เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 23 โลกภายนอก เลวร้ายมากใช่หรือไม่

บทที่ 23 โลกภายนอก เลวร้ายมากใช่หรือไม่

บทที่ 23 โลกภายนอก เลวร้ายมากใช่หรือไม่


บทที่ 23 โลกภายนอก เลวร้ายมากใช่หรือไม่

วันรุ่งขึ้น การทรมานยังคงดำเนินต่อไป

ช่วงเช้าเหล่าศิษย์ทุกคนต้องรองรับ 'ปราณแห่งมรรควิถี' ของซ่งอินคนละหนึ่งกระบวนท่า หลังจากนอนชักกระตุกกันไปครึ่งค่อนวัน ก็ต้องลุกขึ้นมานั่งสมาธิ จากนั้นก็ถูกต้อนลงเขาไปร่วมกับปุถุชนเพื่อปรับหน้าดิน ตัดไม้ ขุดหิน และสอนวิธีแยกแยะสมุนไพรผักป่า

จนกระทั่งเย็นย่ำกลับขึ้นเขา ส่งมอบทรัพยากรให้ซ่งอินนำไปซ่อมแซมสิ่งก่อสร้างต่อ

จากนั้น จางเฟยเสวียนก็ต้องรับ 'ปราณแห่งมรรควิถี' อีกรอบ นอนตาเหลือกน้ำลายฟูมปาก ท่ามกลางสายตาสะใจระคนสงสารของเหล่าศิษย์น้อง

หนึ่งวันผ่านไป เรียบง่ายแต่เติมเต็ม

จนกระทั่งดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า พระจันทร์ลอยเด่น เขาถึงได้ตะเกียกตะกายลุกขึ้นจากลานกว้าง เดินคอตกเข้าไปในห้องของซ่งอิน

ซ่งอินนั่งขัดสมาธิหน้าเตาหลอมโอสถ วัตถุดิบถูกใส่ไว้พร้อมสรรพ ที่ขอบเตามีเจ้าภูตวิญญาณฮุ่นหยวนสองตัวกำลังเล่นปล้ำกันอยู่ ตัวตาเดียวทับตัวสามปากไว้ อ้าปากกว้างหัวเราะร่าอย่างมีความสุข

"ศิษย์น้องมาแล้วหรือ จุดไฟเถอะ" ซ่งอินลืมตาขึ้นกล่าว

"ขอรับ ศิษย์พี่"

จางเฟยเสวียนประสานอินจุดไฟ แล้วมองดูซ่งอินที่ดูเหมือนกำลังเดินลมปราณอยู่ สุดท้ายก็อดถามไม่ได้

"ศิษย์พี่ ท่านเดินลมปราณตอนกลางคืนแล้วได้ผลด้วยหรือ?"

คนทั่วไปในสำนักเขาฝึกกันแค่ช่วงเช้าถึงเที่ยง วันละชั่วยามเดียว เกินกว่านั้นก็ไม่มีผล ยิ่งตกกลางคืนยิ่งไม่ต้องพูดถึง ฝึกไปก็ไลฟ์บอย ไม่มีความคืบหน้า

แต่ซ่งอินนี่แปลก ฝึกทั้งกลางวันกลางคืน แถมดูจากรัศมีรอบกาย พลังวัตรยังก้าวหน้าฮวบฮาบ

"ศิษย์น้องลืมไปแล้วหรือว่าข้ามีกายแท้ไร้รั่วไหล"

ซ่งอินยิ้มตอบ "ในเมื่อเป็นกายแท้ไร้รั่วไหล ย่อมดูดซับสาระแห่งจันทราตะวันได้ตลอดเวลา ความจริงข้าไม่ต้องนั่งสมาธิก็ได้ แค่เคยชินเฉยๆ"

"นี่ก็เป็นเรื่องที่ท่านคิดเองอีกแล้วหรือ?" จางเฟยเสวียนเผลอถามออกไป

สาบานได้ เขาไม่เคยได้ยินคำว่า 'สาระแห่งจันทราตะวัน' มาก่อนในชีวิต

"ศิษย์น้องหัวไวดีนี่"

ซ่งอินพยักหน้า ประสานอินเริ่มหลอมโอสถ

เพียงชั่วหนึ่งยาม โอสถพลังชีวิตเตาใหม่ก็เสร็จสิ้น ภูตวิญญาณฮุ่นหยวนปีนออกมาจากเตา คราวนี้ไม่ได้ถือแค่เม็ดเดียว แต่หอบมาเต็มอ้อมแขน กระโดดหยองแหยงมาตรงหน้าซ่งอิน แล้วหยิบเม็ดหนึ่งส่งให้เหมือนเด็กอวดผลงาน

"ได้มาสี่สิบเม็ด ปริมาณที่พวกเจ้าเก็บมาวันนี้มากพอให้ใช้ไปได้อีกสองวัน"

ซ่งอินยิ้มกว้าง "ว่าแต่ศิษย์น้อง ตอนเก็บเกี่ยวเจ้าได้เหลือส่วนสำหรับเพาะพันธุ์ไว้บ้างหรือไม่?"

"อ๊ะ... เหลือขอรับ" จางเฟยเสวียนตอบอย่างใจลอย

"ดี รอให้บ้านพักเสร็จ ก็สอนพวกเขาเพาะปลูกสมุนไพรกับผักป่า ของพวกนี้ขุดไปเรื่อยๆ ก็ต้องมีวันหมด"

ซ่งอินกล่าวต่อ "รอให้ข้าตุนเสบียงได้ครบเจ็ดวันเมื่อไหร่ ศิษย์น้องเจ้าพาข้าไปสำรวจที่ไกลๆ หน่อย ไปดูว่ามีของที่มีคุณค่าทางอาหารบ้างไหม คนเรายังต้องกินอาหารจริงๆ จะให้กินแต่โอสถทุกวันคงไม่ใช่ทางแก้ระยะยาว"

โอสถพวกนี้วัตถุดิบก็แค่รากไม้ผักป่า ต่อให้ใช้วิชาแปรเปลี่ยนวัตถุ ก็แค่เปลี่ยนคุณสมบัติยา ไม่ได้เสกสารอาหารเพิ่มขึ้นมากลางอากาศ

สรุปง่ายๆ คือ มันกินแทนข้าวไม่ได้ตลอดไป

ยังไงก็ต้องหาอาหารจริงๆ กิน

พูดจบแล้วไม่มีเสียงตอบ ซ่งอินเงยหน้ามอง เห็นจางเฟยเสวียนตากรอกไปมา มือข้างหนึ่งไพล่หลังทำท่าลับๆ ล่อๆ

"ศิษย์น้อง?"

"อ๊ะ ใช่ๆ ศิษย์พี่พูดถูกขอรับ" จางเฟยเสวียนสะดุ้ง รีบพยักหน้ารับคำ

ซ่งอินขมวดคิ้ว "ศิษย์น้อง เจ้ามีเรื่องกลุ้มใจ? ทำไมทำตัวลับๆ ล่อๆ"

"ไม่มีขอรับ เป็นไปได้อย่างไร ข้าแค่เห็นศิษย์พี่มองการณ์ไกล เลยรู้สึกเลื่อมใสเท่านั้นเอง" จางเฟยเสวียนยิ้มแหย

"ฮิ!"

ทันใดนั้น เสียงหัวเราะเล็กแหลมก็ดังขึ้น เอวของจางเฟยเสวียนขยับวูบ เจ้าภูตวิญญาณฮุ่นหยวนวิ่งลอดขาจางเฟยเสวียน ในมือถือเม็ดโอสถขนาดสองนิ้ว วิ่งปรู้ดไปหาซ่งอิน แล้วเขย่งเท้าชูโอสถให้ด้วยรอยยิ้มแป้น

"หืม?"

ซ่งอินชะงัก หยิบโอสถเม็ดนั้นขึ้นมาหมุนดู แล้วหันขวับไปมองจางเฟยเสวียนด้วยสายตาจับผิด

จางเฟยเสวียนขนหัวลุกชันแทบระเบิด ตั้งแต่ได้ยามาเขาก็คิดหาข้ออ้างสารพัดจะให้ซ่งอินกินโดยไม่สงสัย คิดจนหัวแทบแตก ทั้งตอนทำงานตอนโดนทรมาน แต่พอตกดึกเขาก็โป๊ะแตกจนได้

เร็วเกินไปแล้ว ไม่ให้เวลาเตรียมใจเลย!

ซ่งอินเพ่งมองโอสถในมือ แสงสีขาววาบผ่านดวงตา "เสียงโหยหวนของวิญญาณอาฆาต กลิ่นอายปีศาจ ผสมปนเปจนเกิดพิษร้ายแรง... นี่มันมหาโอสถพิษนี่นา"

เขาหันไปหาจางเฟยเสวียน น้ำเสียงกดต่ำ "ศิษย์น้อง..."

ตุบ!

จางเฟยเสวียนเข่าอ่อน ทรุดตัวลงคุกเข่าไถลไปแทบเท้าซ่งอิน ตะโกนลั่น "ท่านอาจารย์ให้มาขอรับ!"

"ท่านอาจารย์ให้มา?"

ซ่งอินงง "ท่านอาจารย์ออกจากฌานแล้ว?"

"อะ... ออกมาเมื่อคืนขอรับ"

จางเฟยเสวียนตอบตะกุกตะกัก แล้วรีบแก้ตัว "ศิษย์พี่ ฟังข้าก่อนนะ โอสถพิษแค้นเม็ดนี้..."

ซ่งอินยกมือห้ามจางเฟยเสวียน แล้วทำท่าครุ่นคิด "โอสถพิษแค้น? ท่านอาจารย์ให้ข้าใช่หรือไม่?"

"ชะ... ใช่..." จางเฟยเสวียนก้มหน้าต่ำ ตัวสั่นเทิ้ม

เพิ่งจะตัดใจว่าถ้าซ่งอินจับได้ก็จะสู้ตาย แต่พอถึงเวลาจริง เขากลับไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัว แค่ถูกจ้อง เขาก็ปอดแหกไปเรียบร้อยแล้ว

"ท่านอาจารย์ช่างใส่ใจนัก"

"ศิษย์พี่ ข้าก็ถูกบังคับ ข้า... หือ?"

จางเฟยเสวียนตัวสั่นงันงกกำลังจะสารภาพ แต่จู่ๆ ก็ชะงัก เงยหน้ามองด้วยความงุนงง "สะ... ใส่ใจ?"

ซ่งอินพยักหน้า "เจ้าต้องรู้ไว้ การหลอมโอสถนั้น ยาและพิษคือของคู่กัน แม้โอสถพิษแค้นจะเป็นพิษร้ายแรง แต่ก็มีความล้ำลึก หากกินเข้าไปจะทำให้ร่างกายเปลี่ยนแปลง สามารถสัมผัสถึงวิญญาณอาฆาตและปีศาจได้โดยง่าย"

เขาส่ายหน้า ถอนหายใจ "เจตนาของท่านอาจารย์ คือต้องการให้ข้ามองเห็นภูตผีปีศาจในโลกนี้ได้ชัดเจน จะได้ไม่ถูกพวกมันล่อลวงสินะ"

"น่าเสียดาย ท่านอาจารย์รู้เพียงว่าข้ามีกายแท้ไร้รั่วไหล แต่ไม่รู้ความสามารถทั้งหมด ข้าไม่เพียงแต่กันภูตผีปีศาจและโรคภัย แต่สายตาของข้ายังมองทะลุทุกสิ่ง ไม่จำเป็นต้องพึ่งยาเสริมแล้ว"

"ศิษย์พี่ ถ้าท่านไม่ใช้ งั้นคืนให้ข้าเถอะขอรับ" จางเฟยเสวียนรีบพูด

แม้จะไม่เข้าใจตรรกะของซ่งอิน แต่ดูเหมือนเขาจะรอดตายแล้ว

"เจ้าไม่ได้ เจ้าไม่ใช่กายแท้ไร้รั่วไหล ข้าทนพิษได้ แต่สำหรับผู้ฝึกปราณทั่วไป นี่คือของตาย กินเข้าไปตายสถานเดียว แม้แต่ถือไว้เฉยๆ ก็อาจได้รับผลกระทบ อีกอย่าง..."

สีหน้าของซ่งอินเคร่งขรึมลง "โอสถนี้ไม่ใช่ของทำใหม่ ดูจากกลิ่นอายปีศาจที่พันเกี่ยวกับความแค้น ต้องเกิดจากปีศาจที่ฆ่าคนจำนวนมหาศาล จนเกิดแรงอาฆาตพยาบาทรุนแรงถึงเพียงนี้... อืม กลิ่นอายปีศาจแฝงความชื้น น่าจะเป็นอุทกภัย..."

อุทกภัย...

จางเฟยเสวียนพลันเหม่อลอย...

...

วันนั้นในเมืองเกิดภัยพิบัติ น้ำท่วมทะลักกลืนกินเมือง ในสายน้ำมีปีศาจหนูยักษ์ ปลาปีศาจสี่ขาฟันแหลมคม ลิงไร้ขนที่ไล่กินคน และในกระแสน้ำเชี่ยวนั้น ยังมีหนวดใสๆ นับไม่ถ้วน...

...

"คนตายกลางทาง ความแค้นพุ่งเสียดฟ้า แม้จะเหลือเพียงเศษเสี้ยว ข้าก็ยังสัมผัสได้ถึงภาพศพเกลื่อนกลาด หากมีผู้รอดชีวิต ก็คงจมอยู่ในความสิ้นหวัง ความแค้นยิ่งทวีคูณ"

...

น้ำลด เหลือเพียงซากศพเกลื่อนเมือง แขนขาขาดกระจัดกระจาย ไม่มีใครรอดชีวิต มีเพียงเขาจางเฟยเสวียนที่รอดมาได้ ตอนนั้นเองที่สำนักเซียนเหาะลงมาจากฟ้า จับตัวเขาโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง พามาที่สำนัก ทรมานเช้าเย็น แล้วโยนลงบ่อน้ำ...

...

"สำนักจินเซียนเราเป็นฝ่ายธรรมะ มองโลกผ่านโอสถ ย่อมเห็นสัจธรรม ท่านอาจารย์มอบยานี้ให้ข้า ย่อมมีเจตนาให้ข้าเข้าใจโลก จะได้โปรดสัตว์ได้ดียิ่งขึ้น ศิษย์น้อง... ศิษย์น้อง?"

"ฮะ! ศิษย์พี่!"

จางเฟยเสวียนสะดุ้งตื่นจากภวังค์ เห็นซ่งอินจ้องอยู่ ก็รีบขานรับ

ซ่งอินเอ่ยถามช้าๆ "ศิษย์น้อง ข้ามาจากป่าเขา ไม่รู้เรื่องทางโลก... โลกภายนอกนั่น เลวร้ายมากใช่หรือไม่?"

เขาเป็นคนข้ามมิติ ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับโลกภายนอกเลย ใช้ข้ออ้างว่าเป็นคนป่าไม่รู้ความ น่าจะฟังขึ้น

จางเฟยเสวียนฟังแล้วชะงักไปครู่หนึ่ง รอยยิ้มขมขื่นที่ยากจะสังเกตปรากฏขึ้นบนใบหน้า

"ก็... พอทนได้ขอรับ..."

จบบทที่ บทที่ 23 โลกภายนอก เลวร้ายมากใช่หรือไม่

คัดลอกลิงก์แล้ว