- หน้าแรก
- คัมภีร์งามล้ำฟ้า ขอข้าครองยุทภพ
- บทที่ 17-19
บทที่ 17-19
บทที่ 17-19
บทที่ 17 ล้มลงโดยไร้เสียง
“คุณหนูรอง คุณหนูรอง!”
เสียงเรียกดังมาจากไกล ๆ
เป็นเสียงของเสี่ยวเชา เสี่ยวเชากำลังตามหานางอยู่
หลี่หลิงได้ยินเสียงของเสี่ยวเชา ใจนางก็เริ่มเต้นระส่ำ รีบพูดกับกำไลที่กำลังฉายแสงหน้าจอโปร่งใสออกมาว่า
“ปิด! ปิดมันสิ! ปิดกำไล...ปิดคัมภีร์งามล้ำฟ้า!”
แสงโปร่งใสที่ล้อมอยู่รอบกำไลค่อย ๆ หุบลง จนกลับกลายเป็นเพียงกำไลสีแดงธรรมดา ๆ วงหนึ่ง
มุมปากของหลี่หลิงค่อย ๆ ยกขึ้น ยิ้มบาง ๆ
“คุณหนูรอง! คุณหนูรอง! คุณหนูอยู่ที่ใดเจ้าคะ!” เสียงของเสี่ยวเชาใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ
หลี่หลิงกลืนน้ำลาย แล้วสั่งว่า “เปิด คัมภีร์งามล้ำฟ้า”
เสียง “แกร๊ก” เบา ๆ ดังขึ้น หน้าจอโปร่งใสกลับปรากฏขึ้นอีกครั้งบนกำไล
“ปิด คัมภีร์งามล้ำฟ้า”
แสงหายวับ หน้าจอจางหายไป
เมื่อเห็นกำไลกลับมาดูธรรมดาอีกครั้ง หัวใจของหลี่หลิงก็พองโตด้วยความตื่นเต้น
ตอนนี้นางสามารถเปิดปิดคัมภีร์งามล้ำฟ้าได้แล้วจริง ๆ!
ไม่นึกเลยว่ากำไลวงนี้จะใช้คำสั่งเสียงได้ แถมใช้งานง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ
ในหัวหลี่หลิงตอนนั้น ลืมสิ้นไปแล้วว่าฟ้ายังมีฝนสีแดงตกอยู่ นางดีใจเสียจนคิดอยู่ในใจว่า
ต่อไปนี้ ข้าก็จะได้เรียนวรยุทธแล้ว!
ตั้งแต่ทะลุมิติมา นางก็เฝ้าอยากเรียนวิชามาโดยตลอด ในที่สุดก็ได้สมหวัง!
นับจากนี้ไป นางจะคว้าโอกาสนี้ไว้ให้มั่น ตั้งใจเรียนวิชาที่อยู่ในกำไลวงนี้ให้จงได้ พอมีวรยุทธติดตัว นางจะได้ใช้ชีวิตในโลกนี้อย่างสงบสุข อีกทั้งยังจะได้ดูแลอี้เหนียงกับเสี่ยวเชาให้อยู่ดีมีสุขด้วยกัน
กำไลวงนี้นี่แหละคือดัชนีทองคำแห่งโชคชะตาของนางจริง ๆ!
เพราะกำไลนี้ นางถึงได้ทะลุมิติมา เพราะกำไลนี้ นางถึงได้โอกาสเปลี่ยนชะตาชีวิต!
“คุณหนูรอง!” เสียงของเสี่ยวเชาแฝงความร้อนรนและตกใจยิ่งนัก
หลี่หลิงรีบได้สติ หันไปที่ประตูเรือนแล้วตะโกนตอบกลับ “เสี่ยวเชา ข้าอยู่นี่!”
ไม่นาน เสี่ยวเชาก็วิ่งพรวดเข้ามาในลาน แม้ฝนสีแดงยังคงเทลงมา แต่นางก็หาได้สนใจไม่
ท่าทางนั้นราวกับนักกีฬาวิ่งแข่งร้อยเมตร เสี่ยวเชาปกติสงบเยือกเย็นแท้ ๆ แต่ตอนวิ่งนี่เร็วราวลมพัดจนหลี่หลิงถึงกับตะลึง
เมื่อวิ่งมาถึงตัวหลี่หลิง เสื้อผ้าของเสี่ยวเชาก็เปียกโชกไปหมด ผมยาวดำขลับแนบหน้าผากและลำคอ ดูอิดโรยและน่าสงสารนัก
เสี่ยวเชาหน้าซีดเผือด เต็มไปด้วยความตื่นตระหนก ไม่เหลือเค้าเดิมของสาวน้อยสงบเรียบร้อยเลยแม้แต่น้อย พอเห็นหลี่หลิง ก็รีบคว้ามือทั้งสองขึ้นมาลูบตัวนางไปทั่ว “คุณหนูรอง! ท่านไม่เป็นไรใช่หรือไม่! ดีเหลือเกิน ท่านไม่เป็นไร! ขอบคุณสวรรค์ คุณหนูรองไม่เป็นไร!”
หลี่หลิงงงงวย มองท่าทีของเสี่ยวเชาเหมือนเจอเรื่องใหญ่โตถึงชีวิต นางถามขึ้นว่า
“เกิดอะไรขึ้น เสี่ยวเชา? เจ้าเป็นอะไรไป? หรือว่าเกิดเรื่องกับท่านแม่?”
เสี่ยวเชาส่ายหัว ดวงตาแดงระเรื่อ “คุณหนูรอง…” พอเห็นแววห่วงใยในดวงตาของหลี่หลิง เสียงของนางก็สั่นพร่า “คุณหนูรอง! ฟ้า...เปลี่ยนไปแล้ว!”
หัวใจของหลี่หลิงกระตุกวูบ นางรีบหันมองฝนสีแดงนอกชายคา “เสี่ยวเชา เจ้าหมายถึงฝนสีแดงนี่ใช่หรือไม่? นี่มันอะไรกัน ทำไมฟ้าถึงเป็นเช่นนี้ ทำไมถึงมีฝนสีแดงตกมาได้?”
เสี่ยวเชาส่ายหัว “ข้าเองก็ไม่รู้ว่าทำไมฟ้าถึงเป็นเยี่ยงนี้เจ้าค่ะ” นางสูดหายใจลึก พยายามทำหน้าสงบแต่ร่างกลับสั่นเทา มือที่จับแขนเสื้อของหลี่หลิงแน่นจนข้อนิ้วขาว “คุณหนูรอง…ท่านรู้ใช่หรือไม่ ว่าวันนี้ข้ากับนายหญิงออกไปดูเรื่องนั้น”
หลี่หลิงพยักหน้ารัว ๆ รู้ดีว่าเสี่ยวเชาหมายถึงเรื่องที่อี้เหนียงจะหาคนมีวรยุทธมาช่วยพาพวกนางทั้งสามหนีออกจากจวนหลี่
“ตอนนั้นฟ้ายังดีอยู่เจ้าค่ะ” เสี่ยวเชาเสียงสั่น “แต่ไม่รู้ทำไม อยู่ดี ๆ ฟ้าก็มืดลงทั้งแผ่นดิน!”
เสี่ยวเชาตัวสั่นสะท้าน ดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว “ต่อมา ฟ้าก็สว่างขึ้นอีกครั้ง แต่ฝน...กลับกลายเป็นฝนสีแดง!”
เสี่ยวเชาจับมือหลี่หลิงแน่น มืออีกข้างชี้ออกไปนอกชายคา “ฝนสีแดงนี่ตกไม่หยุดเลยเจ้าค่ะ ข้ากับนายหญิงหวาดกลัวนัก เลยรีบกลับจวน แต่ระหว่างทาง...พวกข้าเห็นคนมากมาย ล้มลง! ล้มลงกันหมดเลยเจ้าค่ะ!”
เสี่ยวเชาคว้าหัวไหล่ของหลี่หลิงแน่น “คุณหนูรอง! คนมากมายเลยเจ้าค่ะ! บางคนแค่หลบฝน บางคนรีบวิ่งหนีกลับเรือน แต่เดินอยู่ดี ๆ ก็ล้มลงเฉย ๆ เหมือนตายไปทันทีเจ้าค่ะ! ไร้เสียงร้อง ไม่มีเสียงอะไรเลยเจ้าค่ะ! คนมากมายนับไม่ถ้วน ล้มลงอยู่เต็มถนน! มันน่ากลัวเหลือเกินเจ้าค่ะ มันน่ากลัวจริง ๆ...”
คำพูดของเสี่ยวเชาปนสั่นเครือและตระหนก ทำให้หลี่หลิงรู้สึกหนาวไปถึงกระดูก
ที่แท้ ตอนนั้นที่นางคิดว่าฟ้ามืดไปแค่แป๊บหนึ่ง มันเกิดขึ้นจริง…ทั้งฟ้ามืดลงจริง ๆ!
ฝนสีแดง…และผู้คนล้มลงโดยไร้ซุ่มเสียง…
หลี่หลิงสูดลมหายใจเย็นเฉียบ นี่มันเรื่องอะไรกันแน่...
แม้แต่โรคระบาดร้ายแรงที่สุด ก็ไม่น่าจะทำให้คนล้มตายพร้อมกันเช่นนี้!
นางมองฝนสีแดงนอกชายคา ร่างสั่นสะท้าน “นี่...นี่มันอะไรกันแน่...”
ทันใดนั้น นางก็คิดขึ้นได้ “เสี่ยวเชา แล้วท่านแม่ล่ะ?! ท่านแม่อยู่ที่ใด เป็นอะไรหรือไม่!”
เสี่ยวเชารีบตอบ “นายหญิงไม่เป็นอะไรเจ้าค่ะ! คุณหนูรองวางใจเถิด นายหญิงปลอดภัย ระหว่างทางเรากลัวมาก พอเห็นคนล้มระเนระนาด นายหญิงก็ยิ่งห่วงท่าน กลัวว่าท่านร่างกายอ่อนแอ จะเป็นอะไรไปเสียก่อน นายหญิงเลยให้ข้ากลับมาหาท่านก่อน ส่วนนายหญิงกำลังตามมาข้างหลังเจ้าค่ะ”
หลี่หลิงถอนหายใจอย่างโล่งอก “ท่านแม่ปลอดภัยแล้วใช่หรือไม่! ดีแล้ว ๆ!”
เสี่ยวเชาพยักหน้าแรง ๆ
หลี่หลิงคว้ามือเสี่ยวเชาไว้ แล้วเร่งฝีเท้าไปทางประตูเรือน “ไป! เสี่ยวเชา เรารีบไปรับท่านแม่กันเถิด!”
“เจ้าค่ะ! ไปกันเถิด!” เสี่ยวเชายังเต็มไปด้วยความหวาดกลัว แต่ก็รีบเดินตามไป
“คุณหนูรอง ท่านไม่รู้หรอกว่าข้างนอกมันยุ่งเหยิงเท่าใด! คนล้มไปทั่ว บางคนกรีดร้องหนีเอาชีวิตรอด...คุณหนูรอง ท่านว่า...นี่มันวันโลกาวินาศหรือไม่เจ้าคะ?”
หลี่หลิงจับมือเสี่ยวเชาแน่น ส่ายหน้าเบา ๆ “ข้าเองก็ไม่รู้...” แล้วนึกได้จึงถาม “เสี่ยวเชา เจ้า...เจ้าฝึกวรยุทธงั้นหรือ?”
เสี่ยวเชาพยักหน้า “ข้าเคยแอบอ่านตำราวรยุทธเล่มหนึ่ง ไม่มีผู้สอน ข้าก็เลยฝึกเองได้เพียงนิดหน่อย ยังไม่ถึงขั้น ห่างชั้นจากคุณหนูใหญ่มากนัก”
ทั้งสองรีบวิ่งไปถึงหน้าจวนหลี ก็เห็นอี้เหนียงวิ่งกลับมาพอดี เสื้อผ้าของนางเปียกยุ่งเหยิง ใบหน้าซีดขาวราวกระดาษ
เมื่อทั้งสามคนพบกัน ต่างก็ถอนหายใจโล่งอกไปพร้อมกัน
…………………………………………………………………………………………………………………………………
บทที่ 18 ภาพลวงตา
ในตอนนั้นเอง ข้ารับใช้คนสนิทของหลี่เสวียนหมิงรีบวิ่งพรวดเข้ามา สีหน้าเต็มไปด้วยความร้อนรน พลางพูดด้วยน้ำเสียงที่ปนความตำหนิ
“คุณหนูรอง! อนุเฉียน! พวกท่านอยู่ที่นี่เองรึ! ตอนนี้ฟ้ามันไม่ปกติแล้วนะขอรับ นายท่านลงจากว่าการก่อนเวลา กลับมาที่จวนแล้ว! ในจวนก็มีคนหลายคนจู่ ๆ ก็ล้มป่วยไปดื้อ ๆ! นายท่านให้ทุกคนไปรวมตัวที่เรือนใหญ่แล้วขอรับ! คุณหนูใหญ่กับคุณชายใหญ่ก็อยู่ที่นั่นแล้ว! ทำไมพวกท่านยังอยู่ตรงนี้อีกเล่า?!”
เด็กรับใช้คนนี้ ปกติแล้วมักยิ้มแย้มอ่อนน้อม ไม่เคยมีทีท่าหยาบคายต่อหลี่หลิงหรืออนุเฉียนเลยสักครั้ง แต่วันนี้กลับพูดด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้างเพราะความตื่นตระหนก
แต่ตอนนี้ ไม่มีใครคิดจะถือสาเรื่องเล็กน้อยพรรค์นั้นอีกแล้ว!
พอได้ยินคำว่า “มีคนในจวนล้มป่วยไปหลายคน” อนุเฉียนรีบคว้ามือหลี่หลิงไว้แน่นด้วยความร้อนใจ
“เราไปกันเถอะ!” หลี่หลิงกล่าว
หลี่หลิง อนุเฉียน และเสี่ยวเชารีบวิ่งตรงไปยังเรือนใหญ่ของจวนหลีอย่างรวดเร็ว
ข้ารับใช้คนสนิทนั้นลังเลอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะรีบวิ่งไปอีกทางเพื่อแจ้งข่าวให้คนอื่น ๆ มารวมตัวเช่นกัน
เมื่อหลี่หลิงและอนุเฉียนมาถึงหน้าประตูเรือนใหญ่ ด้านในก็เต็มไปด้วยผู้คนที่มารวมตัวกันแล้ว
หลี่เสวียนหมิงมีสีหน้าทั้งตกใจและเคร่งเครียด เดินวนไปวนมาอยู่กลางโถงใหญ่เหมือนคนคิดไม่ตก
อันซื่อนั่งอยู่บนเก้าอี้อย่างร้อนรน จะลุกขึ้นพูดกับสามีก็เหมือนลังเล ก่อนจะนั่งลงอีกครั้ง
หลี่จื้อกับหลี่จิ้งซูนั่งอยู่แยกสองฝั่งของโถงใหญ่ หลี่จื้อขมวดคิ้วแน่น มองบิดาเดินไปมา ส่วนหลี่จิ้งซูกลับนั่งนิ่ง กอดกระบี่ของตนไว้แนบอก สีหน้าสงบเยือกเย็นดุจน้ำแข็ง
เพราะก่อนหน้านี้จวนหลี่ปลดคนรับใช้ออกไปหลายส่วน เหลือคนอยู่ไม่มากนัก ตอนนี้ในเรือนใหญ่มีเพียงสาวใช้กับเด็กรับใช้แค่แปดคนเท่านั้น บรรยากาศในห้องเงียบงันจนแทบอึดอัด ทุกคนมีสีหน้าหวาดหวั่น ไม่รู้จะทำอย่างไรดี
พอเห็นหลี่หลิงกับอนุฉียนเดินเข้ามา สีหน้าของคนในห้องก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย
โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ “โบย” กับ “พระราชทานสมรส” ที่เพิ่งผ่านไป ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างอันซื่อ หลี่จื้อ และหลี่จิ้งซูกับอนุเฉียนและหลี่หลิงซับซ้อนยิ่งนัก
หลี่เสวียนหมิงหันมาเห็นทั้งสอง สีหน้าก็เข้มขึ้นทันที ตวาดเสียงดัง
“พวกเจ้ามาเสียตอนนี้เองหรือ!”
เห็นเสื้อผ้าเปียกปอนของอนุเฉียนกับเสี่ยวเชา เขาเหมือนจะโกรธจัด แต่พอเหลือบเห็นหลี่หลิงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ …ว่าที่ชายาของรัชทายาท เขาก็รีบกลืนโทสะกลับเข้าไป สีหน้าผ่อนคลายลงเล็กน้อย ก่อนเอ่ยเสียงเข้มว่า
“ยังไม่รีบไปนั่งอีก!”
หลี่หลิงกับอนุเฉียนไม่ได้พูดอะไร เพียงหาที่นั่งของตนแล้วนั่งลง ส่วนเสี่ยวเชาก็ยืนอยู่ข้างหลังอนุเฉียน
ไม่นาน เด็กรับใช้กับสาวใช้จากเรือนอื่น ๆ ก็ทยอยวิ่งเข้ามาสมทบ
เด็กรับใช้คนสนิทของหลี่เสวียนหมิงวิ่งกลับมาอีกครั้ง หอบหายใจแรง “นายท่านขอรับ! ทุกคนมาครบแล้วขอรับ เพียงแต่…มีสี่คนที่ล้มป่วยไปแล้ว!”
มือของหลี่เสวียนหมิงที่อยู่ในแขนเสื้อสั่นวูบ แต่ก็ฝืนดุเสียงดัง “ป่วยก็ป่วยไปสิ! จะโวยวายอะไรกันนักหนา! แค่ไม่กี่คน ป่วยแล้วอย่างไร! จะให้ฟ้าถล่มแผ่นดินทลายรึ?! พวกเจ้าไม่รู้จักใช้สมองกันบ้างหรือ!”
เด็กรับใช้ค้อมหัว “ขอรับ ๆ!”
หลี่เสวียนหมิงเดินไปอีกสองก้าว ก่อนพูดเสียงหนักแน่น
“เรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้ คงเป็นเพียงโรคระบาดเท่านั้น!”
เพียงโรคระบาด…
หลี่เสวียนหมิงไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่ง เขาจะเอ่ยคำนี้ด้วยน้ำเสียงโล่งอก เพราะต่อให้โรคระบาดจะน่ากลัวเพียงใด มันก็ยังดีกว่าความหวาดกลัวที่ไร้คำอธิบายเช่นนี้
“ตอนนี้ คนที่ยังไม่ป่วย ให้เลือกคนแข็งแรงสักสี่ห้าคน ไปยกพวกที่ล้มป่วยไปขังไว้ที่ห้องเก็บฟืน ห้ามใครเข้าใกล้ นอกจากเวลาอาหารเช้า กลางวัน เย็นไปให้ จงใส่กลอนขังไว้ตลอดจนกว่าจะหาย! อย่าให้แพร่เชื้อไปทั่ว!”
“ขอรับ!”
หลี่เสวันหมิงหันไปถามหลี่จิ้งซู “แล้วอาจารย์สอนวิชาของเจ้าเล่า อยู่ที่ไหน?”
หลี่จิ้งซูส่ายหน้าเบา ๆ สีหน้าเรียบเฉย “ไม่ทราบเจ้าค่ะ”
หลี่เสวียนหมิงถอนหายใจ คงหนีกลับบ้านไปแล้วแน่ ๆ ดูท่าจวนหลี่ก็คงต้องพึ่งตัวเองเสียแล้ว
เขากล่าวต่อ “ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ทุกคนในจวนต้องอยู่แต่ในเรือนใหญ่ ห้ามออกไปไหนเด็ดขาด! หากมีผู้ใดล้มป่วยอีก จะได้รีบย้ายไปที่ห้องเก็บฟืนทันที รอจนฝนหยุด ค่อยไปตามหมอมาตรวจรักษาพร้อมกัน ส่วนในตอนนี้ เรามีคุณหนูใหญ่ ซึ่งเป็นผู้มีวรยุทธมนุษย์ขั้นต่ำอยู่ที่นี่ ไม่มีใครกล้าอาละวาดแน่!”
“ขอรับ!”
พอได้ยินเช่นนั้น บ่าวไพร่ทั้งหลายเหมือนจะใจชื้นขึ้นมาบ้าง ต่างก็เริ่มลงมือทำตามคำสั่ง บางคนไปย้ายคนป่วย บางคนขนของจำเป็นมารวมไว้ในเรือนใหญ่
หลี่หลิงนั่งนิ่งอยู่ในโถงใหญ่ ไม่พูดสักคำ
ยามอยู่พร้อมหน้าทั้งครอบครัว นางในฐานะบุตรสาวที่เกิดจากอนุภรรยา มักไร้ตัวตนเสมอ
ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน…นางเพียงนั่งเงียบ ฟังหลี่เสวียนหมิงออกคำสั่งเสียงดัง
แต่ในใจกลับรู้สึกประหลาดนัก เพราะนางรู้สึกว่าหลี่จิ้งซูที่นั่งฝั่งตรงข้าม เหมือนจะคอยเหลือบมองมาทางนางเป็นระยะ พอหลี่หลิงหันไปสบตาอีกฝ่าย กลับเห็นหลี่จิ้งซูก้มมองกระบี่ในอ้อมแขนเหมือนเดิม สีหน้านิ่งสงบดุจหิน
ยังไม่ทันที่หลี่หลิงจะคิดให้ถ่องแท้ ท่านเจ้าขุนก็สั่งงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว
เมื่อมองเห็นบ่าวไพร่วุ่นวายจัดการกันไปคนละทิศ หลี่หลิงกลับรู้สึกประหลาดใจ
ในสายตาของนางที่ผ่านมา หลี่เสวียนหมิงเป็นเพียงพ่อผู้ลำเอียงคนหนึ่ง ถึงขั้นยอมให้ลูกสาวคนรองสวมรอยเข้าคัดเลือกสนมแทนบุตรสาวคนโตของตน จนหลี่หลิงไม่อาจมองว่าเขาเป็นหัวหน้าครอบครัวที่ยุติธรรมได้เลย
แต่เพียงชั่วครู่ที่ผ่านมา เขากลับสามารถควบคุมสถานการณ์ได้หมดจด ด้วยไม่กี่คำพูด เขากลบความกลัวของทุกคนในจวนลงได้อย่างเด็ดขาด
หลี่หลิงแอบคิดในใจ
นี่หรือคือพลังของ “เจ้าบ้านหัวโบราณ” ที่แท้จริงในยุคนี้…?
แต่สิ่งที่นางไม่รู้ก็คือ ใจของเขาในตอนนี้ ก็สับสนไม่ต่างกัน
สิ่งที่เขาพูดและทำทั้งหมดนั้น ล้วนมาจากสิ่งที่ได้ยินจากข้าราชการคนอื่น ๆ ก่อนกลับจากที่ว่าการ พวกนั้นพูดกันไปมา เขาก็จำมาใช้ต่อโดยแทบไม่รู้ว่าถูกหรือผิด
เขายังจำได้ดี ว่าท่านฉินเจียไถ่ ขุนนางที่สนิทกับตนที่สุด เคยพูดไว้ว่า
“รอดูสถานการณ์ให้ชัด หรือรอคำสั่งจากเบื้องบนก่อนจะเคลื่อนไหว”
แต่หลังพูดจบ ท่านฉินยังไม่ทันได้กลับถึงบ้าน ก็ล้มลงตรงหน้าศาลาว่าการเลย บัดนี้ศพของเขาอาจยังถูกทิ้งไว้ตรงนั้น ยังไม่ทันถูกส่งกลับบ้านด้วยซ้ำ
เรื่องทั้งหมดในวันนี้…มันคืออะไรกันแน่?!
ในวันประกอบพิธีบวงสรวง กลับเกิดปรากฏการณ์ประหลาด ฝนสีแดงโปรยลงมาทั่วฟ้า ผู้คนล้มลงโดยไร้สาเหตุเหมือนหมดสติ ลมหายใจแผ่วรวยริน ราวกับกำลังจะสิ้นใจในอีกไม่ช้า
หรือว่า…
คำพยากรณ์เรื่อง “วันสิ้นโลก” ที่จารึกไว้ในตำราโบราณนั้น…กำลังจะเป็นจริงขึ้นมาแล้ว?!
คิดถึงตรงนี้ ขาของหลี่เสวียนหมิงก็สั่นระริก เขาเดินอย่างเชื่องช้าไปยังเก้าอี้ แล้วทรุดตัวลงนั่งอย่างหมดเรี่ยวแรง
…………………………………………………………………………………………………………………………………
บทที่ 19 เตรียมพร้อมไว้ย่อมไม่พลาดพลั้ง
หลังจากพาอนุเฉียนกับเสี่ยวเชาไปยังเรือนเล็กในลานหน้าเรือนใหญ่ เพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าที่เปียกชุ่มจนเลอะเทอะ หลี่หลิงก็นั่งลงพลางถือถ้วยชาอุ่น ๆ ไว้ในมือ จิบทีละน้อยอย่างเงียบ ๆ
อนุเฉียนเห็นสายตาของหลี่หลิงเหม่อลอยไปไกล ก็เอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
“จิ้งจิ้ง เจ้าเป็นอะไรไปหรือ? กลัวใช่หรือไม่? อย่ากลัวเลย มีแม่อยู่ตรงนี้ มีเสี่ยวเชาอยู่ด้วย เรื่องพวกนี้ปล่อยให้พ่อเจ้าจัดการเถอะ ไม่มีอะไรหรอกลูก”
“ข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะ” หลี่หลิงฝืนยิ้มอ่อน ๆ
แม้จะพูดว่า “ไม่เป็นไร” แต่ในใจนางกลับเหมือนระเบิดลูกใหญ่กำลังทำงาน…
บ้าเอ๊ย! อยู่ดี ๆ จากโลกศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดสุดสะดวกสบาย ต้องทะลุมิติมาเจอวันสิ้นโลกเนี่ยนะ?!
วันสิ้นโลกเลยนะ!!
นี่มันเรื่องตลกอะไรของสวรรค์กันแน่!
หลี่หลิงเพิ่งจะได้ลิ้มรสชีวิตของคุณหนูตระกูลขุนนางไม่กี่วันเอง วันดี ๆ ที่ใฝ่ฝันยังไม่ทันจะเริ่มเลยแท้ ๆ ความฝันที่อยากไปเป็นเจ้าคนนายคนอยู่แถบเจียงหนานยังเพิ่งวาดไว้ในหัวเมื่อคืนก่อนแท้ ๆ!
แต่ตอนนี้... ทุกอย่างพังหมดสิ้น!
วันสิ้นโลกจริง ๆ เหรอเนี่ย!
ทะลุมิติมาโลกไหนไม่มา ดันมาอยู่ใน “วันสิ้นโลกแบบโบราณ” อีกต่างหาก!
หลี่หลิงสูดลมหายใจลึก ตั้งสติ แล้วพยายามนึกถึงหนังและนิยายวันสิ้นโลกที่เคยดูในยุคก่อน...
แล้วจู่ ๆ นางก็ลุกพรวดขึ้น!
“เป็นอะไรไปจิ้งจิ้ง?” อนุเฉียนวางถ้วยชาลง รีบเดินเข้ามาใกล้
หลี่หลิงยิ้มปลอบ “ท่านแม่ ข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ท่านกับเสี่ยวเชาพักก่อนเถอะ ข้ามีเรื่องอยากเรียนท่านพ่อ ข้าจะไปที่โถงใหญ่สักหน่อย”
“แน่ใจหรือ? ให้แม่ไปด้วยดีหรือไม่?” อนุเฉียนถามเสียงเต็มไปด้วยความกังวล
“ไม่ต้องหรอกเจ้าค่ะ” หลี่หลิงส่ายหน้า “ท่านแม่ร่างกายอ่อนแออยู่แล้ว แผลเก่าก็เพิ่งหาย อีกทั้งวันนี้ยังตกใจมากนัก ท่านกับเสี่ยวเชาพักก่อนเถอะ ข้าไปไม่นานก็กลับมา”
อนุเฉียนจึงพยักหน้า “ก็ได้ เช่นนั้นก็อย่าช้านัก”
หลี่หลิงก้าวฉับ ๆ ไปยังโถงใหญ่
ภายในนั้น หลี่เสวียนหมิง อันซื่อ หลี่จื้อ และหลี่จิ้งซูยังคงนั่งอยู่
พอเห็นหลี่หลิงเดินเข้ามา อันซื่อก็ขมวดคิ้วทันที “เจ้ามาทำอะไรที่นี่?”
หลี่หลิงไม่สนใจนาง เดินตรงไปหาหลี่เสวียนหมิง “ท่านพ่อ ลูกมีเรื่องจะขอเรียนเจ้าค่ะ”
ยังไม่ทันที่หลี่เสวียนหมิงจะพูดอะไร อันซื่อก็เอ็ดแทรกเสียงดัง “ที่นี่ไม่ใช่ที่ให้เจ้ามาพูดพล่อย ๆ!”
หลี่หลิงยังคงพูดด้วยสีหน้ามั่นคง “ท่านพ่อ ตอนนี้สถานการณ์ไม่ปกติ เราควรส่งคนออกไปสืบข่าวเจ้าค่ะ”
หลี่เสวียนหมิงถอนหายใจหนัก “เฮ้อ...เจ้าดูฟ้าฝนก่อนสิ จะให้ออกไปได้อย่างไร?”
นอกหน้าต่าง ฝนสีแดงยังคงตกกระหน่ำลงมาไม่หยุด พื้นดินเต็มไปด้วยหยาดฝนสีเลือด ไหลรินเป็นทางเหมือนสายโลหิตไม่มีที่สิ้นสุด
ใครจะกล้าออกไปท่ามกลางภาพน่าสะพรึงนั้นเล่า หลี่เสวียนหมิงเองก็ไม่อาจสั่งใครออกไปเสี่ยง
เมื่อเห็นว่าหลี่เสวียนหมิงไม่ได้ตำหนิที่หลี่หลิงที่กล้าพูดกลางโถง อันซื่อก็กัดริมฝีปากอย่างขุ่นเคือง แล้วหันหน้าไปอีกทาง
หลี่หลิงรู้ดีว่าตอนนี้ฝนยังตกอยู่ ออกไปย่อมอันตรายยิ่ง จึงกล่าวต่ออย่างจริงจัง
“เจ้าค่ะ เพราะเช่นนั้น เราควรรอจนฝนหยุด แต่เมื่อฝนหยุดแล้ว เราต้องรีบทำสี่อย่าง หนึ่ง…ส่งคนไปสืบข่าวภายนอก สอง เชิญหมอหลวงมาดูคนป่วย สาม เฝ้าระวังประตูเรือนให้แน่นหนา และสี่…ต้องรีบซื้อเสบียงเก็บไว้เจ้าค่ะ”
“ซื้อเสบียง?” หลี่เสวียนหมิงเลิกคิ้วด้วยความตกใจ สามข้อแรกเขาก็คิดไว้แล้ว แต่ข้อสี่นี่ทำให้เขาชะงักไป
อยู่ในเมืองหลวงที่มั่งคั่งเช่นนี้ จะกลัวอดอยากได้อย่างไร? แม้แต่ตอนสงคราม เขายังไม่เคยอดข้าวเลยด้วยซ้ำ
“เจ้าค่ะ” หลี่หลิงพยักหน้าแน่น “ต้องเตรียมไว้เจ้าค่ะ”
ในใจของหลี่หลิง นางเองก็ยังไม่แน่ใจว่าวันสิ้นโลกในโลกโบราณเช่นนี้ จะมาในรูปแบบไหนกันแน่
แต่สิ่งหนึ่งที่นางรู้ดีจากหนังและนิยายในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดก็คือ…
เมื่อวันสิ้นโลกมา สิ่งของธรรมดาที่เคยหาง่าย จะกลายเป็นของล้ำค่าในทันที ทุกอย่างที่กินหรือใช้ได้ จะกลายเป็นของหมดแล้วหมดเลย ไม่มีทางหามาใหม่ง่าย ๆ อีกต่อไป
ถ้าพวกเขายังมีชีวิตอยู่ในสถานการณ์นี้ สิ่งแรกที่ต้องทำก็คือ…หาทางไม่ให้ “อดตาย”!
“เตรียมเสบียงไว้ ย่อมดีกว่าไม่มี” หลี่หลิงย้ำอีกครั้ง “มีของไว้ก่อน ปลอดภัยไว้ดีกว่ามานั่งเสียใจภายหลัง”
หลี่เสวียนหมิงยังนิ่งคิดอยู่ แต่หลี่จิ้งซูกลับลุกขึ้นทันที กล่าวขึ้นอย่างเห็นด้วย
“น้องหญิงพูดถูกเจ้าค่ะ ท่านพ่อ หากฝนหยุดแล้ว สี่อย่างนี้ต้องทำก่อนสิ่งอื่นใด เตรียมพร้อมไว้ ย่อมไม่พลาดพลั้ง”
หลี่จิ้งซูพูดพลางเหลือบตามองหลี่หลิง พร้อมรอยยิ้มบางที่อ่านไม่ออก…คล้ายจะสื่อว่า
หลีจิ้งจิ้ง...เจ้ามิได้ธรรมดาเลยจริง ๆ
หลี่เสวียนหมิงถอนหายใจ “เจ้าพูดมีเหตุผลนัก เช่นนั้นรอฝนหยุดก่อนเถอะ แล้วค่อยว่ากันอีกที”
เมื่อพูดจบ เขาก็หันมามองหลี่หลิงอีกครั้ง แววตาซับซ้อน
ไม่น่าแปลกใจเลย ที่องค์รัชทายาทจะโปรดนาง ทั้ง ๆ ที่ไม่มีความสามารถพิเศษใด ๆ นางดูอ่อนโยนเงียบขรึม แต่กลับมีความคิดเป็นแบบแผน...
คงเพราะเก่งเรื่องเอาอกเอาใจเช่นนี้กระมัง ถึงทำให้รัชทายาทที่ไม่เคยแลหญิงใดตกหลุมรักได้ในคราวเดียว…
ถ้าหลี่หลิงรู้ว่าท่านพ่อกำลังคิดอะไรอยู่ตอนนี้ นางคงจะอ้าปากค้างจนคางแทบหลุดแน่
บรรดาอันซื่อกับหลี่จื้อที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ต่างมองหลี่หลิงอย่างไม่อยากเชื่อสายตา เด็กสาวขี้กลัวคนเดิมคนนั้น ไหนเลยจะกล้าเสนอความเห็นเช่นนี้ได้!
ในเหตุการณ์ใหญ่ระดับฟ้าเปลี่ยนสี นางกลับนั่งคิดแก้ปัญหาได้อย่างมีเหตุผลราวกับคนละคน!
ฝนสีแดงนั้นตกไม่หยุดตลอดทั้งวันทั้งคืน
ไม่มีใครรู้เลยว่า ฝนนี้จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ “วันสิ้นโลก” ที่แท้จริง
และจะนำพาความเปลี่ยนแปลงเช่นไร มาสู่เมืองหลวง จักรวรรดิ์ต้าโจว... และโลกทั้งใบนี้
ผู้คนมากมายเฝ้ามองร่างของคนที่ล้มลงโดยไม่รู้สาเหตุ
ผู้คนอีกจำนวนมากนั่งมองฟ้าสีหม่นแดงอยู่ทั้งคืน ไม่กล้าหลับตา
ความหวาดกลัวได้แผ่ซ่านไปทั่วทุกหัวระแหง
ตำนานที่เล่าขานในคัมภีร์โบราณ…โลกนี้เริ่มต้นจากวันสิ้นโลก และสุดท้ายก็จะจบลงด้วยวันสิ้นโลก…
ใครเลยจะคิดว่ามันจะเป็นจริง
และเมื่อวันนั้นมาถึง ทุกความสุข ทุกความทุกข์ ทุกการแก่งแย่ง…ล้วนไร้ความหมาย
ภายใต้ท้องฟ้าที่มืดมิดไร้แสงดาว
ผู้คนนับไม่ถ้วนจ้องมองขึ้นไปอย่างหวาดหวั่น
พรุ่งนี้...จะยังมี “วันพรุ่งนี้” อยู่หรือไม่?
(จบบท)