- หน้าแรก
- เทพยุทธ์ไร้ตา
- บทที่ 42 - วิชาวายุสมปรารถนา
บทที่ 42 - วิชาวายุสมปรารถนา
บทที่ 42 - วิชาวายุสมปรารถนา
บทที่ 42 - วิชาวายุสมปรารถนา
วันนี้เป็นวันที่ห้าที่ท่านเซียนกู้มาถึงเมืองชูอวิ๋น และเป็นวันที่สี่ของงานประลองสู่เซียน โหย่วซูคว้าชัยชนะมาได้โดยไม่มีอุบัติเหตุใดๆ เพียงแต่กระบวนการไม่ได้ฉายแววเฉียบขาดเหมือนนัดแรกที่ใช้กระบี่เดียวสยบเซิ่งจื่อหลิง กลับกัน อูเฉิงกลับชนะรวดทั้งสามนัดโดยไม่เสียเลือดเนื้อแม้แต่น้อย ชนะได้อย่างง่ายดาย
ช่างบังเอิญเหลือเกินที่โหย่วซูกับอูเฉิงไม่เคยจับคู่เจอกันเลย ราวกับลิขิตสวรรค์ต้องการให้การพบกันครั้งแรกของพวกเขาคือการตัดสินแพ้ชนะในนัดชิงชนะเลิศของงานประลองนี้
ผู้คนต่างยินดีที่ได้เห็นฉากเช่นนี้ พวกเขามองไม่เห็นเหตุผลเบื้องหลังความบังเอิญ จึงใส่ฟิลเตอร์แห่งโชคชะตาให้กับการต่อสู้นี้ และตั้งตารอการตัดสินในวันพรุ่งนี้อย่างตื่นเต้น
โหย่วซูเองก็ไม่ต่างกัน พอคิดว่าจะได้ก้าวแรกสู่การเดินทางไปเขาเทพ เขาก็ฮึกเหิม ฝีเท้าในการเคลื่อนไหวรวดเร็วขึ้นเรื่อยๆ จนเกือบจะสะดุดล้มหน้าคะมำ
ไม่ใช่ว่าโหย่วซูเข้าใจเคล็ดวิชา "วิชาวายุสมปรารถนา" ผิดเพี้ยน แต่เป็นเพราะการสอนลับๆ กับศิษย์น้องเมื่อคืนมันตื่นเต้นเกินไป ความตื่นเต้นนี้ไม่ได้หมายถึงการสัมผัสแนบชิดกับจีหลิงรั่ว แต่เป็นการกระตุ้นหลิงไถในตัวโหย่วซูเอง
เมื่อไม่มีอาภรณ์ช่วงเอวขวางกั้น ปราณที่โหย่วซูส่งเข้าไปจากหน้าท้องน้อยของจีหลิงรั่ว ไม่เพียงแค่ชักนำอยู่ภายนอก แต่ซึมซับเข้าไปเล็กน้อย ไหลเวียนไปพร้อมกับปราณของจีหลิงรั่ว
สิ่งนี้ไม่เพียงทำให้จีหลิงรั่วรู้สึกว่าปราณไหลเวียนเป็นระเบียบขึ้น แต่ยังสร้างวงจรไหลเวียนอ่อนๆ เชื่อมต่อกับปราณในตัวโหย่วซูโดยไม่ตั้งใจ วิธีนี้เดิมทีโหย่วซูได้ความรู้มาจากวิชาบำเพ็ญคู่ ปราณของทั้งสองเชื่อมต่อกันโดยไม่ต่อต้าน นอกจากจะช่วยฟื้นฟูพลังดั้งเดิมแล้ว ยังดึงดูดปราณฟ้าดินเข้าสู่วงจรได้ด้วย ทั้งสองต่างรู้สึกตัวเบาสบายเหมือนจะลอยได้
ปกติสอนแค่ครึ่งชั่วยามโหย่วซูก็เหนื่อยแทบขาดใจ แต่เมื่อคืนสอนไปเกือบหนึ่งชั่วยามกลับไม่รู้สึกเหนื่อยเท่าไหร่
โหย่วซูสาบานต่อฟ้าได้เลย ว่าไม่ใช่เพราะหลงใหลในความนุ่มนิ่มของเอวและหน้าท้องเด็กสาวจนไม่อยากปล่อยมือ จริงๆ แล้วเขาที่เป็นชายหนุ่มเลือดร้อนต้องอดทนอย่างทรมานมาก เป็นจีหลิงรั่วเองต่างหากที่เคลิบเคลิ้ม สั่งให้โหย่วซูสอนต่อห้ามหยุด
จนกระทั่งสอนไปถึงท่อนล่าง ตอนที่โหย่วซูกำลังชักนำอยู่ที่ต้นขาของนาง จู่ๆ เด็กสาวก็เหมือนรู้สึกอะไรบางอย่าง ร่างกายเกร็งไปทั้งตัว จับมือโหย่วซูไว้ไม่ให้ขยับต่อ แต่การเดินปราณมาถึงครึ่งทางจะหยุดดื้อๆ ได้อย่างไร? โหย่วซูจึงทำท่านั้นจนจบถึงยอมหยุด เด็กสาวพลันเหมือนลูกโป่งที่ลมออก ร่างกายสั่นเทาเกือยยืนไม่อยู่ ด่าโหย่วซูด้วยเสียงสั่นเครือว่า "คนบ้า" แถมยังทุบเขาด้วยความเขินอายไปทีหนึ่งก่อนจะวิ่งหนีไป การสอนถึงได้จบลงอย่างบังคับ
โหย่วซูสัมผัสเหงื่อหอมลื่นมือ พลางตำหนิตัวเองในใจ ต่อให้ผลการสอนจะดีแค่ไหน ครั้งหน้าก็ห้ามให้ศิษย์น้องใส่ชุดแบบนี้มาอีกเด็ดขาด
โหย่วซูยิ่งเข้าใจความลึกล้ำของ "คัมภีร์ประสานหยินหยางฟ้าดิน" ของสำนักมากขึ้น น่าเสียดายแม้วิชาบำเพ็ญคู่จะดี แต่ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลา เขาเชื่อว่าเส้นทางของเขากับจีหลิงรั่วยังอีกยาวไกล
ยามเช้าตรู่ โหย่วซูนั่งสมาธิสำรวจหลิงไถภายใน พบว่าในหลิงไถเต็มไปด้วยพลังชีวิต ดีกว่าตอนนั่งบำเพ็ญเพียรคนเดียวไม่รู้กี่เท่า ตอนนี้เขารู้สึกว่ามีแรงเหลือเฟือ จนทำให้ตอนฝึก "วิชาวายุสมปรารถนา" เขาแทบปรับตัวไม่ทันกับปราณที่พุ่งพล่านขึ้นมา
กลับมาที่ "วิชาวายุสมปรารถนา" ก่อนถึงขอบเขตฮว่าอวี่ ผู้บำเพ็ญเพียรจะเหาะไม่ได้ เพราะยังไม่ผ่านการตกตะกอนในขอบเขตหนิงสุ่ย ความเข้มข้นของปราณในร่างกายยังไม่ถึงเกณฑ์ที่จะปล่อยออกมาพยุงตัวให้ลอยกลางอากาศได้
ดังนั้นคัมภีร์วิชาตัวเบาจึงมีค่ามากสำหรับผู้บำเพ็ญเพียรที่ต่ำกว่าขอบเขตฮว่าอวี่ ฟังชันก์หลักๆ แบ่งออกเป็นสามประเภท: หนึ่งคือช่วยในการเดินทางไกล; สองคือการเคลื่อนย้ายในระยะสั้น; สามคือการหลบหลีกในจุดที่ละเอียดอ่อน
"วิชาวายุสมปรารถนา" กลับครอบคลุมสองประเภทแรก คือวิชา "เหินวายุ" และ "บันไดวายุ"
เหินวายุช่วยให้ผู้บำเพ็ญเพียรเดินทางพันลี้โดยอาศัยแรงลม ประหยัดปราณได้มหาศาล
บันไดวายุสามารถทำให้คนลอยตัวได้ชั่วขณะ แม้จะเป็นผู้บำเพ็ญเพียรต่ำกว่าขอบเขตฮว่าอวี่ก็ตาม หลักการคืออัดกระแทกปราณปล่อยออกมาที่ฝ่าเท้า ทำให้ผู้ใช้เหมือนเหยียบอยู่บนบันไดที่ทำจากลมกลางอากาศ ไต่ระดับขึ้นไปได้
ต่างจากการบินอย่างอิสระของผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตฮว่าอวี่ การใช้บันไดวายุนั้นยากมาก มีข้อกำหนดเรื่องความแรงและความแม่นยำในการปล่อยปราณที่เข้มงวด และยังต้องควบคุมการทรงตัวของร่างกายตอนลอยตัว รวมถึงการเผาผลาญปราณมหาศาลจากการอัดกระแทก
แต่โหย่วซูถนัดทางนี้จริงๆ โดยเฉพาะหลังจากสอนศิษย์น้องมาหลายครั้ง เขารู้สึกว่าการไหลเวียนของปราณทั่วร่างเป็นไปดั่งใจนึก แต่ถึงอย่างนั้น โหย่วซูก็ไม่ได้บรรลุในขั้นตอนเดียว เขาปล่อยพลังจากเท้าซ้ายที เท้าขวาที ท่าทางเหมือนกำลังกระโดดขาเดียวไปมา ดูตลกพิลึก แต่เขากลับสนุกสนานกับมัน ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
...
ค่ำคืนนี้พระจันทร์กระจ่างดาวบางตา กู้เหยายืนอยู่บนยอดตึกที่สูงที่สุดในเมืองมองดูท้องฟ้ายามค่ำคืน ผ่านแสงจันทร์นวลตา เขามักจะรู้สึกว่ามองเห็นกลุ่มหมอกปริศนา
หมอกกลุ่มนั้นเลือนลาง ดูเหมือนจะไม่ได้อยู่ในระนาบเดียวกับเมฆด้านหลัง กู้เหยามีความรู้สึกว่า หมอกพวกนี้อยู่ตรงนั้นตลอดเวลา ดังนั้นยามเช้าเมืองชูอวิ๋นถึงได้มีหมอกบางๆ ปกคลุมเสมอ และเมื่อแดดออกจ้า พวกมันก็ไม่ได้สลายไป เพียงแค่ถูกแสงแรงกล้ากลบจนมองไม่เห็น
ในขณะที่เขากำลังสงสัยอยู่นั้น จู่ๆ ก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายสายหนึ่งกำลังใกล้เข้ามา เขาเพ่งมอง ก็พบว่าคนผู้นี้ไม่มีวรยุทธ์เลยสักนิด ซึ่งดึงดูดความสนใจของเขาขึ้นมา
เงาสีขาวนั้นกระโดดไปมาบนหลังคา ไม่นานก็มาถึงตรงหน้ากู้เหยา ที่แท้ก็เป็นสตรีชุดขาวที่มีส่วนเว้าส่วนโค้งงดงาม เพียงแต่สตรีผู้นี้กลับยืนอยู่สูงกว่าเขา กู้เหยาเริ่มไม่พอใจ แต่พอมองดูดีๆ ก็แทบจะเข่าทรุดลงไปกราบ
ใบหน้าของสตรีผู้นี้เขาเคยมีวาสนาได้เห็นเพียงครั้งเดียวตอนเลื่อนขั้นเป็นผู้ดูแลฝ่ายนอก และก็จดจำไปชั่วชีวิต รู้สึกเพียงว่านี่คือเทพธิดาจุติลงมาจริงๆ เขารีบก้มตัวคำนับ:
"กู้เหยาคารวะผู้อาวุโสสิบสาม!"
ต่อให้คิดจนหัวแตกเขาก็คาดไม่ถึงว่า ท่านหญิงกระบี่บัวแห่งยอดเขาดอกบัว สำนักเสวียนเซียว ที่หายตัวไปแปดปีจะมาเจอที่นี่ และดูจากท่าทาง อีกฝ่ายตั้งใจมาหาเขา
"อืม" น้ำเสียงของเหอซูถงเรียบเฉย "เจ้ามาที่นี่ เพื่อเรื่องผีกลืนฝัน?"
"ขอรับ" กู้เหยาไม่กล้าปิดบัง
"เจ้าไม่ต้องยุ่งแล้ว เขตนี้ข้าดูแลเอง"
กู้เหยาตกใจ แต่ก็ไม่กล้าขัดใจท่านหญิงกระบี่บัว แต่ก็ยังลังเลว่า: "กู้เหยาไร้ความสามารถ แต่อาจจะพอช่วยอะไรได้บ้าง"
"ข้าเรียกผู้ช่วยมาแล้ว ถ้าเป็นผีกลืนฝันจริงๆ เจ้าเป็นร้อยคนก็ไม่มีประโยชน์เท่ากับนางคนเดียว"
กู้เหยายิ่งตกใจ พอจะเดาได้ลางๆ ว่าผู้ช่วยที่ท่านหญิงกระบี่บัวพูดถึงคือใคร แค่นึกไม่ถึงว่าสำนักเสวียนเซียวจะยอมปล่อยนางออกมา
"จริงสิ เจ้ายังมีภารกิจใหม่อีกอย่าง"
"เชิญผู้อาวุโสสิบสามสั่งมาได้เลย!"
"ก่อนข้าจะกลับมา ให้เจ้าแอบคุ้มครองเด็กหนุ่มในเมืองนี้ที่ชื่อโหย่วซู แต่อย่าให้โจ่งแจ้งนัก"
เหอซูถงมองไกลไปยังทิศทางของสำนักกระบี่คู่ยวนยาง เม้มริมฝีปากบาง สิ้นเสียงนางก็กระโดดหายไปในความมืด
"กู้เหยาน้อมรับคำสั่ง"
กู้เหยามองแผ่นหลังของท่านหญิงกระบี่บัวที่กลืนหายไปกับราตรี แล้วก็นึกถึงเด็กหนุ่มตาบอดที่ทำให้เขาประทับใจคนนั้น ในใจเต็มไปด้วยความสงสัย
(จบแล้ว)