- หน้าแรก
- ยอดทหารชายแดน ไข่ไก่แลกภรรยา
- บทที่ 327 - โรงทอผ้าหรูอี้
บทที่ 327 - โรงทอผ้าหรูอี้
บทที่ 327 - โรงทอผ้าหรูอี้
บทที่ 327 - โรงทอผ้าหรูอี้
ลู่ซุน รองเสนาบดีกรมอาญาได้ยินดังนั้นจึงระบายความในใจออกมา
"ท่านอัครเสนาบดี การหาเงินย่อมเป็นเรื่องน่ายินดี แต่หากต้องควักเนื้อตัวเองไปอุดหนุนด่านจื่อจิงกวาน มันจะมีวันสิ้นสุดหรือ? นั่นมันหลุมไร้ก้นชัดๆ"
"ข้าน้อยกรงว่าต่อให้บริจาคจนหมดตัว สงครามที่ด่านจื่อจิงกวานก็ยังต้องรบกันต่อไป ต้าเฉียนกว้างใหญ่ไพศาลปานนี้ ขาดเงินบริจาคของข้าน้อยไปสักคนจะเป็นไรไป?"
วาจาของลู่ซุนพูดแทนใจของทุกคนในที่นั้น
ใครบ้างจะไม่รู้ว่าศึกที่ด่านจื่อจิงกวานตึงเครียดเพียงใด ต้องต้านทานพวกเป่ยหมานให้ได้ทุกคนถึงจะมีชีวิตที่สงบสุข
แต่ต้าเฉียนกว้างใหญ่ ขุนนางก็มีมากมาย ขาดข้าบริจาคไปสักคนคงไม่กระไรนัก
คนหนึ่งคิดเช่นนี้ สองคนคิดเช่นนี้ก็แล้วไปเถิด แต่หากทุกคนคิดเช่นนี้ ปัญหาใหญ่ย่อมตามมา
ลู่ซุนประสานมือคารวะหวังจิ่น กล่าวว่า "ท่านอัครเสนาบดี ท่านเปี่ยมด้วยสติปัญญาและกลอุบาย ได้โปรดช่วยคิดหาหนทางให้พวกเราด้วยเถิด!"
หวังจิ่นมีสีหน้าเรียบเฉย ทว่าดวงตาที่กลอกกลิ้งไปมากลับฉายแววเจ้าเล่ห์
"หนทางย่อมมีอยู่แล้ว เจ้าโจวหรงหมู่นี้เป็นอย่างไรบ้าง?"
โจวหรง?
ทุกคนต่างชะงักไปครู่หนึ่ง ซือโค่วกล่าวขึ้นว่า "โจวหรงก็ยังทำตัวสันดานเดิม วันๆ เอาแต่กินดื่มเที่ยวเล่นเสพสุขและกอบโกยเงินทอง"
"ข้าน้อยได้ข่าวว่าเขาเพิ่งรับเงินจากเศรษฐีในเมืองหลวงไปสามพันตำลึง เพื่อฝากฝังบุตรชายของเศรษฐีผู้นั้นเข้าทำงานในกองบัญชาการห้ากรุงฝ่ายใต้"
ซือโค่วเผยสีหน้าดูแคลนออกมาอย่างปิดไม่มิด
"โจวหรงก็แค่หมอและหมอดูครึ่งๆ กลางๆ อาศัยบารมีบุตรสาวจึงได้ดิบได้ดีเป็นถึงผู้บัญชาการกองบัญชาการห้ากรุงฝ่ายใต้ ช่างเป็นคนไร้ความสามารถถึงขีดสุด!"
ดวงตาของชางฮ่าวกลอกไปมา มองไปทางหวังจิ่นแล้วถามว่า "ท่านอัครเสนาบดี หรือท่านคิดจะใช้โจวหรงมารับมือฝ่าบาท?"
หวังจิ่นแค่นเสียงหัวเราะเบาๆ "ฝ่าบาทต้องการให้พวกเราควักเงิน ข้าจะยอมให้พระองค์สมปรารถนาได้อย่างไร? โจวหรงผู้นั้นทั้งโลภมาก ตระหนี่ถี่เหนียว และเห็นแก่เงินยิ่งกว่าชีวิต"
"บุตรสาวสุดที่รักของเขากำลังตั้งครรภ์มังกร กำลังได้ใจและรุ่งโรจน์ถึงขีดสุด มิสู้ปล่อยให้เขาได้ใจยิ่งกว่านี้อีกสักหน่อย"
"คนวิสัยทัศน์สั้นเขินเยี่ยงนี้ ใช้ประโยชน์ได้ง่ายที่สุด..."
หวังจิ่นเล่าแผนการในใจให้ทุกคนฟังคร่าวๆ ลู่ซุนปรบมือหัวเราะชอบใจ
ลู่ซุนกล่าวว่า "แผนของท่านอัครเสนาบดีช่างยอดเยี่ยม! ด้วยนิสัยขี้งกของโจวหรง เขาต้องไม่ยอมบริจาคเงินมากมายแน่"
"ขนาดพระญาติผู้สูงศักดิ์ เป็นถึงบิดาตาของฮ่องเต้ยังไม่ยอมบริจาคเงินก้อนโต แล้วฝ่าบาทจะมีข้ออ้างใดมาบีบให้ขุนนางอย่างพวกเราบริจาคเงินมากกว่าเขา? เยี่ยม! เยี่ยมยอด!"
เมื่อปัญหาหนักอกถูกขจัดไป ทุกคนต่างดื่มกินกันอย่างสำราญใจจนถึงยามจื่อจึงแยกย้ายกันไป
ก่อนออกจากห้องรับรอง ซือโค่วรองเสนาบดีกรมกลาโหมจงใจรั้งอยู่ต่อ เพื่อขอความช่วยเหลือจากอัครเสนาบดีหวังจิ่น
หมู่นี้ซือโค่วกำลังประสบปัญหาหนักอก บุตรชายหัวแก้วหัวแหวนของเขา 'ซืออวี่' เป็นนายกองรักษาด่านจื่อจิงกวาน
หลังจากศึกด่านจื่อจิงกวานปะทุขึ้น ซืออวี่ได้เขียนจดหมายมาหาซือโค่วหลายฉบับ ขอให้บิดาช่วยวิ่งเต้นโยกย้ายเขาออกจากด่านจื่อจิงกวานเสียที
ทว่าซืออวี่เป็นถึงนายกองหลักของด่านจื่อจิงกวาน ซึ่งปัจจุบันมีอวี๋จิ้นเป็นผู้บัญชาการรบ
อวี๋จิ้นย่อมไม่ยอมให้ซืออวี่ถอนตัวออกไป ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจของกองทัพ
ซือโค่วใช้อิทธิพลเส้นสายวิ่งเต้นไปทั่ว เดิมทีเรื่องเกือบจะสำเร็จแล้ว แต่กลับถูกจ้าวเจี๋ยเสนาบดีกรมกลาโหมขัดขวางไว้
เหตุผลของจ้าวเจี๋ยนั้นเรียบง่ายยิ่ง ซืออวี่เป็นนายกองรักษาด่าน การรบกำลังดุเดือด หากนายกองถูกเรียกตัวกลับเมืองหลวง ทหารหาญที่ด่านจื่อจิงกวานจะคิดเห็นอย่างไร?
ซือโค่วเจรจากับจ้าวเจี๋ยเรื่องนี้หลายครั้ง แต่จ้าวเจี๋ยก็ยืนกรานไม่ยอมท่าเดียว
ด้วยความเป็นห่วงความปลอดภัยของบุตรชายสุดที่รัก ซือโค่วจึงมาขอร้องต่อหน้าหวังจิ่น
"ใต้เท้าซือ เป่ยหมานกำลังบุกตีด่านจื่อจิงกวาน ดวงตานับไม่ถ้วนกำลังจับจ้องสถานการณ์ที่นั่น คำขอของท่านทำให้ข้าลำบากใจยิ่งนัก!"
คิ้วของหวังจิ่นกระตุกเล็กน้อย ตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"ท่านอัครเสนาบดี! ข้าน้อยมีบุตรชายหัวแก้วหัวแหวนเพียงคนเดียว ภายภาคหน้าเขายังต้องสืบทอดตระกูลซือของข้า"
"ขอท่านอัครเสนาบดีเห็นแก่ที่ข้าน้อยรับใช้ท่านเยี่ยงม้าลามาหลายปี ช่วยข้าน้อยสักครั้งเถิด!"
ซือโค่วโขกศีรษะคำนับหวังจิ่นครั้งใหญ่ ขอเพียงหวังจิ่นยอมช่วยชีวิตซืออวี่
หวังจิ่นเห็นท่าทีของซือโค่วเช่นนั้น ก็ถอนหายใจ "ใต้เท้าซือ มิใช่ข้าจะว่าท่านหรอกนะ แต่ท่านตามใจบุตรชายคนนี้จนเกินไปแล้ว"
"เขาเป็นถึงนายกอง มิใช่พลทหารเลวทั่วไป จะอันตรายสักเพียงใดเชียว? สถานะของบุตรชายท่านพิเศษ มีคนจับจ้องอยู่มากมาย"
"ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้หากเรียกตัวเขากลับมา ท่านจะต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย"
หวังจิ่นดึงแขนซือโค่ว พยุงเขาให้ลุกขึ้น
"เอาเถิด อีกหนึ่งเดือน ให้เขาอดทนอยู่ที่ด่านจื่อจิงกวานอีกสักเดือน ให้หาทางทำให้ตัวเองได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย แล้วค่อยอ้างว่า 'ป่วย' ถึงตอนนั้นข้าจะย้ายเขากลับมาเอง"
หนึ่งเดือน?
หัวใจของซือโค่วบีบตัวแน่นด้วยความห่วงใยในความปลอดภัยของซืออวี่ แต่ในเมื่อท่านอัครเสนาบดีเอ่ยปากถึงขนาดนี้ ก็นับว่าไว้หน้าเขามากแล้ว
ซือโค่วจึงจำต้องข่มความกังวลไว้ แล้วกล่าวขอบคุณหวังจิ่น
...
ต้าเฉียนกำลังเผชิญมรสุม สงครามยืดเยื้อยาวนาน แม้แต่ดินแดนที่มั่งคั่งอย่างเจียงหนานก็ได้รับผลกระทบจากสงคราม ผู้คนขวัญผวา
ฮ่องเต้จูฮวนแห่งต้าเฉียนทรงกลัดกลุ้มเรื่องงบประมาณกองทัพแนวหน้าจนพระเกศาแทบขาวโพลน ไม่เพียงสั่งระงับการซ่อมแซมตำหนักในวัง
พระองค์ยังทรงทำตัวเป็นแบบอย่างในราชสำนัก ประกาศ "ลดรายจ่าย มัธยัสถ์อดออม" จนทำให้ "กระแสความประหยัด" แพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวง
...
รัชศกจิ่งไท่ปีที่สาม ต้นเดือนสิบเอ็ด ณ เหลียวตง
ในขณะที่ดินแดนอื่นของต้าเฉียนกำลังเผชิญมรสุม เหลียวตงกลับมีทิวทัศน์ที่แตกต่างออกไป
เหลียวตง อำเภอหนิงหยวน หิมะโปรยปราย
เกล็ดหิมะละเอียดไม่อาจบดบังความมงคลของผ้าแพรแดง ไขว่เสียงเป่าธูปให้ติดไฟ แล้วจุดชนวนประทัด
"ฟู่ๆๆ..."
ชนวนไหม้ไฟอย่างรวดเร็ว ครู่ต่อมาประทัดก็เริ่มระเบิดเสียงดังสนั่น
"เปรี้ยงปร้างๆๆ..."
หลินเฟิงและซ่งอวี่เวยยืนอยู่ใต้ป้ายชื่อร้าน ทั้งสองสบตากันยิ้ม ก่อนจะออกแรงดึงเชือกพร้อมกัน
ผ้าแพรแดงร่วงหล่นลงมา เผยให้เห็นป้ายชื่อร้านตัวอักษรทองคำสุกปลั่ง
ตัวอักษรทองคำตัวใหญ่ห้าตัว แม้ไม่มีแสงอาทิตย์สาดส่อง ก็ยังคงเปล่งประกายเจิดจรัส——โรงทอผ้าหรูอี้!
หลังจากใช้เวลาสร้างมากว่าหนึ่งเดือน โรงทอผ้าในตัวอำเภอหนิงหยวนก็สร้างเสร็จสมบูรณ์ในที่สุด
ภายในโรงทอผ้าหรูอี้มีคนงานทั้งหมดสองพันคน ประกอบด้วยช่างปั่นด้ายแปดร้อยคน ช่างทอผ้าแปดร้อยคน และคนงานทั่วไปอีกสี่ร้อยคน
คนงานทั้งสองพันคนนี้ ล้วนเป็นภรรยาหม้ายของทหารเหลียวตงที่พลีชีพในสมรภูมิโยวโจว
เพื่อให้พวกนางทำงานในโรงทอผ้าหรูอี้ได้อย่างหมดห่วง นายอำเภอเซี่ยเหยียนยังได้สร้างบ้านพักจำนวนหนึ่งรอบๆ โรงทอผ้า เพื่อให้ครอบครัวของคนงานได้อยู่อาศัย
นายอำเภอเซี่ยเหยียนยิ้มหน้าบาน กล่าวว่า "ยินดีด้วยน้องหลิน ยินดีด้วยแม่นางซ่ง โรงทอผ้าหรูอี้เปิดกิจการมงคลยิ่ง! ฮ่าๆๆๆ!"
หลินเฟิงก็ยิ้มไม่หุบเช่นกัน "การที่โรงทอผ้าสร้างเสร็จภายในหนึ่งเดือน ต้องอาศัยความช่วยเหลือจากพี่เซี่ยแท้ๆ มาเถิด พวกเราเข้าไปดูกัน"
ภายในโรงทอผ้าแบ่งเขตต่างๆ ไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย มีโกดังเก็บวัตถุดิบ—ฝ้าย มีเขตสำหรับปั่นด้ายโดยเฉพาะ และเขตสำหรับทอผ้า...
"ในโรงทอผ้า ตอนนี้มีกงปั่นด้ายรุ่นปรับปรุงยี่สิบเครื่อง ภายในหนึ่งเดือนป้อมมังกรเหลืองผลิตได้เท่านี้ ยังมีกงปั่นด้ายแบบหัวเดียวอีกแปดสิบเครื่อง รวมเป็นหนึ่งร้อยเครื่อง"
หลินเฟิงยิ้มบางๆ อธิบายให้เซี่ยเหยียนฟัง "กงปั่นด้ายหนึ่งร้อยเครื่องนี้จะดำเนินการโดยช่างปั่นด้ายและช่างทอผ้าที่ชำนาญ ส่วนคนอื่นๆ ให้คอยสังเกตการณ์และเรียนรู้อยู่ด้านข้าง"
"รอให้กงปั่นด้ายรุ่นปรับปรุงและแบบหัวเดียวชุดต่อไปมาถึง กำลังการผลิตของโรงทอผ้าหรูอี้จะสูงกว่านี้มาก"
เซี่ยเหยียนยื่นมือไปลูบกงปั่นด้ายรุ่นปรับปรุง แววตาเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
"น้องหลิน ปัจจุบันกำลังการผลิตของโรงทอผ้าหรูอี้ วันหนึ่งผลิตได้เท่าไหร่?"
หลินเฟิงหันไปมองซ่งอวี่เวย นางเตรียมข้อมูลมาพร้อมแล้ว "ท่านนายอำเภอเซี่ย ขอเพียงโรงทอผ้าหรูอี้เริ่มเดินเครื่อง กำลังการผลิตต่อวันจะอยู่ที่สองร้อยพับเจ้าค่ะ"
สองร้อยพับ? เซี่ยเหยียนพยักหน้าเบาๆ "เพิ่งเริ่มเดินเครื่องก็ได้ขนาดนี้ ถือว่าดีมากแล้ว พวกท่านสองคนตั้งราคาผ้าไว้ที่เท่าไหร่หรือ?"
ตามมาตรฐานของต้าเฉียน ผ้าหนึ่งพับยาวประมาณสามจั้งสอง (ประมาณ 10 เมตร) กว้างหนึ่งช่วงแขนแปดนิ้ว (ประมาณ 60 ซม.) ผ้าป่านขนาดนี้ในท้องตลาดมีราคาประมาณสามร้อยอีแปะ
ส่วน "ผ้ามาตรฐาน" ที่มาจากเจียงหนาน แม้จะเป็นผ้าป่านเหมือนกัน แต่เพราะคุณภาพดีกว่า จึงขายได้ในราคาอย่างน้อยห้าร้อยอีแปะ
หลินเฟิงชูนิ้วชี้ขึ้นมาหนึ่งนิ้ว แล้วกล่าวช้าๆ ว่า "หนึ่งตำลึงเงิน!"