- หน้าแรก
- เทพยุทธ์ไร้ตา
- บทที่ 23 - ศิษย์น้องทั้งสอง
บทที่ 23 - ศิษย์น้องทั้งสอง
บทที่ 23 - ศิษย์น้องทั้งสอง
บทที่ 23 - ศิษย์น้องทั้งสอง
ถึงตรงนี้ โหย่วซูก็คลายความสงสัยในใจไปได้เปราะหนึ่ง
"ศิษย์น้องรู้ได้ยังไงว่าข้าเจอคนเลว?"
นี่คือต้นตอที่ทำให้ศิษย์น้องรู้ว่าเขาเคยเห็นความร้ายกาจของเนื้อเน่าก้อนนั้นมาแล้ว
"ศิษย์พี่หญิงบอกข้าเจ้าค่ะ... รวมถึงกระบี่ที่ศิษย์พี่หญิงแทงท่านก่อนหน้านี้ ก็ไม่ได้ทำเพื่อฆ่าท่าน แต่เพราะนางสังเกตเห็นตั้งนานแล้วว่าที่คอของท่านมีภูตผีอีกตัวเกาะอยู่"
"อืม ข้าก็นึกไว้แล้ว" โหย่วซูพยักหน้า
"ศิษย์พี่จะโกรธพวกเราไหม ที่เรารู้อยู่เต็มอกว่าศิษย์พี่ตกอยู่ในอันตราย แต่กลับไม่บอก แล้วก็ไม่กล้าช่วยท่าน?"
"ข้าเชื่อว่าที่เจ้ากับศิษย์พี่หญิงทำแบบนี้ ย่อมมีความจำเป็นของพวกเจ้า"
โหย่วซูมักพูดจาอ่อนโยนกับคนใกล้ชิดเสมอ เขามองดูศิษย์น้องร่างสัตว์ประหลาด แววตาไม่มีความผิดปกติแม้แต่น้อย:
"อีกอย่าง พวกเจ้าคนหนึ่งช่วยข้ากำจัดภัยซ่อนเร้น อีกคนให้ข้ากินยาเม็ดวิเศษ พวกเจ้าช่วยข้าไว้มากจริงๆ"
"ศิษย์พี่ดีจริงๆ" ศิษย์น้องน้ำเสียงอ่อนหวาน ฟังแค่เสียงก็เหมือนเห็นภาพดรุณีวัยแรกแย้มกำลังก้มหน้าเขินอาย "ความจริงไม่ใช่ว่าพวกเราไม่อยากช่วยท่าน แต่พวกเราทำไม่ได้"
"ทำไม่ได้?"
"ศิษย์พี่หญิงบอกข้าว่า จิตสำนึกไม่สามารถดำรงอยู่ในที่อื่นได้นาน เพราะพวกมันเหมือนคนไกลบ้าน ที่จะกลับคืนสู่จิตสำนึกหลักโดยธรรมชาติ และวิธีที่ดีที่สุดในการชะลอการรวมตัว คือการทำให้จิตสำนึกที่แยกออกมาหลีกเลี่ยงการปฏิสัมพันธ์กับความจริง
หมายความว่า ต้องพยายามทำให้จิตสำนึกที่แยกออกมาสวมบทบาทเป็นตัวตนอิสระ ยิ่งแตกต่างจากตัวจริงในโลกความจริงได้ยิ่งดี ความจริงศิษย์พี่ก็รู้สึกตั้งนานแล้วใช่ไหมว่าข้ากับศิษย์พี่หญิงต่างจากตัวจริงนิดหน่อย?"
มิน่าเล่าเขาถึงรู้สึกมาตลอดว่าศิษย์น้องเวอร์ชันสัตว์ประหลาดมีความเอาแต่ใจน้อยกว่าตัวจริง แต่มีความจริงใจมากกว่า แม้ศิษย์พี่หญิงจะพูดน้อยเป็นปกติ แต่ในฝันนางกลับดูเย็นชายิ่งกว่า
ศิษย์น้องกับศิษย์พี่หญิงที่เจอในฝันเปรียบเสมือนร่างอวตารของพวกนางในโลกความจริง เหมือนปู่โสมเฝ้าแหวนที่อาศัยอยู่ในแหวนของพระเอก แต่นี่อาศัยอยู่ในฝันของเขา
โหย่วซูฟังจบ ก็รู้สึกว่าศิษย์พี่หญิงช่างเป็นสตรีที่ไม่ธรรมดาจริงๆ ถึงขนาดสามารถยืมพลังของภูตผีมาทำเรื่องฝืนลิขิตฟ้าได้ขนาดนี้ในสถานการณ์สิ้นหวังที่ถูกมารเข้าแทรก
"แต่ว่าศิษย์น้อง ที่เจ้าอธิบายเรื่องพวกนี้กับข้าตอนนี้ ไม่เท่ากับเป็นการเร่งให้เจ้ากลับคืนร่างเดิมหรือ?"
การกลับคืน ฟังดูเหมือนจะเป็นคำที่อบอุ่น แต่สำหรับศิษย์น้องและศิษย์พี่หญิงในความฝัน มันหมายถึงการเลือนหายไปอย่างเย็นชา และสำหรับศิษย์น้องและศิษย์พี่หญิงในความจริง มันคือหายนะที่น่ากลัว
"ในเมื่อตัดสินใจแล้วว่าเจอกันครั้งนี้จะสารภาพกับศิษย์พี่ ก็จะไม่กลับคำเจ้าค่ะ ต่อจากนี้ข้าอาจจะหลับไปสักพัก ปิดกั้นจิตสำนึกของตัวเองไว้ ในทางกลับกัน ศิษย์พี่ก็ห้ามพูดเรื่องภูตผีกับพวกเราในโลกความจริงนะเจ้าคะ เพราะในมุมมองของพวกนาง หรือก็คือจิตสำนึกหลัก ท่านไม่รู้ว่าพวกนางถูกมารเข้าแล้ว ให้ท่านรู้ว่าพวกนางถูกมารเข้า จะยิ่งเจ็บปวดกว่าเดิมนะ
ถ้าให้จิตสำนึกหลักตระหนักรู้ถึงส่วนที่ขาดหายไปของตัวเอง ก็จะยิ่งเร่งกระบวนการรวมตัวของพวกเรา ท่านต้องทำเหมือนที่ทำมาตลอด แกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้น มีแต่ทางนี้เท่านั้น ถึงจะยื้อเวลาไปได้จนกว่าศิษย์พี่จะหาวิธีช่วยพวกเราเจอ แต่ท่านก็ห้ามใจร้อนนะ รักษาแผลให้หาย แล้วก็แข็งแกร่งขึ้นก่อน คือสิ่งที่ท่านควรทำที่สุด"
ได้ยินดังนั้นโหย่วซูรู้สึกปวดใจเหลือเกิน รู้ทั้งรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังทนทุกข์ทรมาน แต่กลับต้องแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่องรู้ราว ยืนมองอยู่เฉยๆ และสิ่งที่ทำได้เพียงอย่างเดียว คือการแอบพยายามหาวิธีช่วยนางลับหลัง ทั้งที่ความหวังช่างริบหรี่
"ข้าจะทำ" เสียงของโหย่วซูหนักแน่นและทรงพลัง
ศิษย์น้องลุกขึ้นอีกครั้ง พูดด้วยความเศร้าสร้อย "ตัวถ่วงอย่างข้า พอคิดว่าจะไม่ได้เจอศิษย์พี่สักพัก ก็เสียใจแย่เลย แต่ข้าก็ทนเห็นศิษย์พี่สับสนต่อไปไม่ได้ ก็เลยช่วยไม่ได้นี่เนอะ"
แสงเทียนไหววูบตามสายลม เงาสัตว์ประหลาดสั่นไหว บนร่างกายอันแปลกประหลาดนี้ โหย่วซูไม่เห็นความชั่วร้ายใดๆ เห็นเพียงหัวใจที่อบอุ่นและเปราะบางซ่อนอยู่ใต้ก้อนเนื้อเหนียวเหนอะ
ในฝันคนเราหลั่งน้ำตาได้ด้วยหรือ? โหย่วซูลิ้มรสเค็มปร่าที่ริมฝีปากตัวเอง ก็ได้คำตอบ
ศิษย์น้องเห็นโหย่วซูขอบตาแดงก่ำ ก็เดินวนไปมาอย่างทำอะไรไม่ถูก นางอยากจะยื่นมือไปเช็ดน้ำตาให้โหย่วซู แต่ก็ไม่กล้าใช้ร่างกายนี้สัมผัสเขา จึงได้แต่ยืนทื่ออยู่กับที่
โหย่วซูใช้ท่อนแขนปาดหน้า กลับมามีสีหน้ามุ่งมั่นอีกครั้ง เขาไม่กลัวมือของศิษย์น้องที่ชะงักอยู่กลางอากาศ แต่ค่อยๆ แนบหน้าเข้าไปหา
ท่อนแขนเนื้อที่เต็มไปด้วยหนวดเส้นเล็กๆ สั่นระริก มือของศิษย์น้องเย็นเฉียบและเปียกลื่น โหย่วซูซึมซับความรู้สึกนั้น ไม่ได้รู้สึกรังเกียจแม้แต่น้อย
เขายื่นมือไปกุมมือศิษย์น้อง ไม่รังเกียจแผลพุพองน่ากลัวและของเหลวลื่นมือเหล่านั้น เขาพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังที่สุดว่า:
"ศิษย์น้อง เชื่อข้านะ ข้าจะต้องช่วยพวกเจ้าให้ได้"
นี่คือคำสัตย์ปฏิญาณที่เด็กหนุ่มเคยบอกกับตัวเองในใจนับครั้งไม่ถ้วน ครั้งนี้ในที่สุดเขาก็ได้ให้สัญญากับนางด้วยตัวเอง
ใต้แสงเทียนและแสงจันทร์ คำมั่นสัญญาดั่งขุนเขาและมหาสมุทรถูกเอื้อนเอ่ย
"ข้าเชื่อเจ้าค่ะ"
ศิษย์น้องไม่ขัดขืนสัมผัสจากเขาอีก ปากแบบเกลียวหมุนวนเบาๆ เหมือนกำลังยิ้ม และเหมือนกำลังร้องไห้
เวลาเหมือนหยุดนิ่ง ณ ขณะนี้ แสงเทียนเอียงวูบ เงาของทั้งสองทาบทับแนบแน่นเป็นหนึ่งเดียว
สุดท้ายเป็นศิษย์น้องที่ผละออกก่อน นางถอยหลังไปหนึ่งก้าวอย่างประหม่า แล้วยกมือขวาขึ้นอย่างเก้ๆ กังๆ เหมือนตอนที่นางฝืนบังคับตัวเองให้ยกกระบี่อย่างยากลำบาก นางกำลังบอกลา
"ศิษย์น้อง..."
"ศิษย์พี่ ท่านตื่นได้แล้ว"
ยังไม่ทันจะได้เอ่ยปฏิเสธ สีสันในดวงตาของโหย่วซูก็เริ่มหมุนวนจนขุ่นมัว ความรู้สึกเหมือนร่วงหล่นอย่างรุนแรงปลุกเขาให้ตื่น โลกที่กลับมามองเห็นอีกครั้ง ยังคงเป็นความมืดมิดที่คุ้นเคย
โหย่วซูปัดผ้าห่มบางออกแล้วยันตัวขึ้น อยากจะลุกไปสูดอากาศบริสุทธิ์ข้างนอก
เขารู้สึกถึงความผิดปกติทันที ก่อนจะหมดสติไป เขาจำได้ว่าพิงอยู่หัวเตียง ไฉนตื่นมาถึงนอนราบอยู่ แถมผ้าห่มก็คลุมให้อย่างเรียบร้อย?
เสียงหายใจสม่ำเสมอของจีหลิงรั่วให้คำตอบแก่เขา
ที่แท้นางก็ยังไม่วางใจ แอบวิ่งมาที่ห้องของโหย่วซูเพื่อจะเฝ้าเขาต่อทั้งคืน แต่สุดท้ายทนความเหนื่อยล้าของร่างกายไม่ไหว ฟุบหลับไปกับโต๊ะไม้นานแล้ว
...
ใบไม้ไหวเอนตามลม หมอกราตรีโอบล้อมดวงจันทร์นวลผ่อง สาดแสงสีเงินยวบยาบลงมา
นางเซียนชุดขาวหยัดยืนบนกิ่งไม้ใหญ่ รูปร่างสูงโปร่งระหง ทรวดทรงงดงาม
ใบหน้าของนางราวกับมีผ้าโปร่งบางเบาดั่งหมอกคลุมอยู่ ทำให้มองเห็นไม่ชัดเจน ชวนให้นึกถึงภูเขาโดดเดี่ยวอันไกลโพ้น และชวนให้จดจำสายน้ำในฤดูใบไม้ร่วงอันเปี่ยมชีวิตชีวา
เรือนผมดำขลับเกล้าเป็นมวยงดงาม ปิ่นหยกเขียวที่ปักอยู่ไม่อาจหยุดยั้งความพริ้วไหวของเส้นผมที่ทิ้งตัวลงคลอเคลียไหล่ เช่นเดียวกับชุดกระโปรงยาวเรียบง่ายไร้เครื่องประดับที่ดูจืดจางราวกับดอกบัว ก็ไม่อาจซ่อนเร้นส่วนเว้าส่วนโค้งอันน่าตื่นตาภายใต้ร่มผ้าได้
นางไม่ได้งดงามขึ้นเพราะแสงจันทร์ แต่แสงจันทร์ต่างหากที่งดงามขึ้นเพราะนาง
ความสง่างามและความสูงศักดิ์โอบล้อมรอบกาย นางเหมือนหิมะเกล็ดแรกที่ร่วงหล่นสู่โลกมนุษย์ เพียงแค่ได้มอง ก็รู้สึกว่านางไม่ควรมาอยู่ที่นี่ นางควรคู่กับขุนเขาเซียนที่มีเมฆหมอกปกคลุม
นางเซียนมองไปทางทิศหนึ่งอย่างเงียบงัน ในมือบีบหยกที่เรืองแสงสีเขียวอ่อนๆ ซึ่งเย็นชืดไปแล้ว คิ้วงามดั่งขุนเขาขมวดเข้าหากันเล็กน้อย
กระบี่ที่งดงามและสูงค่าที่เอวเริ่มสั่นสะเทือนอย่างประหลาดในจังหวะนี้เอง ความถี่ในการสั่นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
นางเซียนนำมันมาพินิจในมือ กระบี่เล่มนี้... ไม่มีฝัก
ทันใดนั้น เสียงตะโกนกราดเกรี้ยวหูดับตับไหม้ก็ดังออกมาจากกระบี่ ทำลายความเงียบสงบ:
"เหอซูถง! เจ้าทำบ้าอะไรอยู่ฮะ? ลูกศิษย์แม่นางเกือบตายเจ้ารู้หรือเปล่า?"
(จบแล้ว)