- หน้าแรก
- คัมภีร์งามล้ำฟ้า ขอข้าครองยุทภพ
- บทที่ 29-31
บทที่ 29-31
บทที่ 29-31
บทที่ 29 พวกเราสี่คนไปก่อน!
เมื่อได้รับพระราชโองการจากฝ่าบาท ทุกคนในเรือนก็เหมือนได้เห็นแสงแห่งความหวังในชีวิตอีกครั้ง แต่เพียงพริบตาเดียว ความหวังนั้นก็แตกสลาย…ทุกคนรู้ดีว่าทางรอดนั้น ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาเอื้อมถึงได้
ห้องโถงใหญ่ของตระกูลหลี่ จึงตกสู่ความเงียบงันราวสุสาน
หลี่จิ้งซูยกมุมปากขึ้นยิ้มเย็น
“คนในจวนนี้มากมายเพียงใดก็ตาม แต่มีเพียงข้าคนเดียวเท่านั้นที่กล้าพูดได้ว่าตน อาจจะ ไปถึงประตูทิศใต้ของเมืองหลวงได้แน่นอน”
หลี่เสวียนหมิงเงยหน้ามองนางด้วยสายตาหนักอึ้ง
หลี่จิ้งซูจึงเก็บรอยยิ้ม พลางพูดเสียงเรียบ
“ข้าเป็นเพียงผู้มีวรยุทธขั้นต่ำของขั้นมนุษย์ หากให้ข้าไปเพียงลำพัง ข้ายังพอสามารถหลบซอมบี้หนีไปถึงประตูทิศใต้ได้ แต่ถ้าจะให้ข้าพาคนอื่นไปด้วย…เกรงว่าข้าจะปกป้องได้แค่เพียงหนึ่งคนเท่านั้น”
“เพียง…คนเดียวหรือ?” หลี่เสวียนหมิงพึมพำเบา ๆ สีหน้าซีดเผือดลง
หลี่จิ้งซูยักไหล่ “วรยุทธข้ายังไม่ถึงขั้นสูง จะให้ทำได้มากกว่านี้ก็คงไม่ได้แล้วเจ้าค่ะ”
หลี่หลิงถอนหายใจยาว “ใช่เจ้าค่ะ ยังไม่ทันถึงประตูทิศใต้ของเมืองหลวง พวกเราคงได้อยู่ในฝูงซอมบี้กันก่อนแน่ ๆ”
พูดจบ หลี่หลิงก็พลันนึกถึงคำพูดของนายทหารองครักษ์ที่มาจากวังหลวง นางลุกขึ้น หยิบพระราชโองการสีแดงที่วางอยู่ข้างตัวหลี่เสวียนหมิงขึ้นมา พลางกวาดตาอ่านอย่างละเอียดอีกครั้ง
หลี่เสวียนหมิงกวาดตามองทั่วห้องโถง ก่อนเอ่ยเสียงต่ำหนักแน่น
“เช่นนั้น…พวกเราคงทำได้เพียงรอความตายในจวนนี้เท่านั้นหรือ?”
หลี่จิ้งซูหลุบตาลง มองด้ามกระบี่ในมือ
“ก็ยังมิแน่เสมอไปเจ้าค่ะ ข้าได้สังเกตแล้ว พลังของซอมบี้แต่ละตัวนั้นไม่ต่างจากชายฉกรรจ์ธรรมดา หากพวกบุรุษในเรือนทุกคนสวมเครื่องป้องกัน พกอาวุธ แล้วรวมวงปกป้องสตรีให้อยู่ตรงกลาง ก็อาจจะมีโอกาส ฝ่าทะลวงไปถึงประตูทิศใต้ได้อยู่บ้าง”
ทันทีที่คำพูดของนางหลุดออกมา อากาศในห้องเหมือนหยุดนิ่ง ทุกคนถึงกับกลั้นหายใจ หลี่เสวียนหมิงถึงกับขาอ่อน แทบจะทรุดลงกับพื้น
เพราะสิ่งที่หลี่จิ้งซูพูด หมายความว่า…เหล่าบุรุษต้องยืนอยู่รอบนอก ต่อสู้กับฝูงซอมบี้เพื่อเปิดทางให้กลุ่มสตรีที่อยู่ข้างในเคลื่อนตัวหนีไปทางประตูเมืองทิศใต้...
แต่! หลี่เสวียนหมิงนั้นเป็นถึงขุนนางฝ่ายบุ๋น!
อย่าว่าแต่ให้ไปฆ่าซอมบี้เลย แค่ให้ไปทะเลาะกับหญิงปากกล้าเขายังไม่กล้าจะลงไม้ลงมือด้วยซ้ำ!
เมื่อเห็นสีหน้าแต่ละคนในห้อง หลี่จิ้งซูเองก็ไม่ได้แปลกใจ นางรู้ดีว่าบิดาของนางไม่มีวันทำเช่นนั้นแน่
หลี่จิ้งซูจึงพูดต่อ “ยังมีอีกทางหนึ่งเจ้าค่ะ”
“ทางใดกัน?” หลี่เสวียนหมิงรีบถามทันที
หลี่จิ้งซูแย้มยิ้มบางเบา “ให้น้องชายช่วยท่านพ่อ ส่วนข้าจะคุ้มกันท่านแม่...พวกเราสี่คนไปที่ประตูทิศใต้ก่อนเจ้าค่ะ”
คำพูดนี้ ทำให้ทุกคนในเรือนถึงกับหน้าเปลี่ยนสี
ทุกคนรู้ดี…ในจวนหลี่นี้ คนที่มีวรยุทธสูงสุดคือหลี่จิ้งซู รองลงมาคือหลี่จื้อ หากทั้งคู่ไปเสียก่อน เหลือไว้เพียงคนที่ไม่มีวรยุทธ โดยเฉพาะเหล่าหญิงสาวอ่อนแรงในเรือน...พวกนางจะเหลือเพียงชะตาเดียว ความตาย
เหล่าคนรับใช้ชายหญิงในจวน ต่างตกตะลึงกับความเด็ดเดี่ยวของคุณหนูใหญ่ผู้เคยสูงศักดิ์ในจวนหลี่ นึกไม่ถึงเลยว่า…เมื่อถึงยามคับขัน นางจะสามารถละทิ้งชีวิตผู้อื่นได้โดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
ทุกคนรีบทรุดตัวลงคุกเข่าพร้อมเสียงสะอื้นวิงวอน
“คุณหนูเจ้าขา! คุณหนูได้โปรดเถิด อย่าทอดทิ้งพวกบ่าวไว้ข้างหลังเลยเจ้าค่ะ!”
เหล่าบ่าวสาวต่างร่ำไห้ด้วยความหวาดกลัว ทั้งคุกเข่าทั้งร่ำร้องเสียงสั่น
“คุณหนูเจ้าขา! คุณหนูเจ้าขา ได้โปรดเถิด อย่าทอดทิ้งพวกบ่าวไว้เลยเจ้าค่ะ ได้โปรดเถิด!”
แต่หลี่จิ้งซูกลับยืนเฉย ไม่แม้แต่จะกระพริบตา ใบหน้างามนั้นเยือกเย็นราวน้ำแข็ง ไม่ไหวติงต่อเสียงวิงวอนของเหล่าคนใช้แม้แต่น้อย นางเพียงมองไปยังหลี่เสวียนหมิง…รอคำตอบจากเขา
หลี่เสวียนหมิงเองก็เริ่มลังเลใจ แต่ในจังหวะนั้นเอง…
หลี่หลิงกลับลุกขึ้นยืน พลางตวาดเสียงดัง “พอได้แล้ว!”
เสียงนั้นดังจนทุกคนในห้องสะดุ้งเฮือก หญิงสาวผู้เคยอ่อนโยนเรียบร้อยดั่งผ้าพับไว้ กลับเผยด้านที่แข็งกร้าวเด็ดเดี่ยวออกมา คิ้วงามขมวดแน่น แววตาเด็ดขาดจนใคร ๆ ต่างนิ่งอึ้ง
หลี่หลิงสูดลมหายใจลึกก่อนพูดเสียงมั่นคง
“ข้ามีวิธีแล้ว”
เหล่าบ่าวไพร่ที่คุกเข่าอยู่กับพื้น ต่างพากันคลานเข้ามาใกล้นาง หัวโขกพื้นทั้งน้ำตา พลางจ้องนางด้วยสายตาราวกับกำลังมอง “ฟางเส้นสุดท้ายแห่งชีวิต”
หลี่หลิงนิ่งเงียบไปชั่วครู่ แล้วจึงเงยหน้ามองหลี่จิ้งซู
หญิงสาวผู้เคยเปล่งประกายราวดาวเหนือในใจนาง บัดนี้กลับดูเย็นชาและห่างไกลนัก
“คุณหนูรอง...” เสียงสะอื้นของสาวใช้สองสามคนดังขึ้นเบา ๆ
หลี่หลิงยกพระราชโองการสีแดงในมือขึ้น หันด้านหน้าให้หลี่จิ้งซูดู แล้วกล่าวเสียงเรียบ “ในโองการนี้กล่าวไว้ว่า…เหล่าราชวงศ์ และขุนนางตั้งแต่ขั้นสามขึ้นไป จะมีองครักษ์จากวังหลวงออกมาคุ้มกันและรับตัวเข้าร่วมขบวนอพยพ แต่เพราะองครักษ์มีจำกัด และเวลาก็รัดตัว พระราชวังจึงไม่อาจส่งคนออกไปช่วยเหล่าราษฎรทุกคนได้ ประชาชนทั่วไปต้องพยายามหนีออกจากเมืองเอง เพื่อฝ่าเข้าแนวป้องกันขององครักษ์ให้ได้...”
หลี่หลิงพูดจบ ก็ม้วนโองการเก็บโยนไว้ข้าง ๆ ก่อนหันไปสบตาบิดา
“ในวันนั้น คุณหนูใหญ่แห่งตระกูลหลี่ ‘หลี่จิ้งซู’ ได้รับพระราชทานสมรสแก่รัชทายาทแห่งตำหนักตะวันออก ถ้าเช่นนั้น…ก็เท่ากับว่า ‘หลี่จิ้งซู’ เป็นคนในตำหนักตะวันออก และจวนหลี่ของพวกเรา ก็ถือเป็นเชื้อพระวงศ์สายหนึ่ง มีสิทธิ์ได้รับการคุ้มกันจากองครักษ์ของวังหลวงเช่นกันเจ้าค่ะ”
หลี่เสวียนหมิงทำหน้าเหมือนเพิ่งตื่นจากฝัน ดวงตาเป็นประกายขึ้นมาแวบหนึ่ง แต่ก็กลับเต็มไปด้วยความกังวลอีกครั้ง
“ถ้าเช่นนั้น…เราจะรู้ได้อย่างไรว่า องค์รัชทายาทยังถือว่าจวนหลี่ของเราเป็นเชื้อพระวงศ์อยู่? หากท่านทรงบัญชาให้องครักษ์มารับตัว ก็ดีอย่างยิ่ง...แต่ถ้าท่านยุ่งกับราชกิจ จนลืม ‘จิ้งซู’ ของเราไปเล่า...เราจะทำอย่างไรดี?”
หลี่หลิงเอ่ยขึ้นเสียงหนักแน่น “เพราะฉะนั้น ท่านพ่อจำต้องเขียนฎีกา ส่งไปถึงรัชทายาท ขอให้ท่านทรงเมตตา ช่วยเหลือจวนหลี่ของเรา!”
“ฎีกา?” หลี่เสวียนหมิงขมวดคิ้ว เขาแทบลืมไปแล้วว่าโลกยังมีสิ่งนั้นอยู่
“ใช่เจ้าค่ะ!” หลี่หลิงพยักหน้า “องครักษ์ที่นำพระราชโองการมาครั้งก่อนบอกไว้ ว่าในตอนนี้ หากขุนนางผู้ใดต้องการถวายฎีกา ขอเพียงนำไปส่งที่ประตูตะวันตกของวังหลวง ก็จะถึงพระเนตรรัชทายาทโดยตรง!”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ หลี่หลิงพลันนึกถึงนายทหารองครักษ์ชื่อ ‘เลี่ยลั่ว’ ที่นางได้พบเพียงครั้งเดียว
หัวใจของนางเอ่อท่วมด้วยความซาบซึ้ง ชายผู้นั้นมิใช่เพียงผู้มีใจห่วงแผ่นดิน แต่ยังช่วยชี้ทางรอดให้กับจวนหลี่อีกด้วย
หลี่หลิงจ้องสบตาหลี่จิ้งซูอย่างจริงจัง
“เพื่อความปลอดภัยสูงสุด...ควรให้คนที่มีวรยุทธสูงที่สุดเป็นผู้นำฎีกาไปส่งที่ประตูตะวันตกเจ้าค่ะ”
สองใบหน้างามที่มีเค้าคล้ายกันยืนประจันหน้ากัน ภาพนั้นน่าจะงดงามประหนึ่งภาพวาด หากไม่ใช่เพราะความเย็นชาที่แผ่จากสายตาของอีกฝ่าย
เมื่อครู่ หลี่จิ้งซูยังเสนอให้พาตัวเอง หลี่จื้อ บิดา และมารดาหนีออกไปก่อน
ซึ่งความหมายของคำนั้น ก็คือทิ้งให้ทุกคนที่เหลือในจวนเผชิญความตายตามยถากรรม!
คำพูดนั้น ทำให้ผู้คนในห้องขนลุกซู่ด้วยความกลัว และในใจของหลี่หลิงเอง ก็เริ่มเกิดความคิดขึ้นมากมาย...
ในคืนที่ฝูงซอมบี้บุกนั้น หลี่จิ้งซูเคยช่วยชีวิตนางไว้ ตอนนั้นหลี่หลิงยังเคยคิดว่า แม้นหลี่จิ้งซูเคยบังคับให้นางแอบอ้างชื่อเข้าคัดเลือกนางใน แต่นางก็ยังเป็นผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตไว้ ดังนั้นหลี่หลิงตั้งใจจะลืมเรื่องเก่า และเก็บไว้เพียงความดีครั้งนั้นในใจ
แต่วันนี้…
หลี่จิ้งซูกลับพูดคำที่สามารถตัดชีวิตผู้อื่นทิ้งได้อย่างเรียบเฉย ทำให้หลี่หลิงเข้าใจอย่างถ่องแท้ ต่อให้ตนติดหนี้ชีวิตหลี่จิ้งซูอยู่หนึ่งครั้ง นางก็จะต้องตัดใจตัดสัมพันธ์กับคนผู้นี้เสียที
เพราะคนอย่าง “หลี่จิ้งซู” มิใช่คนที่ควรคบหาหรือฝากชีวิตไว้ด้วยเลย
หลี่จิ้งซูเลิกคิ้วขึ้น ยิ้มเยาะ “แน่นอน ข้าทำได้อยู่แล้ว”
หลี่เสวียนหมิงกลับถอนหายใจ “แต่รัชทายาท...ท่านจะทรงยอมรับเราจริง ๆ หรือ? จะทรงส่งองครักษ์มาคุ้มกันเราจริงหรือไม่?”
ในใจของหลี่หลิงเองก็ไร้ซึ่งความมั่นใจ นางเคยพบรัชทายาทเพียงครั้งเดียว และครั้งนั้นก็เต็มไปด้วยความอับอายและสับสน แต่ตอนนี้...พวกเขาไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว
“อย่างน้อย...ก็ต้องลองดูสักครั้ง” หลี่หลิงกล่าวหนักแน่น
เพียงหวังว่า องค์รัชทายาทผู้สูงส่งแห่งแผ่นดินต้าโจว จะยังคงมีเมตตาธรรมเหลืออยู่บ้าง ได้โปรดช่วยชีวิตผู้คนในจวนหลี่นี้ไว้ด้วยเถิด!
…………………………………………………………………………………………………………………………………
บทที่ 30 กะทำงานแปดชั่วโมงของเหล่าซอมบี้
นับตั้งแต่วันที่ฮ่องเต้ซือหม่าจื้อฝืนร่างอันอ่อนแรงของตนออกว่าราชการใหญ่ครั้งสุดท้ายเสร็จสิ้น พระองค์ก็ถ่ายทอดราชกิจทั้งปวงให้องค์รัชทายาทซือหม่าเจิ้นเป็นผู้จัดการแทนทั้งหมด
เหล่าหมอหลวงคอยปรุงยาและถวายโอสถไม่ขาดสาย ทำให้พระอาการของฮ่องเต้ดีขึ้นเพียงเล็กน้อย
ในวันนั้นเอง องค์รัชทายาทซือหม่าเจิ้นเข้าเฝ้าทูลถามอาการตามปกติทุกเช้า ก่อนจะเสด็จกลับไปยังตำหนักที่อยู่ข้างตำหนักเฉียนชิง ซึ่งเป็นที่ประทับของฮ่องเต้
ช่วงนี้องค์รัชทายาทประทับอยู่ข้าง ๆ พระบิดาเสมอ เพื่อความสะดวกทั้งในการเฝ้าไข้และว่าราชการ
วันนั้น พระองค์ทรงฉลองพระองค์ชุดแดงธรรมดา ผมยาวดำขลับถูกรวบขึ้นสูงด้วยปิ่นทองฝังหยก พระวรกายสง่า สองมือไขว้หลัง ก้าวไปยังโต๊ะทรงงาน
สันจมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากเม้มแน่นเล็กน้อย คิ้วเรียวขมวดเพียงนิด ใบหน้าขาวราวหยกต้องแสงอาทิตย์อ่อนยามเช้า ส่องผ่านกระดาษหน้าต่างเข้ามา สาดลงบนร่างของเขา งามสง่าราวหยกแท้ หรูหราเกินคำบรรยาย
หากไม่ใช่ยุคสิ้นโลกเช่นนี้ องค์ชายผู้เป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้ผู้นี้ คงได้ปรากฏตัวในงานเลี้ยงพระราชพิธีท่ามกลางดอกไม้บานสะพรั่ง
เพียงรอยยิ้มเดียว ก็คงทำให้เหล่าหญิงสาวทั้งวังหลวงต้องหวั่นไหว
หรือไม่ก็คงได้นั่งอยู่ท่ามกลางกลิ่นธูปหอมและแขนเรียวของหญิงงาม ค่อย ๆ เขียนแผนผังแผ่นดินอันสงบสุขของตนลงบนกระดาษขาวสะอาด
แต่...ทั้งหมดนั้นเป็นเพียง ถ้า
ทว่าตอนนี้ คือ ยุคสิ้นโลก
ราชวงศ์ต้าโจวที่โอนเอนอยู่ในพายุแห่งหายนะ คือบ้านของเขา คือแผ่นดินของเขา และเขาเองคือผู้ที่ต้องยืนหยัดอยู่กลางพายุในฐานะองค์รัชทายาทผู้สำเร็จราชการ
ดังนั้น ขณะเดินมาถึงโต๊ะทรงงาน สีพระพักตร์ของซือหม่าเจิ้นจึงนิ่งสงบ แต่อัดแน่นไปด้วยความหนักอึ้ง
สายตาของพระองค์มองไปยังฎีกาที่กองซ้อนกันถึงห้าชั้นสูงบนโต๊ะ ภาพนั้นทำให้พระองค์อดคิดถึงพระราชโองการเมื่อไม่กี่วันก่อนมิได้
“นอกจากเชื้อพระวงศ์และขุนนางตั้งแต่ขั้นสามขึ้นไปแล้ว ราษฎรทั่วไปในนครหลวงทั้งหมด จำต้องหาทางหนีเข้าสู่ขบวนอพยพด้วยตนเอง...”
พระราชโองการนั้น…คือคำตัดสินความตายของผู้คนมากมายในเมืองหลวง!
แต่... ผู้ที่กำลังจะตาย ไม่ได้มีเพียงคนในนครหลวงเท่านั้น ยังมีประชาชนอีกนับไม่ถ้วนทั่วแผ่นดินต้าโจว ที่อาจสิ้นชีวิตภายในวันเดียว ภายในชั่วยามเดียว...หรือแม้กระทั่ง...ในชั่วลมหายใจเดียวของเขา ซือหม่าเจิ้น
“ฟ้าดินไร้เมตตา”
แล้วเขา...จะต่อต้านฟ้าได้อย่างไร?
สิ่งที่ทำได้ คือ ทุ่มเทจนสุดกำลัง
ขอเพียงช่วยได้หนึ่งชีวิต ก็คือหนึ่งชีวิต
ขอเพียงกอบกู้ได้อีกก้าว ก็คืออีกก้าว
เมื่อเดินมาถึงขั้นนี้แล้ว ก็ไม่อาจมัวคร่ำครวญถึงผู้คนที่ต้องสังเวย เพียงแค่ต้องเดินหน้าต่อไป อีกหนึ่งก้าว
ซือหม่าเจิ้นค่อย ๆ ยกมือขึ้นจัดปกฉลองพระองค์ให้เรียบ แล้วประทับนั่งลงหลังโต๊ะ
นับตั้งแต่หายนะเริ่มต้นมา พระองค์ไม่เคยหัวเราะ ไม่เคยโกรธ ไม่เคยร้อนรน สีพระพักตร์คงเดิมอยู่เสมอ มีเพียงแววตาในบางครา ที่ลึกเย็นราวคมดาบในธารน้ำแข็ง เงียบ แข็งแกร่ง หนักแน่น ไม่หวั่นไหวแม้แต่น้อย
พระองค์หยิบฎีกาฉบับหนึ่งขึ้นมา เปิดอ่านพลางตรัสถามองครักษ์ผู้ยืนอยู่ด้านข้าง
“แล้วทางฝั่งองค์ชายรองเป็นอย่างไรบ้าง มีผลหรือยัง?”
“ได้ผลแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ซือหม่าเจิ้นเงยหน้าขึ้น “หืม? ผลเป็นเช่นไร?”
องครักษ์อาเซี่ยก้มศีรษะรายงานเสียงเรียบ
“องค์ชายรองตรัสว่า พระองค์ได้ทดลองกับนักโทษประหารหลายคนแล้วพ่ะย่ะค่ะ คนธรรมดาหากถูกซอมบี้กัดหรือข่วนเพียงครั้งเดียว จะติดเชื้อและกลายเป็นซอมบี้ในเวลาอันสั้นที่สุด…ไม่เกินห้าสิบลมหายใจ”
“ห้าสิบลมหายใจ...” ซือหม่าเจิ้นพึมพำเบา ๆ
“หากเป็นยอดฝีมือในยุทธภพ ห้าสิบลมหายใจอาจเพียงพอให้ตัดสินแพ้ชนะ แต่หากเป็นชาวบ้านธรรมดา...ห้าสิบลมหายใจนั้น หนีไปได้ไม่ไกลเลย”
“ใช่พ่ะย่ะค่ะ” อาเซี่ยกล่าวต่อ “อีกทั้งองค์ชายรองยังค้นพบโดยบังเอิญว่า…หากโดนข่วนแต่ไม่ถึงขั้นเลือดออก ไม่ถูกทำให้แผลเปิด ก็จะไม่ติดเชื้อพ่ะย่ะค่ะ”
ซือหม่าเจิ้นส่ายหน้าเบา ๆ “แม้จะเป็นเรื่องที่คาดไม่ถึง แต่ก็ใช้ประโยชน์ได้ไม่มากนัก...มีสิ่งใดเพิ่มเติมอีกหรือไม่?”
“มีพ่ะย่ะค่ะ” อาเซี่ยตอบ “องค์ชายรองทรงให้เหล่าผู้มีวรยุทธช่วยกันประเมินกำลังของซอมบี้ ผลคือ…ไม่ว่าจะเป็นซอมบี้เด็ก ซอมบี้แก่ หรือซอมบี้หนุ่ม พละกำลังของพวกมันโดยเฉลี่ยเท่ากับชายฉกรรจ์หนึ่งคน ดูเผิน ๆ ก็เหมือนศัตรูธรรมดากลุ่มหนึ่ง แต่ปัญหาคือ... พวกมันมีจำนวนมหาศาลเกินไป และการติดเชื้อนั้นง่ายดายเหลือเกินพ่ะย่ะค่ะ”
ซือหม่าเจิ้นพยักหน้าเบา ๆ เป็นเชิงให้เขารายงานต่อไป...
“องค์ชายรองตรัสว่า หากต้องเผชิญหน้ากับซอมบี้โดยตรง ทหารธรรมดาทั่วไปสามารถต่อกรได้หนึ่งต่อสอง ผู้มีวรยุทธระดับมนุษย์ขั้นต่ำ สามารถต่อสู้ได้ถึงหนึ่งต่อห้า
ผู้มีวรยุทธระดับมนุษย์ขั้นกลาง ไม่หวั่นแม้ถูกซอมบี้รุมล้อม
ส่วนผู้มีวรยุทธระดับมนุษย์ขั้นสูง ย่อมสามารถฝ่าฝูงซอมบี้นับพันนับหมื่นได้อย่างไม่ลำบาก และหากเป็นผู้มีวรยุทธระดับ ธาตุภูมิ ขึ้นไป...ก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึง เพราะพวกเขามองซอมบี้เหล่านี้เป็นเพียงเศษสวะเท่านั้น
แต่ทั้งหมดนี้ ต้องคำนวณร่วมกับปัจจัยอื่น จำนวนซอมบี้โดยรอบ, สภาพแวดล้อม, อาวุธและเกราะที่ใช้, รวมถึงพลังร่างกายของผู้ต่อสู้”
ซือหม่าเจิ้นขมวดคิ้วแน่น “หนึ่งต่อสอง...เกราะป้องกันหรือ...”
ไม่รู้ว่าเขาคิดถึงสิ่งใดไปบ้าง จึงนิ่งเงียบอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนเอ่ยถามต่อ
“แล้วยังมีสิ่งใดอีก?”
“องค์ชายรองตรัสว่า พระองค์ค้นพบคุณลักษณะแปลกประหลาดอีกอย่างหนึ่งของซอมบี้พ่ะย่ะค่ะ”
ซือหม่าเจิ้นเงยหน้าขึ้น “เช่นอะไร?”
“คือ...” อาเซี่ยตอบอย่างระมัดระวัง
“หากไม่มีสิ่งกระตุ้นจากมนุษย์ที่ยังมีชีวิตอยู่ ซอมบี้เหล่านั้นจะเดินเรื่อยเปื่อยไปทั่ว หรือไม่ก็ยืนนิ่งไม่ไหวติง แต่เมื่อมีสิ่งเร้า อย่างกลิ่นหรือเสียงของคนเป็น พวกมันจะเริ่มต้นการไล่ล่าอย่างบ้าคลั่ง ไม่หยุดจนกว่าจะกัดหรือกินได้สำเร็จ และช่วงเวลาที่พวกมันจะอยู่ในสภาวะล่าเหยื่อนี้ จะกินเวลาทั้งสิ้นสี่ชั่วยาม”
“สี่ชั่วยาม?” ซือหม่าเจิ้นหันมามองด้วยสีหน้าแปลกใจ เหมือนไม่แน่ใจว่าได้ยินถูกต้องหรือไม่
อาเซี่ยพยักหน้า “ถูกต้องพ่ะย่ะค่ะ หลังจากเริ่มไล่ล่าได้ครบสี่ชั่วยาม ซอมบี้ทั้งหมดจะหยุดเคลื่อนไหว ราวกับอยู่ในช่วง ‘พัก’ จากนั้นพอรุ่งเช้า...พวกมันก็จะกลับมาเริ่มล่าใหม่อีกครั้ง”
“ฮึ...” ซือหม่าเจิ้นหัวเราะเบา ๆ เสียงหนึ่ง “สุดท้ายก็แค่พวกสิ่งสกปรกที่ยังรู้จักเหน็ดเหนื่อย ไม่ใช่ปีศาจอมตะไร้ขีดจำกัดอย่างที่คิด”
“พ่ะย่ะค่ะ” อาเซี่ยก้มศีรษะ “ของทุกสิ่งบนโลก ล้วนมีเวลาหมดแรง ซอมบี้เองก็ไม่เว้น”
“องค์ชายรองยังมีข้อค้นพบอื่นอีกหรือไม่?”
อาเซี่ยส่ายหน้า “ไม่มีแล้วพ่ะย่ะค่ะ พระองค์ตรัสว่ายังอยู่ระหว่างทดลองเพิ่มเติม”
ซือหม่าเจิ้นพยักหน้าเบา ๆ ก่อนก้มลงจับพู่กัน จุ่มหมึก เขียนตัวอักษรสองสามคำอย่างรวดเร็วบนฎีกา หมึกดำขลับทอดบนกระดาษสีขาวเป็นลายเส้นมั่นคงแต่หนักแน่น
ครู่หนึ่ง เขาก็ปิดฎีกา ยื่นให้ทหารข้างกาย “นำไปส่งให้หัวหน้ากรมองครักษ์ในพระราชสำนักทันที บอกเขาว่า เหล่าผู้มีวรยุทธที่เพิ่งเข้าร่วม ให้ได้รับเบี้ยเลี้ยงและตำแหน่งเทียบเท่าองครักษ์เดิม แต่ถ้ามีใครไม่เชื่อฟังหรือก่อความวุ่นวาย…ให้ลงโทษหนัก เพิ่มโทษอีกสามขั้น! บอกพวกเขาด้วย...ให้ตั้งใจทำหน้าที่โดยไม่สร้างปัญหา”
“พะย่ะค่ะ!” ทหารคำนับรับฎีกา แล้วถอยหลังออกจากตำหนักอย่างรวดเร็ว ก่อนวิ่งหายไปทางประตูใหญ่
ซือหม่าเจิ้นหยิบฎีกาอีกฉบับขึ้นอ่าน สายพระเนตรยังคงนิ่งสงบแต่คิดวิเคราะห์อยู่ตลอดขณะถามต่อ
“แล้วที่ประตูตะวันตกเป็นอย่างไรบ้าง? นอกจากขุนนางที่เข้ามาว่าราชการก่อนหน้า ยังมีผู้รอดชีวิตคนอื่นยื่นฎีกาอีกหรือไม่?”
อาเซี่ยก้าวเข้ามาใกล้ ก้มศีรษะลง พูดเสียงแผ่ว “มีพ่ะย่ะค่ะ…หลี่เสวียนหมิง ขุนนางกรมโยธายื่นฎีกาเข้ามา ขอให้พระองค์ทรงโปรดเห็นแก่คุณหนูใหญ่ของจวนพวกเขา ทรงพระกรุณาเพิ่มชื่อจวนหลี่เข้าในรายนามเชื้อพระวงศ์ เพื่อให้องครักษ์ออกไปรับเข้าขบวนอพยพพ่ะย่ะค่ะ”
ซือหม่าเจิ้นชะงักมือที่กำลังเขียน “คนในจวนหลี่ยังมีชีวิตอยู่หรือ?”
“มีพ่ะย่ะค่ะ” อาเซี่ยตอบ “หลี่เสวียนหมิงกราบทูลในฎีกาว่า ในจวนมีเพียงบ่าวไม่กี่คนที่ติดเชื้อและถูกจัดการแล้ว นอกนั้นยังมีชีวิตรอดทั้งหมดพ่ะย่ะค่ะ”
ซือหม่าเจิ้นวางพู่กันลง ถอนหายใจเบา ๆ “เดิมที...นางก็ควรได้เข้าวังแล้วแท้ ๆ”
เห็นท่าทีขององค์รัชทายาทเปลี่ยนไปยามกล่าวถึง “คุณหนูใหญ่จวนหลี่” อาเซี่ยก็รีบถาม
“เช่นนั้น...จะให้รับตัวคุณหนูหลี่เข้าวังเลยหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”
ซือหม่าเจิ้นส่ายหน้าเบา ๆ “พระบิดาอาพาธหนัก ข้าจะมีจิตคิดเช่นนั้นได้อย่างไร อีกอย่าง พระบิดาได้ทรงพระราชทานสมรสไว้แล้ว ‘หลี่จิ้งซู’ ย่อมถือเป็นคนของตำหนักตะวันออกอยู่แล้ว เพียงแต่...ตอนนี้พระบิดาล้มป่วย นางจึงยังไม่ได้เข้าวัง เมื่อยังมิได้เข้าวัง จวนหลี่ย่อมยังไม่อาจนับเป็นเชื้อพระวงศ์”
อาเซี่ยเงยหน้าขึ้นอย่างตกใจ “ไม่อาจนับเป็นเชื้อพระวงศ์หรือพ่ะย่ะค่ะ?”
ซือหม่าเจิ้นหยิบพู่กันขึ้นอีกครั้ง แต่ในห้วงพระทัยกลับมีภาพใบหน้าน้อยอันอ่อนโยนของหญิงสาวคนนั้นลอยขึ้น...พร้อมเสียงคำรามของฝูงซอมบี้ในความทรงจำ
พระองค์ขมวดคิ้วแน่น ก่อนเอ่ยเบา ๆ
“ช่างเถิด... ไม่ต้องใส่ชื่อไว้ในรายนามเชื้อพระวงศ์ แต่ในวันที่เราย้ายเมือง ให้ส่งคนไปคุ้มกันพวกเขา...นำพวกเขาไปถึงประตูทิศใต้ของเมืองให้ปลอดภัย”
แม้จะไม่ยอมให้สถานะเป็นราชสกุล แต่กลับส่งคนไปคุ้มครองด้วยตนเอง...
อาเซี่ยเข้าใจได้ทันที องค์รัชทายาทยังคงมีพระทัยคิดถึงคุณหนูใหญ่จวนหลี่อยู่แน่แท้
เขารีบโค้งตัว “พะย่ะค่ะ กระหม่อมจะไปแจ้งให้ดำเนินการเดี๋ยวนี้”
แต่ยังไม่ทันออกจากห้องดี องค์รัชทายาทซือหม่าเจิ้นก็กลับก้มพระเศียรลง เขียนฎีกาฉบับใหม่ต่ออย่างตั้งอกตั้งใจ...
…………………………………………………………………………………………………………………………………
บทที่ 31 ซอมบี้มองเห็นไหม?
เมื่อวานนี้ หลี่เสวียนหมิงใช้เวลาทั้งวันในการเลือกถ้อยคำอย่างระมัดระวัง เขียนฎีกาฉบับหนึ่งขึ้นมา แล้วให้หลี่จิ้งซูเป็นคนถือฎีกานั้นไปส่งให้ถึงมือองครักษ์ที่เฝ้าอยู่ตรงประตูตะวันตกของวังหลวงด้วยตัวเอง
หลังจากฎีกาถูกส่งออกไป ทุกคนในจวนหลี่ก็พากันเฝ้ารอคำตอบอย่างกระวนกระวาย และในบ่ายวันนี้…พวกเขาก็ได้รับคำตอบจากวังหลวงในที่สุด
ผู้ที่มาประกาศพระบัญชาขององค์รัชทายาทในครั้งนี้ ก็ไม่ใช่ใครอื่น นอกจากองครักษ์ในชุดเกราะสีเงินทั้งตัวผู้นั้น…เลี่ยลั่ว
ทว่าคราวนี้ ท่าทีของเขาเมื่อมาถึงจวนหลี่ กลับต่างจากครั้งที่ได้พบหลี่หลิงอยู่มากนัก
เลี่ยลั่วกระโจนลงจากกำแพง เข้าสู่ลานกลางเรือนอย่างสง่างาม หลี่เสวียนหมิงนำคนทั้งเรือนออกมาต้อนรับด้วยความเคารพ
เมื่อรู้ว่าเขาเป็นองครักษ์ชั้นสองแห่งวังหลวง ทุกคนในจวนหลี่ก็รีบคำนับถวายคารวะพร้อมกัน
ในราชวงศ์ต้าโจวนั้น องครักษ์ชั้นหนึ่งมีศักดิ์เทียบขุนนางขั้นสาม องครักษ์ชั้นสองเทียบขั้นสี่ องครักษ์ชั้นสามเทียบขั้นห้า ส่วนองครักษ์คอปกน้ำเงินอยู่ขั้นหก โดยทั่วไป องครักษ์ชั้นหนึ่งต้องมีวรยุทธระดับมนุษย์ขั้นกลางขึ้นไป ส่วนชั้นอื่น ๆ ต้องมีอย่างน้อยมนุษย์ขั้นต่ำเป็นพื้นฐาน
องครักษ์วังหลวงเหล่านี้ไม่เพียงเก่งกล้าในเชิงยุทธ์เท่านั้น แต่ยังมักเป็นผู้มาจากตระกูลผู้ดี มีชาติกำเนิดสูงส่ง เป็นทั้ง “บุตรแห่งสวรรค์” และ “ข้าราชบริพารใกล้ชิดฮ่องเต้”
ดังนั้นหลี่เสวียนหมิงผู้เป็นเพียงขุนนางกรมโยธาชั้นห้า จึงต้องแสดงความเคารพสุดกำลังเมื่ออยู่ต่อหน้าองครักษ์ขั้นสี่เช่นเขา
เลี่ยลั่วถอดหมวกเหล็กออก รับคำนับของทุกคนอย่างสงบ แล้วจึงเปิดม้วนพระบัญชาอ่านขึ้นเสียงดัง
“...มิให้นับจวนหลี่ในรายนามเชื้อพระวงศ์ แต่ในวันอพยพ จะส่งคนไปคุ้มกันและนำพาเข้าสู่ขบวนอพยพ...”
ในพระบัญชาไม่มีเอ่ยชื่อของ “หลี่จิ้งซู” เลยแม้แต่น้อย ทำให้หลี่เสวียนหมิงอดรู้สึกผิดหวังอยู่บ้าง แต่เมื่อคิดว่าพวกเขายังมี “ทางรอด” ขอเพียงรอให้ถึงวันที่มีองครักษ์มารับตัว ก็สามารถเข้าร่วมขบวนอพยพได้ เขาก็รีบจุดประกายความหวังขึ้นอีกครั้งทันที
ในใจของหลี่เสวียนหมิงอดคิดไม่ได้…ครั้งหนึ่งพวกเขาเคยได้รับพระราชทานสมรสจากฝ่าบาท นั่นหมายความว่า “หลี่จิ้งซู” ได้ถูกกำหนดให้เป็นพระชายารองรัชทายาทอย่างแน่นอน หากพวกเขารอดชีวิตจนถึงวันที่รัชทายาทอพยพสำเร็จ และหลี่จิ้งซูได้เข้าวังเป็นทางการ...ตระกูลหลี่ของเขา ก็อาจมีโอกาส “ฟื้นคืนอำนาจ” อีกครั้ง!
เลี่ยลั่วหยิบม้วนกระดาษขาวอีกหนึ่งม้วนส่งให้เขา
“ท่านหลี่ นี่คือข้อกำหนดที่องค์รัชทายาททรงร่างด้วยพระองค์เอง ว่าด้วยระเบียบการอพยพ แม้แต่เชื้อพระวงศ์อื่น ๆ ก็ต้องปฏิบัติตาม ขอให้ท่านอ่านและทำความเข้าใจให้ละเอียดเถิด”
หลี่เสวียนหมิงรับไว้ทั้งสองมือ “ขะ…ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ!”
เมื่อธุระสำคัญเสร็จสิ้น เลี่ยลั่วก็เผลอกวาดสายตามองผ่านไหล่ของหลี่เสวียนหมิงไปยังด้านหลัง...ราวกับกำลังค้นหาบางสิ่งที่คุ้นตา
จนกระทั่ง…เขาเห็นหญิงสาวสองคนยืนเคียงกันอยู่ด้านหลัง บนใบหน้าของเขาก็ฉายแววประหลาดใจ
ผู้หนึ่ง สวมชุดยาวสีแดงเข้ม ผมดำยาวถูกรวบขึ้นครึ่งศีรษะ อีกครึ่งปล่อยสยายเคลื่อนไหวตามสายลม มือข้างหนึ่งถือกระบี่ ใบหน้างดงามแต่แฝงด้วยความแข็งแกร่งในดวงตา…นางคือ หลี่จิ้งซู
ริมฝีปากโค้งขึ้นนิด ๆ สายตานั้นเหมือนกำลังจ้องประเมินเขาอย่างสนใจ
ส่วนอีกคน หลี่จิ้งจิ้ง
วันนี้นางสวมชุดยาวสีขาว ผมถูกรวบขึ้นเรียบร้อย ติดเพียงปิ่นดอกไม้สีชมพูอ่อนเล็ก ๆ ผิวขาวนวลดังหยก แต้มริมฝีปากแดงระเรื่อ ดวงหน้างามระเรื่อดั่งดอกท้อบาน ในขณะนั้น นางแอบยกมือซ้ายขึ้นส่งสัญญาณทักทายอย่างลับ ๆ ข้อมือเรียวขาวประดับด้วยกำไลหินสีแดงเข้มที่ขับให้ผิวนางดูขาวนวลยิ่งกว่าเดิม…งามจนดอกไม้ยังดูซีดจางลงไปถนัดตา...
สองใบหน้าที่คล้ายคลึงกันอย่างเหลือเชื่อ...กลับให้ความรู้สึกแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง!
เพียงมองหลี่จิ้งซู ก็รู้ได้ทันทีว่านางคือหญิงงามผู้แข็งแกร่ง เด็ดเดี่ยว เยือกเย็น และไม่ใช่คนที่ใครจะเข้าใกล้ง่าย ๆ
แต่เมื่อมองหลี่หลิง กลับให้ความรู้สึกราวกับได้เห็น “ดอกไม้น้อยอ่อนโยน” ที่ฝ่าฝุ่นดินและความมืดมิดขึ้นมาอย่างแผ่วเบา บอบบาง น่าทะนุถนอมเสียจนเพียงลมพัดก็อาจหักโค่น ฝนตกก็อาจร่วงโรย หากไม่มีใครคอยปกป้องดูแล ดอกไม้นั้นคงเหี่ยวแห้งไปในพริบตา
เลี่ยลั่วเห็นนางแอบโบกมือซ้ายทักทายอยู่ลับ ๆ ก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มขึ้นอย่างเงียบ ๆ
รอยยิ้มนั้น...ทำให้หลี่หลิงรู้ทันทีว่าเขามองเห็นนางแล้ว นางรีบอ้าปากขยับเป็นคำพูดแบบไร้เสียง
“ขะ...ขอบ... ขอบคุณเจ้าค่ะ!”
เลี่ยลั่วเห็นนางกล่าวขอบคุณอย่างลับ ๆ ก็รู้ได้ในทันทีว่านางกำลังขอบคุณเขา เพราะเขาเคยแนะนำให้นางส่งฎีกาขอความช่วยเหลือถึงองค์รัชทายาทในวันนั้นนั่นเอง
เขาอดไม่ได้ที่จะก้มหน้าลง ยกมือข้างหนึ่งกำแน่น ปิดริมฝีปากไว้...แต่แววตากลับเต็มไปด้วยรอยยิ้มขบขัน
“แค่จะขอบคุณ ก็ยังต้องทำอย่างลับ ๆ น่ารักเสียจริง เจ้าเด็กคนนี้...”
คิดได้ดังนั้น เลี่ยลั่วเกือบเผลอหัวเราะออกมาดัง ๆ จึงรีบไอเบา ๆ สองสามครั้งเพื่อกลบเสียงหัวเราะในลำคอ
“ท่านองครักษ์?” หลี่เสวียนหมิงมองเขาด้วยสีหน้างุนงง
ไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดองครักษ์ผู้นี้…ที่เมื่อครู่ยังดูแข็งขรึมเป็นทางการ จู่ ๆ ถึงกลับกลายเป็นอ่อนโยนยิ้มแย้มเช่นนี้
“แค่ก!” เลี่ยลั่วกระแอมก่อนจะยิ้มบาง ๆ
“เอาล่ะท่านหลี่ ข้าได้นำพระบัญชามาแจ้งแล้ว ท่านโปรดอ่านเถิด ส่วนข้าคงต้องขอตัวลาแล้ว”
“ลำบากท่านองครักษ์จริง ๆ!” หลี่เสวียนหมิงรีบโค้งคำนับ แล้วแอบยื่นถุงเงินเล็ก ๆ ให้เป็น “สินน้ำใจ”
เลี่ยลั่วเหลือบมองไปทางหลี่หลิง เห็นนางกำลังมองอยู่พอดี เขาจึงรีบยกมือปฏิเสธทันที
“ไม่จำเป็นหรอกท่านหลี่ ยามนี้แผ่นดินกำลังลำบาก มิใช่เวลาจะคิดเรื่องเล็กน้อยพวกนี้ โปรดเก็บไว้เถิด และไม่ต้องส่งข้าออกไปอีก”
เมื่อพูดจบ เขาก็สวมหมวกเหล็กกลับเข้าที่ ก่อนกวาดตามองไปยังด้านหลังของหลี่หลิง ที่นั่นมีสตรีวัยกลางคนผู้หนึ่งยืนอยู่…สีหน้าอ่อนโยนแต่สายตาไม่ละจากเด็กสาวเลยแม้แต่น้อย
เลี่ยลั่วรู้ทันทีว่านางต้องเป็น “เฉียนอี้เหนียง” อนุรองของหลี่เสวียนหมิง และเป็นมารดาของหลี่หลิง
เขาเคยได้ยินเรื่องราวในวังมาก่อนแล้ว ว่าคุณหนูใหญ่หลี่จิ้งซู เป็นบุตรโดยชอบธรรมของฮูหยินเอก และได้รับพระราชทานสมรสให้เป็นพระชายารองรัชทายาท ส่วนคุณหนูรองหลี่จิ้งจิ้งเป็นบุตรของอนุภรรยาแซ่เฉียน
ไม่รู้เพราะเหตุใด เลี่ยลั่วจึงหยุดนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะยกมือขึ้นคำนับอีกครั้ง “ข้าขอลา!”
พูดจบ เขาก็กระโดดขึ้นสูง ฝีเท้าเบาดุจลม ร่างของเขาพุ่งขึ้นเหนือพื้นอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะย่อตัวลงบนกำแพงจวนหลี่ และหายวับไปจากสายตาทุกคน
หลี่เสวียนหมิงมองตามร่างนั้นจนลับตา แล้วค่อยนำคนทั้งหมดกลับเข้าสู่ห้องโถงใหญ่
หลี่จิ้งซูเดินเอียงกายเข้ามาใกล้หลี่หลิง ก้มหน้าลงกระซิบข้างหูเสียงเย็นเฉียบ…
“หลี่หลิง เจ้าทำให้ข้าต้องมองใหม่จริง ๆ นะ เพียงแค่เข้าไปในวังครั้งเดียว ก็ทำให้รัชทายาทถึงกับขอพระราชทานสมรส...ตอนนี้ยังจะมาล่อตาล่อใจองครักษ์อนาคตไกลอีก เหอๆๆ น่าชื่นชมจริง ๆ”
หลี่หลิงหันมามองด้วยความงุนงง “เจ้าหมายความว่ากระไร?”
หลี่จิ้งซูหัวเราะหึ ๆ แล้วพูดเร็ว
“ก็เมื่อกี้นี่อย่างไร พวกเจ้าส่งสายตาหวานใส่กันจนข้าคิดว่า แม้แต่ซอมบี้ก็ยังดูออก!”
“ส่งสายตาอะไรของเจ้า!” หลี่หลิงโพล่งออกมา “อีกอย่างนะ ข้ายังไม่รู้เลยว่าซอมบี้มันมี ‘สายตา’ รึเปล่า!”
ยังไม่ทันที่ทั้งคู่จะพูดต่อ เสียงของหลี่เสวียนหมิงก็ดังแทรกขึ้นทันที
“จิ้งซู! จิ้งจิ้ง! มาดูเงื่อนไขในเอกสารนี้เร็วเข้า!”
“เจ้าค่ะ!”
“เจ้าค่ะ!”
ทั้งสองขานรับพร้อมกัน แล้วเดินเข้าไปข้างบิดา
ในขณะเดียวกัน หลี่จื้อที่ยืนอยู่เงียบ ๆ ก็พูดเสียงขุ่นขึ้นเล็กน้อย
“ทำไมท่านพ่อถึงลืมข้าไปเสียได้?”
“นั่นสิ!” อันซื่อ ฮูหยินเอกของหลี่เสวียนหมิงแค่นเสียงดูแคลน หันมองหลี่หลิงด้วยสายตาเย็นชา ก่อนจะวางมือลงบนบ่าของหลี่จื้อแล้วพูดอย่างภาคภูมิใจ
“นางจะเป็นใครได้เชียว? เจ้าคือลูกชายคนโตผู้สูงศักดิ์ของจวนหลี่ บุตรโดยชอบธรรมเพียงคนเดียวของจวนนี้!”
(จบบท)