- หน้าแรก
- จี้หยวน จอมราชันย์เปลี่ยนชะตา
- บทที่ 56 - เมื่อเรื่องมาถึงตัว ก็ต้องสะสางทีละราย
บทที่ 56 - เมื่อเรื่องมาถึงตัว ก็ต้องสะสางทีละราย
บทที่ 56 - เมื่อเรื่องมาถึงตัว ก็ต้องสะสางทีละราย
บทที่ 56 - เมื่อเรื่องมาถึงตัว ก็ต้องสะสางทีละราย
คำตอบของเฒ่าอันที่บอกว่าหลินลู่กับวิญญาณร้ายน่าจะมีฝีมือสูสีกันนั้น จี้หยวนไม่ได้ใส่ใจเท่าไหร่นัก
ไม่ว่าเจ้านั่นจะปราบวิญญาณร้ายของท่านมือได้หรือไม่ โอกาสนี้หายากจริงๆ เขาต้องลองเสี่ยงดู
ไม่อย่างนั้น ต่อให้เขาสอบได้ตำแหน่งจอมยุทธ์ ได้บรรจุเป็นนายกองร้อย อย่างมากก็แค่เสมอศักดิ์กับไอ้แซ่หลิน
อีกฝ่ายมีนายกองพันที่ไม่รู้ชื่อแซ่คอยหนุนหลัง จะฆ่าให้สาสมใจได้อย่างไร?
ตลาดผีเป็นสถานที่ที่ดี คนตีเกราะบอกเวลา นางโลม ผู้ดูแลพรรคเกลือ รวมถึงนายกองธงของกองบัญชาการองครักษ์เสื้อแพร ล้วนตายที่นั่น
ทำไมจะเพิ่มศพนายกองร้อยไปอีกสักคนไม่ได้เล่า?
"เฒ่าอัน ไปเถอะ"
จบการ "ไต่สวน" จี้หยวนวางขวดวิญญาณไว้ในที่ร่มเหมือนกำลังเลี้ยงไม้ประดับแปลกๆ สักต้น
จากนั้นก็กวักมือเรียกเฒ่าอัน
ฝ่ายหลังดีใจจนเนื้อเต้น รีบคารวะขอบคุณยกใหญ่
วิญญาณสลายกลายเป็นไอสีเทาจางๆ ไหลเข้าไปในขวดหยกใบนั้น
สิ่งที่เรียกว่าของในหลุมศพ จริงๆ แล้วก็คือเครื่องเซ่นที่ฝังไปพร้อมคนตาย
คนโบราณว่าของส่งคนตายเรียกว่าหมิงชี่ คำว่าหมิงพ้องเสียงกับหมิง (ยมโลก) จึงเรียกว่าของในหลุมศพ
มันเป็นทั้งสัญลักษณ์บ่งบอกฐานะ และเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวความปรารถนาของคนรุ่นก่อนที่อยากจะมีชีวิตอมตะ วิญญาณไม่ดับสูญ
หลังจากถูกไอวิญญาณและความตายกัดกินมาอย่างยาวนาน ทำให้มันกลายเป็นที่พักพิงของวิญญาณได้
หรือกระทั่งใช้เป็นของชั้นดีในการบำรุงวิญญาณ
"ตัวเอกในนิยายภูตผีปีศาจ หรือตำนานแปลกประหลาด ล้วนมีสาวน้อยหอยสังข์ หรือผีสาวแสนสวย อย่างแย่ที่สุดข้างกายก็ยังเลี้ยงจิ้งจอกสาวจำแลงกายได้"
จี้หยวนถอนหายใจเบาๆ เหมือนจะเสียดาย
"ทำไมพอถึงตาข้า ดันกลายเป็นตาแก่หน้าตากร้านโลกขายเกี๊ยวน้ำไปได้?
นี่มันสมเหตุสมผลเหรอ? ไม่สมเหตุสมผลเลยสักนิด"
ปิดผนึกขวดวิญญาณ จี้หยวนฝึกกำหนดลมหายใจอยู่ครู่หนึ่ง ย่อยฤทธิ์ยาในร่างกายไปบางส่วน
จากนั้นก็เป่าตะเกียงน้ำมันให้ดับ ล้มตัวลงนอนทั้งเสื้อผ้า
...
...
ไก่ขันเตือนรุ่งสาง
ความจอแจในตรอกหนานเหมินมักจะเริ่มขึ้นเช้าเป็นพิเศษ
เพราะที่แห่งนี้เป็นแหล่งรวมคนร้อยพ่อพันแม่ หลากหลายอาชีพ
คนแบกหาม ลูกจ้างโรงงิ้ว นางโลมขายเสียง หมอดู พ่อค้าเกลือเถื่อน นักเลงคุมบ่อน...
พวกรากหญ้าเหล่านี้ล้วนอาศัยอยู่ที่นี่
การตื่นเช้านอนดึกจึงกลายเป็นเรื่องปกติ
พอฟ้าสาง เพื่อนบ้านซ้ายขวาก็ส่งเสียงล้างหน้าล้างตา ตื่นนอน พูดคุย ด่าทอ ดังเซ็งแซ่
ถ้าเป็นปกติ จี้หยวนคงออกไปหาอะไรกินมื้อใหญ่เพื่อเติมพลังงานให้ร่างกาย
แต่เมื่อวานในงานชุมนุมโอสถที่สวนจัว
เขากลืนยาบำรุงเข้าไปรวดเดียวห้าสิบชุด ไม่มีความรู้สึกหิวแม้แต่น้อย
ตอนนี้รู้สึกเพียงว่าแขนขาและกล้ามเนื้อกระดูกอัดแน่นไปด้วยพลังเลือดลมที่ใช้เท่าไหร่ก็ไม่หมด
ต่อให้อดข้าวอดน้ำสักสามวันสามคืน ก็น่าจะไม่มีปัญหาอะไร
"นี่คือความมหัศจรรย์ของห้าอวัยวะตันเก็บซ่อนจิต หกอวัยวะกลวงแปรเปลี่ยนเป็นปราณ"
จี้หยวนยืนอยู่กลางลานบ้าน สูดลมหายใจเข้าออก
ทันใดนั้น ก็ตั้งท่า!
วิชาระฆังทองคุ้มกายพยัคฆ์คำรามถูกกระตุ้น เลือดลมอันพลุ่งพล่านขับเคลื่อนหมัดเท้า
ท่วงท่าดุดัน พละกำลังหนักหน่วง
พัดพาเอากระแสลมเหนียวข้นให้ม้วนตัวราวกับคลื่นยักษ์
ทั่วทั้งลานบ้านเต็มไปด้วยเสียงลมหวีดหวิว "ฮือๆ"!
หากมีใครบุกรุกเข้ามา คงเหมือนตกอยู่ในคลื่นลมบ้าคลั่ง ยากจะทรงตัวอยู่ได้
"ให้ตายสิ ผ่านไปแค่แป๊บเดียว เจ้าหนูอย่างเจ้าก็บรรลุอีกแล้ว!
ถึงขั้นก้าวเข้าสู่ขั้นเสพกลืนลมปราณอย่างเป็นทางการ ควบคุมรูขุมขนทั่วร่างให้เปิดปิดได้ดั่งใจแล้วรึ!"
ครู่ต่อมา ร่างสูงใหญ่ราวกับหอคอยเหล็กก็ผลักประตูไม้เข้ามา
เป็นครูฝึกเว่ย!
มือซ้ายเขาถือแผ่นแป้งทอดหลายชิ้น มือขวาถือถ้วยน้ำเต้าหู้
ยังไม่ทันก้าวเข้าประตู ลมแรงก็ปะทะเข้าหน้า จนเคราครึ้มเหมือนหญ้าคาปลิวไสว
"ครูฝึกมาหาแต่เช้าตรู่ มีธุระอะไรหรือเปล่าครับ?"
ได้ยินเสียงที่คุ้นเคย ใบหน้าเคร่งขรึมของจี้หยวนก็เผยรอยยิ้ม
เขาค่อยๆ เก็บหมัด หยุดท่วงท่า เลือดลมราวกับน้ำลง ไหลกลับคืนสู่ร่างกาย
ชั่วพริบตา เสียงลมในลานบ้านก็สงบลง กระแสอากาศสลายไป
"ข้าชักสงสัยแล้วว่ามาหาเจ้าคราวหน้า เจ้าคงจะสร้างชีพจรลมปราณ (ชี่ม่าย) ได้แล้วมั้ง!"
เว่ยหยางกัดแผ่นแป้งทอดคำหนึ่ง ใบหน้าฉายแววตกตะลึงปิดไม่มิด เหมือนเห็นผีกลางวันแสกๆ
เขาก็เคยเห็นอัจฉริยะปีศาจที่ฝึกวิชาเร็วปานสายฟ้าแลบ แต่คนพวกนั้นมีทรัพยากรหนุนหลัง ยาเม็ดใหญ่ยาบำรุงไม่เคยขาด
อย่างน้อยที่สุด วิชาเทพหรืออาจารย์ดี ก็ต้องมีสักอย่าง
ไม่เคยเจอตัวประหลาดอย่างจี้หยวนมาก่อน ที่ฝึกเองเออเองแล้วยังก้าวหน้าเร็วปานติดปีก!
"ขอให้สมพรปากครูฝึก ถ้าข้าสร้างชีพจรลมปราณได้ อย่าว่าแต่ตำแหน่งจอมยุทธ์เลย ตำแหน่งจอหงวนบู๊ (อู่จ้วงหยวน) ข้าก็คงพอจะชิงไหว"
จี้หยวนยิ้มบางๆ
การที่เขามีความก้าวหน้าในวันนี้ได้ นอกจากความพยายามของตัวเองแล้ว แน่นอนว่าต้องยกความดีความชอบให้กับการเปลี่ยนชะตาชีวิตของแผนภาพมรรคาแห่งฟ้าดินด้วย
หลังจากลบ [ตายโหง] ออกไป ลิขิตชะตาที่ให้ผลตอบแทนมากที่สุด น่าจะเป็นประเภท "กาย" และ "ปัญญา"
อย่างแรกส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงภายในร่างกาย อย่างหลังส่งผลต่อการปรับปรุงพรสวรรค์และกระดูกยุทธ์
น่าเสียดายที่แก่นมรรคาที่เหลือสี่ร้อยแต้ม ยังไม่พอที่จะขยับเขยื้อน [พลังมังกรเสือ] และ [กระดูกเหล็กเส้นเอ็นกล้า] ให้กลายเป็นลิขิตชะตาสีเขียวได้
ส่วน "โชค" และ "วาสนา" แทบจะสั่นคลอนไม่ได้ ราวกับฟ้าลิขิตไว้แล้ว ต้องใช้แก่นมรรคาจำนวนมหาศาล
จี้หยวนในตอนนี้ยังไม่มีความสามารถขนาดนั้น
"จอหงวนบู๊... ก้าวนั้นมันยากเกินไป
หากชนะเลิศในการประลองหน้าพระที่นั่ง ได้รับการแต่งตั้งเป็นจอหงวน
ไม่พูดถึงรางวัลและตำแหน่งขุนนาง แค่สิทธิ์ในการเข้าไปเลือกวิชายุทธ์ระดับใดก็ได้ในคลังยุทธภัณฑ์หลวง (จงหยางอู่คู่) หนึ่งวิชา ก็เพียงพอจะทำให้จอมยุทธ์ส่วนใหญ่คลั่งตายแล้ว"
เว่ยหยางพูดด้วยความรู้สึกทั้งปลงและใฝ่ฝัน
ตั้งแต่ราชวงศ์จิ่งขี่ม้าเหยียบย่ำยุทธภพ ทำลายสำนักและวัดวาอาราม ก็รวบรวมวิชายุทธ์ทั่วหล้ามาเป็นของตน
ในคลังยุทธภัณฑ์หลวงอันกว้างใหญ่ไพศาลนั้น มีวิชาเทพคัมภีร์สวรรค์เก็บซ่อนไว้อยู่กี่มากน้อย
คาดว่าคงน้อยคนนักที่จะรู้
"ครูฝึกยังไม่ได้บอกเลยว่า มาหาข้าแต่เช้ามีธุระอะไร?"
จี้หยวนส่ายหน้าเบาๆ ตำแหน่งจอหงวนบู๊ยังไกลตัวไปหน่อย เอาแค่จอมยุทธ์ให้ได้ก่อน
"อีกไม่กี่วันก็จะถึงการประลองบนเวที อยากมาดูว่าใจเจ้าพร้อมแค่ไหน"
เว่ยหยางขมวดคิ้ว สีหน้าเคร่งเครียด พูดเสียงเบาว่า
"อีกอย่าง ข้าเพิ่งรู้จากผู้ดูแลไช่ว่า หยางซิวเขา... สร้างชีพจรลมปราณเส้นแรกได้แล้ว"
จี้หยวนเลิกคิ้ว ไม่ได้แปลกใจอะไรเลย
เมื่อหลายวันก่อน ตอนหยางซิวพาคนมาดักเขา ก็เคยพูดถึงเรื่องนี้ไว้แล้ว
เขายิ้ม น้ำเสียงปกติว่า
"ใต้ต้นไม้ใหญ่ย่อมเย็นสบาย ไม่ผิดเลยจริงๆ
ลูกบุญธรรมท่านกั๋วกงนี่นะ จะมากลุ้มใจเรื่องขาดแคลนทรัพยากรได้ยังไง
ยาเม็ดใหญ่ไม่กี่เม็ดก็เทียบเท่าการบำเพ็ญเพียรเป็นร้อยวัน จากขั้นเสพกลืนลมปราณก้าวเข้าสู่ขั้นเปิดชีพจร ก็ไม่ใช่เรื่องยาก"
เว่ยหยางคิ้วขมวดแน่น พูดเสียงขรึมว่า
"เจ้าต้องระวังให้ดีนะ อย่าให้หยางซิวพูดยั่วยุเอาได้
เวทีประลองสี่ทิศเป็นการตั้งรับ ฝ่ายหนึ่งเป็นเจ้าเวที อีกฝ่ายเป็นผู้ท้าชิง
ด้วยนิสัยของลูกบุญธรรมเหลียงกั๋วกง เขาต้องขอเป็นเจ้าเวทีคนแรกแน่นอน แล้วไล่ทุบคนอื่นให้ร่วงหมด
ต่อให้หยางซิวสร้างชีพจรลมปราณได้เส้นหนึ่ง พละกำลังและลมปราณจะเหนือกว่าขั้นเสพกลืนลมปราณหลายเท่า แต่ต้องรับมือการท้าชิงติดต่อกันสิบกว่ารอบ ก็ต้องหมดแรงบ้าง..."
ใจจี้หยวนไหววูบ เกิดความรู้สึกจนใจ
ความหมายของครูฝึกเว่ยชัดเจนมาก ให้หยางซิวโดนรุมกินโต๊ะ แล้วตัวเองค่อยขึ้นไปปิดเกมเพื่อความได้เปรียบ
นี่ไม่ใช่เรื่องน่าอาย ขั้นเสพกลืนลมปราณสู้กับขั้นเปิดชีพจร เดิมทีก็โอกาสชนะน้อยอยู่แล้ว
ใช้กลยุทธ์บ้างก็สมเหตุสมผล
"ครูฝึกอย่าลืมสิ หยางซิวเป็นลูกบุญธรรมเหลียงกั๋วกง เป็นทายาทขุนนางทหารระดับท็อปของเมืองเทียนจิง ส่วนข้าเป็นลูกหลานทหารชายแดนเหลียวตง เป็นพลลาดตระเวนของกองบัญชาการองครักษ์เสื้อแพร เป็นแค่ไอ้หนุ่มบ้านนอกคนหนึ่ง"
จี้หยวนทำท่าไม่กังวลสักนิด บนใบหน้ากลับเผยรอยยิ้มคาดหวัง
"ลูกหลานตระกูลขุนนางคนอื่นในสำนักฝึกยุทธ์ย่านไท่อัน อาจจะเกลียดขี้หน้าหยางซิว แต่นั่นมันแค่เรื่องส่วนตัว
หยางซิวยังไงก็เป็น 'พวกเดียวกัน' ส่วนข้าคือ 'คนนอก'
อย่างจ้าวทง หวังเอ้อหลาง ที่เป็นลูกนายทหารพวกนั้น จะยอมเห็นข้าปีนข้ามหัวพวกเขาไปได้หรือ?"
เว่ยหยางหน้าขรึมลง เขาก็รู้ว่าแผนรุมกินโต๊ะคงหวังผลไม่ได้
ให้หยางซิวกับจี้หยวนไปจบปัญหากันบนเวที คือละครฉากเด็ดที่พวกทายาทขุนนางทหารอยากเห็น
"แล้วเจ้าเก้า เจ้าเตรียมตัวจะทำยังไง?"
เว่ยหยางถามเสียงเบา
เขาอยากจะเตือนจี้หยวนให้รู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา ถ้าสู้ไม่ได้จริงๆ การยอมแพ้ก็ไม่ใช่เรื่องน่าขายหน้า เพราะระดับขั้นต่างกันอยู่หนึ่งขั้น
แต่คำพูดมาจ่อที่ปาก กลับจุกอยู่ในคอพูดไม่ออก
"ก็แค่ตัดสินแพ้ชนะ ตัดสินความเป็นความตาย ไม่มีอะไรต้องพูดต้องคิดมากหรอก"
จี้หยวนทำหน้าสบายๆ ไม่ยี่หระ
ไม่ใช่ว่าเขาดูถูกหยางซิว แต่ในสถานการณ์ที่ถอยไม่ได้ ก็แค่กำดาบในมือให้แน่น แล้วลุยฝ่าไปก็พอ
โลกโหดร้าย หนทางอันตราย ดงมีดทะเลเพลิง อุปสรรคขวากหนามมากมาย ยังไงก็มีเรื่องที่หลบไม่พ้น หนีไม่ได้
"เยี่ยมมากจี้จิ่วหลาง สมเป็นลูกผู้ชายชาวเหลียวตง ข้าดูคนไม่ผิดจริงๆ!"
ก้อนอารมณ์ในอกเว่ยหยางอัดอั้นตันใจ จิตใจสั่นไหวรุนแรง
ริมฝีปากขยับไปมา สุดท้ายก็ตบไหล่จี้หยวนหนักๆ
เขาไม่คิดเลยว่า จะได้เห็นความห้าวหาญเด็ดเดี่ยวเช่นนี้ในตัวเด็กหนุ่มอายุสิบห้า!
จี้หยวนยิ้มจางๆ อดนึกถึงประโยคที่ชอบพูดบ่อยๆ ในชาติก่อนไม่ได้—
เมื่อเรื่องมาถึงตัว จงกล้าเผชิญหน้า!
วันนี้ หลินลู่
วันมะรืน หยางซิว
จะเช็คบิลให้ครบทุกคน!
"ขั้นเสพกลืนลมปราณจะฆ่าขั้นเปิดชีพจรไม่ได้เชียวหรือ?"
[จบแล้ว]