- หน้าแรก
- ใช้ตัวข้าเพาะวิญญาณ ยิ่งอัปเกรดยิ่งเทพ
- บทที่ 8: ทองคำอ่อนแกนพิภพ
บทที่ 8: ทองคำอ่อนแกนพิภพ
บทที่ 8: ทองคำอ่อนแกนพิภพ
บทที่ 8: ทองคำอ่อนแกนพิภพ
เจียงลั่วกวาดสายตามองไปรอบห้องเก็บสมบัติ ไล่เรียงดูวัตถุวิญญาณหายากและโลหะสำหรับตีอาวุธที่จัดแสดงอยู่บนชั้นวาง
จากสิ่งของเหล่านี้ เขาค้นพบวัตถุวิญญาณหกชนิดที่สามารถนำมาใช้ปรุง ‘น้ำยาเสริมการเติบโตระดับหนึ่ง’ ซึ่งทั้งหมดล้วนให้ประสิทธิภาพการเติบโตอย่างต่ำระดับสามดาว
ส่วนวัตถุวิญญาณสำหรับการบำเพ็ญเพียรทั่วไปบางชนิดนั้นไม่ได้ถูกเก็บไว้ในห้องสมบัติแห่งนี้
สายตาของเขาไปสะดุดเข้ากับชิ้นส่วนโลหะขนาดเท่าเมล็ดถั่วเหลืองที่กำลังเปล่งแสงสีทองอร่าม
วัตถุชิ้นนี้ดูคล้ายกับทองคำมาก แต่ประกายแสงของมันบริสุทธิ์ยิ่งกว่าทองคำเสียอีก
เจียงลั่วยื่นมือขวาออกไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นและหยิบเมล็ดถั่วสีทองนั้นขึ้นมา
“หนักมาก!”
เจียงลั่วรู้สึกประหลาดใจวูบหนึ่ง
โลหะขนาดเท่าเมล็ดถั่วเหลืองนี้กลับมีน้ำหนักถึงประมาณ 100 กรัม ให้ความรู้สึกหนักอึ้งเมื่ออยู่ในฝ่ามือ แต่ทว่าเมื่อลองบีบดู มันกลับนุ่มเหมือนดินน้ำมัน สามารถปั้นเป็นรูปทรงต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย
เขาเอ่ยถาม “สิ่งนี้คืออะไรหรือ?”
จางลี่ยิ้มบางๆ ก่อนจะเปิดเผยที่มาของโลหะชิ้นนี้ “นี่คือ ‘ทองคำอ่อนแกนพิภพ’ ขอรับ มันคือทองคำที่เกิดการกลายพันธุ์หลังจากถูกหล่อหลอมด้วยความร้อนสูงจากแกนโลกมาเป็นเวลานับไม่ถ้วน”
เจียงลั่วลอบบ่นในใจว่าหลักฟิสิกส์จากชาติก่อนของเขาแทบจะไร้ค่าไปครึ่งหนึ่งในโลกใบนี้
เขาบีบทองคำอ่อนแกนพิภพเล่น “ของสิ่งนี้มีไว้ทำอะไร?”
“ทองคำอ่อนแกนพิภพเป็นวัตถุดิบที่ขาดไม่ได้สำหรับการตี ‘ศาสตราวุธเทพ’”
จางลี่เว้นจังหวะครู่หนึ่ง “ทองคำอ่อนแกนพิภพยังเป็นที่รู้จักในนาม ‘โลหะจำรูป’ อาวุธใดก็ตามที่มีส่วนผสมของทองคำอ่อนแกนพิภพจะสามารถคืนสภาพเดิมได้ ตราบใดที่มันไม่ได้ถูกทำลายจนแหลกสลายไปคาที่ ยิ่งไปกว่านั้น ทองคำอ่อนแกนพิภพยังมีความยืดหยุ่นที่หาตัวจับยากและแทบจะเป็นไปไม่ได้ที่จะทำลายมัน ทำให้มันเป็นตัวประสานชั้นยอด คุณสมบัติของมันยากที่จะหาวัตถุดิบอื่นมาทดแทนได้”
เจียงลั่วออกแรงดึงทองคำอ่อนแกนพิภพอย่างแรง โลหะในมือของเขายืดออกเป็นเส้นบางๆ เท่าเส้นผมอย่างรวดเร็ว
นี่นับว่ายังห่างไกลจากขีดจำกัดของทองคำอ่อนแกนพิภพนัก
เขาดึงมันยืดออกอย่างต่อเนื่อง พันรอบข้อมือของเขาจนกระทั่งมันบางจนแทบมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ทว่าทองคำอ่อนแกนพิภพก็ยังคงเชื่อมต่อกันอย่างเหนียวแน่น ไม่ยอมขาดออกจากกัน เขาพันมันอีกหลายสิบวงด้วยความไม่ยอมแพ้ ความยืดหยุ่นของทองคำอ่อนแกนพิภพดูเหมือนจะไร้สิ้นสุด มีเพียงเนื้อผิวของมันเท่านั้นที่ดูเลือนรางลงเรื่อยๆ จนแทบจะสังเกตไม่เห็น
จางลี่อดไม่ได้ที่จะเอ่ยแซว “ทองคำอ่อนแกนพิภพก็มีขีดจำกัดนะขอรับ ถ้าท่านพันมันรอบอาณาเขตตระกูลสักร้อยรอบ มันก็น่าจะขาดได้”
เจียงลั่วทำหน้าพูดไม่ออก อาณาเขตของตระกูลนั้นกว้างใหญ่กว่าหมู่บ้านทั่วไปเสียอีก มิน่าล่ะทองคำอ่อนแกนพิภพถึงกลายเป็นวัตถุดิบสำคัญในการหลอมศาสตราวุธเทพ เขาคิดในใจ ‘นี่มันทองคำรุ่นอัปเกรดสูงสุดชัดๆ’
“มูลค่าของสิ่งนี้อยู่ที่เท่าไหร่?”
จางลี่ชูนิ้วขึ้นหนึ่งนิ้ว “หนึ่งกรัมสามารถแลกเป็นทองคำได้หนึ่งหมื่นตำลึง แต่แน่นอนว่าไม่มีใครยอมเอามาแลกเป็นทองคำจริงๆ หรอกขอรับ”
เท่าที่เจียงลั่วรู้ ในโลกนี้ไม่มี ‘หินวิญญาณ’ และ ‘น้ำทิพย์วิญญาณม่วง’ ก็ได้มาจากการสกัดและทำให้ธาตุในอากาศกลายเป็นของเหลวด้วยวิธีพิเศษ
สกุลเงินที่หมุนเวียนในโลกนี้ประกอบด้วยทองคำ เงิน และเหรียญทองแดง แต่แม้กระทั่งทองคำก็น่าจะมีประโยชน์น้อยมากสำหรับยอดฝีมือระดับสูง
ความคิดหนึ่งแล่นผ่านหัวเขา เขาจึงเอ่ยถาม “ของสิ่งนี้ใช้เป็นสกุลเงินหมุนเวียนไม่ได้หรือ?”
จางลี่มองเจียงลั่วด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะพยักหน้าอย่างชื่นชม “ถูกต้องแล้วขอรับ ทองคำอ่อนแกนพิภพคือสกุลเงินหมุนเวียนของเหล่าผู้แข็งแกร่ง เนื่องจากความหายากของมัน จึงไม่ปรากฏให้เห็นในตลาดทั่วไป และมีการซื้อขายกันเฉพาะในสถานที่เฉพาะเจาะจงเท่านั้น”
เจียงลั่วเข้าใจแล้ว เขาถอดทองคำอ่อนแกนพิภพที่พันอยู่รอบข้อมือเหมือนเส้นด้ายออก และมันก็หดกลับคืนรูปเป็นเมล็ดถั่วสีทองอย่างรวดเร็ว เขาแอบทึ่งในความมหัศจรรย์ของโลหะชนิดนี้
หลังจากดูของในห้องสมบัติจนทั่วแล้ว เจียงลั่วก็ยังไม่มีความตั้งใจที่จะเอาสมบัติชิ้นอื่นในตอนนี้ เขาจึงกล่าวว่า “ท่านจาง ข้าขอเอาน้ำยาเสริมการเติบโตไปสักกล่องก่อนนะ”
“ได้ขอรับ เดี๋ยวค่อยลงบันทึกทีหลัง”
จางลี่พยักหน้า
จากนั้นเจียงลั่วก็ลงชื่อในสมุดเบิกวัตถุดิบและเดินจากไปพร้อมกับกล่องน้ำยาเสริมการเติบโต
น้ำยากล่องนี้เพียงพอสำหรับเขาใช้นานกว่าสิบวัน หมดแล้วค่อยกลับมาเบิกใหม่ก็ได้
...
ทันทีที่กลับมาถึงเรือนพัก เจียงลั่วก็เห็น ‘ลี่เอ๋อร์’ ยืนอยู่ลำพังที่หน้าประตู เดินวนไปวนมาด้วยการก้มหน้า
มือทั้งสองของนางกุมประสานกันแน่น ท่าทางดูประหม่าและไม่สบายใจ
“ลี่เอ๋อร์ มาทำอะไรที่นี่? ท่านแม่ตามหาข้าหรือ?”
เจียงลั่วหยุดเดินและเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม
“อะ...”
ลี่เอ๋อร์เงยหน้าขึ้นขวับราวกับลูกกวางตื่นภัย และพูดตะกุกตะกัก “นะ... นายน้อย!”
“เป็นอะไรไป?”
เจียงลั่วสัมผัสได้ว่าลี่เอ๋อร์มีท่าทีแปลกไป จึงรู้สึกงุนงง
ใบหน้าของลี่เอ๋อร์แดงระเรื่อเล็กน้อย นางกำชายเสื้อแน่น ก้มหน้าลงอีกครั้งแล้วกล่าวว่า “ฮูหยิน... ฮูหยินสั่งให้บ่าวมาเริ่มรับใช้นายน้อยอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันนี้เจ้าค่ะ!”
เจียงลั่วชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะและกล่าวว่า “เข้ามาข้างในกับข้าสิ!”
ลี่เอ๋อร์เป็นสาวใช้ประจำตัวที่มารดาของเขา ‘หลี่หรูซวง’ ฟูมฟักมาเพื่อเจียงลั่วโดยเฉพาะ นางแก่กว่าเขา 3 ปีและเติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก
เมื่อเจียงลั่วอายุได้สิบขวบ หลี่หรูซวงก็แยกทั้งสองออกจากกัน
เจียงลั่วรู้ดีว่าท่านแม่เห็นว่าเขายังเด็กเกินไป และกลัวว่าเขาอาจจะเผลอทำอะไรเกินเลยโดยไม่ตั้งใจ
ตอนนี้เมื่อเขาเป็นผู้ใหญ่แล้ว ลี่เอ๋อร์จึงถูกส่งตัวกลับมา
เจียงลั่วนำกล่องไปเก็บในห้อง หันกลับมาแล้วสั่งว่า “เจ้าเลือกห้องพักเอาเองแล้วจัดการให้เรียบร้อยนะ”
“รับทราบเจ้าค่ะนายน้อย เรียกใช้บ่าวได้ทุกเมื่อนะเจ้าคะ”
ลี่เอ๋อร์ถลกแขนเสื้อขึ้นและเริ่มทำความสะอาดห้องที่อยู่ติดกับห้องนอนของเจียงลั่ว
เจียงลั่วเปิดกล่อง หยิบน้ำยาเสริมการเติบโตออกมาหนึ่งขวด ดื่มเข้าไป แล้วกลับออกมาที่ลานบ้าน
เขาคว้าดาบยาวจากชั้นวางอาวุธอย่างสบายๆ มายืนอยู่กลางลาน และเริ่มฝึกฝนวิชาดาบ
ลานบ้านที่เจียงลั่วอาศัยอยู่นั้นค่อนข้างกว้างขวาง โดยปกติแล้ว นอกจากจะฝึกวิชาดาบที่ลานฝึกยุทธเหยียนอู่ เขาก็จะกลับมาบำเพ็ญเพียรต่อด้วยตัวเองที่เรือนพัก
เมื่อนึกถึงคำพูดของท่านอารอง สิ่งที่เขายังขาดอยู่ตอนนี้คือการควบคุม ‘ปราณแท้จริง’ ของตนเอง
พูดง่ายๆ ก็คือ เขาสามารถผ่าหินก้อนใหญ่ด้วยดาบเดียวได้อย่างง่ายดาย แต่การสลักรูปดอกไม้ลงบนหินนั้นยังเกินความสามารถในปัจจุบันของเขา
เจียงลั่วมองขึ้นไปที่ต้นไม้ใหญ่ริมกำแพงลานบ้าน ซึ่งปกคลุมไปด้วยใบไม้เขียวขจี เขายกมือขึ้นและฟาดฟันใส่ใบไม้ใบหนึ่ง ปราณดาบพุ่งผ่านใบไม้ ตัดมันขาดเป็นสองท่อนในทันที
เจียงลั่วขมวดคิ้ว เจตนาของเขาคือการทิ้งรอยไว้บนใบไม้ ไม่ใช่อาผ่ามันออกเป็นสองส่วน
หากเขายังทำกับวัตถุที่อยู่นิ่งไม่ได้ ความยากก็จะเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณเมื่อต้องเผชิญกับเป้าหมายที่เคลื่อนไหวในการต่อสู้จริง
เจียงลั่วไม่ย่อท้อ ขณะที่ฝึกวิชาดาบ เขาใช้ใบไม้บนต้นไม้เป็นเป้าซ้อม คลื่นปราณดาบพุ่งผ่านไปเป็นระยะ ใบไม้ไม่ขาดครึ่งก็ปลิวว่อนไปก่อนที่ปราณดาบจะเข้าถึงเสียอีก ส่วนใบที่มีแค่รอยขีดข่วนนั้นมีน้อยจนนับได้
เขาจมดิ่งอยู่ในโลกของตัวเอง จนกระทั่งได้กลิ่นหอมกรุ่นลอยมาแตะจมูก ดึงเขากลับสู่ความเป็นจริง
ลี่เอ๋อร์เดินเข้ามาจากด้านนอก ในมือถือตะกร้าใส่อาหาร นางยิ้มจนเห็นลักยิ้มและเขี้ยวเล็กๆ “นายน้อย บ่าวเห็นท่านกำลังตั้งใจฝึกซ้อม บ่าวเลยไปที่ครัวในแล้วนำสำรับมาให้เจ้าค่ะ”
ท้องของเจียงลั่วร้องประท้วง เขาโยนดาบกลับไปที่ชั้นวาง ตบมือแล้วกล่าวว่า “ข้ากำลังหิวพอดีเลย”
ลี่เอ๋อร์วางตะกร้าลงในห้องทานอาหารและนำจานอาหารออกมาวางทีละจาน
ลูกชิ้นหัวสิงห์ไข่ปู, ปลากะพงนึ่ง, เนื้อวัวตุ๋นซีอิ๊ว, เนื้อแกะตุ๋นน้ำแดง, ไก่ตุ๋นโสม... อาหารรสเลิศเรียงรายเต็มโต๊ะ ส่งกลิ่นหอมฉุยชวนน้ำลายสอ
จากนั้นนางก็เทน้ำอุ่นใส่กะละมังให้เจียงลั่ว และกล่าวอย่างอ่อนโยน “นายน้อย เช็ดหน้าก่อนเจ้าค่ะ”
เจียงลั่วรับผ้าขนหนูอุ่นๆ มาเช็ดหน้า แล้ววางกลับลงในกะละมังอย่างไม่ถือตัว พร้อมเอ่ยชวน “มาทานด้วยกันสิ!”
เจียงลั่วไม่ได้ปฏิบัติต่อลี่เอ๋อร์ด้วยความเคร่งครัดตามธรรมเนียมเจ้านายกับบ่าวไพร่ทั่วไป
ในใจของเขา ลี่เอ๋อร์เปรียบเสมือนคนในครอบครัวมากกว่า
“อื้อ!”
ลี่เอ๋อร์หยิบชามขึ้นมาตักข้าวสวยร้อนๆ ให้เจียงลั่ว และวางไว้ตรงหน้าเขา
หลังจากนั้น นางก็ตักให้ตัวเอง และรอจนเจียงลั่วหยิบตะเกียบขึ้นมาก่อน นางถึงจะเริ่มทานอย่างช้าๆ