เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 65-67

บทที่ 65-67

บทที่ 65-67


บทที่ 65 ตกใจ

พอออกมาจากหน่วยปราบปราม ก็เลยเวลาเข้างานตอนเช้าไปแล้ว ซางเสี่ยวจวินเลยตัดสินใจติดต่อโรงพยาบาล ขอลางานซะเลย

เขากลับถึงบ้านตอนเก้าโมงเช้า

ยังไม่ทันเดินเข้าไปถึงประตูบ้านตัวเอง ก็เห็นหุ่นยนต์ตัวเล็กยืนอยู่หน้าห้องของหลี่หลิง

เป็นหุ่นยนต์สีขาวดำ หน้าตาคล้ายมนุษย์แต่สูงแค่ถึงหัวเข่าคน หุ่นตัวนั้นพุงป่องนิดๆ ดวงตาส่องแสงสีฟ้าอ่อนๆ กำลังจ้องมองประตูบ้านของหลี่หลิงด้วยท่าทีมุ่งมั่น

ซางเสี่ยวจวินเดินเข้าไปใกล้เจ้าหุ่น

เจ้าหุ่นรีบขยับถอยออกมาหนึ่งก้าว

ซางเสี่ยวจวินเลยถามว่า “ของที่ส่งให้เหรอ?”

หุ่นยนต์เงยหน้าขึ้น เผยให้เห็นหน้าอวบอิ่มเหมือนทารก แล้วพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบว่า “เป็นของที่ส่งถึงเจ้าของบ้านหลังนี้ ข้อมูลอื่นไม่สามารถเปิดเผยได้”

ซางเสี่ยวจวินทำหน้าเจื่อนๆ แต่ในใจกลับโล่งใจไปเปลาะนึง “ไม่นึกเลยว่าเมื่อคืนเราจะซวยขนาดนั้น แต่เธอยังมีอารมณ์ช้อปของอีก… เอ๊ะ? เดี๋ยวนะ! เธอไปเอาเงินมาจากไหน?”

เขาย่อตัวลง จ้องเข้าไปในดวงตาของเจ้าหุ่น “...แกแน่ใจนะว่าเป็นของส่งจริงๆ ไม่ใช่อะไรแปลกๆ น่ะ?”

ดวงตากลมโตของเจ้าหุ่นเปลี่ยนเป็นแสงสีแดงทันที มันพูดเสียงดังขึ้นว่า “ห้ามแตะต้อง! นี่คือพัสดุของเจ้าของบ้านหลังนี้! ทรัพย์สินของประชาชน ห้ามละเมิด! หากท่านใช้กำลัง ฉันจะระเบิดตัวเองทันที!”

ระเบิดตัวเอง?!

ไม่ใช่เล่นๆ แล้วแบบนี้!

ซางเสี่ยวจวินสะดุ้ง รีบยืนขึ้น เอาข้อมือแนบกับประตูเหล็กเพื่อสแกนเปิดประตู “ดูนะ ฉันเป็นเพื่อนเจ้าของบ้านนี้นะ! สนิทกันถึงขั้นเข้าออกบ้านกันได้เลย แกอย่าตื่นตระหนกไป”

ดวงตาเจ้าหุ่นกลับมาเป็นแสงสีฟ้าเหมือนเดิม มันพูดช้าๆ ว่า “ท่านก็อย่าเพิ่งตื่นตกใจ นี่เป็นเพียงคำเตือนตามระเบียบ”

“...” ซางเสี่ยวจวินไปไม่เป็น เขาเปิดประตูเข้าไปในบ้าน แล้วก็เห็นหลี่หลิงกำลังนอนหลับอยู่บนเก้าอี้นุ่ม

เขาขมวดคิ้ว หยิบผ้าห่มมาคลุมให้หลี่หลิง

แล้วเขาก็มองเจ้าหุ่นตรงหน้าประตู พลางพูดเบาๆ ว่า “เห็นไหม เจ้าของพัสดุกำลังหลับอยู่ ฉันก็ไม่อยากปลุกเธอเหมือนกัน แกจะยืนรออยู่ตรงนี้ หรือจะเข้ามา? ถ้าจะยืนรออยู่ข้างนอก ฉันจะปิดประตูล่ะนะ”

หน้ากลมป้อมของเจ้าหุ่นทำหน้าจริงจัง “ท่านกำลังเชิญฉันเข้าไปหรือไม่?”

ซางเสี่ยวจวินยิ้มแล้วพยักหน้า

เจ้าหุ่นเดินเข้ามาใกล้ธรณีประตู แล้วค่อยๆ ยกขาข้างหนึ่งขึ้นก้าวข้ามเข้ามา

แต่ยังไม่ทันที่ซางเสี่ยวจวินจะปิดประตู ก็ได้ยินเสียงในบ้านเคลื่อนไหว พอหันกลับไปก็เห็นหลี่หลิงขมวดคิ้ว ลืมตาขึ้นช้าๆ

“ซางเสี่ยวจวิน?” หลี่หลิงพอเห็นว่าเขายืนอยู่ในบ้าน ก็เบาใจขึ้นทันที “คุณกลับมาแล้วเหรอ? เมื่อคืนเกิดอะไรขึ้นกันแน่? ตอนนี้คุณยังติดหนี้อยู่ไหม?”

“ถามซะเร็วเลย ให้ฉันตอบอันไหนก่อนดีล่ะ?” ซางเสี่ยวจวินชี้ไปที่เจ้าหุ่นข้างเท้า “ของของเธอ”

หลี่หลิงขยี้ตา แล้วถึงได้เห็นว่าในห้องมี “คน” ที่สามอยู่ด้วย

เธอลุกขึ้นจากเก้าอี้ เดินเข้าไปหาเจ้าหุ่นแล้วนั่งยองๆ ลง มองมันอย่างสงสัย “หุ่นยนต์เหรอ?”

ที่บ้านซางเสี่ยวจวินก็มีหุ่นยนต์อยู่ตัวนึง ตัวเล็กกว่านี้อีก หน้าที่หลักคือทำความสะอาด ซักผ้าอะไรแบบนั้น หลี่หลิงเคยเห็นมาก่อน ก็เลยไม่แปลกใจเท่าไร

เจ้าหุ่นยิ้มกว้าง “สวัสดีค่ะ ลูกค้าที่เคารพ ฉันคือพัสดุของท่าน โปรดใช้สายรัดข้อมือของท่านสแกนที่ท้องของฉันเพื่อรับของ”

หลี่หลิงก็ทำตาม

ทันใดนั้น แสงสีแดงก็พุ่งออกจากสายรัดข้อมือของเธอ แล้วท้องของเจ้าหุ่นก็เปิดออก เผยให้เห็นกล่องกระดาษใบเล็ก

หลี่หลิงหยิบกล่องออกมา

เจ้าหุ่นยิ้มกว้างขึ้นอีก “วันที่ 1 พฤษภาคม ปีจักรวาล 62772 เวลา 05:16 น. พัสดุถูกส่งมอบ เวลา 09:39 น. พัสดุถูกเซ็นรับ ขอขอบคุณที่ใช้บริการ ‘ไวไวดิลิเวอรี่’ แล้วพบกันใหม่ในโอกาสหน้า”

พอพูดจบ เจ้าหุ่นก็วิ่งปรู๊ดออกจากบ้านไปอย่างรวดเร็ว

หลี่หลิงลุกขึ้นไปปิดประตู แล้ววางกล่องกระดาษลงบนโต๊ะ ถามซางเสี่ยวจวินอีกครั้ง “เมื่อคืนเกิดอะไรขึ้นเหรอคะ?”

วันนี้เธอใส่ชุดเดรสสีขาวเรียบๆ ผมดำรวบเป็นหางม้า หน้าเปลือยเปล่าไร้เครื่องสำอางและเครื่องประดับ หน้าตาขาวเนียนไร้ที่ติ ดวงตาแจ่มใสและเป็นประกาย พอพูดขึ้นมา ก็ไม่ได้ดูเหมือนเด็กสาววัยสิบหกสิบเจ็ดสักเท่าไร

ถึงในใจจะมีข้อสงสัยเกี่ยวกับที่มาของเด็กสาวคนนี้อยู่บ้าง แต่ซางเสี่ยวจวินก็ยังรู้สึกว่าหลี่เถียวเถียวเป็นเด็กผู้หญิงที่มีอะไรลึกลับอยู่ไม่น้อย หลายครั้งที่เธอดูเป็นผู้ใหญ่เกินวัย อย่างตอนนี้ เวลาที่เธอถามคำถาม

สีหน้าเธอไม่ได้แสดงอาการตกใจหรือตื่นกลัว แต่ก็ไม่ใช่เฉยชาไร้อารมณ์ ทว่าดูตั้งใจจริง พูดแบบอยากหาทางออกไปพร้อมกันมากกว่า

ซางเสี่ยวจวินรู้สึกปวดใจเล็กๆ กับความเป็นผู้ใหญ่เกินวัยของเธอ สำหรับเขาแล้ว อายุสิบหกปีควรเป็นวัยที่เอาแต่เรียนหนังสือ เรื่องอื่นไม่ควรเกี่ยวข้องด้วยเลยสักนิด

เขายกมือขึ้นกดที่หว่างคิ้ว เปลี่ยนเรื่องคุย “ไม่มีอะไรหรอก เรื่องเมื่อวานที่หน่วยปราบปรามก็ไม่มีปัญหาอะไร ตอนนี้ทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว แค่เมื่อคืนหลับไม่ค่อยสบายเท่าไหร่ ฉันขอตัวไปนอนพักหน่อย”

พอเห็นขอบตาดำๆ ของเขา หลี่หลิงก็พยักหน้า “ค่ะ งั้นคุณไปพักก่อนเถอะ เรื่องอื่นไว้ค่อยว่ากัน”

ซางเสี่ยวจวินยิ้ม “หลี่เถียวเถียว เด็กผู้หญิงนอนดึกไม่ใช่เรื่องดีหรอกนะ เธอก็ควรพักด้วย”

“รู้แล้วค่ะ คุณไปนอนเถอะ”

ซางเสี่ยวจวินเดินออกจากห้องหลี่หลิง ใช้สายรัดข้อมือเปิดประตูบ้านตัวเอง เขาเดินไปที่เตียง แล้วหยุด

เขาลังเลอยู่สักพักแล้วก็คุกเข่าลง ดึงตู้เซฟจากใต้เตียงออกมา ใช้สายรัดข้อมือเปิด

เขานั่งกอดตู้เซฟไว้บนตัก แล้วค่อยๆ เปิดฝาออก

ข้างในมีของสิ่งหนึ่งวางอยู่อย่างเงียบๆ

ดวงตาของเขาฉายแววซับซ้อน เขายกมือขึ้นลูบของสิ่งนั้นเบา ๆ ก่อนจะค่อย ๆ หยิบมันขึ้นมา

“ซางเสี่ยวจวิน ฉันลืมถามเล คุณยังต้องการห้าร้อยเหรียญดวงดาวอยู่ไหม? ฉันเพิ่งเห็นว่าในบัญชีตัวเองมีอยู่หกร้อยเหรียญ…” เสียงของหลี่หลิงดังมาจากหน้าประตูห้อง

ซางเสี่ยวจวินยังไม่ทันได้ขยับ หลี่หลิงก็เห็นของในมือเขาเสียแล้ว

เธอผงะ พูดค้าง หลอดเสียงหลุดออกมาโดยไม่ทันคิดว่า “ปืน?!”

ของในมือซางเสี่ยวจวิน ถึงจะไม่เหมือนปืนที่หลี่หลิงเคยเห็นในทีวีศตวรรษที่ 21 เป๊ะๆ แต่มันก็คล้ายกันพอจะให้เธอจำได้ทันที

ในโลกเทคโนโลยีสูงแบบนี้ นอกจากทหารแล้ว ประชาชนทั่วไปถือปืนถือเป็นความผิดร้ายแรง!

เพียงแค่เสี้ยววินาที หลี่หลิงก็ถอยกรูด หมุนตัววิ่งออกจากห้องของเขา ปิดประตูเสียงดังปัง

เธอพุ่งกลับเข้าห้องตัวเอง ปิดประตูตามหลัง แล้วรีบแตะหน้าจอที่สายรัดข้อมือเพื่อล็อกประตูทันที

เธอแนบตัวกับประตูเหล็ก สีหน้าซีดนิดๆ ไม่มีเสียงเคาะ ไม่มีเสียงเดิน มีแค่เสียงแจ้งเตือนจากสายรัดข้อมือที่ดังชัดเจน “ปี๊บปี๊บปี๊บ! ปี๊บปี๊บปี๊บ!”

เป็นซางเสี่ยวจวิน

หลี่หลิงสูดหายใจลึกหลายครั้ง ก่อนจะกดรับสาย

ปลายสายเป็นเสียงของซางเสี่ยวจวินที่ฟังดูร้อนรน “หลี่เถียวเถียว เธออย่าเพิ่งกลัว ฉันมีปืนจริง แต่ไม่ได้พกไว้เพื่อทำร้ายใครเด็ดขาด โดยเฉพาะเธอ ฉันไม่มีวันทำร้ายเธอแน่นอน ฉันไม่ใช่คนผิดกฎหมาย ไม่ใช่คนเลวร้ายแบบนั้น”

หลี่หลิงยังพยายามรักษาความเยือกเย็น “งั้นก็ยกปืนให้ฉันก่อน ฉันถึงจะไม่กลัว”

…………………………………………………………………………………………………………………………………

บทที่ 66 ไม่เข้าพวก

ลูกปัดสื่อสารในหูเงียบไปอยู่นาน ไม่มีเสียงตอบกลับมา

สมองที่ยังง่วงๆ ของหลี่หลิงหลังจากตกใจ ก็เริ่มกลับมามีสติอีกครั้ง ความคิดเริ่มชัดขึ้นทีละนิด

ตอนอยู่โรงพยาบาล เป็นซางเสี่ยวจวินที่ช่วยเธอไว้

ต่อมา เพื่อทำภารกิจให้สำเร็จ เธอถึง “มีจุดประสงค์แอบแฝง” ขอให้เขาเป็นผู้ปกครองให้ ตอนนั้นซางเสี่ยวจวินก็ปฏิเสธ

ตั้งแต่ต้นจนจบ เป็นเธอที่ตามตื๊อเขาอยู่ฝ่ายเดียว ส่วนเขา...ก็มีแต่ช่วยเหลือเธอตลอด

พูดให้ตรงก็คือ เธอ “ติดหนี้บุญคุณ” เขาอยู่

แต่พอเห็นปืนนั่นเมื่อครู่ ภาพที่ผุดขึ้นในหัวหลี่หลิงกลับเป็น... “หลี่จิ้งซู”

หลี่จิ้งซู หน้าตาไร้อารมณ์ ขณะเอาดาบแทงทะลุหน้าอกของเลี่ยลั่ว!

คืนนั้นฝนโปรยบางเบา ทุกอย่างชุลมุนวุ่นวายไปหมด

หลี่หลิงไม่อยากฝังความทรงจำเจ็บปวดคืนนั้นไว้ในใจ เพราะทุกครั้งที่คิดถึง มันทำให้ไม่มีวันยิ้มได้อย่างจริงใจอีกเลย

แน่นอน...ความแค้นต้องชำระ

แต่ในขณะเดียวกัน หลี่หลิงก็อยากเป็นคนที่ “อยู่ได้อย่างสบายใจ” ทำให้ท่านเฉียนอีเเหนียงไม่ต้องเป็นห่วง

แต่พอจะยิ้มออกมาจริง ๆ ทุกครั้ง ภาพในหัวกลับเป็นดวงตาเย็นเฉียบของหลี่จิ้งซูในตอนสังหารคนนั้นเสมอ

ในอกเหมือนมีเปลวไฟแห่งความแค้นพลุ่งพล่าน แต่ในใจเธอกลับบอกตัวเองอย่างเยือกเย็น…

“คนที่ฉันจะฆ่าในอนาคต...ไม่ใช่คนธรรมดาเลยสักนิด”

หลี่จิ้งซูที่เธอต้องฆ่า ไม่ใช่คนที่จะรอให้เธอฝึกวิชาให้เก่งแล้วค่อยไปแก้แค้นได้ง่ายๆ ในขณะที่เธอกำลังฝึก หลี่จิ้งซูก็จะไม่หยุดฝึกเหมือนกัน เธออาจจะเข้าวังแล้ว ได้โอกาสฝึกกับครูดีๆ มีอำนาจ มีคนเก่งๆ อยู่ใต้บังคับบัญชา

การจะต่อกรกับหลี่จิ้งซู มันไม่ใช่แค่ฝึกให้เก่งขึ้นเหมือนตอนฆ่าอันซื่อได้เท่านั้น

พอคิดถึงจุดนี้ทีไร หลี่หลิงก็ไม่สามารถยิ้มออกจากใจได้เลย

เธอเอนตัวพิงประตูเหล็ก แล้วค่อยๆ ทรุดลงนั่ง ภาพอดีตทั้งหลายย้อนเข้ามาในหัว โดยไม่รู้ตัว มือเธอสั่นเบาๆ

ตอนนั้น เธอเชื่อใจท่านแม่กับเสี่ยวเชา…และเธอเชื่อถูก

พวกเขารักเธอจริงๆ จนถึงวาระสุดท้ายของลมหายใจ ท่านแม่ยังบอกให้เธอ “อย่าแก้แค้น ขอให้มีชีวิตที่ดี” จนกว่าจะได้ยินคำสัญญานั้น ท่านแม่ถึงจะยอมปิดตา...

แต่ตอนนั้น เธอก็ยังเชื่อใจหลี่จิ้งซู…คิดว่าในเมื่อไม่มีผลประโยชน์ขัดกัน หลี่จิ้งซูคงไม่ทำร้ายเธอ ทว่าเธอคำนวณผิดหมด คิดไม่ถึงเลยว่าหลี่จิ้งซูคิดอะไรอยู่ในใจ

ตอนนี้ ภาพของวันที่อยู่กับซางเสี่ยวจวินตลอดหลายวันก็ผุดขึ้นมา

ก็เป็นเธออีกนั่นแหละ ที่รุกเข้าไปในชีวิตเขา เป็นเธอที่ขออยู่ใกล้ เป็นเธอที่อยากพึ่งพา

ถ้าเขาคิดจะทำร้ายเธอจริงๆ ด้วยความแข็งแรงของผู้ชาย เขาไม่จำเป็นต้องใช้ปืนเลย จะลงมือเมื่อไหร่ก็ทำได้

หลี่หลิงรู้ดีในข้อนี้

ในสายตาเธอ ซางเสี่ยวจวินก็แค่บุรุษพยาบาลธรรมดาๆ ที่ทำงานในโรงพยาบาล คนที่เคยช่วยเธอ คนที่ดูเหมือนเป็น “คนดี”

แต่ตอนนี้ เธอกลับไม่กล้าเชื่อใน “สายตาตัวเอง” อีกต่อไป

เพราะผลของการลดการ์ดลง บางครั้งก็อาจทำให้เห็นคนดีที่จริงใจ...

แต่อีกบางครั้ง มันอาจทำให้เห็น “คมมีดในเงา” ของใครบางคนก็ได้

หลี่หลิงหน้าซีด แต่สีหน้าเริ่มกลับมานิ่ง

เธอพูดอีกครั้ง น้ำเสียงมั่นคง “ซางเสี่ยวจวิน...คุณมอบปืนให้ฉันก่อนเถาะ ฉันถึงจะจะวางใจได้ ฉันรู้ดีว่าการถืออาวุธเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ถึงแม้จะไม่ได้ทำร้ายใคร แต่เพียงแค่มีไว้ในครอบครองก็มีโทษจำคุกหลายปี และฉันก็รู้ว่า สัญญาณของหน่วยปราบปราม สามารถกดติดต่อได้ตรงจากข้อมือ โดยไม่ต้องต่ออินเทอร์เน็ต หน่วยนั้นจะมาถึงที่นี่ภายในไม่กี่นาที”

เธอถอนหายใจเบา ๆ

“ซางเสี่ยวจวิน...ตอนนี้ฉันยังไม่ได้ติดต่อหน่วยปราบปราม ฉันให้เวลาคุณหนึ่งนาที หากคุณไม่ยอมส่งปืนมาให้ ฉันจะโทรไปทันที ขอโทษด้วยนะ... ห้าสิบเก้า... ห้าสิบแปด... ห้าสิบเจ็ด... ห้าสิบหก... ห้าสิบห้า...”

เสียงซางเสี่ยวจวินดังออกมาจากลูกปัด “เป็นเด็กฉลาดจริงๆ เลยนะ เจ้าเด็กน้อย...เอาล่ะหลี่เถียวเถียว ฉันยอมแล้ว ฉันจะให้เธอ”

หลี่หลิงหยุดนับ คิดสักพักก่อนตอบ “คุณวางปืนไว้หน้าประตูห้องฉัน แล้วถอยกลับไปในห้องของคุณ จากนั้นก็ปิดประตูให้เรียบร้อย”

“ฉันเสียใจจริงๆ ที่ทำให้เธอตกใจ เอาอย่างนี้นะ ฉันจะวางปืนไว้ในตู้เซฟ แล้วเอาตู้เซฟไปวางหน้าห้องเธอ จากนั้นจะกลับเข้าห้องไป พอเธอหยิบตู้ไปแล้ว เธอก็ตั้งรหัสใหม่ด้วยตัวเอง แล้วล็อกมันอีกที แบบนี้ฉันก็ไม่มีทางแตะต้องมันได้อีก”

“ตกลง” หลี่หลิงตอบเสียงเรียบ “แต่ตู้ต้องเปิดไว้ก่อน ฉันต้องเห็นก่อนว่ามีปืนอยู่จริง”

“โอ๊ย เธอนี่รอบคอบจริงๆ หลี่เถียวเถียว...ก่อนหน้านี้เธอทำงานอะไรมาเนี่ย? หรือจริงๆ แล้วเธอไม่ได้อายุสิบหกแต่สี่สิบหกกันแน่?”

ซางเสี่ยวจวินหัวเราะเบา ๆ “ฉันจะทำตามที่เธอว่า แต่เธอต้องระวังดีๆ อย่าไปกดปุ่มแดงบนด้ามปืนเข้าเชียว ปืนเลเซอร์นี่ถึงจะเป็นรุ่นธรรมดา แต่ใช้เวลานิดเดียว มันก็ทำให้ประตูเหล็กทะลุได้เลยนะ อย่าทำตัวเองบาดเจ็บล่ะ”

ทั้งๆ ที่สถานการณ์ตึงเครียด แต่เขาก็ยังห่วงเธอ หลี่หลิงรู้สึกสับสนในใจสุดๆ แต่ก็ยังยืนยันตามเดิม

“วางเถอะ ฉันไม่ทำร้ายตัวเองแน่ และอีกอย่าง...อย่าพูดว่าฉันอายุสี่สิบหกนะ”

เสียงหัวเราะเบาๆ ดังจากปลายสาย ก่อนการสื่อสารจะถูกตัดไป

หลี่หลิงลุกขึ้น มองผ่านช่องแมวที่ประตูเหล็ก

ไม่นาน ประตูเหล็กฝั่งตรงข้ามก็เปิดออก ซางเสี่ยวจวินอุ้มตู้เซฟออกมา เขาเปิดฝาตู้หันเข้าทางเธอ

เธอเห็นชัด…ปืนอยู่ข้างในจริงๆ

และเห็นเขาเงยหน้าขึ้น ปากขยับพูดโดยไม่มีเสียง “อย่ากลัวนะ”

สายตาเขายังคงอ่อนโยน ไม่ได้เปลี่ยนไปเลยแม้เธอจะเห็นปืนในมือเขาเมื่อครู่

หลี่หลิงเม้มปาก มองดูเขาเดินกลับเข้าห้อง แล้วปิดประตู

ทันทีที่เขาหายเข้าไป เธอก็เปิดประตูคว้าตู้เซฟเข้ามา ปิดประตู แล้วล็อก ทุกอย่างเสร็จสิ้นภายในไม่ถึงห้าวินาที

พอสงบลง หลี่หลิงก็แทบจะหัวเราะตัวเอง…เหมือนอยู่ในหนังแอ็คชั่นยิงปืนเลยจริงๆ

เธอนั่งลงบนพื้น มองปืนในตู้เซฟ

มันคล้ายกับปืนในทีวีที่เธอเคยเห็น แต่ลำกล้องเป็นสีเงินทั้งกระบอก ไม่มีช่องบรรจุกระสุน

เมื่อครู่ ซางเสี่ยวจวินบอกว่านี่คือ “ปืนเลเซอร์”

เธอจ้องมองมันนิ่งๆ พลางคิดในใจ…ถ้าเอาปืนนี้กลับไปโลกวันสิ้นโลกได้ ก็คงฆ่าหลี่จิ้งซูได้ไม่ยาก...

แต่เธอก็ไม่เชื่อว่าเทพที่ทำให้เธอข้ามโลกมา จะยอมให้พกของแบบนี้กลับไปได้

เหมือนกับตอนที่เธอเคยคิดอยากใช้ยานอวกาศในโลกนี้บินกลับโลกนั่นแหละ แค่คิดก็รู้ว่าเป็นไปไม่ได้

ถึงอย่างนั้น หลี่หลิงก็ยังอยากเก็บปืนนี้ไว้ อย่างน้อยมันก็ช่วยให้เธอป้องกันตัวในโลกนี้ได้

หรือหากวันหนึ่งต้องกลับไปอีก...เธอก็อยากลองดูสักตั้ง เผื่อมันข้ามโลกได้จริง ๆ ก็ได้ใครจะรู้?

คิดได้แบบนั้น หลี่หลิงก็หัวเราะออกมาเบาๆ

เธอมัวแต่สงสัยว่าซางเสี่ยวจวินเป็นคนร้ายหรือเปล่า

แต่เอาเข้าจริง คนที่หยิบปืนขึ้นมาแล้วคิดเรื่อง “ฆ่า” เป็นคนแรก...กลับเป็นเธอเอง

ระหว่างเธอกับเขา เหมือนว่าความคิดของเธอต่างหาก...ที่อันตรายยิ่งกว่า

ความคิดในหัวเธอช่างไม่เข้ากับโลกอันสงบสุขนี้เลยจริงๆ

เธอถอนหายใจยาว ปิดฝาตู้เซฟ แล้วล็อกด้วยสายรัดข้อมือ เพิ่มรหัสอีกหลายชั้น

เสียง “ปี๊บปี๊บปี๊บ” ดังขึ้นจากสายรัดข้อมืออีกครั้ง

เธอกดรับสาย

เสียงคุ้นเคยของซางเสี่ยวจวินดังมา “หลี่เถียวเถียว...ฉันอยากพูดกับเธอดีๆ สักครั้ง อย่ากลัวเลยนะ ฉันจะไปรอเธอที่ชั้นล่าง เราออกไปคุยกันที่ที่คนเยอะ ๆ ดีไหม?”

“ดีค่ะ”

…………………………………………………………………………………………………………………………………

บทที่ 67 จันทร์ปีไหนก็ยังเหมือนเดิม

นอกหน้าต่างกระจกใส มองออกไปเห็นตึกสูงเรียงรายแน่นขนัด กินพื้นที่เกือบครึ่งท้องฟ้า

หลี่หลิงนั่งอยู่ฝั่งหนึ่งของโต๊ะไม้สีเหลืองอ่อน ซางเสี่ยวจวินนั่งอยู่อีกฝั่ง ตรงกลางมีน้ำผลสีส้มวางอยู่สองแก้ว

ที่นี่เป็นชั้นสองของร้านเครื่องดื่มแห่งหนึ่ง

การตกแต่งของร้านดูสว่าง โปร่งโล่ง และมีรสนิยม โต๊ะหลายสิบตัวในร้านมีลูกค้านั่งอยู่ประมาณหนึ่งในสาม กำลังนั่งดื่มพูดคุยกันสบายๆ

ตรงกลางร้าน มีนักร้องชายคนหนึ่งไว้ผมแค่ครึ่งศีรษะด้านซ้าย เขาก้มหน้า ร้องเพลงเสียงต่ำ ช้า ๆ เสียงเพราะมาก ในเสียงที่กดต่ำไว้นั้น กลับแฝงความรู้สึกที่มีพลังบางอย่างซ่อนอยู่

เสียงพูดคุยเบาๆ ของลูกค้ารอบข้างดังกลืนกันจนจับใจความไม่ได้ ถ้าไม่ตั้งใจฟังจริงๆ ก็แทบแยกไม่ออกว่าใครพูดอะไร

ครั้งก่อนที่เจอกัน หลี่หลิงกับซางเสี่ยวจวินยังเหมือนเพื่อนที่ห่วงใยกันอยู่

แต่คราวนี้ หลี่หลิงเงียบลงมาก ส่วนซางเสี่ยวจวินก็มีสีหน้าอ่อนโยนแต่แฝงความเคร่งขรึมอยู่ลึกๆ

เขายกมือเท้าคาง หันหน้าไปทางหลี่หลิงแล้วพูดยิ้มเศร้า

“คราวก่อนฉันยังพูดอยู่เลยว่า หากฉันได้เงินเดือนเมื่อไร จะพาเธอกินอาหารดีๆ สักหน่อย…ใครจะคิดว่า ครั้งแรกที่ออกมาด้วยกันแบบนี้ กลับกลายให้เธอต้องเลี้ยงฉันแทน”

หลี่หลิงก้มหน้าลง เอามือคนหลอดในแก้วน้ำนิดๆ อย่างไร้จุดหมาย ก่อนจะดูดเข้าปากหนึ่งอึก รสหวานหอมชุ่มคอ ทำให้อารมณ์เบาลงเล็กน้อย

“เรื่องเล็กค่ะ”

ซางเสี่ยวจวินฝืนยิ้ม

“ฉันควรจะขอบคุณเธอด้วยซ้ำ ที่ไม่รีบติดต่อหน่วยปราบปรามทันที ให้ฉันโดนจับเข้าคุกไปก่อน”

“ก็เรื่องเล็กเหมือนกันค่ะ” หลี่หลิงกดเสียงลงต่ำ “ซางเสี่ยวจวิน ฉันแค่อยากรู้ว่า...คุณคือใครกันแน่? ทำไมคุณถึงมีปืน?”

“ฉันทำให้เธอตกใจแล้วใช่ไหม?”

สีหน้าหลี่หลิงนิ่งเรียบ แต่ปากตอบ

“ค่ะ ตอนนั้นฉันกลัวมากจริงๆ ฉันกลัวว่าตัวเองตาถั่ว มองคนไม่ออก แล้วฉันก็กลัวตายเหมือนกัน”

ซางเสี่ยวจวินก้มลงมองมือของตัวเอง

“ขอโทษนะ ฉันยอมรับว่าตัวเอง...ก็อธิบายอะไรแบบที่น่าเชื่อไม่ได้เหมือนกัน”

หลี่หลิงเท้าคาง มองเขานิ่ง ๆ

“คุณพูดมาก่อนเถอะ จะเชื่อหรือไม่...ก็เป็นเรื่องของฉัน”

เขาหันไปมองวิวด้านนอกผ่านหน้าต่างใส ใต้ท้องฟ้า มีรถบินนับไม่ถ้วนพุ่งผ่านกันไปมาไม่หยุดเหมือนแม่น้ำกลางอากาศ

ริมปากเขาแตะแววคล้ายรอยยิ้ม แต่น้ำเสียงกลับดูเบาและไร้น้ำหนัก

“ฉันน่ะเหรอ? ฉันก็เป็นแค่คนธรรมดาที่ธรรมดาสุดๆ คนหนึ่งเท่านั้น”

“เกิดมาบนดาวธรรมดาดวงหนึ่ง พ่อแม่ก็ธรรมดาเหมือนกัน ถ้าจะมีอะไรพิเศษหน่อยก็คงเป็นเรื่องที่บ้านมีลูกเยอะหน่อย พ่อแม่ฉันมีลูกตั้งเจ็ดคน ฉันเป็นคนที่ห้า”

“ลูกเยอะเข้า บางทีก็ไม่อาจให้ความรักอย่างทั่วถึงได้” เขาแค่นยิ้ม “ตอนเด็กๆ ฉันก็เป็นเด็กธรรมดาคนหนึ่ง แต่ไม่มีใครรู้หรอกว่าบางครั้ง...ฉันก็อยากจะร้องออกมาดังๆ ตอนรวมญาติ อยากจะโวยวายแบบสุดเสียงเลยล่ะ”

“ฟังดูแปลกดีไหม?”

หลี่หลิงส่ายหน้าน้อย ๆ แล้วรอฟังต่อ

แววตาเขาเหมือนมีแววลำบากใจผ่านวูบหนึ่ง แต่ก็ยังพูดต่อ

“ก็ไม่ใช่อะไรใหญ่โตหรอก ลูกหลายคนก็ต้องมีทั้งที่เรียนเก่ง ซน วุ่นวาย ส่วนฉันน่ะ ธรรมดาเสียจนโดนมองข้าม”

“ตอนนั้นฉันคิดจะทำตัวแย่ๆ จะเกเร จะไม่ตั้งใจเรียนบ้าง เผื่อพ่อแม่จะมองเห็นบ้าง...ก็ตลกดีใช่ไหมล่ะ?” เขายกแก้วน้ำผลไม้ขึ้นจิบเล็กน้อย

“เด็กคนไหนก็อยากให้พ่อแม่รักทั้งนั้น อยากได้คำชม อยากได้สายตาให้กำลังใจ อยากได้รับความสนใจ แม้แต่การโดนดุก็ยังดี”

“แต่สุดท้ายฉันก็ไม่ได้ทำอะไรพวกนั้นเลย ไม่ได้ดื้อ ไม่ได้บ้าคลั่ง ฉันเงียบ ฉันนิ่งเฉย แล้วก็ชินกับการถูกมองข้ามไปเรื่อยๆ”

“ตอนนี้พอโตแล้ว ฉันก็ไม่ได้โทษพ่อแม่อะไรหรอก แค่นึกย้อนกลับไปแล้วรู้สึกว่างเปล่าบ้างแค่นั้นแหละ ไม่เป็นที่สนใจก็ไม่เป็นไร ฉันอยู่คนเดียวก็ได้ ฉันชินแล้ว ตั้งแต่เด็กก็ชินกับการอยู่กับตัวเอง หาความสุขของตัวเอง มันไม่ได้เศร้าอะไรหรอกนะ”

“ไม่รู้คนอื่นจะเข้าใจแบบนี้ไหม...แต่ฉันคิดว่า บนโลกนี้น่ะ ต่อให้ต้องอยู่คนเดียว ก็ยังมีบางสิ่งที่สามารถกลายมาเป็นความชอบ ความเชื่อ หรือแม้แต่...ความฝันของเราได้”

“ฉันตอนเด็กๆ เป็นเด็กว่านอนสอนง่ายนะ ตั้งใจเรียนมาก หวังว่าพ่อแม่จะเห็น แต่ความจริงก็คือ...ฉันเรียนไม่เก่ง ถึงพยายามยังไงก็ได้แค่ระดับกลางๆ”

“แต่สิ่งที่ฉันได้จากการตั้งใจเรียนไม่ใช่ผลการเรียนที่ดีขึ้นหรอก มันคือ...ความรักที่ฉันเริ่มมีให้กับ ‘ฮีโร่’ ในบทเรียนเบื้องต้น” เขาหัวเราะเบา ๆ ดวงตามีแววสุขเล็ก ๆ

“แน่ละ เธออย่าเข้าใจผิดล่ะ ฉันไม่ได้หมายถึง ‘ความรัก’ แบบนั้น”

“ฉันหมายถึง ฉันรู้สึกศรัทธา อยากเป็นแบบพวกเขา ฉันฝันไว้ว่าโตขึ้นแล้วจะสมัครเป็นทหาร จะไปร่วมรบสักครั้งหนึ่ง

ชีวิตฉันตอนนั้นมีเป้าหมาย มีสิ่งที่รอคอย มันเลยสนุกมาก ทุกวันคือความคาดหวัง”

“ในหัวมีแต่เรื่องนั้น ตื่นเต้น คึกคักทุกวัน อยากจะอุทิศชีวิตเล็กๆ นี้ให้กับประเทศ ให้กับเผ่าพันธุ์มนุษย์ มีชีวิตอยู่เพื่อสู้ เพื่อรบ เพื่อฆ่าเซิร์ก หรือถูกเซิร์กฆ่าก็ตาม...ฉันแค่อยากจะสู้สักครั้ง แล้วตายไปแบบมีความหมาย”

หลี่หลิงเผลอถาม

“แล้วหลังจากนั้นล่ะ?”

“หลังจากนั้นเหรอ?” เขาถอนหายใจ

“ก็โตเป็นผู้ใหญ่ แล้วก็ต้องเจอกับความจริงไง ฉันไปตรวจร่างกาย ผลคือร่างกายอ่อนแอเกินไป ถ้าไม่มียีนเสริมราคาแพง ก็ไม่มีทางได้เข้าสนามรบแน่ๆ”

เขาเงียบไปสักพัก สีหน้าเหมือนคนกำลังย้อนคิด

“แต่ฉันจะยอมแพ้ได้ไงล่ะ?”

“ยังมีอีกทางหนึ่ง…ไปสอบเข้าโรงเรียนทหาร ถึงแม้จะสู้แนวหน้าไม่ได้ อย่างน้อยก็ได้ใส่เครื่องแบบ ได้เป็นทหารจริงๆ”

“แต่ฉันดันโง่ไง สอบเข้าไม่ได้ ทั้งเครียด ทั้งนอนไม่หลับ ห้าคืนติดไม่หลับเลย ฉันกำลังจะหมดหวังกับความฝันของตัวเอง”

“แต่ฉันไม่ยอมแพ้! ทุ่มสุดตัว ลืมทุกอย่าง อดนอน อ่านหนังสือ ติวทุกนาทีจนไม่กล้าเสียเวลาเลยแม้แต่วินาทีเดียว”

“สุดท้าย ครูบอกข้าว่าฉันมีพรสวรรค์ด้านยิงปืน คะแนนจะสูงขึ้นได้ มีโอกาสแปดสิบเปอร์เซ็นต์ที่จะสอบติด”

“ตอนนั้นฉันดีใจจนแทบบ้าเลยล่ะ”

หลี่หลิงฟังอย่างเงียบๆ เธอไม่เคยรู้เลยว่าซางเสี่ยวจวินที่ดูเรียบง่ายแบบนี้ จะมีเรื่องแบบนี้อยู่ในอดีตด้วย

“แต่ก่อนสอบแค่เดือนสองเดือน พ่อแม่ฉันก็มาห้ามไว้”

เสียงเขาเบาลง

“พวกเขาบอกว่า ถ้าฉันเป็นคนมีพรสวรรค์จริงๆ พวกเขาก็จะไม่ขวางหรอก แต่ในเมื่อฉันไม่ใช่ แล้วไปทุ่มเทกับเส้นทางนี้ ก็มีแต่จะลำบากและไร้อนาคต อนาคตฉันจะต้องอยู่ต่างดาว ห่างบ้านหลายปี จะมีครอบครัวก็ยาก ชีวิตจะเหนื่อยล้า ไม่มีความสุข”

“พวกเขาบอกว่า หากไม่สามารถเป็นทหารที่ยิ่งใหญ่ได้ ก็ควรใช้ชีวิตธรรมดาบนดาวเงียบสงบจะดีกว่า อย่างน้อยก็มีโอกาสได้แต่งงาน มีลูก”

ซางเสี่ยวจวินส่ายหน้าเบา ๆ

“พอมองย้อนกลับไป ฉันก็ไม่รู้ว่าตอนนั้นฉันผิดหรือถูก”

“แต่วินาทีนั้น ฉันทิ้งไม่ได้…เพราะมันคือสิ่งเดียวที่ฉันรัก สิ่งเดียวที่ทำให้ฉันรู้สึกมีชีวิต ความสุขเดียวในชีวิตของฉัน ฉันทะเลาะกับพ่อรุนแรง แล้วก็เดินออกจากบ้านมา”

“พอเจอพ่ออีกที ท่านก็นอนอยู่บนเตียงในโรงพยาบาล วันรุ่งขึ้น...ท่านเสียชีวิต แม่ฉันแทบอยากจะฆ่าฉัน”

“แม่บอกว่า เป็นเพราะฉัน เพราะการทะเลาะกันครั้งนั้น พ่อถึงช็อก เป็นลม เป็นเหตุให้เสียชีวิต”

“ฉันถูกไล่ออกจากบ้าน ฉันเริ่มสงสัยว่าตัวเองคิดผิดหรือเปล่า”

เขาดื่มน้ำอีกคำหนึ่ง แล้วฝืนยิ้ม

“ฉันเลยไปเรียนหมอ แล้วก็ย้ายดาวไปอยู่ไกลๆ จากบ้านเกิด”

“ทำงานธรรมดาๆ แต่งงานกับผู้หญิงที่เหมาะสม มีครอบครัว ใช้ชีวิตเงียบๆ ในอพาร์ตเมนต์หลังหนึ่ง จนตายจากโลกนี้ไป”

“ทุกครั้งที่ตื่นนอนตอนเช้า ฉันจะเห็นภาพสุดท้ายของชีวิตตัวเองทันทีเลยด้วยซ้ำ”

“บางครั้งก็รู้สึกว่า...ไม่ได้เหงา...แต่รู้สึกว่า ‘ไม่มีอะไรมีความหมายอีกแล้ว’ จะสว่างแค่ไหน...มันก็ไม่ใช่แสงของฉัน”

“หลี่เถียวเถียว...ถ้าไม่ได้เจอเธอ ถ้าไม่ได้เกิดเรื่องพวกนี้ขึ้น ฉันอาจจะลืมไปแล้วก็ได้ ว่า...ตัวฉันเคย...รัก ‘ความฝัน’ ขนาดนั้น”

“ฉันยอมรับว่า...วิธีที่ฉันได้ปืนมาน่ะผิดกฎหมาย ฉันไม่มีหลักฐานอะไรจะมาพิสูจน์ตัวเองว่าฉันไม่ใช่คนเลว บางที...อาจจะเป็นแค่ความคิดโง่ๆ ที่อยากยึดติดกับอดีตเท่านั้น”

เธอฟังแล้วก็พึมพำเบา ๆ

“ความฝันของคุณ...คืออยากเป็นทหารเหรอ?”

ทันใดนั้น ภารกิจที่พระเจ้ามอบหมายไว้ก็ผุดขึ้นในใจของหลี่หลิงอีกครั้ง...

(จบบท)

 

อ่านต่อได้ที่ เอินเอิน ขอแปล ปัจจุบันจบแล้วถึงตอนที่ 587 นะคะ

 

จบบทที่ บทที่ 65-67

คัดลอกลิงก์แล้ว