- หน้าแรก
- คัมภีร์งามล้ำฟ้า ขอข้าครองยุทภพ
- บทที่ 38-40
บทที่ 38-40
บทที่ 38-40
บทที่ 38 ข้าปรารถนาจะสนทนากับเจ้า
เฉียนอี้เหนียงยังไม่อนุญาตให้เลี่ยลั่วลุกขึ้น นางก้มหน้าเล็กน้อย สายตาสงบเอ่ยเสียงนุ่มว่า
“เจ้าจะพิสูจน์ตนเองได้เยี่ยงไร ว่าเป็นคนของเรา?”
เลี่ยลั่วยกหน้าขึ้นตอบ
“บุปผาเมื่อวานโรยราแล้ว แต่วันนี้เครื่องบูชายังส่งกลับคืน”
เมื่อได้ยินรหัสประโยคนั้น เฉียนอี้เหนียงก็มั่นใจในตัวตนของเลี่ยลั่วจริง ๆ นางเอื้อมมือดึงสร้อยคอเงินเส้นบางที่ซ่อนอยู่ใต้คอเสื้อออกมา บนสร้อยนั้นมีจี้เป็นรูปศีรษะสตรีเล็ก ๆ ทรงผมงามซับซ้อนประหนึ่งนางฟ้าในเครื่องแต่งกายอันหรูหรา
เลี่ยลั่วก้มศีรษะลงอีกครั้ง แล้วคารวะหนักแน่น “ข้ามาช้า ทำให้ท่านนายหญิงและคุณหนูต้องทนลำบาก!”
เฉียนอี้เหนียงเก็บสร้อยกลับเข้าเสื้อ สีหน้าซับซ้อนเหมือนความทรงจำเก่ากำลังรินไหล นางถอนหายใจเบา ๆ
เลี่ยลั่วเห็นนายหญิงไม่พูด จึงเงยหน้ามอง ใบหน้างามยังคงสง่า เขาเอ่ยถามเบา ๆ
“นายหญิงเรียกข้ามา...เป็นเพราะต้องการวางแผนเรื่องใหญ่หรือไม่?”
เฉียนอี้เหนียงส่ายหัวช้า ๆ
เลี่ยลั่วโล่งใจ ยามนี้โลกถึงกาลล่มสลาย คิดจะทำสิ่งใดก็ล้วนยากนัก
เฉียนอี้เหนียงถามต่อ
“เจ้ามาเพียงคนเดียวหรือ?”
เลี่ยลั่วพยักหน้า
“หลังจากท่านส่งสัญญาณ ข้าก็รีบสืบหาท่านทันที แต่ด้วยความโกลาหลในวังยามโลกาวินาศ ข้ามิอาจถอนตัวได้เร็ว ส่วนผู้อื่น...คงไม่ทันเตรียมตัว จึงยังมาไม่ถึงเพื่อเข้าพบ”
เฉียนอี้เหนียงเอ่ยเสียงอ่อน
“ข้าเข้าใจดี แค่เจ้ามาได้ก็นับว่าลำบากมากแล้ว”
“นายหญิงมีสิ่งใดจะสั่งหรือ?”
เฉียนอี้เหนียงเผยสีหน้าเหนื่อยล้า “เมื่อครั้งนั้น บ้านเมืองสั่นคลอน ข้าจึงจำต้องเข้ามาอยู่ในตระกูลหลี่ เดิมคิดว่าชีวิตนี้จะจบที่นี่ ไม่คิดจะเรียกพวกเจ้ากลับมาอีกเลย”
นางเงยหน้ามองจันทรา “ใจดั่งจันทร์กระจ่าง แต่ภูผาย่อมถล่ม สิ้นที่พำนัก ครึ่งชีวิตลอยไปตามคลื่น ยากจะหันหลังกลับ”
เลี่ยลั่วฟังแล้วสะเทือนใจ หากไม่มีการเปลี่ยนราชวงศ์ในวันนั้น สตรีที่อ่อนโยนสงบเสงี่ยมคนนี้ คงได้ใช้ชีวิตรุ่งโรจน์ดั่งเคย
เฉียนอี้เหนียงก้มตาลง “ข้าเกิดในยุครุ่งเรืองที่สุด แต่ต้องตกต่ำเป็นเพียงอนุภรรยา ครึ่งชีวิตลิ้มรสทั้งสูงต่ำ...ต่อให้ชีวิตนี้สิ้นไปอย่างเรียบง่าย ข้าก็มิได้คับแค้นใจ”
นางหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยเสียงสั่น “แต่ข้ามีบุตรสาวคนหนึ่ง ข้ามิหวังให้นางมีเกียรติยศเพียงขอให้มีชีวิตสงบสุขก็พอ ทว่า...หลี่เสวียนหมิงกลับโหดร้ายต่อจิ้งจิ้งนัก! ตอนนี้นางโตแล้ว ข้าได้แต่เห็นลูกสาวต้องถูกบังคับกินยาแกล้งป่วย ปลอมชื่อไปคัดเลือกเข้าวัง ข้ายังเห็นนางถูกอันซื่อเฆี่ยนตี ถูกหลี่จิ้งซูทำร้าย…”
ถึงตรงนี้ เฉียนอี้เหนียงกำหมัดแน่น ทุบที่อก น้ำตาไหลพราก
“ข้าผิดไปแล้ว! ผิดจริงๆ! ตอนนั้นไม่ควรยอมอยู่ในตระกูลหลี่อย่างจำนน ข้าควรพาจิ้งจิ้งหนีออกจากเมืองตั้งแต่แรก!”
นางก้มหน้ามองศีรษะเลี่ยลั่ว “ข้าเสียใจนัก ข้าอยากออกจากตระกูลหลี่ อยากพาจิ้งจิ้งไปอยู่ทางใต้ ริมสายธารอันเรียบง่าย เจอชีวิตสงบสุขสักหน่อย...น่าเสียดาย น่าเสียดายจริงๆ! ข้าเพิ่งกล้าเสี่ยงเรียกเจ้ามา กลับกลายเป็นตอนที่โลกถึงคราวสิ้น!”
เลี่ยลั่วก้มหน้าฟังด้วยความเครียด มือกำแน่น “เช่นนั้น...ตลอดหลายปีที่ผ่านมา นายหญิงกับคุณหนู ต้องใช้ชีวิตเช่นนั้นหรือ...ช่างน่าสังเวชเหลือเกิน”
เมื่อก่อนเขายังคิดว่าในฐานะสวามีของนายหญิง หลี่เสวียนหมิงคงน่านับถืออยู่บ้าง แต่บัดนี้ความคิดนั้นมลายสิ้น กลับมีแต่ความโกรธในใจ
คำว่า “กินยาแกล้งป่วย ปลอมชื่อเข้าคัดเลือก” “ถูกเฆี่ยนตี ถูกเตะทำร้าย” ทุกถ้อยคำดั่งฟ้าผ่าลงกลางอก เขาแทบไม่อาจจินตนาการได้ว่า เด็กสาวอ่อนโยนอย่างคุณหนูรองต้องเติบโตในความทุกข์เพียงใด
เลี่ยลั่วคิดไม่ตก คนในตระกูลหลี่จิตใจกระด้างได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ
เฉียนอี้เหนียงเช็ดน้ำตา สีหน้าค่อยสงบลง “ช่างเถิด ตอนนี้โลกถึงกาลล่มสลายแล้ว จะทำอะไรก็ยากนัก ข้ากับจิ้งจิ้งไม่อาจหนีออกจากกองทัพหลวงหมื่นนายเพื่อไปทางใต้ได้อีกแล้ว เลี่ยลั่ว...ขอเพียงเจ้าช่วยปกป้องจิ้งจิ้ง ดูแลไม่ให้ใครรังแกนาง เมื่อถึงเมืองจินหลิน ค่อยดูท่าทีอีกที”
“ขอรับ!” เลี่ยลั่วยกมือขวาขึ้น สายตาแน่วแน่ “ข้าขอสาบาน ด้วยชีวิตนี้จะคุ้มครองนายหญิงและคุณหนูมิให้ผู้ใดทำร้าย หากผิดคำ ข้าขอให้ตัวข้าตกตาย!”
เฉียนอี้เหนียงไม่ได้ห้าม เพียงกล่าวเบา ๆ
“ลุกขึ้นเถิด”
เลี่ยลั่วจึงลุกขึ้น ก้มศีรษะอย่างนอบน้อม
เฉียนอี้เหนียงเดินนำหน้า เขาเดินตามอยู่ห่าง ๆ ดั่งองครักษ์ผู้ซื่อสัตย์
แสงจันทร์อาบผ่านขอบไม้ เผยเงาเรือนร่างสองร่างที่ยืดยาวอยู่ริมป่า
เฉียนอี้เหนียงเอ่ยเสียงแผ่ว “เลี่ยลั่ว...โลกยามนี้วุ่นวาย มีเพียงผู้มีวิชาเท่านั้นถึงยืนหยัดได้ ข้ากับจิ้งจิ้งก็แค่สตรีอ่อนแอ แม้มีสายเลือดสูงศักดิ์ในอดีต แต่ตอนนี้ไม่มีค่าใดเลย เจ้าผู้ภักดีเช่นนี้ เหตุใดถึงยอมสาบานปกป้องเราได้ง่ายดายเช่นนั้น?”
คำถามนั้น แม้จะเหมือนทิ่มแทงหัวใจของข้ารับใช้ แต่ก็เป็นคำที่เหมาะสมยิ่งสำหรับมนุษย์หนึ่งคนในยามสิ้นโลก
เพราะตอนนี้ ไม่มีราชวงศ์เก่า ไม่มีเกียรติยศ เหลือเพียงชีวิตที่ต้องเอาตัวรอด
ภายใต้แสงจันทร์ใส เฉียนอี้เหนียงหันกลับมองตาเขาอย่างจ้องลึก
“เจ้าทำไปเพราะความจงรักภักดี...หรือเพราะเจ้ามีใจต่อจิ้งจิ้งกันแน่?”
เลี่ยลั่วหัวใจเต้นแรง เขากะพริบตา ก่อนคุกเข่าลงเสียงดัง “ขอรับ! มิกล้า! นายหญิงและคุณหนูสูงศักดิ์ ข้ามิกล้ามีใจเกินเลย!”
เฉียนอี้เหนียงพึมพำเบา ๆ “มิกล้า...งั้นหรือ”
เลี่ยลั่วรีบอธิบาย “ที่ผ่านมาข้าเพียงอยากใกล้ชิดนายหญิง แต่ไม่มีข้ออ้างที่เหมาะสม ข้าจึงแสร้งทำเป็นสนิทกับคุณหนู เพื่อจะได้เข้าออกใกล้ตระกูลหลี่โดยไม่ให้ใครสงสัย”
เฉียนอี้เหนียงฟังจนจบ สีหน้านิ่ง ก่อนคลายเป็นรอยยิ้มบาง ๆ
“ไม่ต้องตกใจ ข้าเพียงได้ยินพวกองครักษ์เย้าหยอกเจ้า เลยถามขึ้นมาเท่านั้น”
เลี่ยลั่วลังเลครู่หนึ่ง ก่อนยืนขึ้น
เฉียนอี้เหนียงถอนหายใจ “หากไม่มีเหตุจำเป็น ช่วงนี้อย่าเจอกันเลย จะได้ไม่เป็นที่สงสัย”
“ขอรับ” เลี่ยลั่วประนมมือ
เขาก้มลงคารวะ มองส่งนางเดินจากไป
แผ่นหลังนั้นค่อย ๆ ลับไปในเงาจันทร์ ส่วนในใจเขา...ความคิดสับสนราวพายุ
เขาเฝ้าคิด หากครั้งนั้นผู้ถูกคัดเลือกเข้าวังคือคุณหนูรองจริง แล้วตำแหน่ง “ชายารัชทายาท” ที่องค์ชายต้องการนั้น เป็นของใครกันแน่?
อีกทั้งท่าทีของนายหญิงในวันนี้ นางเชื่อในความภักดีของเขาจริงหรือ...หรือแท้จริงแล้วไม่ต้องการให้เขาเข้าใกล้คุณหนูรองกันแน่?
ความคิดสับสนถาโถม จนกลายเป็นคำถามเดียวที่ก้องอยู่ในหัว สิ่งที่เขาทำมาทั้งหมดนั้น...เพราะภักดีต่อคุณหนูรองในฐานะลูกของนายหญิงจริงหรือ...หรือเพราะหัวใจของเขา มีบางอย่างเกินเลยไปแล้ว?
เขาจะตอบคำถามนี้กับใจตนเองได้เยี่ยงไรเล่า...
ยามดึก หลี่หลิงสะดุ้งตื่นขึ้น แต่กลับไม่เห็นเฉียนอี้เหนียงอยู่ข้างกาย
แม้ในป่าแห่งนี้แทบไม่พบซอมบี้เลย แต่ก็ยังเต็มไปด้วยงู แมลง หนู หรือแม้แต่สัตว์ร้าย นางอดห่วงไม่ได้จริงๆ
หลี่หลิงปลุกเสี่ยวเชา ถามไถ่แต่ก็ไม่รู้ร่องรอย ทั้งคู่เริ่มร้อนใจ จึงตกลงกันว่าจะออกหาด้วยตนเอง
หลี่หลิงออกจากค่าย เดินวนหานานก็ไม่พบใคร
จนในที่สุด นางก็เห็น หลี่จิ้งซู นั่งอยู่บนต้นไม้
หลี่จิ้งซูเอนหลังพิงต้นไม้ ขาข้างหนึ่งงอวางบนกิ่ง อีกข้างห้อยลง มือหนึ่งถือกระบี่ อีกมือวางบนเข่า สายตาเหม่อมองท้องฟ้า ท่าทางสงบนิ่งดุจวีรบุรุษในชุดขาว
หลี่หลิงชะงัก ก่อนตัดสินใจเดินเข้าไปใต้ต้นไม้ เงยหน้าถาม
“หลี่จิ้งซู เจ้าพบท่านแม่ของข้าบ้างหรือไม่?”
หลี่จิ้งซูก้มมองแล้วแย้มยิ้ม ก่อนกระโดดลงจากต้นไม้ นางกอดกระบี่ไว้ มืออีกข้างกอดอก เดินเข้ามาใกล้พร้อมหัวเราะเบา ๆ
“หลี่จิ้งจิ้ง...เจ้ารู้หรือไม่ว่าแม่ของเจ้าเป็นใครกันแน่?”
หลี่หลิงขมวดคิ้วเล็กน้อย “ท่านแม่ก็คือท่านแม่สิ จะให้เป็นใครอีก?”
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่มีแววสงสัย หลี่จิ้งซูกลับยิ้มอย่างประหลาด “แปลกจริง ๆ...เจ้ารู้ความลับของนางด้วย นึกไม่ถึงเลยนะ ว่าสตรีเรียบร้อยเช่นนาง กับน้องสาวขี้อายอย่างเจ้า จะซ่อนเขี้ยวเล็บไว้ได้ขนาดนี้...บ้านตระกูลหลี่นี่ ช่างซ่อนพยัคฆ์ไว้ในรังจริง ๆ”
“ข้ามิได้มาคุยเรื่องเสือหรือสิงโตกับเจ้า” หลี่หลิงพูดเสียงเรียบ “ข้าแค่อยากถามว่า เจ้าพบท่านแม่ข้าหรือไม่ ถ้าพบก็บอกข้าเถิด ถ้าไม่พบหรือไม่อยากพูด ก็แค่ส่ายหัว ข้าจะไปหาต่อเอง”
“ข้าเห็นนางนะ” หลี่จิ้งซูขยับริมฝีปากเอ่ยช้า ๆ “แต่ก่อนจะบอกเจ้าว่านางไปไหน...ข้าอยากคุยกับเจ้าสักหน่อย”
…………………………………………………………………………………………………………………………………
บทที่ 39 สาวงามตระกูลหลี่
หลี่หลิงคิดอยู่หนึ่งวินาที ก่อนตอบอย่างสั้น
“ได้สิ ว่ามาเลย อย่ายืดเยื้อก็แล้วกัน”
หลี่จิ้งซูหัวเราะเบา ๆ นางมองตรงไปที่หลี่หลิง สีหน้ายิ้มของนางค่อย ๆ จางหาย
“หลี่จิ้งจิ้ง...ต้องขอชมว่าเจ้าทำให้ข้าต้องมองใหม่ทีเดียว”
“ขอบใจที่ชม แล้วต่อจากนั้นล่ะ?” หลี่หลิงตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก
แต่หลี่จิ้งซูกลับไม่ได้มีท่าทีจะพูดสั้น ๆ ตามที่อีกฝ่ายบอก นางยืนกอดกระบี่ไว้ในอก เดินไปมาอย่างครุ่นคิด
“ข้าอยู่กับเจ้ามาในจวนตั้งสิบกว่าปี กลับไม่เคยรู้เลยว่าคุณหนูรองที่เป็นลูกอนุของเรา จะกลายเป็นคนเช่นนี้ได้”
หลี่หลิงเห็นท่าทีเหมือนจะเริ่มบรรยายยาว ๆ ของอีกฝ่าย ก็ได้แต่ถอนใจ ตั้งใจฟังอย่างอดทน
“น้องหญิงรองของข้า หลี่จิ้งจิ้ง เป็นสาวน้อยอ่อนโยนราวสายน้ำ โดนตวาดเพียงคำเดียวก็น้ำตาไหลพราก จนข้าคิดว่าในตัวเจ้ามีแต่น้ำเต็มอก...แต่ช่วงไม่กี่เดือนนี้ ข้าถึงรู้ว่าข้าคิดผิดถนัด”
หลี่จิ้งซูหยุดเดิน หันกลับมามอง
“เจ้าไม่เพียงไม่ขี้ขลาด ไม่โง่เขรา และไม่ได้มีแต่น้ำเต็มหัว...เจ้ายังเป็นคนที่อดทน ยอมทนรับความอัปยศ ซ่อนคมในเงา แล้วกลับพลิกสถานการณ์ได้ในชั่วพริบตา!”
หลี่หลิงทำหน้าสงบนิ่ง ราวกับไม่ได้รู้สึกอะไรกับคำชม “ขอบคุณที่ชม ข้าซาบซึ้งใจยิ่งนัก”
แสงจันทร์สาดลงบนใบหน้านวลของหลี่หลิง ทำให้ความสงบเย็นยิ่งดูน่าประหลาด หลี่จิ้งซูมองใบหน้านั้น แล้วเหมือนจะเห็นตัวตนจริงของอีกฝ่าย
“ข้าเคยคิดว่าเมื่อเราโตขึ้น เจ้ากับข้าคงต่างแยกไปแต่งงาน มีครอบครัวของตน วันหนึ่งเราอาจได้เจอกันในงานเลี้ยง แล้วทักทายกันเพียงสองสามคำ หรือบางวัน หากข้าเห็นเจ้าร้องไห้ ข้าก็คงยื่นมือช่วย”
หลายปีที่อันซื่อกลั่นแกล้งหลี่จิ้งจิ้ง ทั้งหลี่เสวียนหมิงและหลี่จื้อต่างทำเป็นไม่เห็น พวกบ่าวไพร่ก็รังเกียจ แต่ว่าหลี่จิ้งซูกลับคอยสังเกตอยู่เงียบ ๆ เพราะในจวนนี้ มีเพียงหลี่จิ้งจิ้งที่อายุไล่เลี่ยกับนาง และยังมีเค้าหน้าเหมือนกันถึงเจ็ดส่วน บางครั้งเมื่อสวนกันในจวน หลี่จิ้งซูก็อดไม่ได้จะเหลียวมองนางเสมอ และสิ่งที่เห็นมาตลอด ทำให้นางทั้งผิดหวังและเห็นเป็นเรื่องธรรมดา
เมื่อได้ยินคำว่า “จะช่วยเจ้า” หลี่หลิงอดคิดถึงหลี่จิ้งจิ้งคนเดิมไม่ได้ จึงถามอย่างเรียบเย็น
“หลี่จิ้งซู เจ้ากำลังอวดตัวเหนือกว่าข้าอยู่หรือ?”
หลี่จิ้งซูชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าช้าๆ
“อาจจะใช่ แต่ตอนนี้เรื่องนั้นไม่สำคัญแล้ว”
นางก้าวเข้ามาใกล้ขึ้นทีละนิด
“วันที่เจ้าถูกส่งเข้าวังคัดเลือก ผ่านไปแค่สองวัน เจ้ากลับสามารถทำให้รัชทายาทโปรดปราน ถึงกับทูลขอแต่งงาน และยังประกาศต่อหน้าทุกคน ว่าผู้ที่เขาต้องการคือ ‘หลี่จิ้งซู’ ข้าคิดเท่าไรก็คิดไม่ออก และข้าทำไม่ได้แน่ๆ ชีวิตของเจ้าที่ควรจะจบอย่างสามัญกลับพลิกชะตาในสองวัน กลายเป็นนกโผบินสู่ยอดไม้...ข้าหลี่จิ้งซูทำไม่ได้จริงๆ”
หลี่หลิงขมวดคิ้ว “จริง ๆ แล้ว มันเป็นอุบัติเหตุน่ะ”
“สิบหกปีที่เจ้าถูกมองว่าเป็นเพียงลูกอนุ ไม่มีสิทธิเรียนยุทธ์ ไม่มีโอกาสได้รู้จักใครนอกจวน ดูเหมือนชีวิตจะไม่มีวันพลิกได้...แต่เจ้ากลับคว้าโอกาสเพียงครั้งเดียวไว้ได้”
หลี่จิ้งซูก้าวเข้าไปใกล้จนแทบชิด “เจ้าคิดว่ามันเป็นแค่อุบัติเหตุหรือ? เจ้ากล้าเชื่อเองจริงหรือ?”
“ข้า…” หลี่หลิงกำลังจะยืนยัน แต่นิ่งคิดไปครู่หนึ่ง
ในสถานการณ์ตอนนั้น การที่นางในร่างของหลี่จิ้งจิ้งได้พบรัชทายาทมันช่างบังเอิญเกินไป บางทีอาจมีใครบางคนอยู่เบื้องหลังการจัดฉากก็ได้
นางเม้มปาก “เจ้าคิดมากไปเองนั่นแหละ ข้าไม่ได้เก่งอย่างเจ้าว่าหรอก”
“จริงหรือ?” หลี่จิ้งซูหัวเราะเบา ๆ ด้วยท่าทีไม่เชื่อ “แล้วตอนเริ่มวันสิ้นโลก เจ้ากลับเป็นคนแรกที่เสนอให้ไปซื้อเสบียง อย่าบอกนะว่ามีใครสอนมา? คิดแบบนั้นได้เองก็บังเอิญอีกหรือ?”
หลี่หลิงหน้ามืดไปชั่วขณะ
เฮอะ ก็ใครล่ะ! ก็หนังซอมบี้กับซีรีส์ในโลกเก่ามันสอนให้คิดแบบนี้นี่นา!
นางคิดจะโต้กลับ แต่ก็ตัดใจ…เถียงไปก็ไร้สาระ ปล่อยให้นางพูดให้จบจะได้ถามเรื่องเฉียนอี้เหนียงเสียที จึงเงียบปากไป
ความเงียบของหลี่หลิง กลับถูกอีกฝ่ายเข้าใจว่าเป็นการยอมรับ
หลี่จิ้งซูยิ้มเย็น “แล้วยังเรื่องความลับของซอมบี้อีก อย่าพูดกับข้าเรื่องตำราเก่าเลย ข้าไม่เชื่อหรอก!”
หลี่หลิงตอบกลับเสียงเรียบ
“ถึงข้าจะเป็นคนคิดลึกวางแผนเพื่อเปลี่ยนชะตากรรมจริง ๆ แล้วอย่างไร?”
หลี่จิ้งซูขยับกาย กำกระบี่แน่น
หลี่หลิงถอยหลังหนึ่งก้าวทันที
พูดจริง นางเองก็ไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายคิดอะไรอยู่ จะทำร้ายหรือไม่ก็ไม่รู้เลย พอเห็นกระบี่ในมือนั้นก็อดระวังไม่ได้ แต่นางไม่ถึงกับกลัว…เพราะหลี่จิ้งซูเป็นคนมีเหตุผล ต่อให้ทั้งคู่มีเรื่องกัน แต่หากนางตะโกนสักคำ ทหารใกล้ ๆ ย่อมได้ยินแน่
ในกองทัพหมื่นนายนี้ หากชาวบ้านก่อปัญหาหรือมีเรื่อง ทันทีที่เสียงดังถึงขั้น “วุ่นวาย” ก็ไม่ใช่แค่ถูกขัง แต่จะถูกขับไล่ออกจากกองทัพทันที และจะถูกโยนไปยังที่ร้างให้ตายเอง หรือถูกส่งเข้าไปกลางฝูงซอมบี้ ก็แล้วแต่ความรุนแรงของเรื่องนั้น
ในวันแรก ๆ ที่พวกเขาเข้าร่วมกองทัพ มีการอ่านประกาศอย่างชัดเจนถึงกฎข้อนี้ด้วยซ้ำ
ดังนั้น หลี่จิ้งซูไม่มีทางจะเอากระบี่มาแทงนางเพียงเพราะเรื่องเล็ก ๆ หรอก
หลี่จิ้งซูเห็นสีหน้าระแวดระวังของหลี่หลิง ก็เพียงหัวเราะเบา ๆ แล้วก้าวเข้ามาอีก
ใบหน้างามยิ้มขึ้น “จะว่าไป หลี่จิ้งจิ้ง เจ้าช่างเก่งกาจจนข้าอยากนับเจ้าเป็นสหายจริง ๆ การกระทำของเจ้าช่วงนี้นี่แหละ สมกับเป็นน้องหญิงของข้าหลี่จิ้งซู”
หลี่หลิงยังยืนนิ่งไม่ขยับ “ห๊ะ?”
“ใช่แล้ว” หลี่จิ้งซูยื่นมือออกไป เหมือนจะลูบแก้มหรือแตะไหล่นางเบา ๆ
หลี่หลิงขยับตัวหลบออกด้านข้าง “เจ้าชมข้ามาตั้งนาน...ก็เพื่อจะได้แตะหน้าข้าเท่านั้นหรือ?”
หลี่จิ้งซูหัวเราะเสียงดัง พลางเงยหน้า แล้วจึงลดสายตามามองอีกครั้ง
“พูดกันตรง ๆ เถอะ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เจ้ากับข้ามีปมขัดแย้งมากมาย เจ้ากับมารดาข้าก็เช่นกัน แต่ตอนนี้โลกถึงกาลสิ้น สิ่งเหล่านั้นเล็กน้อยนัก เจ้าก็รู้ดีว่าโลกาวินาศนี้ยากจะอยู่รอด แต่ก็เป็นเวลาที่วีรบุรุษจะถือกำเนิด! หากเราร่วมมือกัน เจ้าช่วยข้าอย่างเต็มที่ วันหนึ่งเราจะทำให้ตระกูลหลี่รุ่งโรจน์ขึ้นสูงได้แน่นอน!”
“ร่วมมือกัน?” หลี่หลิงเลิกคิ้วเล็กน้อย ก็ใช่ล่ะ นิสัยของหลี่จิ้งซูมันต้องแบบนี้จริง ๆ นางหัวเราะเบา ๆ
“หลี่จิ้งซู เจ้านี่ทะเยอทะยานดีแท้ ถ้าอยากสูงส่งนัก เจ้าก็แค่เข้าวังเป็นชายารัชทายาทสิ ไม่ง่ายกว่าหรือ?”
หลี่จิ้งซูหัวเราะเยาะ “หลี่จิ้งจิ้ง เจ้าก็รู้ดีว่าการเข้าวังเป็นสนมแม้จะดูดี แต่การต่อสู้ในวังนั้นเต็มไปด้วยเลือดที่มองไม่เห็น หากได้ขึ้นสูงสุดก็ยังเป็นเพียงนกในกรงทอง ต่อให้สวยงามแค่ไหน ก็เพื่อให้เจ้านายชมเท่านั้น หากเลือกได้ ข้าอยากได้มากกว่านั้น!”
ก็จริง...
ถ้าหลี่จิ้งซูตั้งใจอยากเป็นชายา นางคงหวงแหนความงามของตน ดูแลผิวพรรณอย่างดี ไม่ใช่ซ้อมยุทธ์ทุกวันจนแดดเผาเช่นนี้
หลี่หลิงหัวเราะเบา ๆ
“เพราะแบบนั้นเองสินะ เจ้าถึงไม่อยากกินยาทำร้ายร่างกาย ไม่อยากเข้าคัดเลือก แล้วถึงผลักข้าให้ไปแทน”
หลี่จิ้งซูยักคิ้วเล็กน้อย ตอบอย่างไม่รู้สึกผิด
“สำหรับผู้ฝึกยุทธ์แล้ว สุขภาพร่างกายสำคัญที่สุด หากต้องกินยาพิษจนทำลายลมปราณ วันใดเกิดอุดตันขึ้นมา วิชาทั้งชีวิตก็สูญสิ้นมิใช่หรือ?”
หลี่หลิงหัวเราะแผ่ว “ฮะ ๆ งั้นที่แท้เจ้าก็ใช้ข้าแทนสินะ ส่งข้าเข้าวังไปแทนตนเอง?”
หลี่จิ้งซูไม่ตอบ ไม่พยักหน้า ไม่ส่ายหัว
สองสาวที่มีใบหน้าเหมือนกันถึงเจ็ดส่วน ยืนมองตากันตรง ๆ
ในแววตาที่แลกสบกันนั้น...มีบางอย่างที่เหมือนกันราวกระจกสะท้อน
…………………………………………………………………………………………………………………………………
บทที่ 40 หนทางต่าง ย่อมไม่อาจร่วมคิด
หลี่หลิงยิ้มบาง “เจ้าพูดได้ดีมาก และก็ถูกด้วย...แต่เสียดายเหลือเกิน หนทางเราต่างกัน จึงไม่อาจร่วมคิดร่วมเดิน”
สีหน้าของหลี่จิ้งซูเปลี่ยนไปเล็กน้อย นางหรี่ตาลง มองอีกฝ่ายอย่างจับจ้อง
“เหตุใด? เจ้าคิดว่ามีทางเลือกที่ดีกว่าข้าอย่างนั้นหรือ หลี่จิ้งจิ้ง อย่าลืมเสียว่าเจ้ามิได้มีวิชายุทธ์ติดตัวเลย ในโลกาวินาสเช่นนี้ เจ้าไม่มีวันรอดเพียงลำพัง หรือเจ้าคิดจะฝากชีวิตไว้กับรัชทายาทผู้มีนางในสามพันคนในวังเพียงเพราะพบกันครั้งเดียว? หรือจะเลือกพึ่งพาองครักษ์เลี่ยลั่วนั่นรึ? ฟังข้าไว้เถิด...ผู้ชายในโลกนี้ หาได้มีใครให้พึ่งได้จริงๆ ไม่”
หลี่หลิงส่ายหน้า “ไม่ใช่”
“อะไรนะ?” หลี่จิ้งซูดูเหมือนเริ่มฟังไม่เข้าใจ “อย่าบอกนะว่าเจ้าคิดจะกลับไปเป็นสตรีบื้อใบ้ ที่ไม่มีใครรู้จักอยู่อีกสิบปี?”
“ข้าจะเลือกใช้ชีวิตแบบใด...ก็เรื่องของข้าเอง” หลี่หลิงพูดเรียบ ๆ
นางแน่ใจดีว่า ถ้าอยู่ในวันสิ้นโลกโดยไม่มีวิชา มันไม่ง่ายแน่ อาจจะต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก หรืออาจตายตั้งแต่ต้นก็ได้ แต่ในใจของนางมีคำตอบอยู่แล้ว นางจะฝึกยุทธ์ด้วยตนเอง จะเรียนตามตำราจาก《คัมภีร์งามล้ำฟ้า》และมีชีวิตรอดได้ด้วยมือของตนเอง
เพียงแต่...เรื่องแบบนี้ ไม่มีเหตุผลจะต้องบอกให้หลี่จิ้งซูรู้
หลี่หลิงมองหน้าหลี่จิ้งซูตรง ๆ
พูดตามจริง ถ้าเลือกได้ นางอยากให้ตอนที่ทะลุมิติมานั้น ได้มาอยู่ในร่างของหลี่จิ้งซูแทนเสียด้วยซ้ำ
ก็แหม...หลี่จิ้งซูทั้งงดงาม ทั้งเก่ง มีวิชา และมีประกายที่หลี่จิ้งจิ้งไม่เคยมี
ส่วนร่างที่นางอยู่ตอนนี้ อ่อนแอจนลมพัดก็แทบปลิว
ในโลกที่เต็มไปด้วยซอมบี้และภัยพิบัติ ร่างแบบนี้...มีแต่จะสร้างปัญหาให้มากกว่าได้เปรียบ
แต่ก็ไม่สำคัญนัก ไม่ว่าจะอยู่ในร่างใคร นางก็ยังเป็น “หลี่หลิง” อยู่ดี
เมื่อเห็นอีกฝ่ายยืนนิ่ง หลี่หลิงกลับรู้สึกอยากพูดต่อ นางพูดช้า ๆ
“หลี่จิ้งซู แต่แรกข้าก็ยังจำได้ เจ้าช่วยข้าหลายครั้งในจวน ข้าก็เคยรู้สึกขอบคุณ คิดว่าแม้เจ้าจะไม่อบอุ่นเหมือนท่านแม่ข้า แต่เจ้าก็ยังพอเป็นพี่สาวที่ดีได้อยู่บ้าง”
หลี่จิ้งซูเลิกคิ้ว มือไขว้หลัง ท่าทีราวกับจะฟังอย่างตั้งใจ
“แต่จนถึงวันที่เจ้ากับพวกเขาบังคับข้าให้เข้าวัง ข้าถึงได้เข้าใจ...ว่าสำหรับพวกเจ้าแล้ว ชะตาของข้าเป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งเท่านั้น” หลี่หลิงเงยหน้าขึ้น สายตาแน่วแน่
“โดยเฉพาะเจ้า ยิ่งเพราะเจ้าช่วยข้า ข้ายิ่งผิดหวังในเจ้านัก”
เสียงของนางเย็นลง “จนถึงคืนที่ซอมบี้บุก ข้าคิดว่าเจ้าชั่งน้ำหนักผลประโยชน์จนตัดสินใจช่วยข้าอีกครั้ง ข้ายังเคยคิดเลย ว่าบางทีเรายังอาจมีเยื่อใยแห่งความเป็นพี่น้องเหลืออยู่ แต่หลังจากนั้นไม่นาน เจ้ากลับเสนอให้พวกเจ้าสี่คนหนีไปก่อน ปล่อยให้ข้ากับแม่ของข้าตายอยู่เบื้องหลัง เจ้า...เจ้าไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย ตอนนั้นข้ารู้สึกเหมือนหัวใจถูกเหยียบให้แหลก”
“หึหึ...” หลี่จิ้งซูหัวเราะเบา ๆ เหมือนฟังเรื่องตลก “แล้วอย่างไรต่อ?”
หลี่หลิงพูดเรียบเย็น “หลี่จิ้งซู...ตอนนี้ข้าเข้าใจเจ้าดีแล้ว เจ้าคือคนแบบใด”
“หากไม่มีวันสิ้นโลกนี้อย่างที่เจ้าว่า เราอาจแต่งงานกันไปคนละทาง วันหนึ่งเจอกันในงานเลี้ยง ยังอาจทักกันด้วยมิตรภาพเก่า แต่ตอนนี้คือโลกาวินาศ…ข้าขอบอกตรง ๆ เลย ว่าข้าไม่กล้าแม้แต่จะฝากอนาคตไว้กับเจ้า”
“อ้อ?” หลี่จิ้งซูเลิกคิ้ว สีหน้าสงบนิ่ง ไม่โกรธไม่หัวเราะ
หลี่หลิงมองกลับตรง ๆ
“ในยามชี้เป็นชี้ตาย หากต้องเลือกให้มีคนรอดเพียงหนึ่ง เจ้าย่อมจะผลักข้าให้ตกตาย เพื่อให้ตัวเจ้าได้รอดแน่ ๆ”
หลี่จิ้งซูเงียบ ไม่ปฏิเสธ
รอบด้านเงียบสงัด ลมหนาวพัดผ่านหมู่คนที่นอนขดอยู่บนพื้นดินแข็ง พวกเขาสั่นระริกอยู่ในความหนาวและความสิ้นหวัง
หลี่หลิงเอ่ยเสียงเรียบ
“ดูสิ...พวกเรากำลังอยู่ในวันสิ้นโลก ความตายอาจมาถึงเมื่อไรก็ได้ แล้วถ้าข้ายังไม่กล้าเชื่อใจเจ้า เราจะร่วมมือกันได้เยี่ยงไร?”
หลี่จิ้งซูแตะริมฝีปากตัวเอง แสยะยิ้มเล็กน้อย
“เจ้าพูดก็มีเหตุผลอยู่หรอก...แปลว่าต่อให้เจ้าจะหันไปหาคนอื่น ก็ไม่ยอมร่วมมือกับข้าสินะ?”
หลี่หลิงพยักหน้า “ใช่”
หลี่จิ้งซูหัวเราะเยาะเบา ๆ
หลี่หลิงพูดต่อ “พอเถอะ คุยกันก็นานพอแล้ว หลี่จิ้งซู ตอนนี้เจ้าจะบอกข้าได้หรือยัง ว่าท่านแม่ข้าอยู่ที่ใด?”
หลี่จิ้งซูยักไหล่ “นางไปหาผู้ชายอยู่น่ะสิ”
“หลี่จิ้งซู!” หลี่หลิงขมวดคิ้ว “พูดให้มันเข้าใจหน่อยเถิด ข้าไม่อยากเดา”
หลี่จิ้งซูหัวเราะอีกที แล้วกอดกระบี่ไว้แน่น เดินหันหลังไปทางที่เหล่าคนตระกูลหลี่นอนอยู่
นางชี้มือไปข้างหนึ่ง “ตรงนั้นแหละ! ท่านแม่ผู้งดงามของเจ้ากำลังสนทนาอย่างลับ ๆ กับองครักษ์หลวงเลี่ยลั่วอยู่นั่นไง!”
หลี่หลิงเหลียวมองไปทางป่าด้านนั้น “อะไรนะ?”
“หึ ๆ ใครจะรู้ล่ะ?” เสียงของหลี่จิ้งซูลอยมากับสายลม “แต่ข้ารู้เพียงว่า เลี่ยลั่วผู้นั้นฝีมือเหนือข้าขั้นหนึ่ง ข้าไม่อยากตามไปยุ่งดอก คนเราน่ะ บางเรื่องอย่ารู้ให้มากเกินไป มิเช่นนั้นจะโดนปิดปากเอา”
หลี่หลิงขมวดคิ้วยิ่งกว่าเดิม ไม่เข้าใจว่าทำไมแม่ของตนถึงต้องคุยกับเลี่ยลั่วเพียงลำพัง นางก้าวเท้าไปในทิศที่อีกฝ่ายชี้
แต่ทันทีที่เดินได้เพียงก้าวเดียว เสียงของหลี่จิ้งซูก็ลอยตามมาอีกครั้ง
“หลี่จิ้งจิ้ง จำไว้ด้วยล่ะ…ถึงค้าขายไม่สำเร็จ แต่ไมตรีต้องคงอยู่ คืนนั้นที่ซอมบี้บุก ข้าช่วยชีวิตเจ้าไว้ เจ้าติดหนี้ข้าอยู่หนึ่งครั้ง!”
หลี่หลิงหยุดเท้า หันกลับไปมอง เห็นหลี่จิ้งซูเดินจากไปจนไกล ก็ถอนหายใจยาว
โอ้ย... โมโหจริง!
บ้าชะมัด! หลี่หลิงนางนี่ดันติดหนี้หลี่จิ้งซูจริง ๆ เสียด้วย!
ให้ตายสิ ไม่มีวิชานี่มันหงุดหงิดชะมัด!
พรุ่งนี้ต้องเริ่มฝึกขา! ฝึกให้ฉีกได้แน่นอน!
“นายหญิง! ท่านอยู่ที่ใดกัน?” เสียงเสี่ยวเชาดังแผ่ว ๆ ขณะวิ่งหา
นางวิ่งพลางเรียกพลาง เสียงเบาแต่เร่งรีบ มองซ้ายมองขวาอยู่ครู่ใหญ่ก็ยังไม่เห็นเงาเฉียนอี้เหนียง จึงเผลอวิ่งออกไปไกลกว่าเดิม
“นี่! เจ้าน่ะ! อย่าวิ่งไปไกลนัก!” เสียงชายหนุ่มทุ้มดังขึ้นในความมืด
กลางคืนในทุ่งร้างอันหนาวเหน็บ เสียงมนุษย์เพียงคำเดียวกลับให้ความอบอุ่นอย่างประหลาด
เสี่ยวเชาหันกลับ เห็นชายหนุ่มในชุดเกราะเงินเต็มยศ เขาไม่ใช่เลี่ยลั่ว แต่เป็นอีกคนหนึ่ง
นางหยุดถาม “ท่านคือท่านองครักษ์หลิวจิ้นหรือเจ้าคะ?”
หลิวจิ้นก้าวมาหยุดตรงหน้า มองหญิงสาวที่ใบหน้าซีดขาวด้วยความหนาว แสงจันทร์ตกกระทบ ทำให้เห็นได้ชัดว่า นางสวมเพียงเสื้อบาง ๆ ตัวสั่นระริก ร่างบอบบางราวกิ่งหลิวที่พร้อมจะหักในลม ส่วนตัวเขาเองกลับสวมเกราะหนาอุ่นสบาย
หลิวจิ้นขมวดคิ้ว “ใช่ ข้าคือหลิวจิ้น อย่าวิ่งไปไกลนัก หากออกจากค่ายมากเกินไปแล้วเจอซอมบี้ เจ้าจะไม่รอดแน่”
เสี่ยวเชาพยักหน้า ยิ้มบาง ๆ อย่างขอบคุณ
“ขอบพระคุณท่านองครักษ์เจ้าค่ะ ข้าออกมาตามหานายหญิงของข้า นางหายไป ข้าก็เลยเป็นห่วง”
ในหมู่ผู้ติดตามพลเรือนนี้ หลิวจิ้นเห็นมานักต่อนัก ส่วนใหญ่เมื่อเกิดภัย ต่างก็หนีเอาตัวรอด ไม่มีความจงรักภักดีเหลืออยู่ แต่สตรีนางนี้ อายุราวยี่สิบปี ไม่ใช่เด็กสาวไร้เดียงสาแล้ว กลับยังห่วงนายในยามวิกฤต แถมในแววตายังมีความอ่อนโยนและซื่อสัตย์ที่ทำให้ใจคนสั่นไหว
แสงในดวงตานางสดใสจนทำให้เขาเผลอมองค้าง
เขาแทบจินตนาการได้เลยว่ามือนั้น หลังจากถูกลมหนาวพัดอยู่นาน คงเย็นเฉียบแต่ก็อ่อนนุ่มเหลือเกิน
หัวใจของหลิวจิ้นสะเทือนเล็กน้อย เขาพูดเสียงอ่อนลงกว่าเดิม
“ไม่เป็นไรหรอก อย่างไรก็ว่างอยู่ ข้าจะช่วยเจ้าตามหานางเอง”
(จบบท)