- หน้าแรก
- จี้หยวน จอมราชันย์เปลี่ยนชะตา
- บทที่ 53 - เป็นคนก็เป็นวัวเป็นม้า เป็นผีก็ยังโดนรังแก
บทที่ 53 - เป็นคนก็เป็นวัวเป็นม้า เป็นผีก็ยังโดนรังแก
บทที่ 53 - เป็นคนก็เป็นวัวเป็นม้า เป็นผีก็ยังโดนรังแก
บทที่ 53 - เป็นคนก็เป็นวัวเป็นม้า เป็นผีก็ยังโดนรังแก
"ไอ้คุณชายลั่ว บัดซบเอ๊ย!"
ภายใต้ความเจ็บปวดรวดร้าว คิ้วของจี้หยวนขมวดเป็นปม แทบจะหลุดคำหยาบนี้ออกมา
เขาราวกับโดนใครเอาไม้หน้าสามฟาดหัว ร่างกายเซถลาล้มคว่ำเข้าไปข้างใน ทำเอารถม้าโคลงเคลงไปวูบหนึ่ง
"นายท่านเก้า เป็นอะไรหรือเปล่าขอรับ?"
เด็กรับใช้ชุดเขียวที่บังคับรถหันมาถาม
"แค่กๆ... ไม่เป็นไร ดื่มเยอะไปหน่อย พอโดนลมเป่า หัวเลยหนักๆ ชอบกล"
จี้หยวนหอบหายใจอย่างยากลำบาก พิงผนังไม้ของรถม้า ผ่านไปครู่ใหญ่ถึงค่อยฟื้นตัว
เขาใช้แผนภาพมรรคาแห่งฟ้าดินส่องดูดวงชะตาคนมาไม่น้อย ไม่เคยพลาดท่ามาก่อน
นึกไม่ถึงว่าจะมาคว่ำไม่เป็นท่ากับลั่วอวี่เจิน
"ลิขิตชะตาสีเขียวสามสาย แถมยังก่อตัวเป็นโครงสร้างชะตา ขาดแค่เทพหายนะองค์เดียว...
คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าเจ้าลั่วสามจะมีดวงดีขนาดนี้"
จี้หยวนเคยคิดมาก่อนว่า หากไปเจอบุตรแห่งโชคชะตาที่มีดวงชะตาแข็งแกร่งน่าตื่นตะลึง
แล้วตนเองบุ่มบ่ามใช้แผนภาพมรรคาแห่งฟ้าดินไปแอบดู อาจจะโดนผลสะท้อนกลับจนตาบอดได้
ดังนั้นเขาจึงยับยั้งชั่งใจมาตลอด น้อยครั้งนักที่จะใช้พร่ำเพรื่อ
โดยเฉพาะเวลาเผชิญหน้ากับพวกทายาทตระกูลขุนนางทหาร หรือขุนนางระดับสูง จี้หยวนยึดหลักระมัดระวังตัวไว้ก่อนเสมอ
กลัวว่าถ้าดวงซวยไปเจอระดับมังกรซ่อนกายที่รอเวลารุ่งโรจน์อย่างหลี่ซื่อหมินหรือจ้าวควงอิ้นเข้า อาจจะโดนส่งไปเกิดใหม่ทันที
วันนี้เขาแค่นึกสนุก เพราะรู้จักลั่วอวี่เจินมาระยะหนึ่งแล้ว
เห็นว่าเป็นคนกระตือรือร้นเอาใจใส่ ไม่มีมาดยะโสโอหังแบบพวกคุณหนูคุณชายทั่วไป
แถมวาจาก็เป็นกันเอง รู้จักกาลเทศะ รู้สึกว่าเป็นเศรษฐีที่น่าคบหา
จึงเกิดความคิดชั่ววูบอยากจะส่องดวงชะตาดูตื้นลึกหนาบาง
ผลคือเจ็บตัวฟรี!
"ถือเป็นบทเรียนก็แล้วกัน สรุปแล้วก็คือระดับชั้นของตัวข้าเองยังต่ำเกินไป"
จิตของจี้หยวนจมดิ่งลงสู่แผนภาพมรรคาแห่งฟ้าดิน กดทับความปั่นป่วนในทะเลแห่งจิต แล้วถอนหายใจเบาๆ
"โดยรวมแล้ว ลั่วอวี่เจินมีลิขิตชะตาเจ็ดสาย มากกว่าข้าแค่สายเดียว
แต่ในนั้นมีสีเขียวถึงสามสาย สามารถกดข่ม [สายตาพญาอินทรี] ของข้าได้อยู่หมัด
บวกกับคำประเมินของเขาคือระดับอี่กลาง ส่วนข้าแค่ระดับติงบน
ปัจจัยหลายอย่างรวมกัน ดวงข้าสู้ลั่วสามไม่ได้ อันนี้เถียงไม่ออก
แต่หลังจากแผนภาพมรรคาแห่งฟ้าดินส่องภาพสะท้อน ตัวข้ากลับโดนผลสะท้อนเล่นงาน รู้สึกเหมือนหัวจะระเบิด...
น่าจะเป็นเพราะโครงสร้างชะตานั่นแหละ เทียนอี่หนุนนำดวงชะตา เทพมงคลสถิต!"
ลมราตรีเย็นเฉียบ แหวกม่านผ้าพัดเข้ามาในรถม้า
จี้หยวนก้มหน้าครุ่นคิด ริมฝีปากขยับเล็กน้อย พึมพำคำว่า "เทพมงคล" ไร้เสียง
เงื่อนไขขั้นต่ำของโครงสร้างชะตาคือลิขิตชะตาสิบสาย ประเมินระดับปิ่งบน ถึงจะเปิดใช้งานขั้นแรกได้
และต้องมีเทพหายนะหนึ่งองค์ เทพมงคลหนึ่งองค์
ทั้งสองเข้าสู่ดวงชะตา ก่อเกิดเป็นรูปแบบ ถึงจะเป็นลักษณะที่สมบูรณ์
"ในเมื่อคำประเมินมีข้อกำหนด งั้นระดับของลิขิตชะตาที่จะคัดลอก หลอมรวม หรือช่วงชิงมา ก็ต้องไม่ต่ำจนเกินไป อย่างน้อยต้องเป็นสีขาว"
ความคิดของจี้หยวนแล่นเร็ว ทบทวนคนที่เคยถูกแผนภาพมรรคาแห่งฟ้าดินส่องดวงชะตาทั้งหมด เพื่อหากฎเกณฑ์ในนั้น
ครูฝึกเว่ย สามขาวสองเทา ติงล่าง
นายกองร้อยเฉิง ห้าขาว ติงกลาง
เผยถู หนึ่งเขียวสองขาวสองเทา ติงกลาง
ลั่วอวี่เจิน สามเขียวสามขาวหนึ่งเทา อี่กลาง
"หรือว่า... ถ้ามีลิขิตชะตาสีเทาจะคัดลอกไม่ได้?"
ดวงตาของจี้หยวนวูบไหว
ลิขิตชะตาสีเทามักเป็นผลด้านลบ
อย่างเช่น [ตายโหง] ที่เขาเปลี่ยนออกไป จะดึงดูดคนถ่อยและเรื่องวุ่นวายมาให้โดยไม่มีสาเหตุ
[เลือดลมเสื่อมถอย] และ [พิษเย็นแทรกซึม] ของครูฝึกเว่ย ก็คืออาการบาดเจ็บเรื้อรังของร่างกายที่ส่งผลสะท้อนกลับมายังดวงชะตา
ส่วน [ปัญญาทึบ] และ [ซวยซับซ้อน] ของเผยถู อย่างหลังก็แสดงผลให้เห็นแล้ว
ถ้าไม่มี [เปลี่ยนร้ายกลายเป็นดี] คอยกดไว้ เกรงว่าคงกลายเป็นผีตายโหงไปนานแล้ว
"ลั่วอวี่เจินเป็นถึงคุณชายสามแห่งโรงเงินทงเป่า ที่บ้านพิมพ์แบงก์เองได้ เป็นพระญาติ แต่ดันมีลิขิตชะตาสีเทาอย่าง [ไร้ทรัพย์] นี่ก็น่าแปลกพิลึก"
จี้หยวนส่ายหน้า เดาไม่ออก
ตระกูลลั่วไม่เคยอนุญาตให้ลูกหลานรับราชการ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการแก่งแย่งในราชสำนัก
บวกกับฮองเฮาผู้เป็นแม่ของแผ่นดินกับฮ่องเต้ ก็รักใคร่กลมเกลียวจนใครก็สั่นคลอนไม่ได้
เว้นแต่ตระกูลลั่วจะกล้าก่อกบฏ ไม่อย่างนั้นมองยังไงก็รักษาร่ำรวยไปได้อีกเป็นร้อยปี
[บ้านแตก]?
จะแตกไปไหนได้?
"บางที [ไร้ทรัพย์] อาจจะหมายความว่าลั่วอวี่เจินไม่มีดวงเรื่องเก็บเงิน เป็นนักบุญทุ่มไม่อั้น เป็นกุมารทองแจกโชคกระมัง?"
จี้หยวนหาคำอธิบายที่ดูสมเหตุสมผล แล้วเปลี่ยนความคิดว่า
"ถ้าต้องหาคนที่ไม่มีลิขิตชะตาสีเทาเพื่อให้แผนภาพมรรคาแห่งฟ้าดินคัดลอกได้ โจทย์นี้ยากเอาการ"
เขาเคยส่องเพื่อนบ้านซ้ายขวาในตรอกประตูทิศใต้ แทบทุกคนล้วนมีลิขิตชะตาสีเทา
แสดงให้เห็นว่าสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ส่วนใหญ่มีดวงชะตาลำบากยากเข็ญ
มาวูบเดียวก็ไปวูบเดียว ยากจะประสบความสำเร็จ
"ชาวบ้านร้านตลาดทั่วไป แค่มีลิขิตชะตาสีขาวสักสาย ถือว่าพอมีฝีมือติดตัว ไม่อดตายแน่นอน
หากมีห้าสาย และเป็นสีขาวล้วน มีหรือจะไม่ได้ดี?"
จี้หยวนทอดถอนใจ
ถ้าเขาไม่มีแผนภาพมรรคาแห่งฟ้าดิน
ป่านนี้คงตายด้วยฝ่ามือทรายเหล็กของหลัวเลี่ยแห่งพรรคขนส่งทางน้ำไปแล้ว
ไหนเลยจะมีวันนี้!
"พูดถึงเรื่องนี้ ชื่อของหลัวเลี่ยก็อยู่ใน 'บัญชีหนังหมา' ของข้าเหมือนกัน
ไว้ว่างเมื่อไหร่ น่าจะไปหาเขาปรับทุกข์คุยเหตุผลกันสักหน่อย"
แววตาของจี้หยวนเย็นเยียบลง ความแค้นต้องชำระ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของร่างเดิม หรือตัวเขาเอง
รถม้าออกจากเมืองชั้นใน มุ่งหน้าสู่เมืองชั้นนอก
วิ่งผ่านย่านหวายเหริน ย่านผิงซิ่ว ย่านฉางซุ่น จนมาถึงย่านไท่อัน
เวลานี้ดึกมากแล้ว ประมาณกลางยามไฮ่ เกือบจะเข้ายามจื่อ
จี้หยวนลงจากรถม้า ให้เด็กรับใช้ชุดเขียวกลับไป
แม้ประตูเมืองชั้นในจะปิดแล้ว แต่หาที่พักสักแห่งคงไม่มีปัญหา
"เที่ยงคืนแล้ว อย่าเตร็ดเตร่อยู่บนถนนคนเดียวล่ะ"
จี้หยวนกำชับ
"ทราบแล้วขอรับ คุณชายสามสั่งไว้แล้ว ผู้น้อยหาโรงเตี๊ยมซุกหัวนอนก็ได้ ไม่ต้องให้นายท่านเก้าเป็นห่วง"
เด็กรับใช้พยักหน้า บังคับรถหายไปในถนนยาว
ความมืดปกคลุม หมอกหนาจัด
จี้หยวนในชุดรัดกุมสีดำ เดินไปตามลำพัง
รอบข้างเงียบสงัด ไร้แสงไฟ ชวนให้รู้สึกขนลุกพิกล
"โบราณว่าคนเก่งย่อมใจกล้า ไม่ผิดเลยจริงๆ
ข้ามีลมปราณปราบมารจากระฆังทองคุ้มกาย บวกกับก้าวเข้าสู่ขั้นเสพกลืนลมปราณ เลือดลมร้อนแรงดั่งเตาหลอม ไม่กลัวภูตผีปีศาจทั่วไป ถึงได้กล้าเดินลุยความมืด"
จี้หยวนเดินผ่านตรอกแห่งหนึ่ง เสียงลมหวีดหวิวฟังดูโหยหวน
หางตาเหลือบไปเห็นแผ่นหลังบอบบางในชุดกระโปรงสีชมพูนั่งยองๆ อยู่มุมตึก ร้องไห้คร่ำครวญแทบขาดใจ
เส้นโค้งของสะโพกนั้นกลมกลึง โดดเด่นสะดุดตา ดูทรงแล้วน่าจะเป็นสาวใหญ่ไวยี่สิบปลายๆ สามสิบต้นๆ
ถ้าเปลี่ยนเป็นบัณฑิตเจ้าสำราญผู้รักหยกถนอมบุปผา คงรีบเข้าไปไถ่ถาม พาตัวกลับไปปลอบโยนที่บ้าน
แต่จี้หยวนกลับทำตัวเหมือนนักเลงคุมซอย ถลึงตาตวาดลั่น
"ดึกดื่นป่านนี้จะร้องไห้ก็กลับไปร้องที่บ้าน อย่ามาเกะกะชาวบ้านแถวนี้"
ลมปราณปราบมารขับเคลื่อนอวัยวะภายใน ก่อเกิดกระแสลมกรรโชก ระเบิดตูมดังสนั่น ขวัญผวาจนแผ่นหลังงามนั้นแตกกระเจิงหนีหายไป
"ภูตผีวิญญาณร้ายแล้วไง ในอกข้ามีปราณธรรมะคุ้มกาย!
อีกอย่าง ท่องคาถาจารึกยี่สิบสี่คำไว้ในใจ ภูตผีปีศาจหน้าไหนจะทำอะไรได้!
ราชวงศ์จิ่ง มั่งคั่ง ประชาธิปไตย อารยะ กลมเกลียว เสรีภาพ... เฮ้ย ตาแก่ เจ้าจะทำอะไร?"
จี้หยวนยืดอกผายไหล่ ไม่ว่าจะเป็นผีลิ้นยาวผูกคอตายใต้ต้นไม้ ผีคนขายหมูหน้าเขียง หรือผีพรายที่โดนจับได้ว่าคบชู้แล้วโดดบ่อน้ำตายด้วยความอับอาย...
ภาพหลอนสยดสยองที่โผล่มาพวกนี้ ไม่ได้ทำให้จิตใจเขาสั่นคลอนแม้แต่น้อย
แต่ยังไม่ทันท่องคาถาจบ ลมเย็นยะเยือกบาดผิวก็พัดวูบ
พริบตาเดียว ที่เท้าของจี้หยวนก็มีชายชราคนหนึ่งคุกเข่ากอดขาเขาไว้แน่น
"นายท่านช่วยผู้น้อยด้วย!"
เสียงนั้นโหยหวนน่าเวทนากว่าผีสาวร้องไห้เมื่อครู่หลายเท่า
จี้หยวนกลั้นใจไม่ให้เผลอเตะออกไป เพ่งมองดูดีๆ
ที่แท้ก็คือวิญญาณคนขายเกี๊ยวน้ำที่ตลาดผีคราวก่อน
"นี่ข้ามีรูปพระจันทร์สลักอยู่บนหน้าผากหรือไง? หรือหน้าดำเป็นถ่าน? ทำไมแม้แต่ผีตายโหงยังมาร้องทุกข์กับข้า..."
[จบแล้ว]