เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 33 ใจกล้า รอบคอบ เปี่ยมพลัง

ตอนที่ 33 ใจกล้า รอบคอบ เปี่ยมพลัง

ตอนที่ 33 ใจกล้า รอบคอบ เปี่ยมพลัง


“เรื่องนั้นคงไม่ต้องแล้วครับ” เฝิงจวินยิ้มส่ายหน้าปฏิเสธความหวังดีของประธานเหลียง

เขามีโชคชะตาอันน่าอัศจรรย์อยู่ในมือ สิ่งที่ขาดไปก็แค่เงินทุนเริ่มต้น เมื่อมีเงินทุนแล้ว ก็ไม่ต้องกังวลว่าจะดำเนินงานต่อไปไม่ได้ ดังนั้นหกล้านกับแปดล้าน สำหรับเขาแล้วไม่ได้มีความแตกต่างกันมากนัก

และถึงแม้เขาจะเชื่อว่า ด้วยชื่อเสียงของอีกฝ่าย ต่อให้เขาตามไปด้วย ก็คงเป็นไปไม่ได้ที่จะทำอะไรเขา แต่ในยุคสมัยนี้ ระมัดระวังไว้หน่อยก็ไม่เสียหาย ท้ายที่สุดแล้วทรัพย์สินเงินทองย่อมทำให้ใจคนหวั่นไหว

อีกทั้ง เขาก็ไม่อยากจะไปข้องเกี่ยวกับอีกฝ่ายมากเกินไป

“อย่างนี้นี่เอง… ต้องขอโทษด้วย” ประธานเหลียงยิ้ม ราคาที่เขาเสนอนี้ไม่ได้สูงจริง ๆ เขาได้คำนวณความเป็นไปได้ของความเสี่ยงต่าง ๆ เข้าไปหมดแล้ว มีเจตนาที่จะเอาเปรียบมือใหม่เล็กน้อย แน่นอนว่าก็ไม่ได้ต่ำเตี้ยอะไร

เขาอยากจะเชิญอีกฝ่ายไปที่บริษัทสักเที่ยว แต่ในเมื่ออีกฝ่ายค่อนข้างระมัดระวัง เขาก็ไม่กล้าที่จะเอาเปรียบแต่เพียงฝ่ายเดียว ดังนั้นเขาจึงยิ้ม “ได้ยินว่าเธอยังมีหินอยู่อีกเหรอ?”

เฝิงจวินได้ยินคำพูดนี้ ก็รีบนำหินประหลาดทั้งสี่ก้อนออกมาวางบนพื้นทันที “คุณลองดูสิครับ”

ประธานเหลียงมองดูคร่าว ๆ แล้วโบกมือ “ของแบบนี้ฉันก็ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ หนึ่งแสนเหมาหมด… โอเคไหม?”

จะบอกว่าเขาใช้เงินหนึ่งแสนซื้อหิน สู้บอกว่าเขามอบน้ำใจให้ไปหนึ่งแสนเสียดีกว่า หินสี่ก้อนนั้นได้มาเปล่า ๆ

เฝิงจวินก็เข้าใจความหมายของเขาเช่นกัน จึงยิ้มพร้อมกับประสานมือคารวะ “งั้นก็ขอบคุณประธานเหลียงที่ดูแลแล้วครับ”

“เธอพูดจาห่างเหินไปแล้ว” ประธานเหลียงยกมือขึ้น ตบบ่าเขาเบา ๆ พลางยิ้ม “ฉันยังหวังว่าอีกหน่อยเธอจะมาอุดหนุนร้านเหิงหลงของเรานะ”

นี่เป็นการหยั่งเชิง เขาอยากรู้ว่าในมือของอีกฝ่ายยังมีหยกอีกหรือเปล่า

เฝิงจวินย่อมไม่โง่พอที่จะพูดทุกอย่างออกไป ดังนั้นจึงยิ้มแล้วตอบอย่างคลุมเครือ “เรื่องนั้น...เอาไว้ค่อยว่ากันอีกทีครับ”

ประธานเหลียงเห็นเขาทำตัวระมัดระวังก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร คนที่เล่นหยก โดยเฉพาะคนที่เล่นหยกเจไดต์ ย่อมรู้ดีถึงความเสี่ยงและคาวเลือดที่อยู่เบื้องหลังกำไรมหาศาลนั้น ดังนั้นเขาจึงหยิบนามบัตรใบหนึ่งออกมา ยื่นส่งไปให้ “นี่นามบัตรฉัน ไม่มีอะไรก็ติดต่อมาได้ มีเรื่องอะไร… ก็ยินดีให้ติดต่อมาเหมือนกัน”

เฝิงจวินรับมาดูก็พบว่าเป็นนามบัตรพิมพ์ทอง แต่มีเพียงชื่อ “เหลียงไห่ชิง” สามตัวอักษร และเบอร์โทรศัพท์อีกสองเบอร์เท่านั้น

ประธานเหลียงมองเขาอย่างใจเย็น “จะรับโอนหรือว่า...เงินสด?”

“เงินสดแล้วกันครับ” เฝิงจวินยิ้ม “ถ้าโอน ผมกลัวโดนตรวจสอบภาษี”

“น้องชาย เธอนี่ตลกจริง ๆ” ประธานเหลียงหัวเราะขึ้นมา พวกแบ็คแพ็คเกอร์ที่หาเลี้ยงชีพด้วยหยกมีอยู่เยอะแยะไป คนที่ใช้การโอนเงินผ่านธนาคารก็มีไม่น้อย ใครจะบ้าไปจ่ายภาษีกัน? กรมสรรพากรเองก็ไม่มาตรวจสอบหรอกน่า เธอนึกว่านี่คืออเมริกาหรือไง?

แต่ถึงอย่างไร นี่ก็เป็นความรอบคอบอย่างหนึ่ง เขาก็เข้าใจได้ ดังนั้นจึงพยักหน้า “งั้นเธอก็ต้องรอหน่อยแล้วล่ะ แต่… เงินหกล้านกว่าหยวน หนักตั้งสองร้อยชั่งเลยนะ?”

เฝิงจวินพยักหน้าเล็กน้อย “ครับ ผมหิ้วไหว”

แค่หิ้วไหวเหรอ? ประธานเหลียงอยากจะพูดเล่นว่า: เธอไม่มีเพื่อนมารับหรือไง?

แต่เรื่องตลกแบบนี้ พูดส่งเดชไม่ได้จริง ๆ เกิดอีกฝ่ายมองว่าเป็นการหยั่งเชิงอย่างประสงค์ร้าย เผลอ ๆ อาจจะกลายเป็นเรื่องถึงชีวิตได้

แถมอีกฝ่ายไม่ได้บอกว่ามีคนมารับ แล้วเขาจะคิดไปเองได้เหรอว่าอีกฝ่ายมาคนเดียว?

อย่างไรเสียเขาก็เป็นนักธุรกิจที่ทำมาหากินสุจริต ไม่ได้มีความคิดอื่นใด ดังนั้นจึงชูนิ้วขึ้นมาหนึ่งนิ้ว “ให้เวลาฉันหนึ่งชั่วโมง”

ความจริงไม่ได้ใช้เวลาถึงหนึ่งชั่วโมง แค่ห้าสิบนาทีเท่านั้นก็มีรถคันหนึ่งขับเข้ามาจากข้างนอก บนรถมีชายหนุ่มสองคนลงมา ถือกระเป๋าหนังหนักอึ้งสองใบลงมาด้วย

ตอนนี้ ข่าวที่ว่าเฝิงจวินขายหินได้เงินไปหกล้านกว่าแพร่กระจายไปทั่วตลาดแล้ว คำอุทานว่า “หยกขาวเนื้อแกะชนิดจื่อเลี่ยว” นั้นสร้างความตกตะลึงให้กับผู้คนอย่างยิ่ง

ในตลาดเขาปลอดภัย ที่นี่มีเงินสดนับสิบล้านปรากฏให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง เพียงแต่พอออกจากประตูไปแล้วก็ยากที่จะพูด

เหลียงไห่ชิงแสดงความขอโทษต่อเรื่องนี้ “ขอโทษด้วยนะ ฉันไม่คิดจริง ๆ ว่าเธอจะเอาของดีขนาดนี้ออกมาจากบ้าน ครั้งหน้าจะระวังให้มากกว่านี้”

“ไม่เป็นไรครับ” เฝิงจวินโบกมือ ในใจคิดว่าจะมีครั้งหน้าหรือเปล่านั้นยังยากที่จะพูด

เมื่อเห็นว่าเงินมาถึงแล้ว เขาเปิดกระเป๋าดูแวบหนึ่ง นับคร่าว ๆ พอดีมีอยู่หกร้อยยี่สิบสี่ปึก ล้วนเป็นธนบัตรที่ใหม่ประมาณเจ็ดส่วน

เขาไม่ได้นับอย่างละเอียดเลยด้วยซ้ำ พอปิดกระเป๋า สองมือก็ถือคนละใบ แล้วเดินจากไปทันที

เมื่อเดินมาถึงประตูใหญ่ เขาก็วางกระเป๋าสองใบไว้ข้างรถ SUV คันหนึ่ง

ทุกคนเห็นดังนั้น ในใจก็กระจ่างขึ้นมาทันที ไม่ได้มาคนเดียวจริง ๆ ด้วย

เฝิงจวินหันไปมองในห้องคนขับ พบว่าข้างในไม่มีคนอยู่ จึงหยิบบุหรี่ขึ้นมาจุดหนึ่งมวน สองมือล้วงกระเป๋า มองซ้ายมองขวา ทำท่าเหมือนไม่มีอะไรทำ

ในตลาดนั้นมีทั้งคนดีคนชั่วปะปนกันอยู่จริง ๆ ในฝูงชน มีคนเริ่มหยิบมือถือออกมาแอบจดหมายเลขทะเบียนรถแล้ว

เพียงครึ่งมวนบุหรี่ ก็มีรถแท็กซี่เปิดป้ายว่างสามคันขับผ่านหน้าเฝิงจวินไป คนขับบางคนจงใจชะลอความเร็วลง ตั้งใจจะรับผู้โดยสาร

เฝิงจวินไม่แม้แต่จะมอง จนกระทั่งรถว่างคันที่สี่ขับมาถึง เขาจึงยกมือขึ้นโบกรถว่าง ถือกระเป๋าสองใบเข้าไปในรถ แล้วยื่นธนบัตรหนึ่งร้อยสองใบให้คนขับ “เลี้ยวซ้ายข้างหน้า เร็วหน่อยล่ะ ภายในห้านาทีต้องไปให้ถึงถนนกว่างฟา แล้วสองร้อยนี่จะเป็นของคุณ”

คนขับมองเขาแวบหนึ่งอย่างเฉยเมย “งั้นก็นั่งให้ดี ๆ”

เขาก็รู้ว่าเมื่อครู่ที่ตัวเองขับผ่านมาคือที่ไหน

คนขับแท็กซี่ขับรถไปทั่วทุกตรอกซอกซอยทุกวัน จะไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้ได้อย่างไร? ลูกค้าคนนี้ต้องไปเจอเรื่องอะไรมาแน่ ๆ

ส่วนในตลาดก็มีบางคนสีหน้าเปลี่ยนไป: ให้ตายสิ โดนหลอกแล้ว

ตอนนั้นเอง ในห้องน้ำสาธารณะหน้าประตูก็มีชายอ้วนคนหนึ่งเดินออกมา คาดเข็มขัดพลางเดินตรงไปยังรถ SUV

ชายฟันหลอคนหนึ่งเดินเข้ามาอย่างรวดเร็วเฉียงจากทางด้านหน้า “ขอโทษนะครับ ถามอะไรหน่อย รถคันนี้...ของคุณเหรอ?”

“อ่า” ชายอ้วนมองเขาแวบหนึ่ง พยักหน้า แล้วมองสำรวจอีกฝ่ายขึ้น ๆ ลง ๆ “ไม่ใช่ของผม แล้วจะเป็นของคุณหรือไง?”

ชายฟันหลอคนนั้นก็คือคนที่เคยคุยกับเฝิงจวินสองสามประโยคนั่นเอง เมื่อเห็นอีกฝ่ายพูดจาไม่น่าฟัง เขาก็แยกเขี้ยวใส่ “ที่นี่เก็บค่าจอดรถนะ นอกจากคุณจะมาเดินตลาด”

“ฉันแค่ลงมาขี้” ชายอ้วนได้ฟังก็ร้อนใจขึ้นมา “ตอนฉันลงจากรถยังถือกระดาษทิชชูอยู่เลย”

“อ๋อ” ดวงตาของชายฟันหลอเป็นประกายขึ้นมา พยักหน้า “อย่างนี้นี่เอง”

อย่างนี้นี่เอง… ไม่ใช่แค่คนเดียวที่พึมพำกับตัวเองในใจแบบนี้

แม้แต่ประธานเหลียงก็ยังเข้าใจสถานการณ์ มุมปากปรากฏรอยยิ้มขึ้นมา “ไอ้หนุ่มนี่ไม่เลว หนีไปทั้งแบบนี้เลย”

ชายสวมแว่นคนหนึ่งที่อยู่ข้าง ๆ เขาพยักหน้า พูดด้วยน้ำเสียงชื่นชม “ใจกล้าและรอบคอบ เมื่อเผชิญอันตรายก็ไม่ลนลาน มีสติปัญญาเยือกเย็น… เป็นพวกฉายเดี่ยวของแท้เลย”

ประธานเหลียงมองเขาแวบหนึ่ง แล้วถอนหายใจอีกครั้ง “เฮ้อ น่าเสียดาย ต่อไปอาจจะไม่ได้เจออีกแล้ว”

สำหรับเขาแล้ว การที่อีกฝ่ายใช้กลลวงเพื่อหนีไป แม้จะปลอดภัยเป็นการชั่วคราว แต่การเปิดเผยตัวตนว่าเป็นพวกฉายเดี่ยวก็ย่อมต้องหายตัวไปเป็นเวลานาน หรืออาจจะหายไปตลอดกาลเลยก็ได้

หลังจากที่เฝิงจวินไปถึงถนนกว่างฟา เขาก็เปลี่ยนรถแท็กซี่ทันที ยังคงขอให้อีกฝ่ายเหยียบให้มิดต่อไป

เขาเปลี่ยนรถถึงสี่เที่ยว กว่าจะลงรถที่หน้าร้านซ่อมมอเตอร์ไซค์แห่งหนึ่ง ซื้อมอเตอร์ไซค์มือสองมาหนึ่งคันโดยไม่พูดพร่ำทำเพลงก็ จากนั้นก็แวะไปที่ร้านขายของชำพื้นเมืองข้าง ๆ อีกรอบ

ตอนที่เขากลับมาถึงโรงงานริมถนนฟ้าก็มืดแล้ว ชายชราเห็นเขากลับมาก็ถามด้วยความสงสัย “ไปเอามอเตอร์ไซค์มาจากไหน… กระสอบอีกสองใบนั่นอีก?”

เฝิงจวินยิ้ม “จะมาจากไหนได้ล่ะครับ? ก็ซื้อมาน่ะสิ รถมือสองถูก ๆ ห้าร้อยหยวน รับประกันอีกเดือนหนึ่งด้วย”

ชายชราพยักหน้า ทำท่าเหมือนเข้าใจทะลุปรุโปร่ง “ของถูกไม่ค่อยดีมั้ง คงจะขี่ได้แค่เดือนเดียว… แล้วเพื่อนที่อกหักของเธอล่ะ ไม่เป็นไรแล้วเหรอ?”

เฝิงจวินชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบกลับไปง่าย ๆ “พวกเขากลับมาคืนดีกันแล้วครับ”

“เฮ้อ เด็กสมัยนี้นะ ไม่มีความทระนงในตัวเองเลย” ชายชราส่ายหน้า ใบหน้าเต็มไปด้วยความขุ่นเคืองต่อโลก “เลิกก็คือเลิกสิ ม้าดีไม่กินหญ้าเก่า ไม่สมกับเป็นลูกผู้ชายเลย… เธอว่าไหม?”

“หา?” เฝิงจวินชะงักไปอีกครั้ง จากนั้นก็จอดรถตั้งขาตั้งขึ้นมา ตอบโดยไม่เงยหน้า “ใช่ครับ เลิกก็คือเลิก”

เขาลากกระสอบสองใบเข้าไปในห้อง ยัดไว้ใต้เตียง แล้วจึงทิ้งตัวลงบนเตียงอย่างแรง ถอนหายใจยาว พึมพำกับตัวเองเสียงเบา “ในที่สุดฉันก็พอจะมีเงินในมือบ้างแล้ว อืม… เลิกก็คือเลิก”

ประสบการณ์ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ สำหรับเขาแล้วช่างผกผันยิ่งนัก ตอนนี้พอนึกย้อนกลับไป ก็ยังรู้สึกว่ามันน่าเหลือเชื่อ

ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ใต้เตียงเขามีเงินสดอยู่หกล้านกว่า ทำให้เขามีพื้นที่ในการเคลื่อนไหวที่เพียงพอสำหรับการวางแผนอนาคตของตัวเอง

แต่ภารกิจเร่งด่วนในตอนนี้ คือต้องหาที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมก่อน แม้ว่าที่นี่จะสงบสุขท่ามกลางความวุ่นวาย และไม่มีใครมาสนใจความเป็นส่วนตัวของเขา แต่การชาร์จไฟก็ยังไม่สะดวกเกินไป

เขาต้องการบ้านที่สามารถชาร์จไฟได้อย่างสะดวก และยังต้องทำบัตรอีกสองสามใบ เพื่อนำเงินสดส่วนใหญ่ใต้เตียงไปฝากไว้

เขาเป็นคนประเภทคิดแล้วทำเลย ตอนนี้ฟ้ามืดแล้ว การฝากเงินไม่สะดวก งั้นก็เข้าเว็บนายหน้าประกาศหาบ้านเช่าเลยแล้วกัน

แต่ข้อมูลหาบ้านเช่าของเขากลับไม่เหมือนกับของคนอื่น กรอกค่าเช่ารายเดือนไปตรง ๆ เลยว่าหนึ่งหมื่นหยวน (เบ็ดเสร็จหนึ่งหมื่น) รูปแบบบ้านที่ต้องการไม่ได้ระบุ ขอแค่มีน้ำ ไฟ เครื่องทำความร้อน และห้องน้ำส่วนตัวก็พอ แต่ต้องรับประกันความเป็นส่วนตัวมาก ๆ

จากนั้นเขาก็หมายเหตุไว้อีกหน่อย: พอดีผมต้องชาร์จไฟ ขอที่มีปลั๊กต่อภายนอก แอมแปร์สูงสุดห้าร้อยแอมแปร์ นี่คือเงื่อนไขเบื้องต้นในการเช่า นอกนั้นไม่พิจารณา

แรงดันไฟฟ้าในบ้าน กระแสไฟฟ้าห้าร้อยแอมแปร์ สามารถรับประกันได้ว่าในหนึ่งวันหนึ่งคืน เขาจะชาร์จแต้มพลังงานได้เต็มอย่างน้อยห้าแต้ม ตามทฤษฎีแล้วทะลุไปถึงเจ็ดแต้มได้เลย เพียงพอให้เขาเข้าออกมิติได้หนึ่งเที่ยว

เมื่อก่อนไม่มีเงื่อนไข ต้องชาร์จไฟอย่างกระเบียดกระเสียร แถมยังต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ ตอนนี้มีเงินแล้ว จะทำตัวเองให้ลำบากไปทำไม

เมื่อมองดูรอยประทับบนข้อมือ เฝิงจวินก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก ยังพอจะขนของเข้าออกได้อีกประมาณสองครั้ง

ช่วงนี้เขากังวลมาตลอดว่าหยกจะขายออกไหม ตอนนี้พอมีเงินอยู่ในมือ ในที่สุดก็สามารถผ่อนคลายลงได้บ้าง

พอตัดสินใจที่จะผ่อนคลาย เขาก็รู้สึกว่าความเหนื่อยล้าที่ไม่สิ้นสุดถาโถมเข้ามาทั่วทั้งร่างกาย แต่แปลกที่จิตใจกลับตื่นตัวอย่างยิ่ง

ไม่ให้ตื่นตัวได้อย่างไร ใต้เตียงมีเงินอยู่หลายล้าน จะข่มตาหลับลงได้อย่างไรกัน?

จบบทที่ ตอนที่ 33 ใจกล้า รอบคอบ เปี่ยมพลัง

คัดลอกลิงก์แล้ว