เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 35-37

บทที่ 35-37

บทที่ 35-37


บทที่ 35 วิ่งหนีเอาชีวิตรอด

“ท่านหลี่! ช่วยด้วย ท่านหลี่ช่วยข้าด้วยเถิด…!”

เสียงแหลมสูงของหญิงคนหนึ่งดังขึ้นจนหลี่เสวียนหมิงถึงกับหน้าซีดเผือดด้วยความตกใจ

ในจวนหลี่ แม้แต่บรรดาอนุที่ถูกแต่งเข้ามา หากเป็นเรื่องที่อันซื่อจัดการสั่งสอน เจ้าบ้านอย่างหลี่เสวียนหมิงก็มักไม่เคยเข้าไปยุ่งเลยสักครั้ง

และตอนนี้ คนที่ร้องขอความช่วยเหลือจากเขาก็แค่หญิงคณิกาที่เคยมีสัมพันธ์ชั่วคืนเท่านั้นเอง ยามนี้ยังอยู่ในสถานการณ์เป็นตายแบบนี้ เขายิ่งไม่มีทางจะยื่นมือช่วย เขาเพียงทำหน้าซีดแล้วเบือนหน้าหนีไป

อันซื่อในมือถือห่อผ้าสีน้ำเงินขนาดพอดีมือ ซึ่งด้านในบรรจุของสำคัญที่สุดของนางไว้ นางไม่ยอมวางห่อนี้บนเกวียน จึงถือเอาไว้ตลอด พอเห็นเหตุการณ์ตรงหน้า นางก็เม้มปากแน่น กำห่อผ้าไว้แน่นกว่าเดิม แล้วปรายตามองหลี่เสวียนหมิงอีกครั้ง ก่อนจะหันไปมองสตรีที่วิ่งหน้าตาตื่นตรงมาแล้วหลุดเสียงหัวเราะเบา ๆ อย่างดูแคลน “หญิงแพศยา”

หลี่หลิงจับมือเฉียนอี้เหนียงไว้แน่น ตอนนี้นางอดไม่ได้ที่จะหันไปมองสีหน้าของเฉียนอี้เหนียง

เฉียนอี้เหนียงไม่แสดงอารมณ์อะไร ยังคงยิ้มบาง ๆ พลางส่ายหัวให้อย่างอ่อนโยน เหมือนจะบอกว่า “ไม่เป็นไรหรอก”

ยังไม่ทันให้ห้าทหารองครักษ์พูดอะไรออกมา หญิงคณิกาคนนั้นก็ล้มลงกับพื้นด้วยความตื่นกลัว

ในพริบตาเดียว ซอมบี้หกตัวก็พุ่งเข้าทับร่างของนาง กัดแทะอย่างดุร้าย!

“อ๊าก อ๊าก อ๊ากกกก!” เสียงกรีดร้องแสนสยองดังลั่นทั่วถนน หญิงคณิกาคนนั้นเบิกตาโพลงด้วยความเจ็บปวดและสิ้นหวัง จ้องมองหลี่เสวียนหมิงไม่กะพริบ

เสียงเนื้อถูกฉีกทีละคำทำให้หลี่เสวียนหมิงทั้งร่างสั่นสะท้าน รีบก้มหน้าลงด้วยความหวาดกลัว

อันซื่อหน้าถอดสี กำห่อผ้าแน่นจนข้อนิ้วขาว เฉียนอี้เหนียงสั่นสะท้าน พิงหลี่หลิงที่หน้าซีดเป็นกระดาษไว้แน่น

ตอนออกจากประตูจวน พอเห็นภาพน่าสยดสยองบนถนน พวกคนในจวนหลี่ต่างก็ขาอ่อนด้วยความตกใจและคลื่นไส้ พอมาเห็นซอมบี้กินเนื้อคนต่อหน้าต่อตา ทุกคนก็หนาวสะท้านไปทั้งตัว แต่ไม่มีใครกรีดร้องออกมาอีกแล้ว

เพียงอึดใจเดียว ซอมบี้อีกสามสี่ตัวก็กรูกันเข้าไปที่หญิงสาวที่ยังไม่สิ้นใจดี

ตอนนั้น ซอมบี้บนถนนครึ่งหนึ่งมุ่งหน้ามาทางคนของจวนหลี่ อีกครึ่งกลับล้อมหญิงคณิกานั้นไว้

“วิ่งเร็ว!”

ไม่รู้เสียงใครตะโกนขึ้นมาหนึ่งคำ

ทันใดนั้น ถนนที่เหมือนร้างคนก็มีประชาชนจำนวนเกือบร้อยคนโผล่ออกมาจากทุกมุม!

ในหมู่คนพวกนั้น บางคนเอาผ้าห่มพันตัวไว้ บางคนสะพายหม้อเหล็กไว้ด้านหลัง บางคนเอาเสื้อผ้าหนา ๆ มามัดมือไว้… เสื้อผ้าแปลกประหลาดสารพัดแบบเต็มไปหมด!

และพอเสียงตะโกนนั้นดังขึ้น ทุกคนต่างก็ออกแรงวิ่งสุดชีวิต!

มีชายคนหนึ่งอุ้มลูกที่หน้าเขียวคล้ำไว้แน่น ดวงตาจ้องตรงไปยังทัพใหญ่ที่อยู่ด้านนอกประตูทิศใต้ วิ่งไม่คิดชีวิต!

มีชายชราวิ่งตามลูกหลานไปไม่กี่ก้าว ก็หยุดหันกลับ ใช้ร่างของตัวเองขวางซอมบี้ที่พุ่งเข้ามา!

มีหนุ่มสาวคู่หนึ่งจับมือกันวิ่งสุดแรง แต่เพียงช้ากันไปก้าวเดียว เด็กสาวก็ถูกซอมบี้ข่วนหลัง เลือดพุ่ง เด็กสาวน้ำตาคลอ ปล่อยมือแล้วตะโกน “วิ่งไป!”

วิ่ง!

วิ่ง!

วิ่ง!

นี่คือการวิ่งหนีเอาชีวิตรอดอย่างแท้จริง!

ชาวบ้านเกือบร้อยชีวิตนั้น เหมือนฝูงสัตว์ที่อพยพและต้องสูญเสียไปบ้างระหว่างทาง ทุกคนล้วนจ้องไปข้างหน้าโดยไม่หันกลับมามอง

บางคนโดนซอมบี้คว้าไว้ บางคนหนีรอดไปได้ วิ่งทะลุออกจากประตูทิศใต้เข้าสู่แนวทัพใหญ่!

ตอนนี้ ประตูทิศใต้ของเมืองหลวงเปรียบเหมือนเส้นแบ่งชีวิตและความตาย

ด้านในประตู มีซอมบี้นับไม่ถ้วน ทั้งที่เดินเตร่ ทั้งที่วิ่งเข้าหาคน

ด้านนอกประตู มีทัพใหญ่หนึ่งแสนคนเรียงขบวนปกป้องชาวบ้านไว้ตรงกลาง ทหารรอบนอกต่อสู้กับซอมบี้อย่างไม่หยุดหย่อน

เพราะเหตุนี้เอง บริเวณประตูทิศใต้ที่เคยว่างเปล่าจึงกลายเป็น “เขตสูญญากาศซอมบี้” ที่ปลอดภัยที่สุด

ตราบใดที่ใครวิ่งมาถึงประตูทิศใต้และเข้าสู่พื้นที่ที่ทหารกวาดล้างไว้ ก็ถือว่ารอดแล้ว!

ฝุ่นคลุ้งตลบทั่วถนน

เสียงกรีดร้องและเสียงโหยหวนดังขึ้นระงมไปทั่วฟ้า ท่ามกลางผู้คนเกือบร้อยที่วิ่งหนีเอาชีวิตรอด ฉากวันสิ้นโลกตรงหน้านี้ทำให้หลี่หลิงถึงกับใจสั่น มือนางกำแน่นที่มือเฉียนอี้เหนียงแล้วพึมพำ “นี่สินะ…วันสิ้นโลกจริง ๆ…”

เฉียนอี้เหนียงตัวสั่นแต่ยังพูดเสียงเบา “จิ้งจิ้งอย่ากลัวเลย แม่อยู่นี่กับเจ้า”

ภาพตรงหน้าทำให้ห้าทหารองครักษ์ต่างก็สะเทือนใจเช่นกัน พวกเขาในขณะที่ต่อสู้กับซอมบี้ก็ยังตะโกนว่า “รีบไป!”

คนของจวนหลี่กับห้าทหารองครักษ์ไม่ลังเลอีกต่อไป รีบพุ่งตรงเข้ากลางทัพ!

เมื่อเข้ามาในแนวทัพแล้ว ทั้งสองข้างมีทหารเรียงห้าชั้นสลับกันคอยต่อสู้กับซอมบี้ ปกป้องชาวบ้านไว้ตรงกลาง

กองทัพแสนคนนี้ดูราวกับงูยักษ์ที่เลื้อยไปทางทิศตะวันออก ส่วนทหารที่ต่อสู้กับซอมบี้ตลอดเวลานั้นคือเกล็ดงูอันแข็งแกร่ง

ภายในกำแพงมนุษย์หนาทึบ ทุกคนเริ่มรู้สึกเหมือนรอดตายกลับมาได้อีกครั้ง

ผู้คนที่หนีรอดมาอย่างย่ำแย่นั่งทรุดลงกับพื้น บางคนปิดปากร้องไห้สะอื้น บางคนปล่อยโฮออกมาดังลั่น บางคนหัวเราะเบา ๆ ทั้งน้ำตา ความรู้สึกหลากหลายของมนุษย์แสดงออกชัดในวินาทีนั้น

ทหารหนุ่มคนหนึ่งวิ่งเข้ามา เห็นห้าทหารองครักษ์ก็ค้อมตัวคารวะ “คารวะท่านองครักษ์! มีรับสั่งสิ่งใดหรือขอรับ?”

เลี่ยลั่วชี้ไปทางหลี่หลิง “องค์รัชทายาทมีรับสั่งให้เราคุ้มกันคนของจวนหลี่เข้าสู่ขบวนอพยพ”

ทหารหนุ่มเหลียวไปมองตระกูลหลี่ แล้วรีบตั้งท่าตรงด้วยความเคารพ ถามเบา ๆ “ท่านองครักษ์ จะให้นำพวกท่านผู้มีเกียรติไปไว้ด้านหน้าขบวนหรือไม่ขอรับ?”

แน่นอนว่าด้านหน้าขบวนนั้นคือเขตที่มีฮ่องเต้และเหล่าขุนนางชั้นสูง ส่วนด้านหลังเป็นที่ของประชาชนทั่วไป

เลี่ยลั่วส่ายหัว “ไม่ องค์รัชทายาทรับสั่งให้พวกจวนหลี่ได้รับการปฏิบัติเทียบเท่าชาวบ้าน”

ทหารหนุ่มงง “เทียบเท่าชาวบ้าน?”

ก็นั่นแหละ เว้นแต่จะเป็นเชื้อพระวงศ์หรือขุนนางชั้นสามขึ้นไป ทุกคนก็ปฏิบัติเทียบเท่าชาวบ้านอยู่แล้ว ทำไมต้องสั่งย้ำอีก?

เลี่ยลั่วตบไหล่ทหารหนุ่ม ดึงออกไปคุยห่าง ๆ “องค์รัชทายาทหมายความว่า ถึงแม้พวกจวนหลี่จะเป็นคนของวังตะวันออก ก็ไม่ควรได้รับอภิสิทธิ์เกินไป เดี๋ยวจะเสียแบบแผน แต่เจ้าต้องให้รู้ไว้ว่า พวกเขาเป็นคนขององค์รัชทายาท ต้องพูดจาดี ๆ ดูแลให้ดี อย่าให้เป็นอะไร วันหนึ่งองค์รัชทายาทอาจเรียกหาพวกเขาได้ทุกเมื่อ เรื่องอื่นก็ทำตามระเบียบทั่วไป”

“ขอรับ…” ทหารหนุ่มเข้าใจทันที “เทียบเท่าชาวบ้าน แต่ต้องคุ้มกันไว้ดี ๆ เข้าใจแล้วขอรับ ขอบพระคุณท่านที่เตือน!”

พูดจบ เลี่ยลั่วก็หันกลับมามองหลี่หลิงกับเฉียนอี้เหนียง

ทั้งคู่ตัวผอมซีด โดยเฉพาะหลี่หลิง ตอนแรกเขายังไม่ทันสังเกต แต่พอมองเทียบกับหลี่จิ้งซูที่หน้าตาเหมือนกัน ก็เห็นชัดว่าหลี่หลิงซีดเผือดและเหนื่อยอ่อนกว่าเยอะ

เลี่ยลั่วถอดหมวกเกราะ เดินเข้ามาเอ่ยเสียงอ่อนโยน “คุณหนูรอง ไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่?”

พอโดนถาม หลี่หลิงถึงรู้ว่าขาตัวเองเริ่มอ่อนแรง ร่างนี้ช่างไม่แข็งแรงเอาเสียเลย หลังจากที่ต้องวิ่งหนีตายเมื่อครู่ก็แทบหมดแรง โชคดีที่ยังยืนไหว หลี่หลิงยิ้มบาง “ยังพอได้อยู่เจ้าค่ะ”

เลี่ยลั่วถอนหายใจ “คุณหนูรอง ร่างกายท่านแบบนี้ ไม่เหมาะกับการเดินทางไกลเลยจริง ๆ แต่…เฮ้อ” เขาส่ายหัว “ข้าช่วยได้เท่านี้ ต้องกลับไปรายงานแล้ว”

หลี่หลิงเงยหน้าส่งยิ้มจริงใจ “ท่านเลี่ยลั่ว ขอบคุณที่ช่วยพวกเราออกมา ท่านช่วยชีวิตพวกเราไว้แล้วจริง ๆ ขอบคุณมากเจ้าค่ะ!”

เลี่ยลั่วยิ้มหัวเราะ “คุณหนูรอง ต่อไปเรียกข้าเลี่ยลั่วเฉย ๆ เถอะ”

เมื่อเห็นว่าเขาเป็นคนช่วยชีวิตนาง หลี่หลิงก็พยักหน้า “พี่เลี่ยลั่ว”

เลี่ยลั่วหัวเราะเสียงดัง “ดีเลย เรียกแบบนี้ค่อยอบอุ่นหน่อย! คุณหนูรอง ข้าต้องไปแล้วล่ะ!”

หลี่หลิงโบกมือลา

เลี่ยลั่วกับองครักษ์อีกสี่คนเดินกลับไปทางด้านหน้าทัพ เสียงล้อเล่นดังตามหลังมา

“พี่เลี่ยลั่ว นี่เจ้ากำลังตกหลุมรักหรืออย่างไร ฮ่าๆๆ!”

“ฮ่าๆๆ… เลี่ยลั่วเอ๋ย วันสิ้นโลกแท้ ๆ ยังจะมามีฉากอำลาสาวงามอีกนะ! อย่าบอกนะว่าตอนอยู่ในจวนเขา เจ้าก็เผยท่าทีออกไปแล้ว…”

เสียงเลี่ยลั่วโต้กลับลอยมา “พูดอะไรของพวกเจ้า! ระวังปากหน่อยเถอะ จะเสียชื่อคนดีเขาหมด! ข้าแค่สงสารเด็กสาวตัวเล็กๆ นั่นต่างหาก!”

“ฮ่า ๆ ๆ ยังจะเถียงอีก บอกว่าสงสารเองนะ! ว่าแต่…คุณหนูใหญ่เขาแต่งให้รัชทายาท ส่วนคุณหนูรองแต่งให้ท่านองครักษ์หลวงขั้นสี่อย่างเจ้า ก็ดูเข้ากันดีอยู่นะ ฮ่าๆๆ!”

……

ทางห้าทหารองครักษ์นั้นค่อย ๆ เดินห่างออกไป

ส่วนทางนี้ ชาวบ้านหลายร้อยคนที่รอดตายมาได้พร้อมกับคนของจวนหลี่ ต่างก็หันมามองหลี่หลิงเป็นตาเดียว

ในกลุ่มผู้หนีภัย หากมีทหารคอยดูแลสักคน โอกาสรอดก็สูงขึ้นมาก แถมการเดินทางอพยพก็จะปลอดภัยขึ้นด้วย ยิ่งไปกว่านั้น หญิงสาวคนนั้นยังมีความเกี่ยวข้องกับองครักษ์จากในวังหลวงอีก ดูจากสายตาแล้ว องครักษ์คนนั้นดูจะเอ็นดูนางไม่น้อย!

สายตาทั้งหมดที่จ้องมาทำให้หลี่หลิงรู้สึกอึดอัดจนหน้าแดง นางเลยก้มหน้าลงแกล้งทำเป็นเขิน

หญิงงามเมื่อก้มหน้าด้วยความเขินอาย ก็งดงามจนละสายตาไม่ได้

หลายคนมองเห็นปิ่นทองระยับในผมของนาง กับชุดผ้าไหมปักลายสีขาวหรูหรา แล้วก็เหลือบดูตัวเองที่ทั้งสกปรกและยุ่งเหยิง ต่างก็รู้สึกอายขึ้นมาเอง

เฉียนอี้เหนียงรีบดึงเสื้อคลุมมาคลุมให้หลี่หลิง ซ่อนร่างนางไว้จากสายตาเหล่านั้น แล้วเหลือบมองสีหน้าเขินอายของเด็กสาวด้วยคิ้วที่ขมวดเล็กน้อย

หลี่จิ้งซูที่ยืนกอดดาบอยู่ มองน้องสาวด้วยแววตาเหมือนดูละครสนุก

อันซื่อหัวเราะในลำคอ “เหมือนแม่ไม่มีผิด! เรื่องยั่วผู้ชายเก่งนักจริง ๆ หนีตายยังจะมีเวลามาโปรยเสน่ห์ให้ทหารอีก…”

“แค่ก!” หลี่เสวียนหมิงกระแอมเสียงดัง คนที่ถูกพูดถึงนั่นยืนอยู่ตรงนี้เองนะ!

อันซื่อเลยหยุดพูด แต่แววตาเย็นเยียบและดูถูกก็ยังไม่จางหายไปเลยแม้แต่น้อย

…………………………………………………………………………………………………………………………………

บทที่ 36 แน่นอนว่าข้ามาเพื่อปกป้องพวกเจ้าน่ะสิ!

หลังจากห้าองครักษ์เดินห่างออกไปจนลับตาแล้ว ทหารหนุ่มคนนั้นก็เดินมายืนกลางกลุ่มชาวบ้าน ก่อนจะตะโกนเสียงดัง

“ทุกคน เอาของพวกเจ้าครึ่งหนึ่งมาวางไว้ที่นี่!”

ชาวบ้านที่เพิ่งรอดตายจากขุมนรกมาได้แต่ละคนมีสีหน้าต่างกันไป บางคนงง บางคนตกใจ แต่สุดท้ายก็เริ่มทยอยเอาของที่มีอยู่น้อยนิดมาวางตรงหน้าเขา

ส่วนใหญ่แทบไม่มีอะไรติดตัวมานอกจากเสื้อผ้าบนร่าง บางคนถึงกับไม่มีแม้แต่ห่อผ้า ส่วนพวกที่เป็นผู้มีวรวรยุทธมีเพียงไม่กี่คนที่แบกสัมภาระหนัก ๆ ไว้บนหลัง ตอนนี้พวกเขาก็แกะออก แบ่งของครึ่งหนึ่งวางต่อหน้าทหารหนุ่มเช่นกัน

ในหมู่ผู้คนหลายร้อยนั้น กลุ่มที่สะดุดตาที่สุดคือคนของจวนหลี่

พวกเขาให้คนใช้เข็นเกวียนสองคันที่เต็มไปด้วยของมาวางต่อหน้าทหารคนนั้นทันที

ของที่มากมายมหาศาลนั้นดึงดูดทุกสายตา แม้แต่ผู้มีวรยุทธที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ ยังอดมองไม่ได้ เพราะทุกคนต่างรู้ดีว่า ถ้าไม่ใช่เพราะห้าองครักษ์เมื่อครู่ คงไม่มีทางที่จวนหลี่จะขนสมบัติมาได้มากขนาดนี้

ทหารหนุ่มเหลือบตามองพวกเขาเล็กน้อย ก่อนจะตะโกนอีกครั้ง “ใครอยากเข้าร่วมกองทัพ ไม่ว่าชายหญิง ไม่ว่าจะเป็นผู้มีวรยุทธหรือชาวบ้าน ให้มายืนฝั่งข้า!”

เสียงเขาดังลั่นกลางฝูงชน หลายคนลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะลุกขึ้นมายืนข้างเขา

หลี่หลิงเหลียวไปมองหลี่จิ้งซูที่นั่งนิ่งไม่ขยับ

หลี่จิ้งซูเหมือนจะรู้ตัว นางหันหน้ามาแค่นยิ้มมุมปากให้เหมือนจะบอกว่า “ข้าไม่ไปหรอก”

หลี่หลิงเลยถอนสายตากลับมา

“ดี!” ทหารหนุ่มยิ้ม “อีกเรื่อง! พวกที่มีฝีมือด้านงานไม้ งานเหล็ก งานครัว หรือพวกที่มีความชำนาญพิเศษอะไรก็แล้วแต่ ให้มาฝั่งนี้ด้วย!”

ได้ยินแบบนั้น ผู้คนอีกกลุ่มหนึ่งก็ทยอยลุกขึ้นมาเช่นกัน

ตอนนั้น สองแม่ครัวจากจวนหลี่แอบมองอันซื่อกับหลี่เสวียนหมิง แล้วรีบเดินไปเข้ากลุ่มของทหาร

อันซื่อเบิกตากว้างจะอ้าปากด่า แต่ยังไม่ทันพูด หลี่เสวียนหมิงก็รีบคว้ามือไว้

นางกัดฟันแน่น “เจ้าพวกบ่าวอกตัญญู! กล้าทรยศนายตัวเองรึ!”

“พอเถอะ!” ทหารหนุ่มตบมือดัง “ส่วนคนที่เหลือ ให้หอบของแล้วเดินตามทัพไปทางตะวันออก! เดินต่อไปจนถึงเมืองจินหลิน!”

เมื่อได้ยิน ทุกคนก็เริ่มเก็บของและค่อย ๆ เคลื่อนตัวตามแนวทัพไป

อันซื่อถึงกับตะลึง “แค่นี้หรือ? ให้เราเดินไปเมืองจินหลินรึ?! นั่นตั้งครึ่งปีเชียวนะ! จะให้เดินเยี่ยงไรไหวกัน!”

ทหารหนุ่มเดินมาหานาง “ฮูหยิน หากไม่อยากเดิน เราก็มีรถม้าให้”

“รถม้า?” ดวงตานางสว่างวาบ “ดีเลย! เอามาเถอะ ต้องจ่ายเท่าใด?”

“เงิน?” ทหารหนุ่มหัวเราะเบา “ตอนนี้เงินยังมีค่าอยู่อีกหรือ?” เขากลั้นหัวเราะเมื่อคิดถึงคำสั่งที่ให้พูดจาสุภาพ แล้วชี้ไปที่เกวียนสองคันของจวนหลี่ “เลือกไปหนึ่งคัน เอาไปแลกได้”

“อะไรนะ?!” อันซื่อร้องลั่น เหมือนเห็นโจรกลางวันแสก ๆ

แต่หลี่เสวียนหมิงกลับพูดเรียบ ๆ “ตกลง”

“ท่านพี่?!” อันซื่อหันขวับมามองด้วยความตกใจ

หลี่เสวียนหมิงถอนหายใจ “ท่านทหาร ทิ้งอาหารกับเสื้อผ้าไว้ให้เราบ้างเถิด ส่วนที่เหลือเอาไปได้เลย แลกเป็นรถม้าคันใหญ่ให้เราก็พอ”

ทหารหนุ่มยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาว “ตกลง!”

อันซื่อแทบร้องไห้ “ท่านพี่! ของพวกนั้นล้วนเป็นของดีที่สุดในจวน จะยกให้ทั้งหมดแค่เพื่อรถม้าคันเดียวได้เยี่ยงไร!”

“หุบปาก! หรือเจ้าจะเดินไปจินหลินเอง?!”

อันซื่ออ้าปากค้าง แต่พูดไม่ออก

หลี่เสวียนหมิงหันไปทางบ่าวไพร่ “…ยุคแบบนี้ จวนหลี่ไม่มีกำลังจะเลี้ยงคนอีกแล้ว พวกเจ้าก็ตามขบวนชาวบ้านไปเถอะ”

บ่าวไพร่ลังเลครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็ทยอยเดินออกไป เหลือไว้เพียงคนเดียว…เสี่ยวเชา

นางคุกเข่าลง “นายท่าน! ขออย่าไล่ข้าเลยเจ้าค่ะ! ข้าไม่ขออะไร แค่อยู่เดินข้างรถม้าก็ได้ ขอแค่ได้อยู่รับใช้นายหญิง!”

เฉียนอี้เหนียงก็ช่วยพูด “ขอนายท่านเมตตาให้นางอยู่เถิดเจ้าค่ะ”

หลี่หลิงจึงรีบช่วยพูดอีกแรง

ครั้งนี้ อันซื่อกลับเห็นด้วยอย่างน่าประหลาด “ท่านพี่ปล่อยให้นางอยู่เถิด อย่างน้อยก็ช่วยซักผ้าทำงานได้ ไม่เปลืองเสบียงด้วย”

หลี่เสวียนหมิงลูบหนวดพยักหน้า “ช่างเถอะ เจ้าเป็นบ่าวซื่อสัตย์จริง ๆ ถ้าเดินตามรถม้าไปได้จนถึงจินหลิน วันที่ข้าตั้งตัวได้อีกครั้ง จะตบรางวัลให้แน่นอน”

เสี่ยวเชายิ้มทั้งน้ำตา “ขอบพระคุณนายท่านเจ้าค่ะ!”

สุดท้าย หลี่เสวียนหมิง อันซื่อ เฉียนอี้เหนียง หลี่จิ้งซู และหลี่หลิงเบียดกันขึ้นรถม้า ให้หลี่จื้อเป็นคนบังคับ ส่วนเสี่ยวเชาก็เดินข้างรถไปพร้อมกับกองทัพใหญ่หลายแสนที่มุ่งหน้าไปจินหลิน

พอขึ้นรถมาได้ อันซื่อก็สั่งให้หลี่หลิงถอดปิ่นทองสามอันบนหัวออก

ตอนนี้ใครจะยังห่วงของพวกนั้นอีก? หลี่หลิงจึงถอดให้โดยไม่พูดอะไร

จากนั้นนางก็ให้เฉียนอี้เหนียงกับหลี่จิ้งซูถอดเครื่องประดับทั้งหมดออก แล้วเอาทั้งหมดรวมกับของตัวเองใส่ห่อผ้าที่ถือไว้แน่น

รถม้าสั่นโยกไปตามถนน อันซื่อก็ยังบ่นไม่หยุด “โอ๊ย ของของข้า! ผ้าไหมชั้นดีจากหอเป่าซิ่วในเมืองหลวงนะ! เก็บไว้ตั้งหลายปีไม่กล้าใช้ สุดท้ายต้องเอาไปแลกแบบนี้!”

หลี่จิ้งซูถอนหายใจ “ท่านแม่ ของพวกนั้นไม่สำคัญแล้ว”

“จะไม่สำคัญได้เยี่ยงไร!” อันซื่อจ้องลูกสาว “ในนั้นมีผ้าที่ดีที่สุด แม่ตั้งใจจะให้เจ้าตอนแต่งงานเชียวนะ!”

หลี่จิ้งซูถึงกับพูดไม่ออก

อันซื่อยังบ่นต่อ “แล้วยังมีปิ่นทองฝังมุกน้ำเงินรูปนกเฟิ่งหวงอีก อันนั้นของหมั้นข้าเองเชียวนะ…”

แต่พูดไปได้ครึ่งทาง นางก็ชะงัก สีหน้าเปลี่ยนเป็นซีดขาว “ไม่รู้ว่าท่านพ่อท่านแม่กับพี่ชายของข้าตอนนี้จะเป็นเยี่ยงไรบ้าง…”

ครอบครัวของนางก็เป็นตระกูลขุนนางเช่นกัน ตั้งแต่เกิดภัยซอมบี้มา ตระกูลหลี่ต่างอยู่ในความหวาดกลัวตลอด พอได้เข้าขบวนอพยพใหญ่และปลอดภัยชั่วคราว นางก็เริ่มคิดถึงครอบครัวของตัวเองขึ้นมา

หลายวันหลังจากนั้น รถม้าของจวนหลี่ค่อย ๆ เคลื่อนไปทางเมืองจินหลินอย่างช้า ๆ

อันซื่อมักจะลงจากรถม้าไปถามชาวบ้านในขบวนว่าเห็นครอบครัวของนางหรือไม่ จนไม่มีเวลาไปหาเรื่องเฉียนอี้เหนียงกับหลี่หลิงอีก

เพราะแบบนั้น รถม้าคันนี้จึงสงบสุขอยู่หลายวัน

แต่เมื่อเวลาผ่านไปหลายวันก็ยังไม่มีข่าวครอบครัวของนาง สีหน้าอันซื่อก็ดูหม่นหมองลงเรื่อย ๆ

ห้าวันต่อมา รถม้าของตระกูลหลี่ก็พ้นเขตเมืองหลวง เข้าสู่เส้นทางภูเขาที่รกร้าง

เพื่อหลีกเลี่ยงฝูงคนและซอมบี้ กองทัพแสนนายจึงเลือกเส้นทางป่าลึกที่ไม่มีผู้คน

ในป่ามีที่ให้พักแรมและซ่อนตัวได้ง่าย ทหารก็เริ่มคลายกำลัง เดินช้าลงบ้าง หลังจากที่ห้าวันก่อนหน้าต้องเร่งเดินทุกวันติดต่อกันสี่ชั่วโมงเต็ม

มีคำสั่งจากเบื้องบนว่า ซอมบี้มีกำลังทำร้ายคนได้สูงสุดแค่ “วันละสี่ชั่วยาม” หลังจากนั้นพวกมันจะหมดแรง ดังนั้นทุกคนต้องเดินทางให้ครบสี่ชั่วโมงก่อนค่อยพัก

ตอนที่หลี่หลิงได้ยินครั้งแรก นางถึงกับอึ้งไป ซอมบี้…ทำงานวันละแปดชั่วโมงเหรอเนี่ย?!

ฟังดูตลกชะมัด!!!

แต่พอคิดดี ๆ ก็ไม่ไร้เหตุผล ถ้าซอมบี้ไม่ได้กินเนื้อมนุษย์เข้าไป พลังงานมันจะมาจากไหน? คงไม่ถึงขั้นสังเคราะห์แสงได้หรอกมั้ง?!

คิดไปคิดมา หลี่หลิงก็ขนลุก ซอมบี้ไม่ใช่คน อย่าคิดให้มันเหมือนคนสิ! เดี๋ยวจะหลอนกว่าเดิมอีก!

เมื่อออกพ้นเมืองแล้ว ทหารส่วนมากก็พักแรมอยู่ในป่า ไม่เร่งเดินทางต่อ

เที่ยงวันนั้น หลี่หลิงลงจากรถม้าพร้อมเสี่ยวเชาไปต่อคิวรับเสบียง

ตามประกาศในรับสั่ง ชาวบ้านทุกคนมีสิทธิ์รับอาหารจากกองทัพ แต่ก็ได้น้อยมาก

ทหารกินข้าวขาวพร้อมผักกับเนื้อเล็กน้อย ส่วนชาวบ้านได้แค่น้ำข้าวจืด ๆ พอประทังชีวิต หลายคนเดินทางจนหน้าซีดเหลืองเหมือนคนอดอยาก

จวนหลี่มีเสบียงเหลือจากรถม้าอยู่บ้าง ยังไม่อดตาย แต่ก็ต้องประหยัดมาก ทุกวันหลี่หลิงกับเสี่ยวเชาจะเป็นคนไปรับส่วนแบ่งของแต่ละคนกลับมาหุงหาเอง

ระหว่างทางไปที่จุดแจกอาหาร หลี่หลิงก็ได้ยินข่าวลือ ว่ามีคนในขบวนโดนซอมบี้ข่วนโดยไม่รู้ตัว แล้วกลายร่างขึ้นมาระหว่างทาง ทำให้เกิดการระบาดในวงเล็ก ๆ ตายไปทั้งชาวบ้านหลายร้อยและทหารอีกหลายสิบ

วันต่อมา หลี่หลิงก็เห็นร่างคุ้นตาเดินมาหา “พี่เลี่ยลั่ว? ทำไมท่านถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ? ไม่ใช่ว่าท่านอยู่แนวหน้าของกองทัพหรือ?”

เลี่ยลั่วยิ้มกว้าง ดวงตาเปล่งประกาย “ก็แน่นอนว่า ข้ามาเพื่อปกป้องพวกเจ้าน่ะสิ!”

…………………………………………………………………………………………………………………………………

บทที่ 37 นายหญิง

เมื่อวานนี้ ในกองทัพใหญ่เกิดเหตุระบาดของซอมบี้ขนาดย่อมขึ้นมาจริง ๆ

พอองค์รัชทายาทซือหม่าเจิ้นที่อยู่แนวหน้าทราบข่าว ก็รีบออกคำสั่งทันที

ข้อแรก ตรวจเข้มชาวบ้านที่เพิ่งเข้ามาใหม่ ต้องดูให้แน่ว่าตามร่างกายไม่มีบาดแผล

ข้อสอง ให้ส่งองครักษ์หนึ่งร้อยนาย แยกกันออกตรวจตราทั่วกองทัพแสนคน

องครักษ์เหล่านั้นขี่ม้าควบไปตามแนวทัพ แต่ละกลุ่มรับผิดชอบพื้นที่ของตัวเอง หากมีการระบาดเกิดขึ้นที่ไหน พวกเขาก็ต้องเป็นคนจัดการเอง

เพราะทหารธรรมดาไม่มีเกราะป้องกันตัว หากซอมบี้ระบาดขึ้นก็จะติดเชื้อกันง่าย ทำให้การสูญเสียลุกลาม แต่พอมีองครักษ์อยู่ด้วย พวกเขาที่สวมเกราะหนาแน่นและมีฝีมือสูงกว่าทหารทั่วไปหลายเท่าก็สามารถบุกเข้าไปฟาดฟันในฝูงซอมบี้ ยุติเหตุได้อย่างรวดเร็ว

หลังรับพระบัญชานั้น เลี่ยลั่วจึงเป็นคนอาสามาเอง

ตอนนี้เขารับผิดชอบดูแลพื้นที่ที่จวนหลี่ตั้งอยู่ ร่วมกับองครักษ์ชั้นสามอีกคนชื่อหลิวจิ้น ทั้งคู่ขี่ม้าสูงสง่า คอยลาดตระเวนอยู่รอบ ๆ

หลังจากฟังคำอธิบาย หลี่หลิงก็ตาเป็นประกาย “ดีจริง! อย่างนั้นพี่เลี่ยลั่วก็จะอยู่แถวนี้ใช่หรือไม่? แปลว่าพวกเราจะได้เดินทางไปด้วยกันจนถึงเมืองจินหลินเลยใช่หรือไม่เจ้าคะ?”

เลี่ยลั่วพยักหน้า “ตราบใดที่องค์รัชทายาทไม่ทรงเปลี่ยนคำสั่ง ข้าก็จะอยู่คุ้มกันพวกเจ้าไปตลอดทาง”

“ดีนัก!” หลี่หลิงยิ้มกว้าง “พี่เลี่ยลั่วช่วยพวกเรามาหลายคราแล้วจริง ๆ ตอนนี้แค่เห็นหน้าท่าน ข้าก็รู้สึกเลยว่าซอมบี้ก็ไม่น่ากลัวอีกต่อไป”

“จริงรึ?” เลี่ยลั่วหัวเราะ “งั้นข้าก็คงหน้าตาเหมือนเทพผู้พิทักษ์สินะ? น่ากลัวจนซอมบี้ยังกลัว?”

“ไม่ใช่เสียหน่อย~ พี่เลี่ยลั่วดูสง่างามกล้าหาญต่างหาก ไม่ได้หน้าดุแบบพวกเทพเฝ้าประตู!”

เห็นใบหน้ากลมขาวของหลี่หลิงที่มีรอยยิ้มสดใส เลี่ยลั่วถึงกับยื่นมือออกไปจะจิ้มหน้าผากนางเล่น แต่พอมือยื่นไปครึ่งทางก็ชะงัก รู้ตัวว่าท่าทางแบบนี้ชิดใกล้เกินไป จึงเก็บมือกลับแล้วยิ้มกลบเกลื่อน “จริงสิ ข้ารู้ว่าชาวบ้านพวกนี้ได้เสบียงน้อยมาก แล้วพวกเจ้าเล่า? พอกินอยู่หรือไม่?”

ในโลกที่ล่มสลายเช่นนี้ แค่ได้กินก็ถือว่าฟ้าประทานแล้ว ใครจะไปหวังให้อิ่ม

หลี่หลิงขมวดคิ้วเล็กน้อย “ตอนนี้ยังพอมีเจ้าค่ะ”

เพราะตอนออกจากจวน หลี่เสวียนหมิงเอาเสบียงส่วนหนึ่งเก็บไว้บนรถม้า จึงยังไม่ถึงขั้นอดตาย แต่ดูแล้วคงอยู่ได้ไม่ถึงครึ่งเดือน พอเสบียงหมดก็คงต้องลำบากไม่ต่างจากคนอื่น

เลี่ยลั่วเลิกคิ้วขึ้น เข้าใจทันทีว่า “ตอนนี้พอกิน” หมายถึงอีกไม่นานจะหมดแน่

เขามองใบหน้าขาวซีดของเด็กสาวที่เริ่มมีแววกังวล จนอดยื่นมือไปลูบผมนางเบา ๆ เหมือนพี่ชายปลอบน้องไม่ได้

จากนั้นก็ยิ้มอบอุ่น “ไม่ต้องห่วงนะคุณหนูรอง พี่เลี่ยลั่วของเจ้ามีสิทธิ์รับเสบียงเพิ่มในฐานะองครักษ์ ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าต้องอดแน่ ๆ”

“ไม่ ไม่ต้องหรอกเจ้าค่ะพี่เลี่ยลั่ว อย่าลำบากท่านเลย...” หลี่หลิงรีบโบกมือปฏิเสธ

รอบ ๆ มีชาวบ้านอีกหลายร้อยคนแอบมองอยู่ไกลๆ ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ ทั้งเพราะเกรงเกราะเงินขององครักษ์สองนาย และเพราะรู้ดีว่าหญิงสาวที่พูดคุยอยู่กับพวกเขาคือคนที่ไม่อาจแตะต้องได้อีกต่อไป

ไม่นาน อันซื่อที่หน้าซีดเผือดก็ลงจากรถม้า เดินไปถามชาวบ้านแถว ๆ นั้น “พวกท่านเห็นตระกูลอัน ข้าราชการกรมบุคคลบ้างหรือไม่?”

คนที่ถูกถามส่ายหน้า “ฮูหยิน ท่านเคยถามข้าไปแล้วขอรับ” เขาชี้ไปทางหลัง “ลองไปถามพวกที่เพิ่งมาถึงดูเถิด”

อันซื่อพยักหน้าอย่างมึนงงแล้วเดินต่อไป

องครักษ์ชั้นสามชื่อหลิวจิ้นที่ยืนอยู่หลังเลี่ยลั่ว แอบมองทั้งสองพูดคุยกันอย่างขบขัน พอได้ยินชื่อ “ตระกูลอัน” ก็พูดขึ้นมา “ตระกูลอันของข้าราชการกรมบุคคลหรือ?”

เพียงแค่นั้นเอง อันซื่อที่อยู่ห่างไปสิบกว่าก้าวก็หันขวับมา ดวงตาเบิกโพลง รีบวิ่งเข้าหาหลิวจิ้นชนหลี่หลิงกระเด็นไปข้าง ๆ แล้วร้องเสียงสั่น “ท่าน! ท่านรู้จักคนตระกูลอันหรือ?!”

หลิวจิ้นขมวดคิ้ว “แล้วท่านเป็นใคร?”

อันซื่อชี้ตัวเอง “ข้าเป็นบุตรสาวของตระกูลอัน!”

ได้ยินเช่นนั้น หลิวจิ้นก็ถอนหายใจ “วันที่มีรับสั่งให้ย้ายเมือง ข้าเป็นคนส่งราชโองการไปที่จวนอันเอง... แต่ตอนถึงที่นั่น ทุกคนในตระกูลอันก็ได้กลายเป็นซอมบี้ไปหมดแล้ว”

คำพูดแรกของเขาทำให้นางเต็มไปด้วยความหวัง แต่พอพูดต่อ นางก็เหมือนโลกถล่มลงตรงหน้า รีบคว้าข้อมือเขาแน่น

“เป็นไปไม่ได้! เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด!”

หลิวจิ้นสะบัดมือเบา ๆ นางก็หลุดจากแรงทันที

อันซื่อทรุดตัวลง ปิดหน้าแล้วร้องไห้เสียงดัง “เป็นไปไม่ได้...พี่ชายข้าผู้ฝึกวรยุทธเชียวนะ... จะเป็นซอมบี้ได้เยี่ยงไร!”

เสียงร้องไห้สะเทือนใจทำให้หลี่จิ้งซูกับหลี่จื้อรีบกระโดดลงจากรถม้า หลี่จิ้งซูพุ่งไปประคองแม่ไว้ แล้วเงยหน้าขึ้นมองหลี่หลิงกับเลี่ยลั่วด้วยแววตาแข็งกร้าว

สายตานั้นชัดเจนยิ่งกว่าคำพูด…นางโทษว่าหลี่หลิงเป็นคนทำให้แม่นางร้องไห้!

เลี่ยลั่วเห็นแล้วรีบยกมือกันหลี่หลิงไว้ข้างหลัง เพราะเมื่อครู่นี้ตอนอันซื่อพุ่งชน หลี่หลิงก็เกือบล้ม โชคดีที่เขาคว้ามือไว้ทัน

ตอนแรกเขายังพอเข้าใจว่าอันซื่อคงแค่ใจร้อนอยากรู้ข่าว แต่พอเห็นหลี่จิ้งซูมองน้องสาวด้วยแววตาแบบนั้น เขาก็เริ่มรู้…ว่าความสัมพันธ์ในตระกูลนี้ไม่ปกติเป็นแน่

“น้ำแข็งก้อนหนาไม่ได้ก่อตัวในวันเดียว” เขาคิดในใจ “คงเป็นแบบนี้มานานแล้ว...คุณหนูรองคงไม่เคยได้อยู่อย่างสบายเลย”

แม่เลี้ยงก็ร้าย พี่สาวก็มีฝีมือวรยุทธ ส่วนนางก็แค่เด็กสาวอ่อนแอไม่มีพลังป้องกันตัว คิดแค่นั้นเลี่ยลั่วก็รู้สึกโกรธแทน

เขาพูดเสียงเย็น “ฮูหยินร้องไห้เพราะเพิ่งรู้ข่าวครอบครัวของตระกูลอัน ทั้งหมดกลายเป็นซอมบี้แล้ว”

หลี่จิ้งซูชะงัก หันไปมองแม่ที่ยังร้องไห้สะอึกสะอื้น ใบหน้านางแข็งค้าง ก่อนจะรีบก้มปลอบ “ท่านแม่ อย่าร้องเลยนะเจ้าคะ...” แล้วพาแม่กลับไปที่รถม้า

แต่เลี่ยลั่วเรียกไว้ “คุณหนูใหญ่ เมื่อครู่สายตาท่านเหมือนจะโทษว่าน้องสาวท่านทำร้ายมารดาใช่หรือไม่?”

หลี่จิ้งซูหันกลับมาด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย “ถ้าใช่ แล้วอย่างไร?”

เลี่ยลั่วขมวดคิ้วแน่น “ตอนนี้ท่านรู้แล้วว่าทำไมมารดาท่านถึงร้องไห้ และมันไม่เกี่ยวกับน้องสาวท่านเลย ท่านไม่คิดจะขอโทษหรือ?”

“ขอโทษ?” หลี่จิ้งซูหัวเราะเย็น หันไปมองหลี่หลิง “เรื่องเล็กแค่นี้ต้องถึงขั้นขอโทษรึ? หลี่จิ้งจิ้งนี่ไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้นหรอก!”

พูดจบ นางก็หันหลังเดินไปหามารดา ไม่สนทั้งคู่

เลี่ยลั่วมองตามแล้วถอนหายใจ แล้วก้มหน้ามองเด็กสาวข้างๆ ด้วยแววตาเต็มไปด้วยความสงสาร

“คุณหนูรอง...ที่จวนหลี่ ท่านถูกฮูหยินเอกกับพี่สาวรังแกมาตลอดงั้นหรือ?”

หลี่หลิงอ้าปากจะตอบว่าไม่ถึงขั้นรังแกหนัก แค่โดนพูดกระทบกระเทียบเฉย ๆ แต่พอนึกถึงแส้ของอันซื่อกับเท้าของหลี่จิ้งซูในวันนั้น นางก็พูดไม่ออก

เห็นอีกฝ่ายเงียบ เลี่ยลั่วก็ยิ่งรู้สึกสงสารและโมโหในทีเดียว เขากำมือแน่น “คุณหนูไม่ต้องกลัวไป! มีข้าเลี่ยลั่วอยู่ จะไม่มีใครกล้าแตะต้องเจ้าต่อไปอีกแล้ว!”

หลี่หลิงยิ้มบาง “ขอบคุณเจ้าค่ะ” นางหันมองรถม้าที่พี่สาวอยู่ แน่นอนว่านางดีใจที่มีคนปกป้อง แต่ในใจลึก ๆ นางก็อยากให้วันหนึ่งตัวเองปกป้องตัวเองได้

หลี่จิ้งซูพูดถูก…เรื่องแค่นี้ไม่จำเป็นต้องเก็บมาใส่ใจ แต่นางก็รู้ดีว่าถ้าไม่เปลี่ยนแปลงอะไรเลย ชีวิตคงเป็นแบบนี้ตลอดทางจนถึงเมืองจินหลิน ซึ่งยังอีกยาวนานหลายเดือน…

นางทนไม่ไหวแล้ว! นางต้องเริ่มฝึกวิชา!

งั้น...พรุ่งนี้เริ่มจากฝึก “ฉีกขา” ต่อดีไหมนะ?

……

ค่ำคืนนั้นปกคลุมทั่วทุ่งร้าง

เดิมทีที่นี่ก้เต็มไปด้วยหญ้ารก ตอนนี้กลับสว่างด้วยกองไฟนับร้อยจากกองทัพแสนคน ทำให้บรรยากาศดูไม่เงียบเหงาเหมือนก่อน

ทุกระยะจะมีทหารประจำการและกองไฟสว่างลุกโชติช่วง ชาวบ้านและทหารส่วนใหญ่ปูผ้าบนพื้นหญ้าแล้วนอนห่มผ้าบาง ๆ ท่ามกลางลมเย็น

เพราะเสียงร้องไห้ของอันซื่อทำให้คนตระกูลหลี่นอนดึกกว่าคนอื่น

พอทุกคนหลับสนิทแล้ว อันซื่อก็หลับลึก หลี่เสวียนหมิงกับหลี่จื้อที่ปลอบอยู่นานก็นอนตาม

กลางดึก เฉียนอี้เหนียงลืมตาขึ้นอย่างเงียบ ๆ มองหลี่หลิงที่นอนอยู่ข้าง ๆ แล้วลุกขึ้นเดินออกไปทางป่าด้านหลัง

เดินไปได้หลายสิบก้าว หลี่จิ้งซูที่แกล้งหลับอยู่ก็พลันลืมตาขึ้น ดวงตาคมสว่างในความมืด หันไปมองร่างของเฉียนอี้เหนียงที่กำลังหายลับเข้าไปในป่า

……

เฉียนอี้เหนียงเดินลึกเข้าไปจนพ้นแนวคน เสียงลมพัดผ่านทำให้นางสะท้าน รีบรวบเสื้อคลุมแน่นขึ้น

ไม่นาน ร่างสูงใหญ่คนหนึ่งก็ปรากฏตรงหน้า เขาคุกเข่าลงทันที “นายหญิง”

เฉียนอี้เหนียงหันกลับมา มองคนตรงหน้าแล้วยิ้มบาง “เลี่ยลั่ว?”

“ขอรับ!” เขาก้มศีรษะหนักแน่น “ข้าน้อยเลี่ยลั่ว คารวะนายหญิง!”

(จบบท)

จบบทที่ บทที่ 35-37

คัดลอกลิงก์แล้ว