- หน้าแรก
- จี้หยวน จอมราชันย์เปลี่ยนชะตา
- บทที่ 2 - ดวงดาวแห่งชะตาและเชื้อเพลิงแห่งมรรคา
บทที่ 2 - ดวงดาวแห่งชะตาและเชื้อเพลิงแห่งมรรคา
บทที่ 2 - ดวงดาวแห่งชะตาและเชื้อเพลิงแห่งมรรคา
บทที่ 2 - ดวงดาวแห่งชะตาและเชื้อเพลิงแห่งมรรคา
จี้หยวนถูกดูดเข้าไปในความมืดมิดไร้ที่สิ้นสุด จากนั้นก็ได้ "เห็น" ภาพวาดโบราณที่กว้างใหญ่ไพศาลไร้ขอบเขต
ราวกับมันครอบคลุมโลกทั้งใบในห้วงจิตเอาไว้ แผ่กลิ่นอายเก่าแก่ดึกดำบรรพ์ยุคสร้างโลกออกมา
"แผนภาพ... มรรคาแห่งฟ้าดิน?"
จี้หยวนเกิดความรู้แจ้งวาบขึ้นในใจ หลุดปากเรียกชื่อสิ่งนี้ออกมาโดยไม่รู้ตัว
สิ้นเสียง ตัวอักษรขนาดยักษ์สี่ตัวที่ดูคล้ายมังกรคล้ายงูก็ลอยเด่นขึ้นมากลางอากาศ
ราวกับประทับแน่นลงในส่วนลึกของวิญญาณ ไม่มีวันลบเลือน
[จานชะตา]: [ยังไม่ก่อตัว (ขาดโชควาสนาหลัก)]
[รูปแบบชะตา]: [ยังไม่ก่อตัว (ขาดเทพมงคล เทพอสูร)]
[ลิขิตชะตา]: [หนึ่งเขียว สองขาว สองเทา พรสวรรค์ระดับล่าง]
"มีเพียงลิขิตชะตาที่ก่อตัวแล้ว ส่วนอื่น... ยังเป็นความว่างเปล่าโกลาหล"
เมื่อจี้หยวนขยับความคิด แสงสว่างจากแผนภาพมรรคาแห่งฟ้าดินที่ไม่รู้ที่มาที่ไปนั้นก็หรี่ลง
จู่ๆ มันก็สั่นไหว แล้วคลี่กางออกปกคลุมจิตใจ
บนภาพวาดดูเหมือนจะมีกลุ่มแสงสว่างหลายกลุ่มลอยตุ๊บป่อง ราวกับดวงดาวระยิบระยับที่แขวนอยู่บนท้องฟ้า สว่างไสวสะดุดตา
ในจำนวนนั้นมีสองดวงเป็นสีขาว หนึ่งดวงเป็นสีเขียว
ส่องประกายเจิดจ้าอยู่กลางหาว!
ทันใดนั้นก็มีเปลวไฟสีเทาสองสายพวยพุ่งออกมา สีของมันมัวหมอง จวนเจียนจะดับมิรอมร่อ
"นี่มัน! ลิขิตชะตาของฉัน!?"
จี้หยวนชะงักไปเล็กน้อย ข้อมูลมากมายผุดขึ้นในใจ
เห็นเพียงกลุ่มแสงห้ากลุ่มสีสันต่างกัน สว่างจ้าดุจดวงดาวขนาดใหญ่ เปล่งประกายระยิบระยับ
จี้หยวนถูกแผนภาพมรรคาแห่งฟ้าดินโอบล้อมจิตใจ ซึมซับย่อยข้อมูลมหาศาล แปลงเป็นตัวอักษรโบราณที่เข้าใจง่าย
[สายตาพญาอินทรี (เขียว)]: [สายตาคมกริบน่าเกรงขาม ทำให้ผู้คนไม่กล้าสบตา ส่วนมากเป็นชะตาของขุนนางกังฉิน มักมีภัยจากคมหอกคมดาบติดตามตัว]
[ผู้กล้า (ขาว)]: [อกซ่อนจิตสังหาร ใจดั่งพยัคฆ์ร้าย โกรธหน้าเขียว วางแผนก่อนเคลื่อนไหว ลูกผู้ชายตัวจริง]
[กระดูกยุทธ์สามัญ (ขาว)]: [ร่างกายแข็งแรง กล้ามเนื้อแน่น แต่พรสวรรค์ธรรมดา ยากจะก้าวหน้า]
[ตายโหง (เทา)]: [ดวงขัดลาภดึงดูดคนถ่อย ยมทูตมาเยือนยากระวังป้องกัน]
[ร่อแร่ใกล้ตาย (เทา)]: [เลือดลมเสื่อมถอย อวัยวะภายในบอบช้ำ ขาข้างหนึ่งก้าวเข้าประตูผี]
"ที่แท้เป็นแบบนี้นี่เอง ลิขิตชะตาแบ่งเป็นสี่ประเภท โชค วิสัย ทุน เดิม, [ผู้กล้า] และ [ตายโหง] คือโชค, [สายตาพญาอินทรี] คือวิสัย, [กระดูกยุทธ์สามัญ] คือทุน, [ร่อแร่ใกล้ตาย] คือเดิม"
จี้หยวนเข้าใจในทันที
สรุปง่ายๆ โชค คือนิสัยและวาสนา
วิสัย คือแนวโน้มในอนาคต ความสำเร็จในภายภาคหน้า
ทุน คือรากฐานพรสวรรค์ ความสามารถดีเลว
เดิม คือการเปลี่ยนแปลงของร่างกายในปัจจุบัน
สี่ประเภท ห้าลิขิตชะตา
รวมเป็นหนึ่งเดียว ก็คือชีวิตของคนหนึ่งคน!
"แผนภาพมรรคาแห่งฟ้าดิน สามารถส่องสะท้อนลิขิตชะตาทุกสรรพสิ่งในโลกหล้า? จะวิเศษขนาดนั้นเชียว?"
จี้หยวนมองไปยังภาพวาดโบราณอันไร้ขอบเขตนั้น ในใจเกิดความรู้สึกประหลาด
เดิมทีเขาไม่เชื่อเรื่องภูตผีปีศาจ เรื่องโชคชะตาราศี
แต่เมื่อผ่านการข้ามภพมาเกิดใหม่ ความคิดเดิมๆ ย่อมต้องเปลี่ยนไป
บางที ในความมืดมนอาจมีลิขิตสวรรค์จริงๆ?
เทพเซียนปีศาจมารที่หายสาบสูญไปนาน อาจไม่ใช่แค่ตำนานเพ้อฝัน?
"หรือว่า นี่คือสูตรโกงที่ฉันได้รับจากการข้ามภพ?"
จี้หยวนครุ่นคิดเงียบๆ
สายตาจ้องลึกเข้าไปในแผนภาพมรรคาแห่งฟ้าดิน
ดวงดาวทั้งห้าดวงลอยขึ้นลง อ่อนเข้มไม่เท่ากัน
[สายตาพญาอินทรี] ที่เปล่งแสงสีเขียวโดดเด่นที่สุด ราวกับดวงจันทร์สว่างไสว
[ผู้กล้า] และ [กระดูกยุทธ์สามัญ] ที่ขาวดุจแสงวัน ดูจะหม่นแสงลงมาหน่อย ไม่สะดุดตานัก
ส่วนสีเทาอย่าง [ตายโหง] และ [ร่อแร่ใกล้ตาย] กลับดูเลือนรางไม่ชัดเจน
"ลิขิตชะตาสีเทา หมายถึงเปลี่ยนแปลงได้... ส่วนสีขาว สีเขียว ตอนนี้คงยากจะสั่นคลอน"
จี้หยวนสัมผัสข้อมูลมหาศาลที่แผนภาพส่งมา เข้าใจวิธีใช้ของวิเศษชิ้นนี้แล้ว
สรรพสิ่งในโลก ล้วนมีร่องรอย
ไม่ว่านกหนูหมูปลา หรือหญ้าไม้ก้อนหิน ไม่มีข้อยกเว้น
ยิ่งตัวตนที่แข็งแกร่ง "ร่องรอย" ที่ทิ้งไว้ยิ่งยาวนาน ยากจะลบเลือน
เหมือนพระพุทธองค์มีคัมภีร์เผยแผ่ธรรม มีวัดวาอาราม มีรูปปั้นรับเครื่องเซ่นไหว้
จอมปราชญ์เต๋าก็มีนิกายสืบทอด ลูกศิษย์ลูกหานับไม่ถ้วน แตกแขนงไปทั่ว
ลัทธิขงจื๊อก็เช่นกัน คำสอนของเหล่าปราชญ์ยังคงเฟื่องฟูจนปัจจุบัน เป็นสัจธรรมในใจบัณฑิตทั่วหล้า
และแผนภาพมรรคาแห่งฟ้าดิน ก็ใช้ "แก่นมรรคา" ที่คงอยู่คู่โลกเหล่านั้นเป็นเชื้อเพลิง
จุดไฟชีวิต หลอมรวมวาสนา!
"แก่นมรรคา? เอามาจากไหน?"
จี้หยวนสงสัย
ภาพวาดสั่นไหว กระเพื่อมเป็นระลอกคลื่นแสง ปรากฏตัวอักษรโบราณขึ้นมาทีละบรรทัด
[สรรพสิ่งล้วนมีแก่นมรรคาตกค้าง]
จี้หยวนตีหน้านิ่ง ไม่พอใจคำตอบที่เหมือนพูดกำปั้นทุบดินนี้ จึงถามต่อ
"งั้นตอนนี้ฉันมีอยู่เท่าไหร่?"
[ห้าสิบแต้มแก่นมรรคาลีเทา]
"ดูเหมือนจะ... พอแล้ว ฉันสามารถ... เปลี่ยนชะตาให้ตัวเองได้!"
จี้หยวนตื่นเต้นขึ้นมา
แก่นมรรคาแบ่งระดับสูงต่ำเหมือนกับลิขิตชะตา
ห้าสิบแต้มแก่นมรรคาสีเทา พอดีที่จะใช้ลบลิขิตชะตา [ร่อแร่ใกล้ตาย] ทิ้งไป
เขาข้ามภพมายังโลกแปลกประหลาดที่ดูคล้ายจะคุ้นเคยนี้ หนึ่งไม่มีชาติตระกูล สองไม่มีคนหนุนหลัง
ลำพังแค่พลลาดตระเวนอินทรีเหินตัวเล็กๆ แห่งกองปราบฝ่ายเหนือ คิดจะงัดข้อกับหัวหน้า
ยากเอาเรื่อง
ต่อให้เกิดใหม่ มีประสบการณ์ มีเล่ห์เหลี่ยม ก็ใช่ว่าจะทำสำเร็จร้อยเปอร์เซ็นต์
ไม่ว่าชาติก่อนหรือชาตินี้ จี้หยวนไม่เคยกลัวการฆ่าคน และไม่ขาดความกล้าที่จะชักดาบเมื่อถึงคราวโกรธ
แต่อุตส่าห์ได้เกิดใหม่ทั้งที จะไปแลกชีวิตกับหมูตอนตัวหนึ่ง ดูยังไงก็ขาดทุนยับเยิน
ดังนั้น ก่อนหน้านี้เขาจึงเอาแต่คิด
จะแก้ปัญหายังไง จะฝ่าวิกฤตยังไง
ตอนนี้มีแผนภาพมรรคาแห่งฟ้าดิน ก็เท่ากับมีที่พึ่ง
ความมั่นใจเพิ่มขึ้นอีกโข
"ลิขิตชะตาสี่ประเภท โชค วิสัย ทุน เดิม ความยากง่ายในการแก้ไขต่างกัน โชคและวิสัยแทบจะฟ้าลิขิต ยากจะสั่นคลอน!
รองลงมาคือทุน พรสวรรค์รากฐาน มีทั้งแต่กำเนิดและฝึกฝนภายหลัง เปลี่ยนแปลงได้ ไม่มีอะไรแน่นอน
ที่ง่ายที่สุดคือเดิม ร่างกายสังขาร แก้ไขได้ตลอดเวลา"
สายตาของจี้หยวนหยุดอยู่ที่ [ร่อแร่ใกล้ตาย] นี่คือลิขิตชะตาสีเทาที่จัดอยู่ในหมวดเดิม
แค่คิด ภาพวาดก็สั่นไหวรุนแรง กวนห้วงจิตให้ปั่นป่วน
แสงสีเทาห้าสิบสายถูกดึงดูดเข้ามาดื้อๆ เหมือนโยนฟืนกองใหญ่เข้าเตา
"ฟุ่บ" กลายเป็นเปลวไฟลุกโชน
สีสันของมันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ แฝงไว้ด้วยแสงไฟสีขาวจางๆ
นี่คือประโยชน์ของแก่นมรรคา
ใช้ไฟหลอม สร้างลิขิตชะตาที่คนธรรมดามองไม่เห็นจับต้องไม่ได้!
ในนั้นยังมีเคล็ดลับอีกหน่อย
ลิขิตชะตามีสูงต่ำ
จากบนลงล่างคือการแทนที่
จากล่างขึ้นบนคือการอัปเกรด
ความหมายทั้งสองอย่างไม่เหมือนกัน
ยกตัวอย่างเช่น [ผู้กล้า] เป็นลิขิตชะตาสีขาว อัปเกรดขึ้นไปเป็นสีเขียวคือ [กระดูกเหล็ก] มีความกล้าหาญเสียสละชีพเพื่อคุณธรรม
สุดท้าย อาจกลายเป็นลิขิตชะตาสีม่วงที่หายากยิ่งอย่าง [เทพยุทธ์] มีความเด็ดเดี่ยวแน่วแน่แม้ความตายอยู่ตรงหน้าก็ไม่เปลี่ยนสีหน้า
นี่คือการอัปเกรดจากล่างขึ้นบน
ส่วนการแทนที่จากบนลงล่าง คือการเผาผลาญแก่นมรรคา สร้างลิขิตชะตาใหม่ขึ้นมา
จะได้ดีแค่ไหน ขึ้นอยู่กับสิ่งที่ลงทุนไป
"เทา ดำ ขาว เขียว ม่วง แดง... ไม่รู้ยังมีระดับสูงกว่านี้อีกไหม"
จี้หยวนใช้แก่นมรรคาสีเทาห้าสิบแต้มจนหมดเกลี้ยง ถึงจะสร้างแสงสีขาวจางๆ ขึ้นมาได้
เหตุที่เขาเลือกการแทนที่ ไม่เลือกการอัปเกรด
เป็นเพราะแก่นมรรคาที่มีอยู่น้อยนิด ต้องใช้ให้คุ้มค่าที่สุด
[ตายโหง] เป็นเรื่องของโชค ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง
แก้ไขยาก เอาไว้ก่อน
[ร่อแร่ใกล้ตาย] เป็นเรื่องของเดิม เกี่ยวพันกับชีวิต สำคัญที่สุด
โบราณว่าเจ็บกระดูกร้อยวันถึงจะหาย ยิ่งอวัยวะภายในบอบช้ำยิ่งหนัก
ตามที่ท่านหมอโจวบอก ต่อให้รักษาหาย ก็อาจทิ้งโรคเรื้อรังไว้
"สถานะติดลบแบบนี้ แทนที่จะเสียแก่นมรรคาไปอัปเกรด สู้ลบทิ้งแล้วแทนที่ใหม่ดีกว่า ประหยัดเวลาและแรงงาน"
ขณะที่จี้หยวนกำลังครุ่นคิด แสงไฟจากการเผาผลาญแก่นมรรคาก็ค่อยๆ มอดลง ลิขิตชะตาสามอย่างก่อตัวขึ้น...
[พลังมังกรเสือ (ขาว)]: [พลังดุจมังกร แรงดั่งเสือ อดหลับอดนอนหลายวันก็ไม่เป็นไร เหนือกว่าคนทั่วไป]
[ทวนทองผงาดง้ำ (ขาว)]: [น้ำกามเปี่ยมล้น ใช้ไม่หมดไม่พร่อง แข็งแกร่งดั่งหินผา ทนทานดั่งเหล็กกล้า หมุนกงล้อศึกได้สบาย]
[ลางสังหรณ์ (ขาว)]: [สัมผัสไวเกินคน สิบครั้งเตือนภัยได้สองสามครั้ง]
"ลิขิตชะตาสีขาวทั้งสามอย่าง เสียดายเลือกได้แค่อันเดียว"
จี้หยวนเลิกคิ้ว พิจารณา
"รีบรักษาตัวให้หาย จะได้มีแรงไปจัดการหลินนายกองร้อย!"
คนป่วยนอนซมบนเตียง ต่อให้รอดตาย
ก็เป็นได้แค่เนื้อบนเขียง ให้คนอื่นเขาสับเล่น
อีกอย่าง โลกใบนี้เบื้องหลังลึกซึ้ง
ไม่ได้มีแค่จอมยุทธ์หมัดทลายภูผา เดินกร่างไปทั่วเมือง
ยังมีภูตผีปีศาจสุดสยองที่เล่าขานกันในตลาด
รักษาชีวิต ทำให้ตัวเองแข็งแกร่ง คือภารกิจแรก
ดังนั้น ไม่ต้องคิดนาน
สายตาจี้หยวนข้าม [ทวนทองผงาดง้ำ] และ [ลางสังหรณ์] ไปหยุดที่ [พลังมังกรเสือ]
"ฉันไม่ได้เสื่อมสมรรถภาพ จะเอาความสามารถพิเศษในการหมุนกงล้อไปทำไม ส่วนลางสังหรณ์... เตือนได้แค่บางครั้ง ถึงเวลาคับขันอาจช่วยอะไรไม่ได้"
เมื่อตัดสินใจแน่วแน่ ความคิดแล่นพล่าน จี้หยวนใช้จิตเชื่อมต่อกับลิขิตชะตาสีขาว [พลังมังกรเสือ]
แสงสีขาวอีกสองดวงดับวูบทันที
ลิขิตชะตาสีเทา [ร่อแร่ใกล้ตาย] ที่ลอยอยู่ในแผนภาพมรรคาแห่งฟ้าดิน ราวกับดวงดาวร่วงหล่น แตกกระจาย!
สิ่งที่เข้ามาแทนที่ คือลิขิตชะตาสีขาว [พลังมังกรเสือ]!
เพียงชั่วพริบตา
จี้หยวนรู้สึกว่าร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลงรุนแรงราวพลิกฟ้าคว่ำดิน
แขนขา ทุกอณูเลือดเนื้อกำลังยืดขยาย หดรัด เหมือนเหล็กที่ถูกทุบตีและเผาไฟ
พลังงานมหาศาลที่เกือบจะไร้ขีดจำกัด ถาโถมเข้าเติมเต็มร่าง เลือดลมสูบฉีดพล่าน
จังหวะหายใจหนักแน่นทรงพลัง ไม่เหมือนคนเจ็บใกล้ตายที่เพิ่งฟื้นตัวเลยสักนิด
แม้แต่รอยฝ่ามือสีดำที่หน้าอก ก็ค่อยๆ จางลง
จนกระทั่งหายไปไร้ร่องรอย ราวกับไม่เคยเกิดขึ้น
ความเจ็บปวดที่เดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาว หายไปจนหมดสิ้น
เหมือนได้กินยาวิเศษอะไรสักอย่าง อาการบาดเจ็บสาหัสหายเป็นปลิดทิ้งโดยไม่ต้องรักษา!
ฟู่ว!
สูด!
พ่นลมหายใจขุ่นมัวออกมา จี้หยวนดวงตาเป็นประกาย คิดในใจว่า
"ถ้าไอ้นายกองร้อยนั่นยังไม่รู้จะทำตัวยังไง ฉันก็ไม่รังเกียจที่จะสวมบทหลินชงแห่งศาลเจ้าซานเสินสักรอบ!"
คนเราต้องเอาตัวรอด แต่จะให้ยอมหักหลังความรู้สึกตัวเองไม่ได้
วันนี้ถอยหนึ่งก้าว พรุ่งนี้ยอมอีกหนึ่งที แล้วมันจะต่างอะไรกับเต่าหดหัว?
ขณะที่กำลังคิด จี้หยวนได้ยินเสียงฝีเท้าเร่งรีบนอกห้อง ตรงมาที่เรือนหลัก
แอ๊ด ประตูห้องถูกผลักออก
จี้เฉิงจงที่ตากฝนไปเอายากลับมาเบิกตากว้าง มองหลานชายที่นั่งหน้าแดงเลือดฝาด หายใจสม่ำเสมออยู่บนเตียง ด้วยความตกตะลึง
"จิ่วหลาง... เอ็งยังไม่ได้กินยา หายดีแล้วเรอะ?!"
[จบแล้ว]