- หน้าแรก
- การฟื้นฟูเรกิ ผมแข็งแกร่งขึ้นได้ ก็เพราะหัวล้านเนี่ยแหละ
- บทที่ 15 ที่มาของเจ้าเต่าชรา
บทที่ 15 ที่มาของเจ้าเต่าชรา
บทที่ 15 ที่มาของเจ้าเต่าชรา
บทที่ 15 ที่มาของเจ้าเต่าชรา
ในขณะที่เย่เสี่ยวหม่านกำลังซดซุปตะพาบน้ำอย่างเอร็ดอร่อย เย่เสี่ยวฝานก็เดินไปที่อ่างเลี้ยงปลา ล้วงเอาลูกปัดสีเขียวขนาดเท่ากำปั้นเด็กออกมาจากกระเป๋า
เขานั่งยองๆ โยนมันลงไปในอ่างปลา แล้วฉีกยิ้มกว้าง "เจ้าปลาน้อย นี่ของแก"
ปลาคาร์ปทองคำกลืนลูกปัดสีเขียวลงไปในคำเดียว จากนั้นก็ดำดิ่งลงไปก้นอ่าง ร่างกายเปล่งแสงสีทองออกมาเป็นระยะๆ
เมื่อเห็นราชาอสูรอีกสามตัวมองตาละห้อยด้วยความอิจฉา เย่เสี่ยวฝานก็พูดอย่างรำคาญใจว่า "ตามคิวสิ ไว้วันหลังฉันค่อยให้พวกแกบ้าง"
"พี่ พึมพำอะไรอยู่? ถ้าไม่มากิน หนูจะซดซุปตะพาบหมดแล้วนะ" เย่เสี่ยวหม่านชะโงกหน้ามองมาด้วยความสงสัย
"มาแล้วๆ" เย่เสี่ยวฝานรีบวิ่งเหยาะๆ กลับไปทันที
...
ณ ตระกูลซู ทันทีที่กลับถึงบ้าน ซูชิงเสวี่ยก็เริ่มเก็บตัวฝึกตนทันที
ไม่นานนัก พลังเลือดปราณอันมหาศาลก็เอ่อล้นเต็มห้อง
เบื้องหลังของเด็กสาว ภาพมายาช้างเทพสี่เชือกค่อยๆ ก่อตัวขึ้น
เมื่อสัมผัสได้ถึงพลังอันเปี่ยมล้นในร่างกาย ดวงตาของซูชิงเสวี่ยก็ฉายแววปิติยินดี
เธอคาดไม่ถึงว่าจะทะลวงขั้นพลังได้ถึงสามแรงคชสารในรวดเดียว
"ตะพาบตัวนั้นเป็นสัตว์อสูรระดับไหนกันแน่? ถึงได้มีสรรพคุณวิเศษขนาดนี้?"
ความสงสัยก่อตัวขึ้นในใจเด็กสาว
ประตูห้องถูกเปิดออก ซูหว่านเอ๋อร์ที่รออยู่ด้านนอกรีบมองเข้ามาทันที "ชิงเสวี่ย เป็นยังไงบ้าง? ทะลวงได้กี่แรงคชสาร?"
ซูชิงเสวี่ยไม่ตอบ แต่ปลดปล่อยภาพมายาช้างเทพออกมาโดยตรง
"สี่... สี่แรงคชสาร"
ซูหว่านเอ๋อร์ทั้งประหลาดใจและดีใจ "ฮ่าฮ่า ดูซิว่าตาแก่พวกนั้นในตระกูล ใครจะกล้าดูถูกหลานอีก?"
...
อีกด้านหนึ่ง เซียวลั่วลี่และฉินเฟิงก็ทะลวงขั้นสำเร็จเช่นกัน
คนแรกทะลวงถึงสี่แรงคชสาร
ส่วนคนหลังทะลวงได้สามแรงคชสาร ก้าวสู่จุดสูงสุดของขอบเขตเลือดปราณด้วยพลังสิบแรงคชสาร
ทั้งสองสบตากัน ต่างฝ่ายต่างเห็นความตื่นตะลึงและความยินดีในแววตาของกันและกัน
ฉินเฟิงถอนหายใจ "ผมล่ะอยากรู้จริงๆ ว่าตะพาบที่รุ่นพี่คนนั้นจับมามีความแข็งแกร่งระดับไหน ถึงได้มีฤทธิ์เดชขนาดนี้"
เซียวลั่วลี่ยิ้มร่า "ถ้าพวกเราไปบ้านเสี่ยวหม่านบ่อยๆ ความแข็งแกร่งต้องก้าวกระโดดแน่ๆ"
ขณะที่ทั้งสองกำลังคุยกัน เซียวเชียนเจวี๋ยก็เดินเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
เมื่อเห็นสีหน้าไม่สู้ดี เซียวลั่วลี่จึงถามด้วยความสงสัย "คุณพ่อ เป็นอะไรไปคะ?"
เซียวเชียนเจวี๋ยไม่ได้ปิดบังและอธิบายว่า "เมื่อครู่มีข่าวมาจากเมืองฐานที่มั่นศูนย์กลางว่า มีราชาอสูรชั้นยอดบุกโจมตีและปะทะกับผู้เฒ่าเฉิน หลังจากบาดเจ็บทั้งสองฝ่าย มันก็หนีมาตามแม่น้ำแยงซี และน่าจะเข้าสู่เขตพื้นที่ของเราแล้ว"
เมื่อได้ยินดังนั้น สีหน้าของทั้งคู่ก็จริงจังขึ้นทันที
ราชาอสูรชั้นยอด คือตัวตนระดับจ้าวผู้ครองพิภพในหมู่สัตว์อสูร
แต่ละตัวล้วนเป็นภัยคุกคามใหญ่หลวงต่อเมืองฐานที่มั่น เหมือนกับราชาอสูรคางคกทองคำเมื่อหลายปีก่อน
ปีนั้น มันนำกองทัพลูกสมุนบุกโจมตีเมืองฐานที่มั่นตะวันตก แม้สุดท้ายจะถูกขับไล่ไปได้ แต่ก็สร้างความเสียหายอย่างหนักให้กับเมือง
ฉินเฟิงอุทาน "ถึงขนาดสู้กับผู้เฒ่าเฉินจนบาดเจ็บทั้งคู่ ดูท่าราชาอสูรตัวนี้จะร้ายกาจมาก"
เจ้าเมืองฐานที่มั่นศูนย์กลางมีชื่อว่า เฉินเทียนทง เป็นตัวตนที่แข็งแกร่งอย่างยิ่ง ไม่ได้ด้อยไปกว่าฉินเจิ้นเทียนเลยแม้แต่น้อย
เซียวเชียนเจวี๋ยกล่าวด้วยสีหน้าหนักใจ "สถานการณ์ต่อจากนี้คงไม่สงบสุขแน่ ก่อนหน้านี้ก็สมุนไพรวิเศษพันปี ตอนนี้ยังมีราชาอสูรชั้นยอดโผล่มาอีก"
เซียวลั่วลี่ถามด้วยความสงสัย "มันเป็นสัตว์อสูรประเภทไหนคะ? มีคลิปหรือรูปถ่ายไหม?"
"ดูเหมือนจะเป็นตะพาบพันปี พลังแกร่งกล้ามาก แทบจะไร้เทียมทานในน้ำ น่าจะมีรูปในข่าวแล้วนะ"
ทันทีที่พูดจบ โทรศัพท์ของเซียวเชียนเจวี๋ยก็ดังขึ้น หลังจากรับสายและพูดคุยไม่กี่คำ เขาก็รีบออกไปอย่างเร่งรีบ
เซียวลั่วลี่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับตะพาบ และพบข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่างรวดเร็ว
เมื่อเห็นรูปตะพาบ รูม่านตาของเด็กสาวก็หดเกร็งเล็กน้อย
ฉินเฟิงถามอย่างสงสัย "ลั่วลี่ เป็นอะไรไป?"
เซียวลั่วลี่ไม่พูดอะไร ยื่นโทรศัพท์ให้ดู "คุณดูเองสิคะ"
ฉินเฟิงรับโทรศัพท์ไปดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น ทันทีที่เห็นตะพาบในรูป ดวงตาของเขาก็หรี่ลงทันที
ตะพาบในรูปหน้าตาเหมือนกับตัวเมื่อกี้ไม่มีผิดเพี้ยน ยกเว้นขนาดตัวที่ต่างกัน นอกนั้นแทบจะเป็นพิมพ์เดียวกัน
ถ้ามีคนบอกว่าสองตัวนี้ไม่เกี่ยวข้องกัน ให้ตายเขาก็ไม่เชื่อ
ทั้งสองสบตากันด้วยความตกตะลึงสุดขีด
พวกเขาเพิ่งจะกินซุปที่ทำจากราชาอสูรชั้นยอดเข้าไป...
ฉินเฟิงยิ้มเจื่อน "ผมชักไม่กล้าจินตนาการถึงความแข็งแกร่งที่แท้จริงของรุ่นพี่คนนั้นแล้วสิ ราชาอสูรชั้นยอดกลับถูกฆ่าง่ายๆ แบบนี้"
เย่เสี่ยวฝานออกไปและกลับมาในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง พร้อมกับหิ้วตะพาบตัวนั้นกลับมา
หักเวลาเดินทางและเวลาค้นหาออก หมายความว่าเย่เสี่ยวฝานใช้เวลาจัดการราชาอสูรชั้นยอดเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น
มีเพียงตัวตนที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกไม่กี่คนเท่านั้นที่ทำเรื่องแบบนี้ได้
เซียวลั่วลี่เองก็ตกใจไม่แพ้กัน ก่อนจะตระหนักได้ว่า "มิน่าล่ะ พวกเราถึงทะลวงขั้นได้เยอะขนาดนี้ ที่แท้มันคือเนื้อและเลือดของราชาอสูรชั้นยอดนี่เอง"
แววตาของฉินเฟิงวูบไหว ในชั่วพริบตานั้น เขาได้ตัดสินใจบางอย่างลงไปอย่างเด็ดขาด
...
"พี่คะ หนูทะลวงขั้นอีกแล้ว"
ในลานบ้านเล็กๆ เย่เสี่ยวหม่านเต็มไปด้วยความตื่นเต้น
เมื่อครู่เธอเพิ่มพลังได้อีกสองแรงคชสาร รวมเป็นสี่แรงคชสารเช่นกัน
อาจเป็นเพราะเธอกินซุปตะพาบน้อยเกินไป หรือด้วยเหตุผลอื่น ทำให้เธอไม่สามารถทะลวงรวดเดียวสามขั้นแบบซูชิงเสวี่ยและเซียวลั่วลี่ได้
เย่เสี่ยวฝานอุทานชม "เสี่ยวหม่าน เธอนี่ยอดเยี่ยมจริงๆ สมกับเป็นน้องสาวของพี่"
เด็กสาวเชิดคางมนขึ้น ดวงตากลมโตคู่สวยฉายแววภาคภูมิใจ
"แน่นอนสิคะ อนาคตหนูจะเป็นราชันยุทธ์ให้ได้เลย"
"อื้ม เธอทำได้แน่" เย่เสี่ยวฝานกล่าวยืนยัน
...
วันรุ่งขึ้น เย่เสี่ยวฝานไปซูเปอร์มาร์เก็ตแต่เช้าตรู่เพื่อแย่งชิงผักลดราคา
นี่ถือเป็นความสุขเล็กๆ น้อยๆ ไม่กี่อย่างของเขา
กว่าจะกลับถึงบ้าน เย่เสี่ยวหม่านก็ไปโรงเรียนแล้ว
เขาทำข้าวต้มกินง่ายๆ แล้วนอนเอนกายบนเก้าอี้เตรียมอาบแดดอย่างสบายอารมณ์
ทันใดนั้น คางคกทองคำก็กระโดดเข้ามาหา "นายท่าน ข้ามีลูกน้องคนหนึ่งพยายามติดต่อข้ามาหลายวันแล้ว ดูเหมือนมันกำลังตามหาข้าอยู่ ข้าขอออกไปเจอมันหน่อยได้ไหม?"
เย่เสี่ยวฝานมองด้วยความแปลกใจ "ราชาคางคกอย่างแกมีลูกน้องด้วยเหรอ? ใครกันที่ตาบอดขนาดนั้น ถึงยอมยกให้สัตว์ประหลาดน่าเกลียดอย่างแกเป็นลูกพี่?"
คางคกทองคำส่งเสียงร้องประท้วงอย่างไม่พอใจ "นายท่าน โบราณว่าตีคนอย่าตีหน้า ด่าคนอย่าประจานปมด้อย ทะ...ท่านจะหยามเกียรติข้ารับใช้ผู้ซื่อสัตย์แบบนี้ได้ยังไง?"
เย่เสี่ยวฝานแก้ไขความเข้าใจผิดด้วยสีหน้าจริงจัง "ฉันไม่ได้หยามแก ฉันแค่พูดความจริง ว่างๆ ก็หัดอ่านหนังสือซะบ้าง จะได้มีความรู้ความเข้าใจมากขึ้น"
คางคกทองคำเบิกตากว้าง แทบจะกระอักเลือดเก่าออกมาด้วยความคับแค้นใจ
...