- หน้าแรก
- คัมภีร์งามล้ำฟ้า ขอข้าครองยุทภพ
- บทที่ 11-13
บทที่ 11-13
บทที่ 11-13
บทที่ 11 คือหลี่จิ้งซู!
หลังจากเชิญหมอมาตรวจชีพจรให้ท่านแม่ แล้วค่อยๆ ต้มยา ป้อนยา จากนั้นก็ช่วยเสี่ยวเชากับทายาที่แผ่นหลังของท่านแม่ เสร็จธุระทั้งหมดใช้เวลานานพอสมควร พอทุกอย่างเรียบร้อย หลี่หลิงมองร่างของท่านแม่ที่นอนหลับอยู่บนเตียง ร่างกายอ่อนแรงจนทรุดคุกเข่าลงกับพื้น
“คุณหนูรอง!” เสี่ยวเชาตกใจ รีบเข้ามาพยุง
หลี่หลิงจับมือเสี่ยวเชาไว้ พยุงตัวขึ้นแล้วนั่งลงข้างเตียงของเฉียนอี้เหนียง ถอนหายใจเบาๆ
“ช่วงก่อนข้าล้มป่วย ร่างกายก็เลยอ่อนแอไปหน่อย…วันนี้เรื่องมันยุ่งนัก ข้าเลยเหนื่อยนิดหน่อยเท่านั้น”
เห็นสีหน้าของหลี่หลิงขาวซีด แถมยังมีรอยเขียวคล้ำจางๆ เสี่ยวเชาก็น้ำตาคลอ
“คุณหนูรองเพิ่งหายป่วย ร่างกายยังไม่แข็งแรงเลยเจ้าค่ะ ท่านรีบไปพักเถิด ปล่อยให้ข้าคอยดูแลนายหญิงเองเจ้าค่ะ”
หลี่หลิงโบกมือเบาๆ “ยังไม่ดึกเท่าใด ข้านอนไม่หลับหรอก ข้านั่งอยู่กับท่านแม่ก่อนก็แล้วกัน พอถึงดึกๆ ข้าคงทนไม่ไหว หลับไปเองแน่ๆ ตอนนั้นเจ้าค่อยมาเฝ้าแทนข้า”
เสี่ยวเชาพยักหน้า ดวงตาแดงเรื่อ “คุณหนูรอง มือของท่านก็มีรอยแผลจากแส้ ข้าจะทายาให้ก่อนนะเจ้าคะ”
นางระมัดระวังทายาให้หลังมือของหลี่หลิงเสร็จ จึงค่อยปิดประตูออกไปเงียบๆ
สายลมฤดูใบไม้ผลิยังคงทิ้งไอเย็นเฉียบ ความหนาวยามค่ำช่างเยือกเย็นราวสายน้ำ ในห้องเงียบกริบ
ทั้งวันวันนี้วุ่นวายไม่หยุด จิตใจของหลี่หลิงปั่นป่วน แต่เมื่ออยู่ในห้องเงียบๆ แบบนี้ ทุกสิ่งเหมือนเพิ่งจะสงบลง
หลี่หลิงนั่งนิ่งข้างเตียงของเฉียนอี้เหนียง มองเหม่อลอยอยู่พักใหญ่
ตั้งแต่หลงเข้ามาในโลกนี้หลายเดือนแล้ว นางก็ยังไม่รู้เลยว่าตัวเองใช้ชีวิตแบบไหนกันแน่ ทุกวันที่ผ่านมาราวกับอยู่ในละครเรื่องหนึ่ง ทุกอย่างลอยๆ เลือนๆ เหมือนฝัน
จนถึงวันนี้ ตอนนี้เองหลี่หลิงถึงได้ตระหนักชัด ว่านี่คือชีวิตจริงของตน มีเลือดเนื้อ มีความเจ็บปวดจริงๆ
คำว่า “ชีวิตแหลมคมดั่งคมมีด เฉียบเย็นดุจน้ำแข็ง” ตอนนี้มันอยู่ตรงหน้า ไม่ใช่แค่ถ้อยคำในหนังสืออีกต่อไป
ร่างกายอ่อนแอ ไม่มีอำนาจ ไม่มีวรยุทธติดตัว ชะตาชีวิตกลับอยู่ในกำมือของผู้อื่นทุกเมื่อ…สิ่งเหล่านี้แหละ คือโลกใบนี้ คือความจริงทั้งหมดของนาง
“น้ำ…”
เสียงแหบพร่าของเฉียนอี้เหนียงดังขึ้น
หลี่หลิงเหลือบมอง เห็นนางครึ่งหลับครึ่งตื่น ก็รีบลุกไปตักน้ำอุ่นมา ป้อนอย่างระมัดระวัง
เมื่อวางถ้วยลงแล้วหันกลับมา ก็เห็นเฉียนอี้เหนียงลืมตาขึ้นพอดี
“ท่านแม่เจ้าคะ” หลี่หลิงคุกเข่านั่งข้างเตียง เอียงตัวเข้าใกล้ เอ่ยเรียกเบาๆ
เฉียนอี้เหนียงซีดเซียวแต่ก็มีรอยยิ้มบางๆ บนใบหน้า มือหนึ่งยันตัวขึ้นนิดๆ หลี่หลิงรีบช่วยประคองให้นอนตะแคงเฉียง เฉียนอี้เหนียงถามเสียงแผ่ว
“จิ้งจิ้ง…แม่ได้ยินมาว่า วันนี้ในจวนมีพระราชโองการจากเบื้องบน…ฝ่าบาททรงพระราชทานหลี่จิ้งซูให้เป็นชายาขององค์รัชทายาทใช่หรือไม่…เป็นเจ้า… หรือเป็นนางกันแน่?”
“เป็นข้าเจ้าค่ะ” หลี่หลิงตอบช้าๆ “เป็นข้าเอง ตอนอยู่ในวังข้าได้พบองค์รัชทายาทโดยบังเอิญ วันนี้ที่พระองค์พูดถึง…ก็คือข้านั่นแหละ”
เฉียนอี้เหนียงนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนมองหลี่หลิงด้วยสายตาอ่อนโยน
“จิ้งจิ้ง เจ้าบอกแม่มาสิ…เจ้าต้องการจะเข้าตำหนักตะวันออกจริงๆ หรือ?”
เจ้า…อยากเข้าตำหนักตะวันออกหรือไม่?
หลี่หลิงมีน้ำตาคลออยู่ในดวงตา
ในโลกใบนี้...มีเพียงเฉียนอี้เหนียงเท่านั้นที่จะถามนางด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเช่นนี้
“เจ้าคิดอย่างไรหรือ?”
“เจ้าต้องการหรือไม่?”
นอกจากเฉียนอี้เหนียงแล้ว…ไม่มีใครเลยที่สนใจว่าหลี่หลิง “คิด” อย่างไร ไม่มีใครแยแสว่า “นางอยากหรือไม่อยาก”
“เจ้าต้องการเข้าตำหนักตะวันออกหรือไม่?”
แน่นอน…หลี่หลิงไม่อยาก!
สิ่งที่นางอยากที่สุด…คือได้กลับไปยังโลกเดิมของตนเอง!
ในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด แม้จะเต็มไปด้วยความฟุ้งเฟ้อ ความโลภ และการแข่งขันอันบ้าคลั่ง แต่นั่นคือโลกที่นางยังเป็น “มนุษย์ที่ได้รับความเคารพ” อย่างแท้จริง!
แต่ในตอนนี้...นางไม่มีแม้แต่โอกาสจะเลือก
หลี่หลิงยิ้มออกมา ยิ้มที่คล้ายล้อเลียนโชคชะตาของตนเอง
“ข้าน่ะหรือ? ข้าอยากจะเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งยุทธภพต่างหากล่ะ! ฮ่าๆๆ! ถ้าข้าแข็งแกร่งที่สุดในใต้หล้า ข้าก็จะตั้งสำนักของตัวเอง แล้วพาท่านแม่กับเสี่ยวเชามาอยู่ด้วยกัน! เราจะได้อยู่กันอย่างมีความสุขทุกวัน!”
นางยิ้มแหยๆ อย่างทีเล่นทีจริง “แต่ข้าก็รู้อยู่ ว่ามันเป็นไปไม่ได้หรอก ใต้หล้านี้มีตั้งกี่คนที่ฝันอยากเป็นยอดยุทธอันดับหนึ่ง ข้าว่าการได้เข้าไปอยู่ในตำหนักตะวันออกก็ไม่เลวเลย…ได้กินดีอยู่ดี เสื้อผ้างดงาม มีนางข้าหลวงคอยรับใช้ อีกอย่างข้าเคยเห็นองค์รัชทายาทแล้ว พระองค์รูปงาม มีมารยาท รู้จักกาลเทศะจริงๆ เจ้าค่ะ”
แต่พอพูดถึงคำว่า “รู้จักกาลเทศะ” จู่ๆ หลี่หลิงก็รู้สึกแปลกในใจอย่างบอกไม่ถูก
นางไม่เข้าใจเลย เหตุใดองค์รัชทายาทถึงต้องไปทูลขอพระราชทานสมรสกับนาง?
หรือเป็นเพราะเรื่อง “สาวงามเสียความบริสุทธิ์ในวัง” นั้น เกี่ยวพันกับเกียรติยศของฝ่าบาทและพระองค์เอง การแต่งนางเข้าวังเลยเป็นวิธีปิดเรื่องที่ง่ายที่สุด?
หรือว่า…พระองค์นั้นมีจิตใจแบบ “สุภาพบุรุษโบราณ” ที่เห็นร่างหญิงสาวแล้วต้องรับผิดชอบ จึงตั้งใจจะอภิเษกนาง?
ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุใด หลี่หลิงก็ไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ ไม่มีแม้แต่สิทธิ์ตั้งคำถาม ทางเดียวที่เปิดอยู่ตรงหน้า คือยอมจำนนต่อราชโองการ และก้าวเข้าสู่ตำหนักตะวันออก
และชายผู้นั้น…องค์รัชทายาทที่นางเคยเจอเพียงครั้งเดียว จะกลายเป็น “สามี” ของนาง
หลังฟังคำพูดทั้งหมด เฉียนอี้เหนียงมีสีหน้าครุ่นคิด
หลี่หลิงหัวเราะบางๆ “เป็นอะไรหรือเจ้าคะท่านแม่ ข้าแค่พูดเล่นเท่านั้นเอง ถึงข้าจะชอบการฝึกวรยุทธ แต่ก็รู้ว่ามันเป็นเพียงฝันลมๆ แล้งๆ ตอนนี้ในจวนไม่อนุญาตให้ข้าฝึก ข้าว่าการเข้าไปอยู่ในตำหนักตะวันออกก็ดีเหมือนกัน เผื่อองค์รัชทายาทจะโปรดปราน แล้วข้าจะได้มีโอกาสฝึกวรยุทธก็ได้!”
พูดไปก็พลางคิดไปด้วย ตอนนี้ตัวนางเองอ่อนแอจนใครๆ ก็สามารถผลักหรือตีได้ตามใจ เรื่องจะต่อต้านราชโองการ…ช่างน่าขัน!
ต่อให้หนีก็หนีไม่พ้น…ถ้าเช่นนั้นก็มองในแง่ดีเสียเถิด
ในจวนหลี่นั้น ไม่มีทางได้ฝึกวรยุทธอยู่แล้ว แต่ถ้าเข้าไปอยู่ในตำหนักตะวันออก หากทำให้องค์รัชทายาทพอพระทัย บางทีพระองค์อาจเมตตา ให้นางได้ฝึกบ้างก็ได้
เข้าไปในตำหนักตะวันออก อย่างน้อยก็ยังมี “โอกาสหนึ่ง”
เฉียนอี้เหนียงกล่าวเบาๆ “แม่เข้าใจแล้ว”
แน่นอน…นางเข้าใจดี ลูกสาวคนนี้ของนาง…จิ้งจิ้ง เป็นเด็กอ่อนโยน ว่าง่าย ไม่ชอบโต้เถียงใคร แม้ช่วงหลังจะกล้าและเข้มแข็งขึ้น แต่ในใจยังคงไม่อยากขัดแย้งกับผู้อื่น
สิ่งที่จิ้งจิ้งต้องการ ไม่ใช่การครองโลกด้วยกำลัง แต่เป็นการ “ไม่ให้ใครรังแกนางได้อีก” และอยากให้ทุกคน “มองเห็นคุณค่าในตัวนาง”
แต่ถ้าเข้าไปในตำหนักตะวันออกจริงๆ…ที่รออยู่เบื้องหน้า คือการแก่งแย่งชิงดีไม่รู้จบ
การต่อสู้ในวังหลวงนั้นโหดร้ายกว่าที่ใด เด็กสาวตัวคนเดียวที่ไม่มีอำนาจ ไม่มีวรยุทธ คิดจะรอดในที่แบบนั้น…มันยากยิ่งกว่าปีนภูเขาหิมะ!
อย่าว่าแต่จะเอาชนะใจองค์รัชทายาทเลย แค่จะ “มีชีวิตรอด” ก็ถือว่ามหัศจรรย์แล้ว
เฉียนอี้เหนียงยกมือขึ้นลูบเส้นผมของหลี่หลิง ยิ้มอ่อนโยน
“แม่เข้าใจเจ้าดีอยู่แล้ว”
“ท่านแม่ เหนื่อยหรือไม่? อยากพักหน่อยหรือไม่เจ้าคะ?” หลี่หลิงถามเบาๆ
เฉียนอี้เหนียงส่ายหน้า “ตอนบ่ายแม่นอนพักไปมากแล้ว ตอนนี้ยังไม่ง่วง แล้วเจ้าล่ะจิ้งจิ้ง เหนื่อยหรือไม่?”
“ยังไม่เหนื่อยเลยเจ้าค่ะ” หลี่หลิงยิ้ม “แม้ฟ้าจะมืดแล้ว แต่ในสายตาข้า ตอนนี้ยังไม่มืดเท่าใด ยังไม่ถึงเวลานอนเจ้าค่ะ”
ในความคิดของหลี่หลิง ตอนนี้เพิ่งจะหนึ่งทุ่มกว่าๆ ในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด ใครจะหลับตอนนี้กันเล่า!
เฉียนอี้เหนียงหัวเราะเบาๆ “งั้นเจ้าก็มานั่งคุยกับแม่สักหน่อยเถิด”
“เจ้าค่ะ” หลี่หลิงยกเก้าอี้ไม้ตัวเล็กมาวางข้างเตียง มือหนึ่งพาดขอบเตียง “ท่านแม่ ข้ามีเรื่องหนึ่งที่คิดเท่าไรก็ไม่เข้าใจ อยากจะถามท่านเสียหน่อย”
เฉียนอี้เหนียงยิ้มบาง “ว่ามาเถิด”
หลี่หลิงพูดช้าๆ “ข้าไม่เข้าใจเลยว่า…หลี่จิ้งซู นางคิดอะไรอยู่กันแน่?”
นางนึกถึงเหตุการณ์วันนี้…ตอนที่หลี่จิ้งซูพูดประโยคหนึ่งอย่างไร้ต้นสายปลายเหตุว่า “หลี่จิ้งจิ้ง เจ้าช่างทำให้ข้าประหลาดใจจริงๆ” แล้วก็หันหลังเดินจากไป
“เมื่อก่อนบ่าวไพร่ในจวนชอบกลั่นแกล้งเรา มักเอาแต่น้ำแกงใสๆ กับข้าวจืดๆ มาให้กิน” หลี่หลิงเบ้ปาก “แต่ท่านแม่รู้หรือไม่? หลี่จิ้งซูเคยแอบส่งกล่องอาหารมาให้ข้าด้วย”
“เป็นกล่องอาหารของนางเองเลยเจ้าค่ะ ข้างในมีแต่ของดีๆ ทั้งนั้น ยังไม่ถูกแตะต้องเลย” หลี่หลิงพูดยิ้มๆ “อีกทั้งอร่อยมากด้วย”
แต่แล้วนางก็ขมวดคิ้ว “เมื่อก่อนตอนพวกเขาให้ข้าไปแทนนางในการคัดเลือกสาวงาม ข้ายังคิดว่าเป็นความคิดของมารดานาง…แต่วันนี้”
หลี่หลิงถอนหายใจยาว “วันนี้พอนางเห็นข้าจับมือมารดาของนางไว้ นางก็เตะข้าทันที ตอนนั้นข้าเลยคิดว่า คนที่ให้ข้าไปแทนนางในการคัดเลือกนั้น…อาจเป็นหลี่จิ้งซูเองก็เป็นได้”
…………………………………………………………………………………………………………………………………
บทที่ 12 คืนนั้น...ไร้ซึ่งนิทรา!
เฉียนอี้เหนียงตอนแรกได้ยินหลี่หลิงเรียกชื่อ “หลี่จิ้งซู” ตรงๆ ไม่ได้เรียกว่า “พี่สาวใหญ่” ก็อดไม่ได้ที่จะถอนใจอยู่ในใจ แต่พอได้ฟังหลี่หลิงพูดว่าถูกนางเตะเข้าให้ เฉียนอี้เหนียงถึงกับหน้าถอดสี
“คุณหนูใหญ่เตะเจ้าหรือ?!” เฉียนอี้เหนียงตกใจทั้งห่วงทั้งกลัว รีบจะลุกขึ้นมาจากเตียง แต่แรงกระชากทำให้บาดแผลสะเทือนจนเหงื่อเย็นผุดบนหน้าผาก นางไม่สนใจตัวเองเลย เอาแต่ถามด้วยความร้อนใจ
“จิ้งจิ้ง! เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง? ยังเจ็บอยู่หรือไม่? คุณหนูใหญ่มีวรยุทธนะ! นางจะกล้าเตะเจ้าได้อย่างไรกัน?!”
พูดจบก็รีบจะลงจากเตียง “นางทำร้ายเจ้า! แผลแบบนี้ปล่อยไว้ไม่ได้ ต้องรีบให้หมอมาดูเดี๋ยวนี้!”
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ไม่เป็นไรจริงๆ เจ้าค่ะ! ท่านแม่อย่าตกใจไปเลย!” หลี่หลิงรีบประคองให้นางนอนกลับลงไป “หลี่จิ้งซูเตะเบาๆ เองเจ้าค่ะ ข้ารู้สภาพร่างกายตัวเองดี ไม่เป็นไรจริงๆ”
เฉียนอี้เหนียงยังไม่วางใจ “จริงหรือ?”
หลี่หลิงพยักหน้าแรงๆ เดิมทีอยากจะกระโดดขึ้นโชว์ให้เห็นว่าไม่เป็นไร แต่พอนึกถึงร่างกายตัวเองที่ยังอ่อนแอ ก็ได้แต่ยิ้มแห้งๆ พยักหน้าแทน
เฉียนอี้เหนียงหลับตา ถอนหายใจเบาๆ “จิ้งจิ้ง…เรื่องวันนี้ แม่ยังไม่ได้ถามเจ้าเลยว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่? เจ้าไปทำอะไรให้ฮูหยินเอกโกรธเข้าหรือ?”
“ท่านแม่อย่าเพิ่งกังวลเลย ข้าจะเล่าให้ฟังเองเจ้าค่ะ”
หลี่หลิงก็เริ่มเล่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นในวันนี้ ตั้งแต่ต้นจนจบ ก่อนสรุปว่า
“ตอนแรก หลี่จิ้งซูนางยังจงใจชะลอฝีมือ เหมือนตั้งใจจะช่วยข้า แต่พอข้าไปห้ามไม่ให้มารดานางตีข้า นางกลับเตะข้าทันที ทั้งสองอย่างนางทำอย่างไม่ลังเลเลย ข้าก็ไม่เข้าใจว่านางคิดอะไรอยู่กันแน่?”
“อืม… ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง” เฉียนอี้เหนียงถอนหายใจ “ที่แท้จิ้งจิ้งของแม่ชอบการฝึกวรยุทธถึงเพียงนี้ แม่นี่ไม่รู้เลย ส่วนคุณหนูใหญ่…ตอนแรกแม่ก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน แต่พอคิดดูดีๆ ก็พอจะเดาได้บ้างแล้ว”
สายตาของเฉียนอี้เหนียงทอดยาว มองไปยังฉากกั้นในห้อง
“แม่ว่าคุณหนูใหญ่นางก็ยังมีความเมตตาอยู่บ้างในใจ”
“ตอนนางช่วยเจ้า ก็เพราะนางช่วยได้ง่าย ไม่ต้องเดือดร้อนตัวเอง การยื่นมือช่วยน้องสาวต่างมารดาอย่างเจ้า นั่นคือความเมตตาของนาง”
“แต่ในขณะเดียวกัน นางก็เห็นแก่ ‘ความใกล้ชิดทางสายเลือด’ มากกว่า เจ้าเป็นน้องสาวที่เกิดจากอนุ ส่วนมารดาของนางคือฮูหยินเอกของบ้านนี้ เพื่อแม่แท้ๆ ของตน นางย่อมทำได้ทุกอย่าง แม้ต้องทำร้ายเจ้า”
หลี่หลิงพยักหน้าเบาๆ “ที่แท้เป็นเช่นนี้นี่เอง ท่านแม่พูดแล้วข้าเข้าใจขึ้นเยอะเลยเจ้าค่ะ...นางช่วยข้า เพราะเห็นข้าเป็นน้องต่างมารดา แต่พอเป็นเรื่องของมารดานางเอง ข้าก็ไม่มีค่าเท่าฝุ่นในสายตานาง”
“ใช่แล้ว” เฉียนอี้เหนียงพยักหน้า “ถ้าวันหนึ่งเจ้ามีเรื่องกับคนอื่น คุณหนูใหญ่คงช่วยเจ้าแน่ แต่ถ้าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับมารดานาง…นางก็ย่อมจะเข้าข้างมารดาอย่างไม่ลังเล”
“อย่างนี้ก็นับว่ามีเหตุผลอยู่บ้าง แม้จะไม่ยุติธรรมเลยก็ตาม…” หลี่หลิงถอนหายใจ “ว่าแต่ท่านแม่เคยคิดหรือไม่ ว่าครั้งนั้นที่ให้ข้าไปแทนนางเข้าวัง จริงๆ แล้ว เป็นนางที่ตั้งใจเอง?”
เฉียนอี้เหนียงนิ่งคิด “แม่เองก็ไม่แน่ใจ แต่แม่ว่าเป็นไปได้ที่สุดก็คือ…คุณหนูใหญ่คงบอกกับฮูหยินเอกว่าตนไม่อยากไป ไม่อยากกินยาทำร้ายร่างกาย ฮูหยินเอกเลยยุพ่อเจ้าให้ส่งเจ้าเข้าไปแทน คุณหนูใหญ่รู้อยู่เต็มอก หรืออย่างน้อยก็คงคาดได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น…แต่ก็เลือกจะไม่สนใจ”
“ฮึ…” หลี่หลิงหัวเราะเย็น “รู้อยู่แก่ใจว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่ก็ทำเป็นไม่แยแสสินะ…”
เฉียนอี้เหนียงเอื้อมมือมาจับมือนางไว้แน่น “บางทีในใจคุณหนูใหญ่ คำว่า ‘เมตตา’ คงสู้คำว่า ‘ผลประโยชน์ของตนเอง’ ไม่ได้หรอกนะ”
หลังพูดประโยคนั้น สายตาของเฉียนอี้เหนียงก็มองไปที่หลี่หลิง พลันนึกในใจ
ถ้าสักวันหนึ่ง หากต้องทำร้ายคนอื่นเพื่อรักษาชีวิตของลูกสาวนางไว้…นางก็คงจะเลือกทำเหมือนคุณหนูใหญ่เช่นกัน
ถ้าวันใดมันเกี่ยวข้องกับ “ชีวิตของจิ้งจิ้ง” แล้วละก็…
นางก็จะไม่พูดถึงความถูกต้อง ไม่พูดถึงความเมตตา ไม่พูดถึงความยุติธรรม ขอเพียงลูกของนางรอดปลอดภัย แม้ต้องกลายเป็น “คนเลว” ที่ตัวเองไม่อยากเป็น…นางก็ยอม
หลังฟังจนจบ หลี่หลิงกลับรู้สึกเหนื่อยล้าอย่างประหลาด เรื่องของหลี่จิ้งซู นึกไปนึกมาก็ช่างน่าเบื่อเหลือเกิน
นางซบหน้าลงกับข้างเตียงของเฉียนอี้เหนียง พูดเสียงเบา “ในจวนนี้ มีเพียงท่านแม่ที่รักข้า และเสี่ยวเชาที่ข้าไว้ใจได้เท่านั้น…”
เฉียนอี้เหนียงมองลูกสาวที่ยังเยาว์นัก ใจแทบจะสลาย
ลูกของนาง… ควรจะเติบโตอย่างสุขสบาย ไร้กังวล ได้หัวเราะทุกวัน ไม่ใช่ผอมแห้ง อ่อนแรง และหม่นเศร้าเช่นนี้เลย
ไม่นานนัก เสียงแผ่วของบานประตูดังขึ้น เสี่ยวเชาผลักเข้ามาเบาๆ แล้วก็เห็นภาพตรงหน้า…หลี่หลิงหลับอยู่ข้างเตียงของเฉียนอี้เหนียงอย่างเงียบสงบ
เฉียนอี้เหนียงมองหลี่หลิงที่หลับสนิทอยู่ข้างเตียง แล้วพูดเสียงแผ่ว “คุณหนูรองหลับแล้วล่ะ เจ้าช่วยไปจัดฟูกนุ่มๆ ที่มุมห้อง แล้วค่อยพานางไปนอนตรงนั้นเถิด”
“เจ้าค่ะ” เสี่ยวเชาพยักหน้ารับเบาๆ
ไม่นาน เสี่ยวเชาก็จัดที่นอนเรียบร้อย เฉียนอี้เหนียงถอนหายใจแผ่ว “ร่างข้านี้แทบไม่มีแรงเลย เสี่ยวเชา...ช่วยพาข้าไปเข้าห้องน้ำหน่อย”
“เจ้าค่ะ”
เสี่ยวเชาประคองอย่างระมัดระวัง ระหว่างนั้น เฉียนอี้เหนียงจับมือเสี่ยวเชาไว้แน่น พูดเสียงเบาแทบเป็นกระซิบ
“รออีกไม่ได้แล้ว...”
เสี่ยวเชานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าช้าๆ “ก่อนหน้านี้ข้าก็พยายามห้ามไม่ให้ท่านเสี่ยง แต่ตอนนี้...ข้าเองก็เห็นด้วยเจ้าค่ะ เราอยู่ในจวนนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว ถ้าฝืนอยู่ ทั้งท่านกับคุณหนูรองคงป่วยหนักแน่ๆ”
เฉียนอี้เหนียงน้ำตาคลอ “ใช่...เดิมข้าแค่หวังจะได้อยู่อย่างสงบสุข แต่ดูท่าแล้ว...คงต้องเสี่ยงอีกครั้งจริงๆ”
คืนนั้น ทั้งเฉียนอี้เหนียงและเสี่ยวเชา…ไม่ได้นอนแม้แต่น้อย ดวงตาทั้งคู่เบิกกว้างอยู่ในความมืด
แต่ในจวนหลี่...ผู้ที่นอนไม่หลับ คงไม่ได้มีเพียงพวกนางสองคน
เรือนใหญ่ของจวนหลี่
อันซื่อพลิกตัวไปมาหลายรอบ จนทนไม่ไหวลุกขึ้นนั่ง
“ท่านพี่! เรื่องนี้...ให้จิ้งซูของเราไปแทนได้หรือไม่—”
“อย่าแม้แต่จะคิด!” หลี่เสวียนหมิงตวาดเสียงต่ำ “องค์รัชทายาททรงเคยพบนางมาก่อน! ข้าจะพูดอีกครั้ง องค์รัชทายาทเคยพบนางมาก่อน! เจ้าจะให้จิ้งซูเข้าไปแทนหรือ? จะหาที่ตายหรืออย่างไร!”
“แต่ว่า...แต่ว่าจิ้งซูกับนางหน้าตาคล้ายกันตั้งเจ็ดส่วน!”
หลี่เสวียนหมิงหน้าแดงก่ำ “พอได้แล้ว! เจ็ดส่วนรึ? ต่อให้เก้าส่วนก็ไม่พอ! เจ้าอย่าคิดว่าองค์รัชทายาทเป็นคนตาบอด! อย่าลืมสิ พระองค์เคยตรัสกับนางมาก่อนด้วยซ้ำ! นางน่ะอ่อนโยนบอบบาง ส่วนจิ้งซูของเจ้านี่สิ! ฝึกวรยุทธวันละสามเวลา จะต่อยใครกี่คนก็คงไหว!”
เขากดเสียงต่ำลง “เรื่องนี้มันปิดได้แค่ ‘บน’ ไม่ใช่ ‘ล่าง’ เข้าใจหรือไม่! ถ้าถูกจับได้ คือโทษประหารยกตระกูล! เจ้าควรคิดหาวิธีจัดการคนในจวนให้เงียบกว่านี้ ปล่อยพวกบ่าวเก่าแก่ออกไปทั้งหมด จะได้ไม่เหลือร่องรอย แล้วค่อยรับพวกใหม่เข้ามาอีกชุดหนึ่ง แค่นั้นพอ! อย่าหวังว่าจะหลอกองค์รัชทายาทได้เลย นั่นมันทางตายชัดๆ!”
อันซื่อเงียบกริบ ไม่กล้าตอบโต้
หลี่เสวียนหมิงถอนหายใจยาว “องค์รัชทายาทโปรดปรานจิ้งจิ้ง นั่นเพราะชอบลักษณะเรียบร้อยอ่อนโยนของนาง เจ้าคิดหรือว่าจิ้งซูของเจ้าจะปลอมเป็นแบบนั้นได้หรือ? ต่อให้นางแกล้งทำได้ พระองค์คงจะโปรดหรือ?”
อันซื่อเอนตัวนอนลง พลิกหันหลังให้เขา ดวงตาเบิกกว้างอยู่ในความมืดไม่พูดอีกสักคำ
หลี่เสวียนหมิงเองก็หลับไม่ลง
เรื่องที่องค์รัชทายาททูลขอสมรสกับหลี่จิ้งจิ้ง นั้นทำให้เขาทั้งดีใจและหวาดหวั่นในคราเดียวกัน
ดีใจ เพราะลูกสาวคนรองที่ไม่เคยมีความโดดเด่นอะไร กลับกลายเป็นหญิงที่องค์รัชทายาททรงสนพระทัย นับว่าเกียรติสูงส่งเกินฝัน
แต่หวั่น เพราะวิธีที่นางได้รู้จักองค์รัชทายาท มาจากการ “สวมรอยเข้าคัดเลือกสาวงาม” ซึ่งนั่นคือความผิดใหญ่ระดับ “หลอกลวงเบื้องสูง” มีโทษถึงประหารทั้งตระกูล!
ในจวนหลี่ตอนนี้ บ่าวไพร่ทุกคนต่างก็รู้จักทั้งคุณหนูใหญ่และคุณหนูรอง แต่ไม่มีใครรู้เรื่องการสวมรอย ถ้าจัดการปล่อยพวกเดิมออกจากจวนโดยอ้างว่า “ทำบุญสะเดาะเคราะห์ให้คุณหนูใหญ่” แล้วค่อยรับคนใหม่เข้ามาให้จำหน้าคุณหนูทั้งสองใหม่เสีย เรื่องก็คงปิดได้แน่นหนา
เพียงแต่...บ่าวคนสนิทอย่างเสี่ยวเชา คงรู้เรื่องอยู่บ้าง คนพวกนี้...ต้องหาวิธี “จัดการ” อย่างระมัดระวัง
เรื่องนี้เกี่ยวพันถึงชีวิตของทุกคนในจวน หลี่เสวียนหมิงคิดวนไปวนมาอยู่บนเตียง แต่สุดท้ายก็ยังหลับไม่ลง
และอันซื่อ...ก็ไม่ต่างกัน
ทุกครั้งที่นางหลับตา ภาพดวงตาแข็งกร้าวของหลี่จิ้งจิ้งในตอนที่ถูกตบหน้าก็จะลอยขึ้นมาอีกครั้ง
แววตาแบบนั้น...คนแบบนั้น...ถ้าได้เข้าไปในตำหนักตะวันออกจริงๆ ถ้ากลายเป็นนกเฟิ่งหวงเหนือฟ้า...วันหนึ่งนาง (อันซื่อ) คงไม่มีวันอยู่อย่างสงบสุขอีกต่อไปแน่
แววตาคู่นั้น...หากไม่ให้มันดับลงตลอดกาล นางก็คงไม่มีวันหลับตาได้อย่างสบาย...
…………………………………………………………………………………………………………………………………
บทที่ 13 ชีวิตของคุณหนูตระกูลขุนนาง
ไม่กี่วันต่อมา ก็ถึงเวลาที่เหล่าพระชายาพระสนมชุดใหม่จะเข้าวัง
ส่วนกำหนดการที่หลี่หลิงจะเข้าตำหนักตะวันออกนั้น ถูกวางไว้ “หลังจากนั้นหนึ่งเดือน” เพื่อให้แยกออกจากกลุ่มนั้นอย่างชัดเจน
หลี่เสวียนหมิงถึงกับไปเลือก “ยาดีที่สุด” มามอบให้หลี่หลิงด้วยตัวเอง
เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่เขาพูดจาอ่อนโยนแบบ “บิดาเมตตา บุตรกตัญญู” กับหลี่หลิงได้ขนาดนี้
หลี่หลิงก็เพียงพยักหน้ารับเบาๆ ด้วยท่าทีเรียบร้อยอ่อนน้อม เป็นภาพคุณหนูรองผู้อ่อนแอที่ไม่กล้าเถียงสักคำ ทำเอาหลี่เสวียนหมิงอึดอัดจนต้องรีบหันหลังกลับออกไป
แต่ก่อนจะออกจากห้อง เขายังพึมพำกับตัวเองเสียงเบาๆ อย่างไม่เข้าใจ
“รสนิยมขององค์รัชทายาทนี่ช่าง... ช่างน่าประหลาดจริงๆ”
สำหรับหลี่เสวียนหมิง หนึ่งเดือนนี้ถือเป็นช่วงเวลาที่ดีให้แผลจากแส้บนหลังมือของหลี่หลิงได้หายเป็นปกติ โดยไม่ทิ้งรอยแผลเป็นไว้
แต่สำหรับหลี่หลิง หนึ่งเดือนนี้คือโอกาสสุดท้ายที่นางจะได้อยู่กับเฉียนอี้เหนียงอย่างสงบ
พอหลี่เสวียนหมิงจากไป นางก็รีบเอายาที่ได้มาส่งให้เฉียนอี้เหนียงทันที
แม้ในใจจะรู้ดีว่าแผลของตนมีเพียงเล็กน้อย แต่แผลบนหลังของเฉียนอี้เหนียงนั้นเต็มไปด้วยรอยแส้และรอยฟกช้ำเก่าใหม่ปะปนกันไปหมด
แต่ถึงอย่างนั้น เฉียนอี้เหนียงกลับไม่เคยลืมว่าหลี่หลิงเองก็มีแผลอยู่บนมือเช่นกัน ทุกครั้งที่ทายา เฉียนอี้เหนียงต้องให้แน่ใจก่อนว่ามือของจิ้งจิ้งทายาเรียบร้อยดีแล้ว ถึงจะยอมให้ตนเองนอนลงทายาบ้าง
เพียงแค่วันเดียว ข่าวก็แพร่กระจายไปทั่วทั้งเมืองหลวง
“บุตรสาวคนโตของขุนนางกรมโยธาขั้นห้าหลี่เสวียนหมิง คุณหนูหลี่จิ้งซู ได้รับพระราชทานสมรสกับองค์รัชทายาท!”
ว่ากันว่าได้รับพระราชทานยศเป็น “พระชายาตำแหน่งเหลียงตี้ขั้นสี่” ซึ่งถือว่าสูงกว่าพระสนมทั่วไปมากนัก เกียรติยศนี้ เทียบได้กับหญิงที่ได้แต่งเข้าสู่ราชสกุลโดยตรง
ไม่นานนัก บรรดาขุนนางทั้งหลายต่างก็แห่มาเยี่ยม มอบของกำนัลและกล่าวคำยินดีไม่ขาดสาย
หลี่เสวียนหมิง ข้าราชการตัวเล็กๆ ตำแหน่ง “ขุนนางกรมโยธาชั้นห้า” ที่แทบไม่มีใครรู้จักมาก่อน จู่ๆ ก็กลายเป็นคนที่ใครๆ ก็อยากคบหา
ไม่เพียงเพื่อนร่วมงานในกรมจะรีบประจบเอาใจ แม้แต่ “รองเสนาบดีกรมโยธา” ซึ่งเป็นถึงชั้นสาม ก็ยังเรียกเขาเข้าไปคุยด้วยเอง!
ระหว่างพูดคุยยังเอ่ยชมว่า หลี่เสวียนหมิงทำงานมาหลายปีไม่เคยมีข้อผิดพลาด พร้อมพูดเป็นนัยๆ ว่า “ปลายปีนี้ตำแหน่งเลื่อนแน่” จากชั้นห้ารองเป็น “เจ้ากรมชั้นห้าแท้” คงไม่มีปัญหา
หลี่เสวียนหมิงอยู่ในตำแหน่งเดิมมานานถึงเก้าปี ไม่มีผลงานโดดเด่น ทั้งไม่เคยก่อเรื่องผิดพลาด อยู่ในระดับ “มีแต่ชื่อไม่มีคนจำได้” เห็นคนรุ่นเดียวกันเลื่อนขั้นไปเรื่อยๆ เขาได้แต่กลืนความน้อยเนื้อต่ำใจลงคอ
แต่คราวนี้...
ลูกสาวคนที่เขาเคยคิดว่า “ไม่มีค่า” กลับกลายเป็นคนที่ทำให้เขาเงยหน้าขึ้นได้อย่างภาคภูมิ!
นับแต่นั้น หลี่เสวียนหมิงเดินไปที่ใดก็มีแต่รอยยิ้มเต็มหน้า พอใครชมก็ทำท่าถ่อมตัว แต่สีหน้าแดงปลั่ง ยิ้มไม่หุบเลยทีเดียว
เมื่ออารมณ์ดี เขาก็หันมาเอาใจเฉียนอี้เหนียงกับหลี่หลิง ส่งข้าวของดีๆ ให้ไม่ขาดปาก
พวกสาวใช้และบ่าวในเรือนเห็นนายท่านเริ่มให้ความสำคัญกับคุณหนูรองและเฉียนอี้เหนียง แล้วก็รีบเปลี่ยนท่าทีทันที ต่างพากันยกมือเคารพ พูดจานอบน้อมยิ่งกว่าเดิม ทั้งยังจัดอาหารเครื่องใช้กลับมาให้ครบตามส่วนเหมือนเดิมทุกอย่าง
หลี่หลิงเองก็เพิ่งได้สัมผัส “ชีวิตคุณหนูตระกูลขุนนาง” อย่างแท้จริง
มีข้าวของดีๆ ส่งเข้ามาไม่หยุด บ่าวรับใช้พูดจานอบน้อม ยิ้มให้ทุกวัน ไม่ต้องห่วงเรื่องอาหารหรือเสื้อผ้าแม้แต่น้อย เป็นครั้งแรกตั้งแต่มาอยู่ในโลกนี้ ที่นางรู้สึกว่า...การเป็น “คุณหนูยุคโบราณ” ก็ไม่เลวเท่าไรนัก
แต่ความสุขนั้นก็ไม่ได้อยู่กับทุกคน...
พออันซื่อรู้ข่าวว่าหลี่เสวียนหมิงส่งของดีๆ ไปให้หลี่หลิง นางก็ “ป่วย” ทันที
ตอนนี้เพราะข่าวการพระราชทานสมรส หลี่เสวียนหมิงกำลังรุ่งพุ่งแรงในกรมโยธา
และนั่นก็ทำให้บรรดา “ภรรยาขุนนาง” ทั้งหลายพากันมาสานสัมพันธ์กับ “ฮูหยินหลี่” อย่างอุ่นหนาฝาคั่ง
อันซื่อต้องนั่งรับแขกทุกวัน ยิ้มตอบทุกคำแสดงความยินดีจนแก้มปวด แต่ในใจกลับอึดอัดราวจะระเบิด
เพราะนางรู้ดี…ว่าคนที่จะเข้าตำหนักตะวันออก ไม่ใช่ “ลูกสาวแท้ๆ ของนาง” แต่เป็น “หลี่จิ้งจิ้ง” ที่แอบสวมรอยต่างหาก!
ถ้าผู้ที่จะอภิเษกเป็น “หลี่จิ้งซู” ลูกสาวของนางจริงๆ ล่ะก็ นางคงได้อวดกับบรรดาภรรยาขุนนางจนหัวเราะไม่หยุดแน่ แต่ตอนนี้กลับต้องนั่งยิ้มให้คนมาร่วมแสดงความยินดี ทั้งที่ในใจอยากจะอาเจียนเสียให้ได้!
ขณะเดียวกัน เหล่าภรรยาขุนนางที่รู้จักกันดีก็เริ่มซุบซิบ
“อันซื่อนี่ พอได้เป็นแม่ของพระชายาองค์รัชทายาทก็ทำหยิ่งเชียว ไม่ยอมให้ใครได้เห็นหน้าคุณหนูใหญ่สักคน!”
“คนยังไม่ได้เข้าวังเลย ยังไม่ได้เป็นราชวงศ์แท้ๆ ก็เริ่มผยองแล้ว!”
อันซื่อได้ยินเข้าก็แทบอยากกรีดร้อง แต่ได้แต่กลืนความคับแค้นไว้ในใจ
เพราะสตรีพวกนั้น แม้ไม่เคยเห็นหลี่จิ้งจิ้ง แต่ก็เคยเจอ “หลี่จิ้งซู” ตัวจริงอยู่บ้าง
แล้วในตอนนี้...ถ้าจะให้พวกนางมาดู “คุณหนูหลี่จิ้งซู” อีกครั้ง…
นางจะให้ดู “คนไหน” กันดีล่ะ…?
ต้องรู้ไว้ว่า “หลี่จิ้งซู” เมื่อเข้าตำหนักตะวันออกไปแล้ว ในฐานะพระชายาระดับเหลียงตี้นั้น ย่อมไม่อาจพบปะผู้คนนอกวังได้ง่ายๆ และตราบใดที่ “หลี่จิ้งซูตัวจริง” ยังเก็บตัวไม่ออกหน้าไม่พบใคร
ผ่านไปสักปีสองปี เมื่อรูปโฉมทั้งสองเปลี่ยนแปลงบ้าง ก็สามารถอ้างได้ว่า “พี่น้องหน้าคล้ายกัน” แล้วเรื่องราวเก่าก็จะถูกปิดตายไปโดยสมบูรณ์
เพราะเช่นนั้นเอง อันซื่อจึงไม่กล้าแม้แต่จะให้ใครได้พบ “หลี่จิ้งซู” ตัวจริงอีก!
ถ้าเกิดมีใครจำได้ขึ้นมา ก็เท่ากับขุดหลุมฝังตัวเองนั่นแหละ!
ทุกวันนางต้องคอยปฏิเสธเหล่าภรรยาขุนนางที่ผลัดกันมาเยี่ยม บางคนตำแหน่งสูงกว่านางหลายขั้น นางก็ยังต้องกัดฟันปฏิเสธให้ได้ กดดันจนแทบหายใจไม่ออก
แล้วพอได้ยินว่าหลี่เสวียนหมิงส่งของดีๆ ไปให้เฉียนอี้เหนียงกับหลี่หลิงอีก…
อันซื่อก็ “ล้มป่วย” ทันที
หลังจากนั้นก็ปิดประตูไม่รับแขกอีกเลย
ข่าวในจวนหลี่เป็นไปในทิศทางเดียวกันทุกคน
“ฤดูใบไม้ผลินี้อากาศเปลี่ยนกะทันหัน ฮูหยินเอกได้รับลมหนาวจนไม่สบาย คุณหนูใหญ่จึงต้องอยู่เฝ้าไข้ จึงไม่สะดวกพบผู้ใด”
คราวนี้อันซื่อไม่กล้าอ้างอีกแล้วว่าคุณหนูใหญ่ป่วย เพราะยิ่งพูดก็ยิ่งน่าสงสัย ยิ่งพูดก็ยิ่งจะมีคนถามหา จึงจำใจต้องแกล้งป่วยเสียเองแทน
เวลาค่อยๆ ผ่านไป
คนในจวนหลี่ก็ถูก “ทยอยปล่อยออกจากจวน” ทีละกลุ่ม
พวกคนรับใช้แก่ๆ ที่อยู่มานานก็ได้เบี้ยเลี้ยงแล้วส่งออกไปตามธรรมเนียม ไม่แปลกนัก
แต่คราวนี้...คนรับใช้หนุ่มสาวกลับถูกไล่ออกพร้อมกันหลายสิบคน นับว่าแปลกประหลาดยิ่งในสายตาคนทั่วไป
อย่างไรก็ดี จวนหลี่เองก็เป็นเพียงบ้านของข้าราชการชั้นห้าธรรมดา ไม่ได้โดดเด่นในเมืองหลวง
หากไม่ใช่เพราะเรื่อง “พระราชทานสมรสให้หลี่จิ้งซู” ก็คงไม่มีใครสังเกตเลยว่าจวนนี้ปล่อยคนออกครึ่งหนึ่ง
เหลือเพียงบ่าวรับใช้ไม่กี่คน ที่ได้รับความไว้วางใจจากหลี่เสวียนหมิงและอันซื่อเท่านั้นที่ยังอยู่ต่อ
แต่แล้ว วันหนึ่งกลับเกิดเรื่องขึ้น…
บ่าวสาวที่รับใช้ใกล้ชิดคุณหนูใหญ่และคุณหนูรอง ถูกจับได้ว่า “ขโมยของในเรือน”
หลี่เสวียนหมิงโกรธจัด สั่งลงโทษทันที ให้ขายออกไปยังเมืองห่างไกลกันดารที่สุด! ไม่มีโอกาสกลับมาอีก
หลังจากนั้น ไม่นานนัก รอบตัวหลี่หลิงและเฉียนอี้เหนียง ก็เหลือเพียงเด็กสาวเยาว์วัยยังไม่รู้ประสาสองคน กับเสี่ยวเชาคนเดียวที่ยังคงอยู่
ในจวนหลี่ตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นหลี่เสวียนหมิง อันซื่อ เฉียนอี้เหนียง หลี่จิ้งซู หรือหลี่หลิง
ทั้งห้าคนต่างก็รู้ดีในใจ ว่าทำไมต้อง “ขับบ่าวไพร่ออกทั้งหมด”
เฉียนอี้เหนียงไปพบหลี่เสวียนหมิงด้วยตัวเอง พูดเสียงอ่อนว่า
“ตอนนางเข้าไปในวัง ขอให้เสี่ยวเชาได้ตามไปด้วยเถิดเจ้าค่ะ นางรับใช้คุณหนูรองมานาน รู้ใจมากที่สุด”
หลี่เสวียนหมิงนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าช้าๆ “เห็นแก่หน้าเจ้า ก็ให้ตามไปได้”
ก่อนปล่อยตัว เสียงของเขาเข้มขึ้น
“จำไว้นะเสี่ยวเชา ก่อนจะพูดหรือทำสิ่งใด คิดถึงชีวิตตัวเองก่อนเสมอ!”
เสี่ยวเชาค้อมศีรษะทันที “เจ้าค่ะ เสี่ยวเชาจะจดจำไว้!”
เมื่อคนในจวนลดลงไปมาก บรรยากาศก็เงียบผิดปกติ แม้ชีวิตประจำวันยังพอไปได้ แต่ยามค่ำ...การเฝ้าประตูเริ่มหละหลวมกว่าก่อนมาก
สาวใช้คนสนิทของอันซื่อออกจากเรือนไปหลายครั้ง ก็ไม่มีใครสนใจจะถาม
ไม่นานหลังจากนั้น ในช่องลับหลังตู้ไม้ของอันซื่อ ก็ปรากฏ “ห่อผ้ายาขนาดเล็ก” เพิ่มขึ้นมาอย่างลึกลับ...
อีกเพียงครึ่งเดือนเท่านั้น ก่อนวันที่ “หลี่จิ้งซู” จะต้องเข้าวัง
คืนนั้น ท้องฟ้าเต็มไปด้วยดวงดาวระยิบระยับ ราวกับผืนผ้าขาวที่โปรยเม็ดเงินไว้ทั่วผืน
ในเงามืดของลานหลังบ้าน มีร่างสองร่างคลุมด้วยผ้าคลุมยาว เดินแผ่วเบาอย่างระมัดระวัง พอถึงจังหวะที่เวรยามหลังบ้านเผลอหลับ ทั้งคู่ก็แอบเปิดประตูหลังแล้วลอบออกไปจากจวน
เดินได้ไม่ไกลนัก ทั้งสองหยุดลงที่ตรอกเล็กเงียบงัน
คนหนึ่งหยิบของประหลาดยาวๆ รูปทรงคล้ายกระบอกไม้ไผ่ออกมาวางบนพื้น แล้วจุดไฟที่ส่วนปลายของมัน
“ฉี่!” เสียงแหลมเบาๆ ดังขึ้น ก่อนจะ “ปัง!” หนึ่งเสียง
กระบอกไม้นั้นพุ่งขึ้นฟ้าอย่างรวดเร็ว แล้วระเบิดเป็นแสงสีฟ้าสว่างไสวเหนือศีรษะ!
ท่ามกลางเปลวไฟ มีอักษรประหลาดเรืองแสงลอยอยู่กลางอากาศ...
ทั้งสองคนเงยหน้ามองอยู่เงียบๆ ไม่เอ่ยสักคำ
แต่แล้ว...เสียงฝีเท้าเบาๆ ดังขึ้นด้านหลัง
ร่างบางของหญิงสาวคนหนึ่งยืนอยู่ใต้แสงดาว เส้นผมปลิวไปตามลม
“ท่านแม่... เสี่ยวเชา...” หลี่หลิงพูดเสียงเรียบเย็น “พวกท่าน... กำลังทำอะไรกันอยู่หรือ?”
(จบบท)