็นความปรารถนาใหญ่โต ขอแค่เป็น “ข้อใดข้อหนึ่ง” ของเจ้าตัว ก็ถือว่าสำเร็จ?
เห็นหลี่หลิงไม่ตอบ ซางเสี่ยวจวินก็ถามขึ้น
“อ้อ จริงสิ เธอเคยบอกว่าในบัญชีเธอ มีเงินอยู่ตั้ง 600 เหรียญดวงดาว? เอามาจากไหนกันล่ะ?”
ซางเสี่ยวจวินหัวเราะพลางพูด
“ถ้างั้น...นี่ เธอหาเงินได้เองแล้วไม่ใช่รึไง? หลี่เถียวเถียว เธอทำความปรารถนาของฉันเสร็จหนึ่งข้อแล้วนะ! เก่งมากๆ เลย!”
ดวงตาของหลี่หลิงเบิกกว้างในทันที!
ซางเสี่ยวจวินพูดว่า เธอได้ทำให้ความปรารถนาอย่างหนึ่งของเขาสำเร็จแล้ว!
หลี่หลิง “พรวด” ลุกขึ้นพรวดพราด วิ่งไปที่เคาน์เตอร์หน้าร้านน้ำผลไม้ทันที
“ห้องน้ำอยู่ไหน!?”
พนักงานสาวร่างผอมตอบพร้อมรอยยิ้ม ก่อนจะชี้ไปทางขวามือ “ตรงนั้นค่ะ”
หลี่หลิงไม่พูดพร่ำ วิ่งพรวดเข้าไปในห้องน้ำหญิงทันที ท่ามกลางสายตางุนงงของซางเสี่ยวจวิน
เธอเปิดประตูไม้ห้องน้ำ ดึงเข้าปิดสนิท
เธอยกแขนซ้ายขึ้น หันข้อมือไปทางกำไลสีแดงเลือดนั้น “ภารกิจ?”
“แกร๊ก” เสียงเบา ๆ ดังขึ้น กำไลแดงเลือดปล่อยจอแสงโปร่งใสออกมา
บนจอ มีข้อความสองบรรทัดแสดงอยู่
“ภารกิจที่หนึ่ง: ทำให้บุคคลแรกที่พบในโลกนี้ ได้สมความปรารถนาอย่างหนึ่ง”
“สถานะภารกิจ: สำเร็จแล้ว”
หัวใจหลี่หลิงเต้นโครมคราม เธอพึมพำออกมา
“สำเร็จแล้ว?”
“แค่นี้...ก็ถือว่าเสร็จภารกิจแล้วเหรอ? ง่ายขนาดนี้เลย? แล้ว...หมายความว่า ฉันจะถูกส่งกลับไปยังโลกวันสิ้นโลกแล้วใช่ไหม?”
หลี่หลิงหลบอยู่ในห้องแคบๆ หายใจถี่แรง ใจเต้นแทบระเบิด
แต่จอแสงจากกำไลก็หายวับไปเอง...
เวลาผ่านไปสักพัก กำไลแดงเลือดก็ยังคงเงียบเฉย ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ...
“ครั้งที่แล้วที่ฉันโดนส่งข้ามมิติ...ก็เพราะกำไลนี้เปร่งแสงนี่นา?” หลี่หลิงเริ่มใจเย็นลงเล็กน้อย
“แล้วนี่มันเรื่องอะไรกัน? ทำไมไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย? ไม่ใช่ว่าพอภารกิจเสร็จจะถูกส่งกลับโลกเดิมเหรอ?”
หลี่หลิงขมวดคิ้ว คิดแล้วคิดอีก
“หรือว่า…หรือว่า…หรือว่าต้องให้ภารกิจของฉันสำเร็จ แล้วภารกิจของอีกคนที่ถูกส่งข้ามโลกมาพร้อมกันนั่นก็ต้องสำเร็จด้วย? ต้องให้ทั้งสองคนเสร็จภารกิจ ถึงจะข้ามกลับไปพร้อมกันได้?”
พอคิดถึงตรงนี้ เธอก็เห็นว่ามีแต่ความเป็นไปได้นั้นเท่านั้น
ย้อนกลับไปตอนที่อยู่ใน “พื้นที่ข้อมูล” หลี่หลิงบาดเจ็บสาหัสจนไม่ทันคิดอะไร
แต่เมื่อคิดทบทวนดี ๆ แล้ว “เทพ” คนนั้นก็เคยพูดว่า
นี่คือภารกิจแรกของพวกเขา เพราะฉะนั้นจึงต้องแยกกันไปทำ เมื่อทั้งสองทำสำเร็จแล้ว ค่อยกลับไปพร้อมกัน
นั่นก็คือ...ภารกิจแรก ต้องให้ทั้งสองคนทำให้สำเร็จจึงจะกลับได้
ตอนนี้ภารกิจของเธอถือว่าเสร็จแล้ว เพราะฉะนั้นภารกิจของชายหนุ่มคนนั้น...ยังไม่จบ
แปลว่า…เธอจะกลับเมื่อไหร่นั้น...ไม่ใช่สิ่งที่เธอสามารถควบคุมได้เลย
เวลาจะกลับได้ ต้องขึ้นอยู่กับชายหนุ่มคนนั้นต่างหาก
แล้วถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ ต่อไปในอนาคต…เธอกับชายคนนั้น…จะต้องถูกส่งไปยังโลกอื่น เพื่อทำภารกิจร่วมกันอีก?
…………………………………………………………………………………………………………………………………
บทที่ 69 เด็กสาวตัวน้อย
หลี่หลิงเดินกลับมาที่โต๊ะอีกครั้งหลังจากเข้าห้องน้ำ ซางเสี่ยวจวินมองเธออย่างแปลกใจ
“...เธอกินอะไรผิดสำแดงมาเหรอ?”
หลี่หลิงนึกถึงตอนตัวเองวิ่งหน้าตั้งไปห้องน้ำ รีบเม้มปากแล้วยิ้มแห้ง ๆ
“เมื่อกี้เราคุยกันถึงตรงไหนแล้วนะคะ?”
“ไม่มีอะไรก็ดีแล้ว ร้านนี้ชื่อเสียงดี เครื่องดื่มก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร”
ซางเสี่ยวจวินไม่ได้ซักไซ้ให้สาวน้อยอาย “เมื่อกี้เราคุยกันเรื่องที่เธอ...ช่วยให้ฉันได้สมหวังหนึ่งอย่างแล้วนั่นไง”
หลี่หลิงก้มหน้า ดูดน้ำผลไม้ไปหลายอึกกว่าจะเงยหน้าขึ้นมาพูด
“ขอโทษนะคะ”
“หา?”
“ขอโทษนะคะซางเสี่ยวจวิน ฉันไม่ควรจะระแวงคุณแบบนั้น” หลี่หลิงรู้สึกผิดอย่างแรง
แต่หากย้อนเวลาได้ เธอก็คงยังเลือกทำแบบเดิม
“ตอนเห็นปืนในมือคุณ ฉันกลัวมาก ฉันกลัวว่าตัวเองรู้เรื่องที่ไม่ควรรู้ แล้วคุณจะเปลี่ยนไปกลายเป็นคนอันตรายขึ้นมา…”
ซางเสี่ยวจวินยิ้มอย่างใจดี มองเธอด้วยแววตาปลอบโยน
“เธอไม่ได้ทำผิดเลย เธอมิจำเป็นต้องขอโทษ หรือรู้สึกผิดเลย เธอทำถูกแล้ว”
“แต่ฉัน…”
เขาส่ายหัว
“โลกนี้แน่นอนว่าคนดีมีมากกว่าคนร้าย...แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีวันเจอคนร้ายสักหน่อย เธอมีความระแวดระวังไว้ ย่อมเป็นเรื่องถูกต้อง”
“หากเธอไม่ได้เจอฉัน หากฉันเป็นคนร้ายจริงๆ การที่เธอคิดจะรีบติดต่อหน่วยปราบปรามนั่นแหละ คือทางเดียวที่จะรักษาชีวิตไว้ได้ แล้วแม้แต่วันนี้ การที่เธอขู่จะติดต่อพวกเขาเพื่อให้ฉันยอมส่งปืนให้...แม้ตั้งใจดี แต่มันก็ยังเป็นการกระทำที่เสี่ยงอยู่ดีนะ”
เขาเคาะโต๊ะไม้เบา ๆ
“สิ่งที่เธอทำวันนี้ แม้จะคิดมารอบคอบแล้ว แต่ก็ยังมีจุดที่อันตรายอยู่สองอย่าง”
หลี่หลิงหน้าเคร่ง
“สองอย่างไหนอะไรเหรอ?”
ซางเสี่ยวจวินสายตาคมกริบ
“ข้อแรก เธอให้ฉันวางปืนไว้ในตู้นิรภัย แล้วฉันเอาตู้วางหน้าห้องเธอ จากนั้นเธอให้ฉันถอยกลับไปห้องของฉัน แล้วเธอค่อยเปิดประตูมาเก็บตู้ไป เธออาจไม่รู้…ช่วงไม่กี่วินาทีตอนที่เธอหยิบตู้นั่น บางคนสามารถใช้มือเปล่าจับตัวเธอไว้ได้เลยนะ”
หลี่หลิงเม้มปาก
“คุณหมายถึง...ตอนฉันเปิดประตูไปหยิบตู้น่ะ คุณสามารถวิ่งออกมาแล้วจับฉันได้เลยเหรอ?”
ซางเสี่ยวจวินส่ายหัว
“ฉันทำไม่ได้...แต่บางคนที่ร่างกายแข็งแรงมาก ปฏิกิริไวมาก เขาทำได้แน่นอน”
หลี่หลิงพยักหน้าเบา ๆ
“ข้อที่สอง” เขายังคงพูดต่อ
“คนร้ายบางพวก...เขาไม่สนใจอะไรหรอนะ วันนี้เธอใช้คำขู่เรื่องการแจ้งหน่วยปราบปรามกับฉัน ฉันจึงยอมทำตาม แต่หากเป็นคนที่ไม่กลัวอะไรเลย...เขาสามารถอาศัยไม่กี่นาทีก่อนที่หน่วยปราบปรามจะมาถึง ยิงเลเซอร์ทำลายประตู ฆ่าเธอ แล้วหนีไปก่อนพอดี”
หลี่หลิงสูดหายใจ สีหน้าหม่นลง
“ถ้าอย่างนั้น…สิ่งที่ฉันทำวันนี้...ก็ไร้ความหมายสิ?”
“ไม่หรอก” ซางเสี่ยวจวินยิ้ม
“สองกรณีที่ฉันยกมานั่น เป็นกรณีสุดโต่ง เจอคนแบบนั้นจริงๆ ก็มีแต่โชคร้ายสุดๆ แต่ส่วนใหญ่ คนพอถูกขู่แบบที่เธอทำ ก็จะยอมทำตามแล้วล่ะ เหมือนฉันนี่ไง”
หลี่หลิงดูดน้ำผลไม้เบา ๆ สายตาล่องลอย
“ฟังแบบนี้แล้ว...รู้สึกเหมือนโลกนี้ไว้ใจใครไม่ได้เลยนะ”
ซางเสี่ยวจวินโบกมือขวา
“อย่าคิดอย่างนั้นสิ ผู้ดูแลอาคาร, กล้องวงจรปิด, ประตูนิรภัย, หรือแม้แต่การขู่ว่าจะติดต่อหน่วยปราบปราม สิ่งเหล่านี้ทั้งหมด...จะช่วยลดโอกาสเกิดเหตุร้ายได้จริงๆ ที่ฉันพูดนี่ ไม่ใช่เพื่อให้เธอคิดว่าทำไปก็เปล่าประโยชน์หรอกนะ แต่หากวันใดโชคร้ายเกิดเหตุอีก...ต้องรีบติดต่อหน่วยปราบปรามทันที อย่ารอ อย่าลังเลเลย”
“……” หลี่หลิงนิ่งไปอึดใจ ก่อนพูดเบาๆ
“แล้วส่งคุณตรงเข้าคุกทันทีเลยไหมล่ะ?”
ใบหน้าของซางเสี่ยวจวินที่เคยจริงจังเมื่อครู่ชะงักกึก
“...ฉันไม่อยากไปนั่งในนั้นหรอกนะ!”
หลี่หลิงหัวเราะออกมาทันที
ซางเสี่ยวจวินคลายสีหน้าตึง แล้วหัวเราะตาม
“หลี่เถียวเถียว เธอเพิ่งสิบหกปีแท้ๆ แต่สิ่งที่เธอทำวันนี้ ทำให้ฉันรู้สึกว่าเธอโตเป็นผู้ใหญ่จริงๆ เป็นผู้ใหญ่ที่ดูแลตัวเองได้แล้วน่ะ”
หลี่หลิงตอบกลับแบบมั่นใจ
“ก็ฉันดูแลตัวเองได้อยู่แล้วนี่นา เป็นคุณเองที่ใจดี...พอเห็นฉันเป็นเด็กหน่อย ก็เกิดอยากช่วยเหลือขึ้นมา”
ท่าทางแบบนี้ในสายตาซางเสี่ยวจวิน ก็คือ “เด็กสาววัยรุ่นที่อยากแสดงความเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว” นั่นแหละ
เขายิ้มบาง ๆ
“น้ำผลไม้รสชาติเป็นไงบ้าง?”
“อร่อยมาก” หลี่หลิงตอบพลางดูดอีกหนึ่งอึก
ตอนนี้เอง...หลี่หลิงถึงเพิ่งมีอารมณ์มาลิ้มรสเครื่องดื่มของโลกอนาคตอย่างจริงจัง
น้ำผลไม้หอมหวาน กลิ่นหอมติดปาก
แค่คำเดียว กลิ่นก็ยังคงหอมในปากอยู่เนิ่นนาน
รู้สึกสดชื่นจนอยากจะดูดอีกคำ...แล้วอีกคำ...จนรู้สึกว่าแม้แต่สมองก็เหมือนจะรู้สึกสุขตามไปด้วย
หลี่หลิงก้มหน้าดูดน้ำด้วยความเพลิดเพลิน
ตั้งแต่จากโลกศตวรรษที่ 21 มา เธอยังไม่เคยได้ลิ้มรสน้ำผลไม้อีกเลย แล้วยิ่งรสชาติของที่นี่อร่อยยิ่งกว่าที่เธอเคยกิน แม้เธอไม่ใช่คนชอบกินของอร่อยขนาดนั้น แต่พอได้ลิ้มรสแบบนี้ ก็อดใจไม่อยู่
น้ำในแก้วเธอพร่องไปกว่าครึ่งแล้ว เธอดูดไปพลาง พูดอ้อมๆ ไปด้วย
“ไม่แปลกใจเลยที่คุณจะบอกว่าอยากพาข้ามากินของอร่อย ถ้าไม่ได้เกรงใจ ฉันคงอยากเลียจานแล้ว! มันอร่อยมากจริงๆ”
ซางเสี่ยวจวินหัวเราะลั่น
“ก็บอกเธอแล้ว น้ำสารอาหารเหลวที่ว่าแน่ ยังเทียบไม่ได้กับเครื่องดื่มแบบนี้เลย”
หลี่หลิงแลบลิ้น
“อีกเดี๋ยวฉันขอซื้อกลับไปกินอีกแก้วได้ไหม?”
“แน่นอนอยู่แล้ว” ซางเสี่ยวจวินเห็นเธอมีความสุขแบบนั้น ความรู้สึกหนักในใจก็คลายหายไปทันที
ตลอดเวลาที่รู้จักกันมา ซางเสี่ยวจวินรู้สึกว่าสาวน้อยคนนี้มีความเงียบขรึมที่ไม่สมวัย
แม้ตอนเธอยิ้ม...แววตาก็ยังเต็มไปด้วยอะไรบางอย่างที่ไม่ผ่อนคลาย
แต่ในตอนที่เธอก้มหน้าดูดน้ำผลไม้อย่างเอร็ดอร่อย...ดวงตาของเธอก็ใสเหมือนผลึก
สดใสเหมือนเด็กอายุ 16 ปี ที่ควรจะเป็น
เห็นเธอเป็นแบบนี้ เครื่องดื่มในมือนั้นดูจะเป็นของวิเศษอย่างแท้จริง
ซางเสี่ยวจวินจึงยกแก้วขึ้นดื่มด้วยเช่นกัน
ไม่นาน...น้ำผลไม้ของทั้งสองก็หมดเกลี้ยง
ซางเสี่ยวจวินยืนขึ้นแล้วยิ้ม
“วันนี้เธอต้องเป็นคนเลี้ยงนะ ไปกันเถอะ กลับบ้านกัน”
รอยยิ้มของเขาทำให้หลี่หลิงรู้สึกว่าเรื่องปืนที่เคยตึงเครียดไปแล้วนั้น…หมดไป
ความรู้สึกผิดหรือระแวงใดๆ ก็ไม่หลงเหลืออีกเลย
หลี่หลิงก้มหน้าลง ยิ้มของเธอหวานราวกับรสน้ำผลไม้ที่เพิ่งดื่ม
“ซางเสี่ยวจวิน คุณนี่เป็นคนดีสุดๆ ไปเลย!”
ซางเสี่ยวจวินตบไหล่เธอเบา ๆ ดวงตาเป็นประกาย
“ชมฉันไปก็เปล่าประโยชน์...วันนี้ เธอต้องเป็นคนจ่ายนะ!”
หลี่หลิงหัวเราะ แล้วสั่งน้ำผลไม้กลับบ้านอีกสองแก้ว เธอใช้ข้อมือจ่ายเงิน 36 เหรียญดาว
จากนั้น ทั้งสองก็เดินกลับไปด้วยกัน ชวนกันคุยไปตลอดทาง
บรรยากาศในตอนนี้...เหมือนมิตรสหายเก่า หรือไม่ก็พี่น้องที่สนิทสนมกัน
...
ขณะนั้นเอง...
มีลูกแมวขาวตัวน้อยขนาดแค่ฝ่ามือ นั่งอยู่ตรงมุมถนน มันหลับตาพริ้ม จ้องมองไปยังชายหญิงสองคนนั้นอย่างตั้งใจ
ที่หูน้อยๆ ขนฟู ๆ ของมัน ยังมีเม็ดใสโปร่งติดอยู่ คล้ายตัวแปลภาษา ราวกับว่ามันก็เป็น “มนุษย์” ที่ต้องใช้ล่ามด้วยเช่นกัน ดูแล้วทั้งน่าขำ และก็น่ารัก
ทันใดนั้นเอง มือใหญ่ ๆ มือหนึ่งก็คว้าตัวมันขึ้นมา
เสิ่นล่างสวมเสื้อยืดสีฟ้าอ่อน กางเกงขายาวสีดำ ผมยาวถูกรวบง่ายๆ ไม่ได้ใส่กระดุมสองเม็ดบนสุด เผยให้เห็นแผงอกสีทองแดง กล้ามเนื้อแน่นๆ ที่อกดูเซ็กซี่จนสาวๆ บนถนนถึงกับหน้าแดงยืนมองกันไม่ละสายตา
เสิ่นล่างหยิกแมวน้อยในมือเบาๆ ใจพลางคิดว่ามันนุ่มนิ่มดีชะมัด แต่ปากกลับทำเสียงจริงจัง
“ดูอะไรอยู่?”
ลูกแมวสีขาวยกอุ้งเท้านิ่มๆ ข้างขวาชี้ไปข้างหน้า
แสงแดดยามเกือบเที่ยงสาดลงพื้นถนน ผู้คนพลุกพล่าน
แม้อยู่ไกลครึ่งถนน เสิ่นล่างก็มองเห็นหลังของชายหญิงคู่นั้น
“ดูคุ้นๆ แฮะ?”
แล้วพอทั้งคู่ขึ้นยานบิน ยานลอยหายไปบนฟ้า เสิ่นล่างก็คลายคิ้วที่เคยขมวดแน่น แล้วร้องออกมา
“อ๋ออออ…แม่นางน้อยคนนั้น! ยังไม่ตายอีกเหรอเนี่ย? ดวงแข็งใช้ได้!”
เห็นแมวยังมองไม่เลิก เขาก็อุ้มมันหันหลังเดินกลับ
“พอแล้ว! เจ้าจะรีบไปหานางรึ? ยังไม่ตายก็ดีแล้ว เราคงได้เจอกันอีกแน่นอน จะรีบไปทำไม? ตอนนี้...เรามีภารกิจต้องทำ! ข้ายังมีงานค้างอีกหนึ่ง เฮอะ! คนในโลกนี้นี่...ความปรารถนาแต่ละอย่าง เล่นเอาข้าเหนื่อยใจจริงๆ!”
…………………………………………………………………………………………………………………………………
บทที่ 70 ดั่งเม็ดทรายกลางมหาสมุทร
ซางเสี่ยวจวินกับหลี่หลิงเดินกลับมาถึงหน้าประตูอพาร์ตเมนต์
เขาหยุดชะงักเล็กน้อยเมื่อนึกถึงปืนที่เคยอยู่ในมือเขา...
ตอนนี้ ผู้ที่ถืออาวุธผิดกฎหมายกลับกลายเป็น “เธอ” แทนแล้ว!
แต่พอเห็นหลี่หลิงอ้าปากหาวรัวๆ ซางเสี่ยวจวินก็ถอนหายใจยาว
“หลี่เถียวเถียว ฉันยังมีอีกหลายเรื่องที่อยากจะคุยกับเธอ…แต่วันนี้เราทั้งคู่ก็เหนื่อยมากแล้ว กลับไปนอนพักให้สมองปลอดโปร่งก่อน แล้วค่อยว่ากันใหม่”
“ตกลงค่ะ” หลี่หลิงยิ้ม ขยับแก้วน้ำผลไม้ไปชนกับของเขาเบา ๆ
“ทิวาสวัสดิ์นะ!”
“ทิวาสวัสดิ์”
หลี่หลิงเดินเข้าประตู ปิดประตูเสร็จก็ยืนนิ่งคิดอยู่พักนึง
จากนั้นก็ปลดระบบล็อก แล้วตั้งค่าใหม่ให้ทั้งตัวเองและซางเสี่ยวจวินสามารถเข้าห้องได้
ภายในห้องเล็กๆ มีข้าวของน้อยนิดจนไม่มีที่ซ่อนอะไรได้ เธอจึงเอาตู้นิรภัยที่เก็บปืนไว้ ดันเข้าไปใต้เตียงอย่างลวกๆ ก่อนจะถือแก้วน้ำผลไม้มานั่งที่โต๊ะทำงานในสตูดิโอ
เมื่อคืน เธอเข้านอนตอนตีสี่ครึ่ง ตื่นเกือบสิบโมง รวมๆ ก็นอนได้ประมาณห้าชั่วโมง
สมองยังตื้อๆ หนักๆ อยู่ แต่ภารกิจวันนี้ยังไม่จบ!
เมื่อคืนนี้ หลี่หลิงเพิ่งเซ็นสัญญากับบริษัทไลฟ์สตรีม “พันธมิตรจักรวาล”
ตามสัญญา เธอต้องถ่ายทอดสดวันละ 4 ชั่วโมง บริษัทจะจ่ายให้เธอ 600 เหรียญดาวต่อเดือน
ตอนนี้เงินก็เข้าบัญชีแล้ว...แต่เธอยังไม่ได้เริ่มไลฟ์เลยด้วยซ้ำ!
อาชีพนี้ดูเหมือนง่ายมาก แค่เปิดกล้องวันละไม่กี่ชั่วโมงก็ได้เงินพร้อมจ่ายค่าเช่าห้อง
แต่บริษัทก็กำหนดไว้ชัดเจนว่า…ต้องครบ 4 ชั่วโมงต่อวัน ห้ามขาดแม้แต่วันเดียว!
หลี่หลิงเริ่มจากการเปิดฝาน้ำผลไม้ แล้วดื่มอย่างสดชื่น จากนั้นก็จัดแจงเตรียมเริ่มไลฟ์
เธอหยิบกล่องกระดาษขนาดฝ่ามือที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาดู หลังมองดูซักพักก็เจอสวิตช์เปิด
เธอใช้ข้อมือที่มีสายรัดแตะลงบนสวิตช์บนกล่อง
ทันใดนั้น กล่องก็เปิดออกโดยอัตโนมัติ
หลี่หลิงใช้นิ้วโป้งกับนิ้วชี้คีบเอา “โดมไลฟ์” ออกมา
“โดมไลฟ์” นี้มีขนาดเท่าเม็ดถั่วแดงผ่าซีก เป็นโลหะสีแดงเล็ก ๆ
หน้าตาไม่สะดุดตาเลย แต่ประสิทธิภาพนั้นเหนือกว่า “เม็ดลูกปัดแปลเสียง” ที่ติดหูของเธออย่างเทียบไม่ติด
ตามคำอธิบายในเว็บไซต์ของบริษัท
เจ้า “โดมไลฟ์” นี้ ไม่เพียงแต่เชื่อมต่อกับระบบภายในของบริษัทได้
แต่มันยังทำหน้าที่เป็น “ตากล้อง” ได้ด้วย!
ใช่แล้ว มันไม่ได้เป็นแค่กล้องธรรมดา แต่มันคือ “ตากล้อง”
ตามเว็บบอกไว้ว่า...กล้องนี้สามารถปรับมุมมองอัตโนมัติ อิงตามเทคนิคการถ่ายทำจากหนังและซีรีส์นับแสนเรื่องทั่วจักรวาล มันจะค่อย ๆ ปรับเลนส์ให้เหมาะกับสถานการณ์
ถ่ายภาพไกล ภาพใกล้ มุมกว้าง มุมพิเศษ…รวมถึงบล็อกภาพส่วนที่เป็นความเป็นส่วนตัวโดยอัตโนมัติ!
พูดง่ายๆ ใครก็ตามที่มีมันติดตัว ก็สามารถแปลงชีวิตประจำวันให้เป็น “ซีรีส์” หรือ “สารคดี” ได้เลย
แน่นอนว่า...คุณภาพอาจสู้ตากล้องมืออาชีพไม่ได้ แต่มันก็เพียงพอสำหรับผู้ใช้ทั่วไปที่จะเอาไว้ไลฟ์หาเงินแล้วล่ะ
โดยปกติ กล้องนี้จะติดไว้ที่สายรัดข้อมือ หรือไม่ก็พกใส่กระเป๋า แค่เปิดใช้ ก็เริ่มไลฟ์ได้ทันที
หลี่หลิงยกมือขึ้น จะติดเจ้ากล้องลูกครึ่งนี้กับข้อมือ แต่ศอกเธอดันไปกระแทกแก้วน้ำเข้า!
น้ำเกือบหก เธอรีบคว้าไว้ทั้งสองมือ
“โชคดีไม่ตก ไม่งั้นเสียดายแย่เลย…”
“อ๊ะ...โดมไลฟ์?”
เธอดูดน้ำอีกหนึ่งอึก ก่อนนึกขึ้นได้ว่า...เอ๊ะ มันหายไปไหนแล้ว?
เธอก้มลงมองหาอยู่พักหนึ่งแต่ไม่เจอ
สุดท้ายก็พบมันติดอยู่บนข้อมือซ้าย…บนกำไลสีแดงเลือดนั่นเอง!
กล้องลูกครึ่งที่มีขนาดเล็กเท่าถั่วแดง แถมยังเป็นสีแดงอีก…พอมันติดบนกำไลแดงแบบเดียวกัน ก็กลืนเข้าไปในเนื้อเดียวกันจนแทบมองไม่เห็น!
เดิมทีเธอคิดจะติดมันไว้บนข้อมือ แต่พอมันอยู่ตรงกำไลแล้วดูกลมกลืนสวยงามดี เธอเลยไม่เปลี่ยนอีก
มองไปที่กำไลสีแดงเลือดบนข้อมือซ้าย แล้วหันไปมองสายรัดข้อมืออีกข้าง
เธอรู้สึกว่า…ทั้งสองสิ่งนี้ มันก็คล้ายกันอยู่นะ…
ต่างก็ใส่ที่ข้อมือ ต่างก็มีความสามารถพิเศษมากมาย…
เธอส่ายหัวเบา ๆ พยายามไล่ความง่วงออกจากหัว
ก่อนจะสูดหายใจเฮือกใหญ่ แล้วพูดว่า
“โดมไลฟ์ เปิดทำงาน!”
ลูกถั่วโลหะสีแดงวาบแสงเล็กน้อย จากนั้นก็ปรากฏหน้าจอโปร่งใสขึ้นตรงหน้าเธอทันที
หลี่หลิงหลุดขำ
“แหม…ทั้งกำไล สายรัด และกล้องนี่ก็เหมือนกันหมดเลยแฮะ พอเปิดใช้ก็ปล่อยหน้าจอโปร่งแสงขึ้นมา นี่มันของมาตรฐานจักรวาลรึไงเนี่ย? แม้แต่เทพก็ยังเลียนแบบใช่ไหมเนี่ย?”
เธอถอนหายใจยาว แล้วจ้องหน้าจอ
“เรียนท่านผู้ถ่ายทอดสด นี่เป็นการเปิดระบบครั้งแรกของท่าน ระบบตรวจพบว่าค่าแรงเดือนนี้ 600 เหรียญดาว ได้เข้าสู่บัญชีแล้ว ขอเรียนถามว่า ท่านต้องการให้บริษัทไลฟ์สตรีมจัดการชำระค่าเช่าห้องให้ท่านหรือไม่?”
หลี่หลิงกด “ตกลง”
หน้าจอหยุดโหลดแวบหนึ่ง แล้วเปลี่ยนเป็นข้อความใหม่
“เรียนท่านผู้ถ่ายทอดสด ระบบได้ทำการระบุตำแหน่งที่อยู่ของท่านเรียบร้อย ตรวจสอบพบว่าค่าเช่าห้องประจำเดือนนี้ได้ถูกชำระแล้ว หากท่านปฏิบัติตามกำหนดเวลาไลฟ์ครบสี่ชั่วโมงต่อวัน บริษัทจะจัดการชำระค่าเช่าให้ในเดือนถัดไป”
หลี่หลิงกด “ตกลง” อีกรอบ
“ขอแสดงความยินดี ท่านได้ยืนยันรายละเอียดสัญญาเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้ท่านสามารถเริ่มไลฟ์ได้ทันที กรุณาใส่ชื่อผู้ใช้สำหรับไลฟ์ของท่าน”
หลี่หลิงไม่คิดเยอะ กรอกไปเลย
“หลี่เถียวเถียว”
“ขออภัย ชื่อนี้มีผู้ใช้งานแล้ว”
หลี่หลิงดูดน้ำอีกอึก แล้วลองใหม่
“หลี่เถียวเถียว0123”
“ขออภัย ชื่อนี้มีผู้ใช้งานแล้ว”
ขมวดคิ้วหนักขึ้น
“หลี่เถียวเถียว01239876”
“ขออภัย ชื่อนี้มีผู้ใช้งานแล้ว”
“หืมมมม? อันนี้ก็ไม่ได้อีกเหรอ?” เธอยกคิ้วขึ้น
แล้วจู่ๆ ก็คิดขึ้นได้
ตอนที่เธอเล่นเน็ตครั้งแรก ยังจำได้ว่ามีคนใช้ชื่อไลฟ์ว่า
“หลิงอวิ๋นอวิ๋นอวิ๋นอวิ๋นอวิ๋นอวิ๋นอวิ๋น เจ็ดตัว”
หลี่หลิงลูบหน้าผาก หัวเราะแห้ง ๆ
ใช่แล้ว…
โลกนี้มันกว้างใหญ่มากจริง ๆ
แค่คิดถึงที่อยู่ของเธอตอนนี้:
สาธารณรัฐดวงดาวยิ่งใหญ่ เขตปกครองไห่หยู, เมืองฟางจู้, ดากวนซาน…
โลกนี้มีเผ่าพันธุ์มากมาย
แค่คนเผ่าพันธุ์เดียวอย่างมนุษย์แท้ ๆ ก็มีถึงสามอาณาจักร
แต่ละอาณาจักรมีหลายร้อยเขต
แต่ละเขตมีหลายสิบเมือง
แต่ละเมืองมีหลายร้อยดาว…
ถ้าแค่แต่ละดาวมีคนอยู่สักพันล้านคน…เธอก็ไม่อาจคำนวณประชากรทั้งหมดได้เลย!
ยิ่งกว่านั้น…ดูจากความหนาแน่นของประชากรในดาวที่เธออยู่ มันไม่น่าจะมีแค่พันล้านด้วยซ้ำ!
ตึกสูงระฟ้าทุกหลังแทบจะเต็มไปด้วยคน!
“...แบบนี้แล้ว ชื่อที่ยาวๆ หน่อยก็คงไม่น่าแปลกอะไรหรอก…” หลี่หลิงเกาศีรษะ ไม่รู้จะอธิบายความรู้สึกในใจยังไงดี
เธอสูดลมหายใจลึก แล้วลองใส่ชื่อใหม่
“หลี่เถียวเถียวเถียวเถียวเถียวเถียวเถียว…เจ็ดเถียว!”
“ลงทะเบียนสำเร็จ ไลฟ์เริ่มต้นแล้วค่ะ”
(จบบท)
อ่านต่อได้ที่ เอินเอิน ขอแปล ปัจจุบันจบแล้วถึงตอนที่ 587 นะคะ