- หน้าแรก
- เซียนยุคดิจิทัล
- ตอนที่ 31 ไม่มีเงินแต่มีศักดิ์ศรี
ตอนที่ 31 ไม่มีเงินแต่มีศักดิ์ศรี
ตอนที่ 31 ไม่มีเงินแต่มีศักดิ์ศรี
ในระหว่างกระบวนการเจียระไนหิน มีคนทยอยเดินทางมาไม่ขาดสาย ราคาได้เกินห้าล้านไปแล้ว ร้านจิวเวลรี่ต่าง ๆ ต้องส่งบุคคลสำคัญมาดูด้วยตัวเอง ราคาขนาดนี้ต้องมาดูด้วยตาถึงจะตัดสินใจได้ และก็ต้องมีคนอนุมัติไม่ใช่เหรอ?
ครั้งนี้ เฝิงจวินได้เห็นกับตาเต็ม ๆ เหมือนกับที่เขียนไว้ในนิยายไม่ผิดเพี้ยน ผู้รับผิดชอบของแต่ละร้านต่างก็ตะโกนสู้ราคา สายตาที่มองกันสามารถปะทะกันจนเกิดประกายไฟได้ เขานึกว่าตัวเองแทบจะเอาไปชาร์จไฟได้อยู่แล้ว
ดูออกว่า หลังจากสิ้นสุดการประมูลราคาในครั้งนี้ จะต้องมีคนผูกใจเจ็บกันอีกแน่
จนกระทั่งถึงตอนนั้น เฝิงจวินถึงได้ตระหนักรู้อย่างหนึ่งว่าแม้ร้านจิวเวลรี่จะร่ำรวยมหาศาล แต่ก็ใช่ว่าจะดูถูกเงินเล็ก ๆ น้อย ๆ
เมื่อวานที่ไม่มีใครประมูลราคากัน เหตุผลหลักก็เพราะหินก้อนนั้นมีค่าไม่มาก ไม่คุ้มค่าที่จะลงมือประมูล การสร้างศัตรูก็ต้องคำนึงถึงต้นทุนไม่ใช่เหรอ?
ในท้ายที่สุด เป็นร้านเหิงหลงจิวเวลรี่ที่ประมูลหยกเนื้อน้ำแข็งก้อนนี้ไปในราคาหกจุดแปดเก้าล้านหยวน ประธานหวังแห่งร้านจวี้เป่าไจสู้ราคาถึงหกจุดแปดล้านหยวนก็สู้ต่อไปไม่ไหวแล้วจริง ๆ
ประธานเหลียงแห่งร้านเหิงหลงยังใช้คำพูดหยอกล้อเขา “มาสิ คุณเพิ่มอีกหนึ่งหมื่น ไม่แน่ว่าผมอาจจะไม่เพิ่มต่อแล้วก็ได้นะ”
ประธานหวังโกรธจนแยกเขี้ยวยิงฟัน เขารู้ดีว่าเจ้าแซ่เหลียงนี่มันเจ้าเล่ห์นัก ในใจแม้จะไม่พอใจนับหมื่นนับพัน สุดท้ายก็ได้แต่แค่นเสียงเย็นชา “เงินเจ็ดล้านนี่คงต้องดองไว้ในมือนายสักสองปี!”
ประธานเหลียงยิ้มเย็นชา “ร้านเหิงหลงอย่างอื่นอาจจะไม่เยอะ แต่เงินเยอะ ผมก็แค่ถือว่าเป็นการกักตุนสินค้า ยังไง ไม่ยอมเหรอ? ไม่ยอมก็เพิ่มราคาสิ”
เฝิงจวินเห็นว่าเป็นจังหวะที่เหมาะสมแล้ว จึงได้เบียดตัวเข้าไป
ข้างกายประธานหวังมีชายฉกรรจ์สองคนยืนอยู่ มองเขาอย่างเย็นชา แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไร กลับยิ้มแล้วพูดว่า “ประธานหวัง สนใจหยกเนื้ออ่อนไหมครับ?”
“สนใจสิ” ประธานหวังเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง ตอบกลับไปโดยไม่ทันได้คิด “หยกเนื้ออ่อนแบบไหน?”
เฝิงจวินหยิบกล่องหยกครึ่งซีกออกมาจากกระเป๋า ยื่นส่งไปให้ พร้อมกับพูดด้วยรอยยิ้ม “ลองดูก่อนครับ”
ประธานหวังรับมาดูอยู่ครู่หนึ่ง ลูบคลำอีกหน่อย จากนั้นก็หยิบแว่นขยายออกมาส่องดู
ประธานเหลียงยืนอยู่ข้าง ๆ มองดูฉากนี้ด้วยรอยยิ้ม
ประธานหวังวางแว่นขยายลง เงยหน้าขึ้นกำลังจะพูดก็พลันนึกอะไรบางอย่างขึ้นได้ เขาหันไปมองประธานเหลียงแวบหนึ่ง แล้วจึงมองเฝิงจวินพลางพูดเรียบ ๆ “ไอ้หนุ่ม ใช้ได้นี่ รู้จักฉวยโอกาส”
นี่เป็นเครื่องหยกที่ผ่านการแกะสลักมาแล้ว แถมยังชำรุดอีกด้วย ตามสัญชาตญาณแล้วเขาอยากจะให้ราคาต่ำ ๆ
แต่ข้าง ๆ มีคนในวงการอยู่เต็มไปหมด ถ้าเขาให้ราคาต่ำจริง ๆ ก็เสียหน้าซะเปล่า
เรื่องการกดราคานั้น วงการนี้ทำกันเป็นปกติ รู้กันอยู่แก่ใจ แต่เขามีสถานะ จะทำอะไรตามอำเภอใจต่อหน้าธารกำนัลไม่ได้
ไม่ว่าจะเป็นเพราะฝีมือไม่ถึงขั้น หรือจงใจหลอกลวงคนอื่น หากข่าวลือแพร่ออกไปก็ไม่ใช่ชื่อเสียงที่ดี
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเจ้าแซ่เหลียงที่จ้องมองอยู่ข้าง ๆ อย่างกับเสือจ้องตะครุบเหยื่อ
เฝิงจวินยิ้มเล็กน้อย ตอบกลับไปอย่างหน้าด้าน ๆ “ชมเกินไปแล้วครับ”
ถ้าไม่ใช่เพราะพวกคุณร่วมมือกันกดราคาผม ผมจะต้องทำถึงขนาดนี้ไหม?
“หกหมื่นแปด” ประธานหวังเอ่ยปาก ท่าทางเด็ดขาดมาก “หยกเขียว แถมยังเป็นของเก่า ไม่รู้ว่ามีไอมลทินอะไรติดมาด้วยหรือเปล่า”
“พ่อหนุ่ม” ประธานเหลียงเอ่ยปากขึ้นด้วยรอยยิ้ม “ฉันขอลองจับดูหน่อยได้ไหม?”
ประธานเหลียงอายุน้อยกว่าประธานหวังราวสิบปี หลังจากดูอยู่หนึ่งนาทีก็เสนอราคาโดยตรง “แปดหมื่น”
เขาไม่ได้บอกเหตุผลอะไร อย่างไรเสียก็คือเพิ่มราคาแล้ว
แต่นี่ก็เป็นเรื่องปกติ ความรู้เดิมทีก็ประเมินค่าไม่ได้ เขาเต็มใจจะบอกเหตุผล นั่นคือน้ำใจ ไม่บอกคือหน้าที่
ประธานหวังไม่แม้แต่จะมองเขา ยังคงสู้ราคาต่อ “เก้าหมื่น!”
ประธานเหลียงมองเขาแวบหนึ่ง แล้วยิ้มพลางกางมือออก: เชิญเลยครับ ผมไม่สู้แล้วก็ได้
ประธานหวังยังคงไม่มองเขา แต่หันไปมองเฝิงจวิน ถามด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ “เงินสดหรือโอน?”
เฝิงจวินคิดอยู่ครู่หนึ่ง เงินสดแปดหมื่นก็ไม่เท่าไหร่ ใส่ในกระเป๋าได้สบาย ๆ พอดีจะได้ไม่ต้องเปิดเผยชื่อบัญชีด้วย
ดังนั้นเขาจึงยิ้มแล้วพูดว่า “เงินสดแล้วกันครับ”
“เงินสดก็รอเดี๋ยว” ประธานหวังยังคงมีสีหน้าไร้อารมณ์ “หลานชายฉันถือเงินสดมา กำลังจะถึงแล้ว”
“ครับ” เฝิงจวินยิ้มพยักหน้า แล้วลองหยั่งเชิงถามดูอีกประโยค “ประธานหวังดูเป็นคนตรงไปตรงมา ที่จริงผมยังมีหยกอีกนิดหน่อย… เราไปหาที่คุยกันหน่อยไหมครับ?”
เขาเคยไปถามราคาที่ร้านจวี้เป่าไจมาแล้ว อีกฝ่ายเสนอราคามาเก้าพันหรือเก้าพันห้าก็ไม่รู้ เขาลืมไปแล้ว อย่างไรเสียก็ไม่ถึงหนึ่งหมื่น
แต่นั่นเป็นราคาที่ลูกน้องเสนอ ไม่ใช่ราคาที่ประธานหวังเสนอ ตอนนี้ดูท่าแล้ว ประธานหวังก็ยังเป็นคนใจกว้างอยู่มาก
“หืม?” ประธานหวังมองเขาอย่างประหลาดใจแวบหนึ่ง แล้วพยักหน้าเล็กน้อย “คนของฉันต้องตามไปด้วย อันนี้ไม่มีปัญหานะ?”
ในแวดวงธุรกิจ การระมัดระวังตัวหน่อยเป็นเรื่องปกติ คนที่เล่นหยกยิ่งเจอกับเรื่องแปลก ๆ ได้ง่าย เขาจะระวังตัวหน่อยก็เป็นเรื่องปกติ
ประธานเหลียงแห่งร้านเหิงหลงไม่ชอบฟังคำพูดนี้เลย เขายังอยากจะดูของด้วยซ้ำ ดังนั้นคิ้วจึงขมวดเล็กน้อย กำลังจะเอ่ยปาก
ในตอนนั้นเองก็มีเสียงตะโกนดังมาจากที่ไกล ๆ “อารอง!”
เฝิงจวินยิ้มพยักหน้า “แน่นอนว่าไม่มีปัญ...”
พูดไปได้ครึ่งประโยค เขาก็มองไปยังที่ไกล ๆ อย่างตกตะลึง “ให้ตายสิ นายเองเหรอ?”
ชายหนุ่มคนหนึ่งวิ่งมาจากที่ไกล ๆ ถ้าไม่ใช่คนที่คิดจะปล้นหินประหลาดของเขา แล้วจะเป็นใครไปได้?
หวังเหวยหมินเห็นเฝิงจวินแวบเดียวก็ชะงักไปเช่นกัน จากนั้นก็ละสายตากลับมา ราวกับไม่รู้จักคนคนนี้ แล้วเดินตรงไปหาประธานหวัง
อันที่จริง ในใจเขาเกลียดเฝิงจวินจนเข้ากระดูกดำ เมื่อเห็นมีคนโพสต์ไปทั่วว่าเขาปล้นทรัพย์ ยังมีเพื่อนส่งต่อโพสต์ในโซเชียลของคนอื่นมาให้เขา แล้วถามยิ้ม ๆ ว่า นายคิดจะเปลี่ยนอาชีพไปเป็นโจรปล้นชิงแล้วเหรอ?
หวังเหวยหมินรู้สึกกดดันอย่างมาก ถึงกับไม่กล้าไปที่ร้านจวี้เป่าไจ กลัวว่าจะถูกคนจำได้
ก็เพราะเหตุนี้ เขาถึงไม่รู้ว่าเฝิงจวินเคยนำกล่องหยกครึ่งซีกไปสอบถามราคาที่ร้านจวี้เป่าไจมาก่อน
เขาเคยสั่งพนักงานที่เคาน์เตอร์ไว้ว่าให้คอยสังเกตคนคนหนึ่งที่ถือหินประหลาดมา แต่ใครจะไปคิดว่าเจ้าหมอนั่นจะถือเครื่องหยกมาแทน
ในทำนองเดียวกัน เฝิงจวินก็ไม่รู้ว่าร้านจวี้เป่าไจเกี่ยวข้องกับเจ้าหมอนี่
หวังเหวยหมินเกลียดเฝิงจวินมากขนาดที่ว่าตั้งแต่เล็กจนโตเขาไม่เคยถูกใครรังแกแบบนี้มาก่อน ความแค้นนี้ หากไม่ชำระก็ไม่นับว่าเป็นลูกผู้ชาย!
เขาถึงกับยืมไอดีคนอื่นไปตอบกระทู้ในหยางซื่อฮอตไลน์ บอกว่าจะขอซื้อหินประหลาดก้อนนั้นในราคาหนึ่งหมื่นหยวน
เห็นได้ชัดว่านี่เป็นกับดัก แผนของเขาก็คือส่งคนไปซื้อหินก้อนนี้กลับมา แล้วค่อยแอบตามเฝิงจวินไปเงียบ ๆ
รอจนเจ้าหมอนั่นอยู่คนเดียว ก็จะรวบรวมคนไปสั่งสอนมันสักยกใหญ่
ส่วนในระหว่างการสั่งสอนจะปล้นเงินหนึ่งหมื่นหยวนนั้นกลับมาด้วยหรือไม่ เขาไม่ได้คิดจะทำถึงขั้นนั้น คุณชายหวังไม่ขาดเงินแค่นี้
แต่เขาตั้งใจจะไปหาพวกนักเลงมาช่วย พวกนักเลงจะปล้นหรือไม่ปล้น นั่นก็ไม่เกี่ยวกับเขา
ตอนนี้หวังเหวยหมินมาเพื่อช่วยอารอง แต่กลับไม่คิดว่าจะมาเจอไอ้สารเลวคนนี้ที่นี่
แต่วันนี้เรื่องงานสำคัญกว่า เขาจะมาถือสาเรื่องส่วนตัวไม่ได้ ในสถานการณ์แบบนี้ แม้แต่จะเอ่ยถึงก็ยังไม่ได้
ประธานหวังเห็นหลานชายมาถึงแล้วก็โบกมือให้เฝิงจวิน “ให้เงินสดเขาไปเก้าหมื่น”
“เก้าหมื่น?” หวังเหวยหมินมองเฝิงจวินอย่างตกตะลึง “แม่เจ้า… นายนี่มันโหดขนาดนี้เลยเหรอ?”
เขามาเพื่อหยกเนื้อน้ำแข็งก้อนนั้น เงินสดหกล้านกว่า คาดว่าไม่มีใครกล้าถือไป แต่เผื่ออีกฝ่ายอยากใช้เงินสดบ้างล่ะ?
และครั้งนี้ที่ร้านจวี้เป่าไจมาเอง ไม่แน่ว่าอาจจะเจอหยกก้อนอื่นอีก ที่นี่มีหนี้สินค้างชำระอยู่บ้าง ควรจะสะสางเสียที
ดังนั้นเขาจึงพกเงินสดมาหนึ่งล้าน
แต่ไม่คิดเลยว่าจะต้องมาจ่ายให้เฝิงจวิน พอได้ยินว่าต้องให้เจ้าหมอนี่ ปฏิกิริยาโดยสัญชาตญาณของเขาก็คือ: นายเอาหินประหลาดก้อนนั้นมาขายให้อารองของฉันเหรอ?
เอาเถอะ ขายก็ขายไป แต่ว่า...แม่เจ้าโว้ย นายกล้าเรียกราคาถึงเก้าหมื่นหยวนเลยเหรอ?
เฝิงจวินก็ประหลาดใจอย่างยิ่งเช่นกัน เขาชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วมองไปที่ประธานหวัง “เขาเป็นคนจากร้านจวี้เป่าไจของคุณเหรอ?”
ประธานหวังกะพริบตาปริบ ๆ เขาพอจะมองออกว่าหลานชายของตัวเองกับชายหนุ่มตรงหน้ามีเรื่องไม่ลงรอยกัน
แต่ในความคิดของเขา ธุรกิจก็คือธุรกิจ เรื่องอื่น ๆ สามารถวางไว้ก่อนได้
อย่างไรเสียที่นี่ก็มีคนอยู่มากมายขนาดนี้ เขาคงปฏิเสธไม่ได้อยู่แล้ว ดังนั้นจึงพยักหน้าอย่างตรงไปตรงมา “ฉันเป็นอารองของเขา”
ประธานหวังเป็นเพียงผู้จัดการทั่วไปของร้านจวี้เป่าไจ ประธานกรรมการของร้านจวี้เป่าไจคือพี่ชายของเขา
เฝิงจวินโบกมืออย่างเด็ดขาด “งั้นผมไม่ขายให้แล้ว!”
เขาเป็นคนจน จนมากจริง ๆ จนถึงขนาดไม่กล้ากลับบ้านไปเยี่ยมญาติ
แต่ในขณะเดียวกันเขาก็เป็นคนหยิ่งในศักดิ์ศรี ก็เพราะความหยิ่งในศักดิ์ศรีนี่แหละ ถึงได้ยึดติดคำว่า “ไม่กล้า”
ให้ราคาสูงแล้วยังไง? ฉันไม่พอใจซะอย่างก็ไม่ขาย!
ประธานหวังถึงกับตกตะลึงในทันที “ทำไมทำแบบนี้? เราตกลงกันแล้วนะ”
เฝิงจวินเหล่มองเขาแวบหนึ่ง “ตกลงกันแล้วยังไง? ก็ยังไม่ได้เซ็นสัญญานี่”
จากนั้นเขาก็มองไปที่ประธานเหลียงแห่งร้านเหิงหลงจิวเวลรี่ แล้วยิ้มถาม “ประธานเหลียง คุณยังต้องการหยกชิ้นนี้อยู่ไหมครับ?”
“อ้าว” ประธานเหลียงหัวเราะขึ้นมา เสียงหัวเราะมีความหมายลึกซึ้ง “เหอะ ๆ พ่อหนุ่ม ฉันให้ราคาต่ำกว่าเขาตั้งหนึ่งหมื่นนะ”
“ต่ำกว่าหมื่นเดียวเอง” เฝิงจวินโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ “พวกเราพยายามหาเงินไปเพื่ออะไรกัน? ก็เพื่อที่จะได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขไม่ใช่เหรอ?”
ประธานเหลียงได้ฟังก็ยิ้มพลางพยักหน้า ยกนิ้วโป้งให้ “มีเหตุผล”
เขาเป็นคนตรง คนอื่นตรงไปตรงมา เขาก็ตรงไปตรงมาด้วย “พูดตามตรงนะ หยกชิ้นนี้ฉันยังดูไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ ถ้ามันมีค่าถึงเก้าหมื่นจริง ๆ ฉันก็จะให้เธอเก้าหมื่นเหมือนกัน วางใจได้เลย...ร้านเหิงหลงจิวเวลรี่ของเราไม่ทำลายชื่อเสียงของตัวเองหรอก”
ประธานหวังแค่นเสียงเย็นชา พูดด้วยใบหน้าเขียวคล้ำ “อย่างกับมีแต่ร้านเหิงหลงของคุณที่เป็นแบรนด์ ร้านอื่นไม่ใช่แบรนด์ยังงั้นแหละ”
ประธานเหลียงกำลังจะโต้กลับ เฝิงจวินก็หัวเราะเยาะขึ้นมา “คุณไปถามหลานชายคุณดูดีกว่า ว่าเขาไปสร้างชื่อเสียงให้จวี้เป่าไจมายังไง”
ประธานหวังได้ยินถึงตรงนี้ก็อ้าปากค้างอย่างตกตะลึง “หา?”
เฝิงจวินกลับขี้เกียจจะสนใจเขาแล้ว แต่หันไปมองประธานเหลียงแวบหนึ่ง แล้วพูดยิ้ม ๆ “ประธานเหลียง...เราไปหาที่คุยกันหน่อยไหมครับ?”
ประธานเหลียงหัวเราะร่วน สำหรับเขาแล้ว กล่องหยกที่ชำรุดเป็นเพียงธุรกิจเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่สำคัญคือเขาก็สนใจหยกชิ้นอื่น ๆ ในมือของอีกฝ่ายอยู่เหมือนกัน “ดีเลย”
ทั้งสองคนมองไปรอบ ๆ หาที่สงบ ๆ เพื่อแยกไปคุยกัน ส่วนประธานหวังกลับมองหลานชายของตัวเองอย่างไม่สบอารมณ์ ถามด้วยใบหน้าดำคล้ำ “แกกับเจ้าหมอนั่นมีเรื่องอะไรกัน?”
ก่อนหน้านี้หวังเหวยหมินไม่ได้เล่าเรื่องให้อารองของเขาฟัง เพราะมันเป็นเรื่องน่าอาย แต่เรื่องนี้ อันที่จริงก็ไม่ได้มีอะไรที่พูดไม่ได้ การทำธุรกิจนี่นะ ถ้าเจอคนที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวแล้วไม่ลองฟันกำไรสักหน่อย จะเรียกว่าเป็นนักธุรกิจได้ยังไง?
โดยเฉพาะการเล่นของเก่าและเครื่องหยก คนในวงการกับคนนอกวงการนั้นต่างกันมากเกินไป ในวงการนี้ ความรู้คือสิ่งที่ประเมินค่าไม่ได้จริง ๆ
แน่นอนว่าหวังเหวยหมินจะเล่าก็ต้องเล่าในส่วนที่เป็นประโยชน์กับตัวเอง ในคำบอกเล่าของเขา ตัวเองดูไร้เดียงสามาก
ประธานหวังฟังจบแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจอย่างผิดหวัง “เฮ้อ”
หลานชายของเขาคนนี้ อันที่จริงก็ไม่ได้มีข้อเสียใหญ่อะไร แค่ทำอะไรสะเพร่าเกินไป ครั้งนี้ก็ทำให้ร้านจวี้เป่าไจต้องเสียโอกาส
หวังเหวยหมินยังโมโหไม่หาย “ก็แค่กล่องแตก ๆ ใบหนึ่ง ไม่กี่หมื่นหยวน ไม่ได้ก็ไม่ได้สิครับ อาจะถอนหายใจทำไม?”
ประธานหวังถอนหายใจอีกครั้ง “กล่องใบนั้นเป็นแค่การหยั่งเชิง ในมือของเขายังมีของดีอยู่อีกเพียบ ดูซิว่าแกทำอะไรลงไป!”