เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 31 - ศิษย์พี่ ท่านช่วยข้าเดินปราณจริงๆ หรือ?

บทที่ 31 - ศิษย์พี่ ท่านช่วยข้าเดินปราณจริงๆ หรือ?

บทที่ 31 - ศิษย์พี่ ท่านช่วยข้าเดินปราณจริงๆ หรือ?


บทที่ 31 - ศิษย์พี่ ท่านช่วยข้าเดินปราณจริงๆ หรือ?

ตะวันใกล้ลับเหลี่ยมเขา แสงสุดท้ายของวันค่อยๆ เลือนหายไป แทนที่ด้วยแสงราตรีสีครามเข้ม

ยามโพล้เพล้ต่อกับแสงสายัณห์ เป็นช่วงเวลาที่เหมาะแก่การบำเพ็ญเพียรที่สุดในรอบวัน

โหย่วซูเลิกนั่งสมาธิ พ่นลมหายใจขุ่นมัวออกมายาวเหยียด ก่อนจะยกถ้วยชาขึ้นจิบเบาๆ สองคำ

รสชาติหวานล้ำเย็นชื่นใจ หอมอบอวล ช่วยให้จิตใจสงบนิ่ง นี่คือชาดอกกล้วยไม้หยกขาวที่หลิงเจินเหรินเคยใช้รับรองเขาในวันนั้น เพียงแต่ตอนนี้มันกลายเป็นของสะสมของโหย่วซูไปแล้ว

เขาหวนนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้ จากตอนแรกที่แค้นจนแทบอยากจะบดกระดูกพวกอูเฉิงให้เป็นผุยผง มาตอนนี้เขาสงบสติอารมณ์ลงได้มากแล้ว

ความแค้นนี้เขาต้องชำระแน่ แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้ ท้ายที่สุดแล้ว ยิ่งมีคนสนใจศิษย์น้องและศิษย์พี่หญิงน้อยเท่าไหร่ พวกนางก็จะยิ่งปลอดภัยมากเท่านั้น

อารมณ์ชั่ววูบของเขาอาจนำมาซึ่งคลื่นลมที่โหมกระหน่ำกว่าเดิม มีเพียงการอดทนอดกลั้นเป็นระยะๆ เท่านั้น ที่จะมอบสภาพแวดล้อมอันเงียบสงบให้แก่ศิษย์น้องและศิษย์พี่หญิงได้

เมื่อนึกถึงคำสัตย์ปฏิญาณว่าจะช่วยศิษย์น้องและศิษย์พี่หญิง โหย่วซูคิดเพียงว่าหนทางข้างหน้าแม้จะยากลำบากแต่ย่อมมีวันสิ้นสุด ทว่าเมื่อลองตรึกตรองดูดีๆ ในตอนนี้ เขากลับมืดแปดด้าน

ในแง่ของฝีมือ เขาเป็นเพียงเด็กหนุ่มขอบเขตหลิงไถ แม้จะโชคดีฆ่าหลิงเจินเหรินขอบเขตหนิงสุ่ยได้ แต่สภาวะแปลกประหลาดแบบนั้น ก่อนที่เขาจะคุ้นเคยกับมันอย่างถ่องแท้ เกรงว่าคงไม่อาจเปิดเผยให้ใครเห็นได้ง่ายๆ

ในแง่ของเส้นสาย เพราะอาจารย์ของเขา ทำให้ผู้บำเพ็ญเพียรในเมืองชูอวิ๋นที่มีความสัมพันธ์อันดีกับเขามีน้อยจนน่าใจหาย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงนอกเมืองหรือบนเขาเทพว่าจะมีใครให้พึ่งพาได้ ที่พึ่งเดียวของเขา ได้จากไปเมื่อแปดปีก่อนแล้ว

แล้วเจ้าเมืองหลิ่วผู้มีเมตตาคนนั้นจะไว้ใจได้หรือ? โหย่วซูส่ายหน้าในใจ

ดูเหมือนวันนี้เจ้าเมืองเฒ่าจะเข้าข้างโหย่วซู แต่ใครจะรู้ว่าหลังจากเขาออกจากสำนักกระบี่ไปแล้ว จะไปพูดอะไรกับอูเฉิงบ้าง? ฐานะและอนาคตของอูเฉิง เป็นสิ่งที่โหย่วซูเทียบไม่ได้ คนอย่างเจ้าเมืองเฒ่าในใจย่อมมีตาชั่งที่ชัดเจน วันนี้เขาทำให้อูเฉิงเสียหน้า วันหน้าเขาก็อาจจะหาทางให้อูเฉิงได้หน้าในที่อื่น ผลประโยชน์และข้อเสียเปรียบ เจ้าเมืองหลิ่วมองทะลุปรุโปร่งยิ่งกว่าใคร มิฉะนั้นเขาคงไม่สามารถครองตำแหน่งนี้มาได้ยาวนานถึงหกสิบปี

อีกอย่างหากเขาต้องการดูแลโหย่วซูจากใจจริง เพียงแค่ใช้สายตาสอดส่องเล็กน้อยก็ย่อมรู้ว่าโหย่วซูมักถูกกลั่นแกล้ง การที่เขาไม่เคลื่อนไหวไม่ใช่เพราะไม่รู้เรื่อง แต่เป็นเพราะเกรงใจเบื้องหลังของเหล่าเด็กหนุ่มผู้บำเพ็ญเพียรเหล่านั้นต่างหาก เพราะคนเหล่านั้นคือผู้ที่มีอิทธิพลในเมืองชูอวิ๋นที่สามารถพูดคุยกับเจ้าเมืองหลิ่วได้จริงๆ ส่วนวันนี้ที่เจ้าเมืองหลิ่วยื่นมือเข้าช่วย ก็เป็นเพียงเพราะอูเฉิงบุกมาหาเรื่องถึงบ้านจนล้ำเส้นของเขา ในสายตาเขา อาจารย์เพียงแค่ออกท่องเที่ยว หากวันหนึ่งกลับมาแล้วรู้ว่าเรื่องราวบานปลาย คนพวกนั้นคงไม่ได้จบแค่ถลอกปอกเปิกแน่

เสียแรงที่เมื่อตอนกลางวันศิษย์น้องยังชมว่าปู่คนนั้นเป็นคนดี โหย่วซูได้แต่ยิ้มรับโดยไม่โต้แย้ง

"ทางเดินลำบาก! ทางเดินลำบาก! ทางแยกมากมาย ตอนนี้อยู่ที่ใด?"

โหย่วซูอดทอดถอนใจไม่ได้ เขายังหาเส้นทางที่ราบรื่นที่สุดไม่เจอ แต่เขาก็วางแผนก้าวต่อไปไว้แล้ว:

อันดับแรกต้องฟื้นฟูสภาพร่างกายให้สมบูรณ์ ใช้ทุกนาทีให้คุ้มค่าเพื่อแข็งแกร่งขึ้น พยายามหาเบาะแสเกี่ยวกับการขจัดมารจากมรดกของหลิงเจินเหริน; หน่วยปราบมารดูจะเป็นองค์กรที่มีความหวังที่สุดที่จะช่วยเขาได้ เขาต้องหาวิธีสร้างความสัมพันธ์กับพวกเขา; หากจำเป็น ก็ต้องออกจากเมืองชูอวิ๋นไปหาโอกาสในที่ที่ใหญ่กว่า

พระจันทร์ลอยเด่นเหนือยอดไม้ ดวงดาวระย้าเต็มท้องทุ่ง

เด็กหนุ่มยกจอกชาขึ้นท่ามกลางเสียงจักจั่นที่ร้องระงม หลับตาพักสายตา ใบหน้าด้านข้างคมสันราวกับขุนเขา แต่ในความเป็นจริงกำลังพลิกอ่านตำราวิชามารเหล่านั้นในทะเลความรู้

ประตูไม้เก่าคร่ำคร่าถูกผลักเบาๆ จนเกิดเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด จีหลิงรั่วแอบย่องเข้ามาอย่างลับๆ ล่อๆ ทำให้เด็กหนุ่มดึงสติกลับมา

ผู้มาเยือนสวมชุดกระโปรงสีเขียวอ่อนพริ้วไหว ใต้กระโปรงคือเรียวขาขาวเนียนยาวสวย; ดูเหมือนเพิ่งอาบน้ำเสร็จ เส้นผมสีดำขลับที่ยังชื้นอยู่เล็กน้อยถูกมัดรวบไว้อย่างลวกๆ ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ; คอเสื้อหลวมเล็กน้อย เผยให้เห็นไหล่เนียนขาวและไหปลาร้าสวย รวมถึงเนินอกขาวผ่องรำไร

น่าเสียดายที่โหย่วซูมองไม่เห็น มิฉะนั้นคงได้เห็นคิ้วเรียวที่วาดมาอย่างดี แป้งหอมที่ผลัดหน้าบางๆ และติ่งหูสีแดงระเรื่อของเด็กสาว

หลังจากจีหลิงรั่วเข้ามาในห้อง นางก็ค่อยๆ ปิดประตูอย่างระมัดระวัง จังหวะที่ประตูกำลังจะปิดสนิท นางยังชะโงกหน้าออกไปมองดูลาดเลาราวกับโจรกลัวความผิด เมื่อเห็นว่าไม่มีใครจึงวางใจปิดประตูลง

พฤติกรรมเช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ปกติจีหลิงรั่วจะทำตัวเหมือนจอมยุทธ์หญิงผู้ห้าวหาญ ถ้าไม่เปิดประตูทิ้งไว้ ก็จะกระแทกประตูออกไปเลย

แต่วันนี้นางกลับดูเหมือนโจรสาวมือใหม่ที่หวังจะปล้นคนรวยช่วยคนจน เนื้อตัวสั่นเทาหวาดระแวง ราวกับวินาทีถัดไปจะถูกคนชั่วในห้องจับได้แล้วจับทำไส้ขนม

"ศิษย์น้อง มาแล้วหรือ"

น้ำเสียงของโหย่วซูราบเรียบ แต่เด็กสาวกลับเหมือนดินปืนที่ถูกจุดระเบิด นางแหวใส่:

"ที่นี่เป็นถ้ำเสือรังมังกรหรือไง? มีอะไรให้มาไม่ได้?"

"..."

โหย่วซูมีเส้นสีดำผุดขึ้นบนหน้าผาก ไม่รู้ว่าห้องของเขากลายเป็นสถานที่อันตรายขนาดนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่ ทั้งที่เมื่อก่อนศิษย์น้องจะเข้าจะออกก็ตามใจชอบ ยิ่งกว่าห้องตัวเองเสียอีก

ห้องนี้จีหลิงรั่วเคยเข้ามานับครั้งไม่ถ้วน แต่เมื่อก่อนคือนางถีบประตูเข้ามาเอง แต่วันนี้เป็นครั้งแรกที่ได้รับเชิญจากโหย่วซู

ก่อนมา นางจงใจอาบน้ำแต่งหน้า เปลี่ยนมาใส่ชุดกระโปรงตัวโปรด ชุดนี้ค่อนข้างเปิดเผย ชายกระโปรงสั้น คอกว้าง เนื้อผ้าบางเบา ลวดลายเรียบง่ายแต่หรูหรา มีประกายระยิบระยับซ่อนอยู่ ชุดแบบนี้สำหรับจีหลิงรั่วที่ขี้อาย ไม่กล้าใส่เดินออกไปข้างนอกแน่ ได้แต่แอบใส่ส่องกระจกชื่นชมตัวเองเงียบๆ

ถึงจะรู้ว่าโหย่วซูเป็นคนตาบอดมองไม่เห็นอะไร แต่เมือเช้านางก็ยังใส่มา ไม่รู้ว่าคาดหวังอะไร และยิ่งไม่รู้ว่าตัวเองกลัวอะไร

ความจริงนางเคยเห็นป้ายเก่าที่ซ่อนอยู่ใต้ประตูใหญ่ตั้งนานแล้ว ป้ายก่อนจะเป็นสำนักกระบี่คู่ยวนยาง ชัดเจนว่ายังมีคำว่า "ประสานหยินหยางฟ้าดิน" อีกหกคำ จะบอกว่าหกคำนี้เป็นคำขยายของสำนักกระบี่คู่ยวนยาง ก็สู้บอกว่าสำนักกระบี่คู่ยวนยางเป็นคำขยายของหกคำนี้เสียยังจะดีกว่า!

มีสำนักกระบี่ที่ไหนเขาเขียนคำว่า "สำนักกระบี่คู่ยวนยาง" ตัวเล็กนิดเดียว แต่เขียน "ประสานหยินหยางฟ้าดิน" ตัวเบ้อเริ่มเทิ่มบ้างฮะ!

ตอนนั้นที่เห็น นางคิดแค่ว่าตัวเองตาฝาดหลงเข้ามาผิดที่ กะว่าจะเก็บข้าวของหนีกลับไปขอโทษท่านพี่ แต่พอเห็นเจ้าบอดนี่ทำท่าทางซื่อตรง ดูแลนางอย่างดี ถ่ายทอดวิชาให้จนหมดไส้หมดพุง ก็เลยตัดใจทิ้งไม่ลง ปล่อยเลยตามเลยจนผ่านไปสามปี นึกว่าตอนนั้นตัวเองแค่คิดมากไปเอง สำนักกระบี่นี้คงกลับตัวกลับใจเป็นคนดีนานแล้ว

จนกระทั่งเมื่อเช้าที่โหย่วซูก้มลงกระซิบข้างหูนางว่า 'อยากเรียนวิธีควบคุมปราณ ให้มาหาที่ห้องคืนนี้' นางถึงได้เข้าใจว่า ไอ้คนตาบอดจอมปลอมคนนี้ กะรอให้องุ่นสุกงอมเต็มที่แล้วค่อยเด็ดกินนี่เอง!

จีหลิงรั่วเห็นโหย่วซูเงียบไป ก็ยิ่งรู้สึกอายปนโมโห ทั้งที่เมื่อเช้าเขาเป็นคนนัดเองแท้ๆ ทำไมนางรวบรวมความกล้ามาแล้ว เขาถึงไม่มีอะไรจะพูดเล่า?

"นี่... มะ... ไม่ใช่ว่าจะเรียนวิธีควบคุมปราณหรอกหรือ?"

"อืม ศิษย์น้องเจ้าเตรียมตัวพร้อมแล้วหรือยัง?"

โหย่วซูยืนตัวตรงด้วยจิตใจสงบนิ่ง แต่ในสายตาจีหลิงรั่ว เขากลับดูเหมือนหมาป่าหิวโซที่อดอยากปากแห้งจนทนไม่ไหว

"ยัง... ยังต้องเตรียมอะไรอีก? ก็แค่มาคนเดียวไม่ใช่หรือไง?" เด็กสาวบิดนิ้วที่พันกันยุ่งไปมา ถามย้อนกลับ

"กระบี่ไง เจ้าไม่ได้เอากระบี่มาหรือ?"

"หา? ยัง... ยังต้องใช้กระบี่ด้วยหรือ?" เด็กสาวเบิกตากว้าง ไม่รู้คิดไปถึงไหน แก้มสองข้างแดงระเรื่อราวกับสีชาด นางคิดว่าศิษย์พี่ตัวร้ายจงใจแกล้งให้อาย จึงกัดริมฝีปาก กระทืบเท้าแล้วว่า "เจ้า! เจ้าก็มีกระบี่ไม่ใช่หรือไง!"

พูดจบ ยังปรายตามองไปยังจุดยุทธศาสตร์ของใครบางคน

"ก็ได้ งั้นเจ้าใช้กระบี่ของข้าก็แล้วกัน" โหย่วซูหยิบกระบี่โม่ซงที่วางอยู่หัวเตียงยื่นไปตรงหน้าจีหลิงรั่ว

เด็กสาวรับกระบี่โม่ซงมาอย่างไม่อยากจะเชื่อ ริมฝีปากสีพีชแดงก่ำราวกับจะมีเลือดหยดลงมา นางอยากจะรีบเอามือปิดหน้าแล้วมุดดินหนีไปให้รู้แล้วรู้รอด ตีให้ตายก็ไม่อยากยอมรับว่าตัวเองคิดลามกไปไกล แถมยังโกรธที่โหย่วซูไม่พูดให้ชัดเจนแต่แรก

แต่ก็รู้สึกทะแม่งๆ นางรู้สึกว่าต้องเอาคืนบ้าง จึงถามโพลงออกไปว่า "นี่ มีที่ไหนเขาฝึกกระบี่กันในห้องบ้าง?"

ฝึกกระบี่ในห้อง นี่เจ้าฝึกกระบี่อะไรของเจ้าฮะ?

นึกไม่ถึงว่าพอถามออกไป คนที่เขินอายกลับกลายเป็นโหย่วซู ผิวของเด็กหนุ่มไม่ได้ขาวจัด แต่ก็เห็นได้ชัดว่าขึ้นสีแดงระเรื่อ โหย่วซูกำหมัดป้องปากกระแอมไอ ร่างกายขยับไปมาอย่างไม่เป็นธรรมชาติ เห็นชัดว่ากำลังประหม่า

จีหลิงรั่วมองท่าทางทำตัวไม่ถูกของโหย่วซูราวกับได้รับชัยชนะครั้งใหญ่ ยิ้มออกมาอย่างผู้ชนะ รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้คิดไปเองคนเดียว เจ้าคนแกล้งทำเป็นเคร่งขรึมคนนี้ก็คิดจะทำเรื่องอย่างว่านั่นแหละ! จนลืมไปสนิทว่าถ้าเรื่องราวดำเนินไปตามที่นางจินตนาการจริงๆ ใครกันแน่ที่จะเป็นคนรับเคราะห์...

"ทำไมไม่พูดแล้วล่ะ?" จีหลิงรั่วเชิดหน้าอย่างได้ใจ

"อะแฮ่ม ศิษย์น้องอยากเรียนวิธีควบคุมปราณ ย่อมต้องเริ่มจากเพลงกระบี่ที่คุ้นเคย" โหย่วซูหน้าแดงหูแดงอย่างหาได้ยาก "เพียงแต่วิธีนี้ มันไม่สะดวกที่จะเรียนข้างนอกจริงๆ หากศิษย์น้องอยากเรียน ก็อย่าได้ถือสา เพราะทุกอย่างทำไปเพื่อเส้นทางแห่งมรรคผลของศิษย์น้อง"

จีหลิงรั่วถูกเขาพูดจนเริ่มทำตัวไม่ถูก อึกอักถามว่า "งั้นเจ้าก็พูดมาสิ... ว่าจะสอนยังไง?"

ในเมื่อเป็นเรื่องใหญ่โตเพื่อมรรคผลของศิษย์น้อง ตัวเองจะมีอะไรต้องกระดากปากอีกล่ะ?

โหย่วซูปรับสีหน้า ทิ้งความคิดฟุ้งซ่านเหล่านั้นไป พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ:

"ข้าสังเกตศิษย์น้องมาแล้ว พรสวรรค์ในการเรียนกระบี่ของเจ้านับว่าไม่เลว กระบวนท่าต่างๆ เรียนรู้ได้ไวมาก ปัญหาใหญ่ที่สุดคือไม่สามารถควบคุมปราณของตัวเองได้ สาเหตุที่ปราณไม่ไหลไปที่กระบี่ เป็นเพราะพวกมันรั่วไหลออกไปหมดตั้งแต่ตอนจะออกจากร่างกาย เมื่อก่อนข้าหวังให้ศิษย์น้องเรียนรู้ด้วยตัวเอง แต่เจ้าอาจจะไม่ถนัดทางนี้จริงๆ ในความคิดข้า ศิษย์น้องอาจต้องอาศัยตัวช่วยภายนอกบ้าง"

"ช่วยยังไง?"

"ข้าเจอหนทางที่เป็นไปได้จากตำราตกทอดของสำนัก ข้าจะเดินปราณจากภายนอก ชักนำการไหลเวียนของปราณในตัวศิษย์น้อง ทุกครั้งที่ศิษย์น้องร่ายรำกระบี่หนึ่งท่า ข้าจะนำพามันเดินตามเส้นทางที่ควรจะเป็นอย่างสมบูรณ์ ทำแบบนี้ไปนานๆ ร่างกายและปราณของศิษย์น้องจะจดจำความรู้สึกของการไหลเวียนนี้ได้เอง ถึงตอนนั้นศิษย์น้องก็จะควบคุมปราณได้อย่างคล่องแคล่ว"

วิธีที่เหมือนสอนเด็กหัดเดินนี้ แน่นอนว่าโหย่วซูได้แรงบันดาลใจมาจากคัมภีร์หมวดมนุษย์ที่ไม่ได้สอนให้ศิษย์น้อง การบำเพ็ญคู่ ไม่จำเป็นต้องเป็นการร่วมประเวณีเสมอไปถึงจะเรียกว่าบำเพ็ญคู่

"เพียงแต่... อาจจะต้องมีการสัมผัสเนื้อตัวกันบ้าง หวังว่าศิษย์น้องจะไม่โกรธ ถ้าศิษย์น้องไม่เต็มใจ ข้าจะลองหาวิธีอื่น"

จีหลิงรั่วชะงักไป การที่นางควบคุมปราณไม่ได้ย่อมมีความลำบากใจของนางเอง ตอนนี้มีโอกาสที่จะเหมือนได้เกิดใหม่มาวางอยู่ตรงหน้า นางจะยอมทิ้งไปได้อย่างไร? ยิ่งถ้าเป็นโหย่วซู ก็ไม่มีอะไรที่ไม่เต็มใจ...

"จะไม่เจ็บมากใช่ไหม..."

"?"

"ข้าจะควบคุมแรงให้ดี รับรองไม่เจ็บแถมยังสบายตัวด้วย"

"ขอ... ขอให้ได้ผลเถอะ! ไม่งั้นคุณหนูอย่างข้าเอาเรื่องท่านแน่!"

"ศิษย์น้องวางใจ ข้ามั่นใจเก้าส่วน"

"งั้นท่านยังไม่รีบเข้ามาอีก?"

จีหลิงรั่วถือกระบี่โม่ซงที่หนักเกินไปสำหรับนาง มองดูโหย่วซูเดินเข้ามาใกล้เรื่อยๆ หัวใจร่วงไปอยู่ที่ตาตุ่ม รู้สึกถึงอันตรายที่คืบคลานเข้ามา ร่างกายเริ่มสั่นเทาเล็กน้อย ในใจอดนึกเสียใจไม่ได้ว่า:

ใต้หล้านี้จะมีผู้หญิงโง่ๆ แบบข้าอีกไหมนะ? หมาป่าบอกข้าว่า ต้มน้ำไม่ได้กะจะเอาข้าไปต้มกิน แค่จะอาบน้ำให้ข้าเฉยๆ ข้าดันเชื่อมันซะสนิทใจ!

แต่โหย่วซูกลับมีสีหน้าจริงจัง ราวกับเทพเจ้าที่มีรัศมีธรรมส่องสว่าง ศิษย์น้องไว้ใจเขาขนาดนี้ เขาจะทำให้ศิษย์น้องผิดหวังไม่ได้เด็ดขาด

เขาเดินมาถึงตรงหน้า ไตร่ตรองครู่หนึ่งก็ไม่ลังเลอีกต่อไป ยื่นมือไปจับไหล่บางของเด็กสาว จับร่างกายที่หดเกร็งของนางให้ยืดออก พูดเสียงเข้ม:

"ยกกระบี่รวบรวมพลัง กระบวนท่าที่หนึ่ง ปีกสะบัดเหินเวหา"

ดวงตาคู่สวยของจีหลิงรั่วกระพริบปริบๆ ถูกกระตุ้นด้วยความฮึกเหิมของโหย่วซู รีบยืดอกเก็บท้อง ย่อเข่าเล็กน้อย ตั้งท่าเตรียมพร้อม

โหย่วซูเดินวนดูรอบหนึ่ง พยักหน้าแล้วพูดอย่างเคร่งขรึม "เตรียมเดินปราณ"

เด็กสาวพยายามรวบรวมปราณจากจุดตันเถียนขึ้นมา โหย่วซูจับสัมผัสอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตัดสินใจลงมือทันที

จีหลิงรั่วสะดุ้งโหยง เกือบทำกระบี่โม่ซงหลุดมือ คิดจะด่าสักสองสามคำ แต่รู้ว่านี่คืองานจริงจังจึงต้องอดทนไว้

มือของเด็กหนุ่มใหญ่และหยาบกร้าน ผ่านเนื้อผ้าบางๆ จีหลิงรั่วสัมผัสได้ถึงอุณหภูมิและลายนิ้วมือของเขาโดยตรง จีหลิงรั่วร้องไห้ในใจด้วยความเสียใจ รู้งี้ข้าใส่เสื้อนวมหนาๆ มาห้องไอ้จอมปลอมนี่ซะก็ดี!

โหย่วซูไม่ได้วอกแวกไปกับสัมผัสนุ่มนิ่มที่หน้าท้องของเด็กสาว การเดินปราณเพื่อชักนำปราณของคนอื่นไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้สมาธิขั้นสูงและการควบคุมปราณที่ยอดเยี่ยม

การเรียนการสอนนี้คนที่ลำบากใจคือจีหลิงรั่ว แต่คนที่เหนื่อยน่ะคือโหย่วซู

แต่โหย่วซูก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย ประโยชน์ที่ว่าไม่ใช่การได้สัมผัสใกล้ชิดกับศิษย์น้อง แต่เป็นการขัดเกลาความสามารถในการควบคุมปราณในจุดเล็กๆ น้อยๆ ของเขาต่างหาก

"ผ่อนคลายกายใจ ปราณเข้าสู่ทรวงอก"

ทรวงอก? เขาคงไม่คิดจะ...

"โหย่วซู..."

จีหลิงรั่วหน้าแดงก่ำ ทนไม่ไหวต้องเอ่ยปากขัด โหย่วซูกลับทำหูทวนลม จดจ่ออยู่กับการควบคุมปราณ มือลูบผ่านหน้าท้องแบนราบของเด็กสาวค่อยๆ เลื่อนขึ้นไป มุ่งตรงสู่ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ทั้งสองลูก...

จีหลิงรั่วเห็นดังนั้น ก็ได้แต่ยอมจำนนหลับตาปี๋ กัดริมฝีปากแน่น ยืนตัวแข็งทื่อไม่ขยับ ราวกับผู้บำเพ็ญเพียรหญิงที่ถูกพันธนาการและกำลังจะถูกลวนลาม

โชคดีที่เหตุการณ์ที่นางคาดไว้ไม่เกิดขึ้น โหย่วซูยังมีเส้นแบ่งระหว่างชายหญิงขั้นต่ำสุด เขาเลื่อนมือไปตามซี่โครงอ้อมไปด้านหลังนาง ลูบกระดูกสะบักอันบอบบางของเด็กสาวแล้วดันขึ้นเบาๆ

แปลกชะมัด... ยังไม่เท่าไอ้นั่นเลย...

ภายใต้คิ้วงามดั่งใบหลิว แววตาจีหลิงรั่วฉ่ำน้ำ ท่าทางก้มหน้าเอียงอายนั้น สะท้อนกับแสงเทียนอันอบอุ่น งดงามราวกับภาพวาดที่หาดูได้ยากในโลกหล้า

"ศิษย์พี่ ท่านช่วยข้าเดินปราณจริงๆ หรือ..." เด็กสาวพึมพำ

ปราณของเด็กหนุ่มอบอุ่นนุ่มนวล ผ่านไปที่ใดความเหนื่อยล้าก็มลายหายไป รู้สึกสบายตัวอย่างประหลาด

"อย่าพูดมาก ตั้งใจสัมผัสการไหลเวียนของปราณ"

ไอ้คนเคร่งขรึมตายด้าน... เรียกโหย่วซูทำเป็นไม่ได้ยิน พอเรียกศิษย์พี่ดันได้ยินซะงั้น...

ค่อยๆ จีหลิงรั่วพบว่าปราณของตัวเองไม่ได้วิ่งพล่านไร้ทิศทางอีกต่อไป แต่เริ่มมีเส้นทาง ค่อยๆ ไหลตามฝ่ามือของโหย่วซูไป นางเริ่มระงับความคิดฟุ้งซ่าน แววตาเริ่มแน่วแน่ ดื่มด่ำไปกับกระแสธารแห่งปราณ

"โหย่วซู เมื่อกี้ข้ารู้สึกจริงๆ ว่ามีปราณไหลออกมาจากปลายนิ้ว!"

"ไม่เลว ได้ผลจริงๆ ด้วย ท่อนบนดูเหมือนจะเริ่มเข้าที่แล้ว ต่อไปเรามาเรียนท่อนล่างกัน"

"ขาก็ต้องทำด้วยหรือ?"

"แน่นอน ฐานไม่มั่นกระบี่จะมั่นคงได้อย่างไร?"

"งั้นก็เอาสิ... อื้อ~"

"ชู่ว... ศิษย์น้องเบาเสียงหน่อย ระวังศิษย์พี่หญิงได้ยิน"

"โหย่วซู กระบี่ของท่านใหญ่มาก ใช้แล้วข้าเมื่อยไปหมด..."

"กระบี่โม่ซงเจ้าใช้แล้วไม่ถนัดมือจริงๆ นั่นแหละ พรุ่งนี้ใช้กระบี่ไม้ดีกว่า"

"ยังมีพรุ่งนี้อีกหรือ?! แล้วเมื่อไหร่ข้าจะมีกระบี่ของตัวเองบ้างล่ะ?"

"ข้าบอกเจ้าแล้วไม่ใช่หรือ ผู้ฝึกกระบี่ กระบี่สำคัญมาก จะเลือกส่งเดชไม่ได้ เจ้าวางใจ วันที่ศิษย์น้องสำเร็จวิชา ข้าจะมอบกระบี่ที่ดีที่สุดให้เจ้าเล่มหนึ่ง"

"อืม... ว้าย!!"

"มือลื่น! มือลื่นจริงๆ! ศิษย์น้องอย่ากลัว ข้าเป็นคนตาบอดนะ!"

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 31 - ศิษย์พี่ ท่านช่วยข้าเดินปราณจริงๆ หรือ?

คัดลอกลิงก์แล้ว