- หน้าแรก
- เทพยุทธ์ไร้ตา
- บทที่ 41 - ศิษย์น้อง เจ้าดูเหมือนจะอ้วนขึ้นนะ
บทที่ 41 - ศิษย์น้อง เจ้าดูเหมือนจะอ้วนขึ้นนะ
บทที่ 41 - ศิษย์น้อง เจ้าดูเหมือนจะอ้วนขึ้นนะ
บทที่ 41 - ศิษย์น้อง เจ้าดูเหมือนจะอ้วนขึ้นนะ
"ฟังจากที่เจ้าพูดมา แสดงว่าเถ้าแก่เเนี๊ยะเป็นคนเลือกกระโปรงพวกนี้เองทั้งหมด? เจ้าไม่รู้เรื่องเลยสักนิด?"
จีหลิงรั่วนั่งตัวตรงอยู่บนเก้าอี้ สายตาไม่เป็นมิตร มือข้างหนึ่งจับด้ามกระบี่ อีกข้างลูบไล้ไปมาบนตัวกระบี่ไม้ ราวกับกำลังจะใช้มันฟันใครสักคน
ภายใต้แสงไฟ ขาเรียวขาวผ่องที่เปล่งประกายดุจหยกของนางไขว้กัน ชายกระโปรงผ้าโปร่งสั้นกุดทิ้งตัวลงมาจากโคนขา เหนือขอบกระโปรงขึ้นไป ช่วงเอวกลับว่างเปล่า เผยให้เห็นส่วนเว้าส่วนโค้งของเอวที่บางเฉียบแต่แฝงไว้ด้วยความแข็งแกร่งอย่างกล้าหาญ ส่วนโค้งเว้าไล่ระดับขึ้นไปสู่เส้นสายที่อวบอิ่มกว่าเดิม สิ่งที่โอบอุ้มมันไว้คือเกาะอกผ้าไหมประดับพู่ระย้า ลวดลายซับซ้อนบนนั้นราวกับจะดูดสายตาของทุกคนให้มาหยุดอยู่ที่ตรงนี้
แน่นอน ไม่นับรวมคนตาบอด
เสื้อผ้าชุดนี้ดูไม่ได้ลามกอนาจาร กลับเปิดเผยความงามแห่งเรือนร่างของสตรีออกมาอย่างตรงไปตรงมา
โหย่วซูยืนสงบเสงี่ยมอยู่ข้างโต๊ะ รู้สึกเหมือนมีหนามทิ่มแทงกลางหลังจากสายตาดูแคลนของศิษย์น้อง:
"นิดหน่อย รู้แค่นิดหน่อยจริงๆ"
"เหอะ ว่าแล้วเชียวเจ้าเป็นคนเลือก!" จีหลิงรั่วปากระบี่ไม้ลงบนโต๊ะเสียงดังปัง ทำหน้าเหมือนมองโหย่วซูทะลุปรุโปร่ง
"ไม่ใช่จริงๆ! ข้าแค่จับเนื้อผ้าดูเท่านั้น ข้าจะไปลูบกระโปรงชาวบ้านตั้งแต่หัวจรดเท้าได้ยังไง ตอนเถ้าแก่เเนี๊ยะบรรยายให้นางฟัง นางก็ไม่ได้บอกนี่ว่ามันโชว์เอว!" โหย่วซูรีบแก้ตัว
ทันใดนั้นสมองก็แล่นไว โหย่วซูทำหน้าซื่อบริสุทธิ์พูดต่อว่า:
"อีกอย่างนะศิษย์น้อง ข้าตาบอดจะซื้อเสื้อผ้าแบบนี้ให้เจ้าทำไม? ข้ามองไม่เห็นสักหน่อย!"
จีหลิงรั่วเห็นท่าทางเถียงไม่ออกของโหย่วซูก็นึกขำ ในใจกลับนินทาว่า: เจ้ามองไม่เห็น แต่เจ้ารู้ดีว่าตัวเองจับได้!
นางจึงยิ้มอย่างมีเลศนัยว่า "หมายความว่าถ้าเจ้ามองเห็น เจ้าก็จะซื้อสินะ?"
โหย่วซูพูดไม่ออก เล่นลิ้นกันแบบนี้เลยหรือ?
เขาย่อมรู้ดีว่าศิษย์น้องไม่ได้โกรธที่เขาซื้อเสื้อผ้าชุดนี้มาจริงๆ ไม่อย่างนั้นนางคงไม่ถือวิสาสะใส่มันมาหาเขาถึงห้องเพียงลำพัง ศิษย์น้องแค่รู้สึกว่าการแกล้งเขามันสนุกดี เพื่อให้เด็กสาวมีความสุข เขาก็ยอมเล่นตามเกมสอบสวนของศิษย์น้องแต่โดยดี
แต่การยั่วยุซ้ำแล้วซ้ำเล่าของศิษย์น้องทำให้โหย่วซูถอยจนไม่มีทางถอย เรื่องนี้ศิษย์น้องเองก็มีส่วนผิดไม่ใช่หรือไง?
"ซื้อ"
โหย่วซูพลันเก็บสีหน้าประจบประแจงลง กลิ่นอายรอบตัวเปลี่ยนเป็นมั่นใจและสูงส่งขึ้นทันตา
จีหลิงรั่วเห็นการเปลี่ยนแปลงกะทันหันของโหย่วซูก็ทำตัวไม่ถูก นางยกกระบี่ขึ้นมาขวางหน้าอกโดยสัญชาตญาณ ตกใจว่าไอ้บอดจอมเคร่งขรึมที่ชอบวางตัวเป็นสุภาพบุรุษคนนี้หายไปไหน? ทำไมถึงยอมรับเรื่องแบบนี้? นี่ไม่เท่ากับยอมรับกลายๆ ว่าเขาคิดอะไรกับนางหรือ...
จีหลิงรั่วรู้สึกประหม่าเล็กน้อย เด็กหนุ่มในสายตานางตอนนี้ เหมือนหมาป่าตัวร้ายในนิทานของโหย่วซูที่ถอดชุดหนูน้อยหมวกแดงออกแล้วเผยธาตุแท้ นางเอนตัวไปข้างหลังเล็กน้อย แสร้งทำเป็นใจดีสู้เสือ:
"ฮึ ยอมรับแต่แรกก็จบ ข้า... ก็ไม่ได้โทษเจ้าสักหน่อย เสื้อผ้าสวยดี แค่ใส่ไปข้างนอกไม่ได้... เจ้าซื้อมาดีแล้ว ครั้งหน้าไม่ต้องซื้ออีก..."
โหย่วซูกลับไม่ยอมปล่อยจีหลิงรั่วไปง่ายๆ เขาเดินรุกคืบเข้ามา ทุกครั้งที่เขาก้าวเท้าเล็กๆ เข้ามาหนึ่งก้าว จีหลิงรั่วก็จะเอนตัวหนีไปข้างหลังมากขึ้น
"แล้วศิษย์น้องล่ะ? ทำไมศิษย์น้องถึงกล้าใส่ชุดนี้มาที่ห้องของศิษย์พี่? ถ้าข้ามองเห็น ศิษย์น้องยังจะกล้าใส่มันมาไหม?"
ประโยคนี้ถามจนจีหลิงรั่วหน้าแดงก่ำ นางหดตัวลีบไม่กล้าตอบ จริงสิ ถ้าโหย่วซูไม่ใช่คนตาบอด นางถามใจตัวเองดูก็รู้ว่าไม่กล้าใส่มาแน่ๆ ความตาบอดของโหย่วซูต่างหากที่มอบความกล้าให้นางมากลั่นแกล้งเขาได้ตามใจชอบ
ตอนใส่นางก็คาดเดาไว้แล้วว่าโหย่วซูจะมีปฏิกิริยาเหมือนนกตื่นเกาทัณฑ์ แต่นางแค่อยากเห็นท่าทางดิ้นรนระหว่างความเคร่งขรึมภายนอกกับความไม่เคร่งขรึมภายในของโหย่วซู และสิ่งที่นางต้องการคือการทำให้เจ้าบอดที่วันๆ เอาแต่พูดว่าศิษย์น้องอย่างนั้นศิษย์น้องอย่างนี้ ทนไม่ไหวจนต้องฉีกหน้ากากตัวเองทิ้ง
เพราะอีกไม่นานก็ต้องจากกันแล้ว ถ้าไม่ทำให้เขาพูดความในใจออกมาเอง นางจะยอมใจได้อย่างไร?
แต่ทำไมพอเห็นเขาทำท่าจะเปิดไพ่ นางถึงได้กลัวขึ้นมานะ?
"ทำไมศิษย์น้องไม่พูดแล้วล่ะ?"
โหย่วซูหยุดฝีเท้า ยิ้มกรุ้มกริ่ม นิสัยปากเก่งแต่ใจเสาะของจีหลิงรั่วเขาคิดว่าตัวเองรู้ดีกว่าใคร
นึกไม่ถึงว่าจีหลิงรั่วจะสายตาเป็นประกายขึ้นมาทันที ความขลาดกลัวบนใบหน้าหายวับไป แทนที่ด้วยความเจ้าเล่ห์และหยิ่งผยอง
นางจัดท่านั่งให้ตรง สลับขาที่ไขว้กัน เผยให้เห็นผิวขาวเนียนวูบหนึ่ง นางเงยหน้ามองตาโหย่วซู พูดอย่างราบเรียบว่า:
"กล้าสิ มีอะไรไม่กล้า? เจ้าต่างหาก กล้าดูไหม?"
"?"
โหย่วซูชะงักไปครู่หนึ่ง ในใจตื่นตระหนก: ศิษย์น้องเอาจริงดิ?
จีหลิงรั่วเห็นโหย่วซูไปไม่เป็น ก็สะใจอย่างยิ่ง หัวเราะเยาะแล้วลุกขึ้นยืน ไม่ยอมให้ส่วนสูงที่เตี้ยกว่าโหย่วซูครึ่งศีรษะมาลดทอนรังสีอำมหิตของนาง:
"น่าเสียดายที่บางคนทำไม่ได้ อยากดูก็ดูไม่ได้"
โหย่วซูเงียบกริบ รู้ตัวว่ายกนี้เขาแพ้แล้ว แต่ไม่ใช่เพราะเขาปอดแหก เขารู้ดีว่าเด็กสาวตรงหน้าแบกรับความเจ็บปวดซ่อนเร้นไว้มากเพียงใด ถึงได้พยายามเข้าหาเขาเพื่อหาความปลอดภัยจากเขา การทำลายกำแพงกั้นความสัมพันธ์ในเวลาแบบนี้ไม่ต่างอะไรกับการฉวยโอกาสซ้ำเติมคนตกทุกข์ได้ยาก
โหย่วซูสัญญากับตัวเอง ไม่ว่าศิษย์น้องจะยอมรับหรือไม่ วันที่รักษาศิษย์น้องหาย เขาจะบอกความในใจของตัวเอง
จีหลิงรั่วเห็นโหย่วซูเงียบไป นึกว่าตัวเองเล่นแรงเกิน จึงเสียงอ่อนลง:
"ไม่ได้โทษเจ้าว่าซื้อเสื้อผ้าไม่ดีสักหน่อย ไม่พูดไม่จาทำไม? ข้า... ข้าชอบมากเลยนะ จริงสิ เรื่องเดินปราณนี่ยังจะสอนอยู่ไหม?"
โหย่วซูได้สติกลับมา "ศิษย์น้องไม่ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนแล้วค่อยมาเรียนหรือ?"
จีหลิงรั่วหันหน้าหนี พูดเสียงเบาหวิวราวกับยุงบิน:
"ก่อนหน้านี้ที่ข้าใส่ชุดหนาๆ แล้วบ่นว่าไม่รู้สึก เจ้าเป็นคนพูดเองไม่ใช่หรือ ว่าชุดบางๆ ตัวแรกช่วยฝึกได้ดีที่สุด ชุดหนาๆ นอกจากเจ้าจะเหนื่อยแล้วยังไม่ได้ผล ในเมื่อผลลัพธ์มันขึ้นอยู่กับความหนาของเสื้อผ้า งั้นครั้งนี้ก็... ก็ไม่ต้องผ่านเสื้อผ้าลองดูสิ... แต่มีข้อแม้ว่า เจ้าต้องระวังหน่อย..."
โหย่วซูเอียงหู ขมวดคิ้วถามอย่างรู้สึกผิดว่า:
"ศิษย์น้องพูดว่าอะไรนะ? ข้าไม่ได้ยิน"
จีหลิงรั่วได้ยินดังนั้นก็โกรธจนเตะหน้าแข้งโหย่วซูไปทีหนึ่ง "แกล้งทำเป็นไม่ได้ยินอีกจะไม่คุยด้วยแล้วนะ!"
ศิษย์พี่จอมเจ้าเล่ห์คนนี้เพิ่งจะเสียหน้า ก็จะเอาคืนทันที น่ารังเกียจจริงๆ ต่อหน้าเขาตัวเองไม่ควรใจอ่อนเลย!
"จะสอนไม่สอน!"
"สอนๆๆ เริ่มทบทวนจากท่าที่หนึ่งก่อน ทำท่าทางสิ" โหย่วซูหลบฉากออกมา เริ่มรวบรวมสมาธิจดจ่อสังเกตการไหลเวียนของปราณทุกเส้นสายในตัวศิษย์น้อง
"บอกแล้วไง? ต้องขึ้นก่อนแล้วค่อยลง"
"เจ้าต้องตั้งสมาธิแขม่วท้อง กดปราณลงไปก่อนสิ"
โหย่วซูชี้ไม้ชี้มือใส่เด็กสาวที่แต่งตัวราวกับนางอัปสรสวรรค์
"..."
จีหลิงรั่วกัดฟันกรอด นางสงสัยอย่างยิ่งว่าโหย่วซูจงใจแกล้งให้นางเป็นฝ่ายเอ่ยปากก่อน จึงพูดด้วยความอายปนโกรธว่า:
"ถ้าข้าทำได้เอง จะให้เจ้าสอนทำไม? เจ้าก็ลงมือสิ!"
"โอ้ๆ"
"อ๊ะ! เจ้า... เจ้าอย่าสั่นสิ!"
"ข้าไม่ได้สั่น ศิษย์น้องต่างหากที่สั่น!"
"ข้าสั่นตรงไหน? ชัดๆ ว่ามือเจ้าสั่น!"
"ข้าไม่ได้สั่นจริงๆ"
"เจ้าแหละ!"
"ก็ได้ๆ ข้าเอง ข้าเอง"
โหย่วซูบังเอิญสัมผัสได้ถึงน้ำหนักที่ถ่วงอยู่บนหลังมือ จึงถามอย่างระมัดระวังว่า:
"ศิษย์น้อง ทำไมรู้สึกเหมือนเจ้า... อ้วนขึ้นหรือเปล่า?"
"ไสหัวไป!"
(จบแล้ว)