เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 32 อุดมคติไม่อาจส่องสว่างสู่ความเป็นจริง

ตอนที่ 32 อุดมคติไม่อาจส่องสว่างสู่ความเป็นจริง

ตอนที่ 32 อุดมคติไม่อาจส่องสว่างสู่ความเป็นจริง


หวังเหวยหมินได้ยินคำพูดของอารองก็ถึงกับอึ้งไปเล็กน้อย เจ้าหมอนั่นยังมีหยกอื่นอีกเหรอ?

แต่ในวินาทีต่อมา เขาก็หัวเราะ “ไอ้หมอนั่น ขนาดก้อนหินยังเก็บ จะมีของดีได้ยังไง ผมว่ายาก”

ในบรรดาร้านจิวเวลรี่ของเมืองหยางซื่อ ร้านจวี้เป่าไจก็ติดอันดับต้น ๆ สำหรับร้านจิวเวลรี่ระดับนี้ หยกถือเป็นธุรกิจหลัก การเล่นหินเป็นเพียงของแถม

เขาไม่เชื่อว่าไอ้หมอนั่นที่กินชุดแฮมเบอร์เกอร์สี่ชุดในร้านฟาสต์ฟู้ด จะมีวัตถุดิบหยกจำนวนมหาศาล

แน่นอนว่าคำพูดนี้ เขาเองก็พูดออกมาอย่างไม่มั่นใจนัก แต่ก็ต้องพูดกลบเกลื่อน

ประธานหวังถอนหายใจ มองดูคนสองคนที่กระซิบกระซาบกันอยู่ไม่ไกลด้วยสีหน้าหนักอึ้ง เด็กหนุ่มคนนั้นไม่เพียงแต่รู้จักฉวยโอกาสในการสอบถามราคา แต่ยังใจกว้างในเรื่องเงินทอง ทำอะไรก็เด็ดขาด ในบรรดาคนหนุ่มสาวสมัยนี้ ถือเป็นบุคคลที่โดดเด่นอย่างหาตัวจับยาก

เขามีลางสังหรณ์ว่าบนตัวของเจ้าเด็กนั่น มีความเป็นไปได้สูงที่จะมีของดีอยู่

ประธานเหลียงกลับไม่ได้คาดหวังขนาดนั้น เขาแค่อยากจะกักตุนสินค้าไว้บ้าง ถือโอกาสขัดแข้งขัดขาร้านจวี้เป่าไจไปในตัว

ดังนั้นเมื่อเขาเห็นกล่องหยกอีกครึ่งหนึ่งก็ถึงกับอึ้งไปเล็กน้อย “พ่อหนุ่ม นี่เธอ… หมายความว่ายังไง?”

เฝิงจวินรู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ จึงยิ้มเล็กน้อย “ผมขายหยก ไม่ได้ขายกล่อง”

“งั้นก็คุยง่าย ชิ้นนี้ให้เธอหกหมื่น” ประธานเหลียงก็วางใจลง ยิ้มแล้วพูดต่อ “ฉันก็นึกว่าเธอจะขายเป็นของเก่าที่ชำรุดซะอีก”

เขารับซื้อหยก ไม่อยากจะไปยุ่งเกี่ยวกับมูลค่าทางโบราณวัตถุเลยแม้แต่น้อย มิฉะนั้นคงต้องเสียน้ำลายไปอีกครึ่งค่อนวัน

เฝิงจวินยิ้มพยักหน้า “ตกลงครับ หกหมื่นก็หกหมื่น ไม่ปิดบังคุณ… สองชิ้นนี้สามารถประกบกันได้สนิทพอดีจริง ๆ นะครับ ถ้าทคุณไม่เชื่อก็ลองดูได้”

กล่องหยกครึ่งซีกที่เขาเอาไปสอบถามราคานั้นใหญ่กว่าอีกครึ่งซีกที่ไม่ได้เอาออกมาเล็กน้อย ถึงอย่างนั้นร้านจิวเวลรี่ทั้งหลายก็ยังรังเกียจ

การที่อีกฝ่ายสามารถให้ราคาหกหมื่นได้ อาจจะไม่ใช่ราคาสูงที่สุด แต่ก็ถือว่ายุติธรรมอย่างแน่นอน

“ไม่ลอง” ประธานเหลียงส่ายหน้าอย่างเด็ดขาด “ฉันมาซื้อวัตถุดิบ ไม่ได้มารับซื้อของเก่า”

กล่องหยกใบนี้ดูเรียบ ๆ ไม่ได้มีค่าอะไรมากมายนัก ต่อให้ซ่อมแซมให้กลับมาเป็นเหมือนเดิมก็เป็นของที่ผ่านการซ่อมมาแล้ว มูลค่ายิ่งจะลดลง สู้เอาไปทำเป็นวัตถุดิบหยกยังจะดีกว่า ไม่เพียงแต่จะขายง่าย เผลอ ๆ อาจจะทำกำไรได้มากกว่าด้วยซ้ำ

เฝิงจวินรู้ใจเขาดี ดังนั้นจึงยิ้ม “ผมไม่มีเจตนาอื่นครับ แค่พูดไปตามเนื้อผ้าเท่านั้น ผมบอกแล้วว่าผมขายหยก”

ประธานเหลียงมองเขาแวบหนึ่ง พยักหน้าเล็กน้อย ความประทับใจที่มีต่อชายหนุ่มคนนี้ยิ่งดีขึ้นไปอีก รู้จักการรุกการถอยจริง ๆ

วินาทีต่อมา เขากวาดตามองกระเป๋าเป้ของเฝิงจวิน พบว่ามันยังคงหนักอึ้งอยู่ ดวงตาก็อดไม่ได้ที่จะเป็นประกายขึ้นมา กดเสียงให้ต่ำลงแล้วถาม “นี่เธอ… ในมือยังมีเครื่องหยกชิ้นอื่นอีกเหรอ?”

กล่องหยกใบนี้ไม่ต้องพูดถึง มองแวบเดียวก็รู้ว่ามีอายุหลายปี เขาคิดว่าอีกฝ่ายคงไปค้นพบกรุสมบัติอะไรสักอย่าง มีเครื่องหยกที่ชำรุด ก็ย่อมต้องมีเครื่องหยกที่ดีกว่านี้สิ?

เฝิงจวินหัวเราะขึ้นมา “คุณคาดหวังมากไปแล้วครับ ผมยังมีวัตถุดิบหยกอีกก้อนหนึ่ง คุณสนใจจะดูไหมครับ?”

“สนใจมากเลย” ประธานเหลียงตอบกลับโดยไม่ลังเล ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม “ร้านเหิงหลงของเราทำธุรกิจจิวเวลรี่เป็นหลัก ของเก่าไม่ค่อยเล่น เลยไม่ใส่ใจกับเรื่องนี้เท่าไหร่”

ทว่าเมื่อเขาเห็นก้อนหยกขนาดเท่าศีรษะคนในมือของเฝิงจวิน รอยยิ้มบนใบหน้าก็พลันแข็งค้างทันที

พอเฝิงจวินวางก้อนหินลงบนพื้น เขาก็พุ่งเข้าไปราวกับลูกศร ยกมือขึ้นไปลูบคลำทันที

หลังจากลูบคลำอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ยิ่งตื่นเต้นเข้าไปใหญ่ หยิบแว่นขยายออกมาส่องดู ร่างกายสั่นเทาไม่หยุด

ท้ายที่สุดเขาก็อดรนทนไม่ไหว ตะโกนลั่นออกมา “ให้ตายสิ… หยกขาวเนื้อแกะชนิดจื่อเลี่ยว ใหญ่ขนาดนี้เชียว!”

เฝิงจวินได้ฟังก็ดีใจขึ้นมาทันที ต่อให้เขาจะไม่ค่อยรู้เรื่องหยก แต่คำศัพท์แบบนี้เขาก็ยังพอฟังเข้าใจ หยกขาวเนื้อแกะ นั่นคือราชาแห่งหยกเนื้ออ่อน แถมจื่อเลี่ยวก็มีค่าสูงกว่าซานเลี่ยว

ในวงการกล่าวกันว่า จื่อเลี่ยวคือหยกที่ถูกกระแสน้ำในแม่น้ำขัดเกลามานานหลายปี สีสันดี มีความมันวาวสูง เนื้อก็ละเอียดกว่า

นี่ก็เป็นผลลัพธ์ที่เฝิงจวินคาดหวังไว้มากที่สุด เขาถึงกับเคยคำนวณไว้ด้วยซ้ำว่า หากหยกที่เขาค้นพบเป็นหยกชนิดนี้จะทำเงินได้เท่าไหร่

ถ้ากรัมละหนึ่งหมื่น สามสิบกิโลกรัม...ให้ตายสิ นี่มันไม่ใช่สามร้อยล้านเลยเหรอ?

ต้องรู้ก่อนว่าตอนนี้หยกขาวเนื้อแกะดี ๆ ขายกันกรัมละสองถึงสามหมื่นเลยทีเดียว

เฝิงจวินยอมรับว่าเขาเข็ดขยาดกับความจน แต่สติสัมปชัญญะของเขายังคงอยู่ เขารู้ว่าวิธีการคำนวณของตัวเองมีปัญหาอยู่บ้าง มีต้นทุนมากมายที่ยังไม่ได้คิดเพิ่มเข้าไป แต่นั่นมันสามร้อยล้านนะ ต่อให้ลดราคาขายไปหนึ่งในสิบ ก็ยังเป็นสามสิบล้าน

ขณะที่เขากำลังยิ้มหน้าบานอยู่นั้น ประธานหวังก็ได้ยินคำว่า “หยกขาวเนื้อแกะชนิดจื่อเลี่ยว” เช่นกัน ก็พลันสูดลมหายใจเข้าลึก “ให้ตายเถอะ!”

สีหน้าของหวังเหวยหมินก็ซีดขาวลงในทันที เขาอดไม่ได้ที่จะตะโกนลั่น “เป็นไปไม่ได้ อย่างมากที่สุดก็เป็นแค่หยกซานหลิวสุ่ยเลี่ยว”

“เธอมีปัญหาหรือไง?” ประธานเหลียงหันกลับมา มองเขาอย่างเย็นชาแวบหนึ่ง “กำลังตั้งคำถามกับสายตาของฉันเหรอ?”

ประธานเหลียงแห่งร้านเหิงหลงแม้จะอายุแค่สี่สิบกว่าปี แต่ในวงการจิวเวลรี่ของเมืองหยางซื่อ เขาก็เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงคนหนึ่ง คำพูดของหวังเหวยหมินถือเป็นการลบหลู่เขาอย่างรุนแรง

“ผมหมายถึง ผมหมายถึง...” หวังเหวยหมินลังเลอยู่นาน ในที่สุดก็กัดฟัน ชี้มือไปที่เฝิงจวิน แล้วพูดออกมาพลางขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน “ไอ้กระจอกนี่จะมีของแบบนั้นได้ยังไง...”

“พอได้แล้ว!” ประธานหวังคำรามลั่น เขาโกรธจนตัวสั่นไปหมด “เหวยหมิน แกกลับไปก่อนเถอะ”

วินาทีนี้ เขาผิดหวังกับเรื่องนี้จนถึงที่สุด ดูซิว่าแกทำเรื่องอะไรลงไป

“ผมไม่ยอม!” หวังเหวยหมินตะโกนเสียงดัง “หมอนี่เป็นไอ้กระจอกที่กินแฮมเบอร์เกอร์สามชุดในร้านฟาสต์ฟู้ด จะมีหยกขาวเนื้อแกะชนิดจื่อเลี่ยวอยู่กับตัวได้ไงกัน?”

ปากของเขาพูดว่าไม่ยอม แต่ใบหน้ากลับซีดขาว เพราะเขารู้ดีว่าหยกขาวเนื้อแกะชนิดจื่อเลี่ยวขนาดใหญ่ก้อนนี้เป็นทรัพย์สมบัติมหาศาลเพียงใด ทั้งที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้

สำหรับผู้ประกอบการในวงการเครื่องหยก ทรัพยากรที่ล้ำค่าที่สุดคืออะไร?

เอาล่ะ ทรัพยากรที่ล้ำค่าที่สุด แน่นอนว่าเป็นลูกค้าระดับสูง สำหรับทุกวงการแล้ว ทรัพยากรประเภทนี้ล้ำค่าที่สุด

หากไม่นับทรัพยากรลูกค้า ทรัพยากรที่ล้ำค่าที่สุดก็ย่อมเป็นวัตถุดิบชั้นยอด

หยกเป็นทรัพยากรที่ไม่สามารถสร้างขึ้นใหม่ได้ ในโลกนี้มีอยู่เท่าไหร่ก็เท่านั้น นอกจากส่วนที่ยังไม่ถูกค้นพบ หยกที่ถูกค้นพบแล้วนั้นมีจำนวนคงที่ อาจจะลดน้อยลงเพราะความเสียหาย แต่ไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้

และวงการจิวเวลรี่ก็เป็นวงการสินค้าฟุ่มเฟือยโดยแท้ ยิ่งมีสินค้าระดับท็อปมากเท่าไหร่ก็ยิ่งเติบโตได้มากเท่านั้น

ร้านจวี้เป่าไจขาดหยกขาวเนื้อแกะชนิดจื่อเลี่ยวไปก้อนหนึ่ง ร้านอื่นก็ได้เพิ่มไปก้อนหนึ่ง การคำนวณต้องคิดแบบบวกลบ ไม่ใช่คำนวณแค่ว่าร้านจวี้เป่าไจไม่ได้หยกก้อนนี้มา แล้วจะขาดรายได้ไปเท่าไหร่

หวังเหวยหมินกลุ้มใจจนแทบจะกระอักเลือด

ความสูญเสียทั้งหมดนี้ เป็นเพียงเพราะเขาอยากจะวางมาดต่อหน้าอดีตเพื่อนร่วมรุ่น และดูถูกคนจน

ที่น่าเศร้ายิ่งกว่านั้น คือถ้าร้านจวี้เป่าไจมีสิทธิ์ในการเข้าร่วมแข่งขัน ต่อให้แค่ “อาจจะ” ได้หยกก้อนนี้มาก็แล้วไป ความผิดนี้คงไม่ตกมาอยู่ที่เขาคนเดียวทั้งหมด

แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าก่อนเขาจะมา อารองของเขาได้ตกลงการค้าครั้งแรกกับอีกฝ่ายเรียบร้อยแล้ว ขาดเพียงแค่การจ่ายเงินเท่านั้น

การค้าครั้งแรกสำเร็จ การค้าครั้งที่สอง ครั้งที่สามหรือจะไกลเกินเอื้อม?

ความผิดนี้เขาต้องเป็นคนรับผิดชอบ และก็มีเพียงเขาเท่านั้นที่ต้องรับผิดชอบ

“เธอพูดจาเหลวไหลอะไร?” ประธานเหลียงมองเขาแวบหนึ่ง รู้สึกว่าตรรกะของเจ้าเด็กนี่ช่างไร้สาระสิ้นดี “ร้านฟาสต์ฟู้ดแล้วยังไง? ลูกชายฉันก็ไปกินบ่อย ๆ”

ผู้ใหญ่กับเด็กกินอาหารร้านฟาสต์ฟู้ด มันจะเหมือนกันได้ยังไง? หวังเหวยหมินอยากจะโต้กลับไปแบบนี้เหลือเกิน

ทว่าน่าเศร้าที่เขากลับพบว่าตัวเองไม่มีแรงแม้แต่จะอ้าปาก

ประธานหวังเห็นดังนั้นก็อยากจะยกมือขึ้นตบหน้าหลานชายสักฉาดเหลือเกิน ให้ตายสิ อย่าทำตัวน่าอายไปกว่านี้ได้ไหม?

แต่สุดท้ายเขาก็ได้แต่ส่ายหน้าเบา ๆ แล้วตบไหล่หลานชาย “เอาล่ะ แกกลับไปก่อนเถอะ ไม่ต้องกดดันตัวเองมาก… ก็แค่หยกก้อนหนึ่งเอง”

หลายปีต่อมา ทุกครั้งที่ประธานหวังนึกถึงคำพูดที่ตัวเองเคยพูดไว้ในครั้งนั้น ก็อยากจะตบหน้าตัวเองสักสองสามฉาด ให้ตายเถอะ ตอนนั้นผีบังตาไปแล้วจริง ๆ ฉันไปเอาความกล้ามาจากไหนถึงได้พูดว่า “แค่หยกก้อนหนึ่ง” แถมยังต่อท้ายด้วย... “เอง” อีก?

เรื่องของอาหลานสกุลหวังพักไว้ก่อน ประธานเหลียงเริ่มเสนอราคาให้เฝิงจวิน “หกล้าน”

อะไรนะ? เฝิงจวินนึกว่าตัวเองหูฝาดไป เขาแยกเขี้ยว “คุณว่าเท่าไหร่นะครับ?”

“ตกใจเหรอ?” ประธานเหลียงมองเขาอย่างใจเย็น มุมปากปรากฏรอยยิ้มประหลาด “มากไปหรือน้อยไป?”

“น้อยไป” เฝิงจวินตอบตามตรง “เมื่อกี้หยกเจไดต์ก้อนนั้นยังหกจุดแปดเก้าล้านเลย นั่นแค่เนื้อน้ำแข็งเองนะครับ”

“หยกแข็งกับหยกอ่อนจะมาเทียบกันได้ยังไง?” ประธานเหลียงเบ้ปากอย่างหงุดหงิด “หยกเจไดต์ฮิตขนาดไหน เธอก็ใช่ว่าจะไม่รู้ ตอนนี้หยกไม่ค่อยมีคนปั่นราคากันแล้ว...”

เฝิงจวินก็พอจะรู้เรื่องนี้อยู่บ้าง อันที่จริงหากพูดตามหลักการแล้ว ราคาของหยกก็พุ่งสูงขึ้นมาโดยตลอด เพียงแต่ว่าแหล่งที่มาของมันค่อนข้างคงที่ ไม่เหมือนกับหยกเจไดต์ที่มีพื้นที่สีดำและสีเทาอยู่มากเกินไป ถึงกับมีกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง

มีจุดขายถึงจะมีพื้นที่ให้ปั่นราคา นี่เป็นเรื่องแน่นอน และการปั่นราคาสามารถดึงดูดสายตาได้ก็เป็นเรื่องแน่นอนเช่นกัน

แต่เขาก็ยังไม่ค่อยอยากจะยอมรับ “ประธานเหลียง นี่คือหยกขาวเนื้อแกะชนิดจื่อเลี่ยวเลยนะครับ ต้องเทียบราคากับเนื้อแก้วสิ?”

เธอนี่มันท่อนไม้จริง ๆ! ประธานเหลียงมองชายหนุ่มตรงหน้าอย่างพูดไม่ออก

เวลาทำธุรกิจ เขาไม่ชอบมานั่งให้ความรู้กับคนอื่น แต่ว่าวันนี้เขาอารมณ์ดี ก็เลยจะอธิบายให้เจ้าหนูนี่ฟังเสียหน่อย

“หยกขาวเนื้อแกะชนิดจื่อเลี่ยวก็มีเรื่องของคุณภาพอยู่เหมือนกัน ของเธอชิ้นนี้มีเปลือกหุ้มอยู่ แต่ก็พอจะดูออกคร่าว ๆ ว่าเป็นคุณภาพระดับกลาง ฉันกล้ายืนยันเลยว่ามันไม่ใช่หยกจากซินเจียง และก็ไม่ใช่หยกจากต่างประเทศด้วย”

“ฉันไม่อยากถามหรอกนะว่าเธอไปเอาหยกชิ้นนี้มาจากไหน ประเด็นสำคัญคือมันไม่มีที่มาที่ไป ในแง่ราคาก็ต้องยอมเสียเปรียบหน่อย”

“อีกอย่าง ราคาขายส่งกับขายปลีกมันไม่เท่ากันอยู่แล้ว ตอนที่พวกเราผลิตเครื่องหยกก็ต้องมีการเสียเนื้อไปบ้าง...”

“พอแล้วครับ” เฝิงจวินขัดจังหวะเขา แม้ว่าจะยังเสียดายกับราคานี้อยู่บ้าง แต่ในใจก็สมดุลขึ้นมาก ประเด็นที่สำคัญที่สุดก็คือ อีกฝ่ายบอกว่า… ไม่สนใจจะถามที่มาของหยกชิ้นนี้

ไม่สนใจก็ดีที่สุดแล้ว เขาสามารถเข้าสู่มิติรกร้างได้ตลอดเวลา หาวัตถุดิบหยกมาเพิ่มอีกหน่อยก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรมาก ในเมื่อเป็นแบบนี้แล้ว เขาจะมาคิดเล็กคิดน้อยกับหยกก้อนนี้ไปทำไมกัน?

อย่างไรเสีย หกล้านก็เพียงพอให้เขาทำอะไรได้ตั้งมากมาย อย่างมากที่สุดถ้าในอนาคตเขาพบว่าถูกหลอก ก็แค่ไม่มาค้าขายกับร้านนี้อีกก็สิ้นเรื่อง

ดังนั้นเขาจึงพยักหน้ายิ้ม ๆ “ในเมื่อประธานเหลียงพูดถึงขนาดนี้แล้ว งั้นหกล้านแล้วกันครับ ถือว่าผูกมิตรกัน”

ประธานเหลียงเห็นเขาทำอะไรเปิดเผย ในใจก็ยินดีไปด้วย จึงยิ้มตอบ “อย่างไงซะเธอก็ต้องให้ฉันได้กำไรบ้าง ใช่ไหมล่ะ? เอางี้ไหม ราคาเบื้องต้นหกล้าน เธอตามฉันไปที่บริษัท พอเจียระไนเปลือกหุ้มออกแล้ว บางทีอาจจะประเมินราคาให้เธอได้เพิ่มอีกนิดหน่อย”

จบบทที่ ตอนที่ 32 อุดมคติไม่อาจส่องสว่างสู่ความเป็นจริง

คัดลอกลิงก์แล้ว