- หน้าแรก
- ศิษย์พี่...ท่านพูดถูก!
- บทที่ 7 จะไปเป็นฝ่ายธรรมะที่ดีร่วมกับพวกเจ้าที่เป็นตัวกินแรงได้อย่างไร!
บทที่ 7 จะไปเป็นฝ่ายธรรมะที่ดีร่วมกับพวกเจ้าที่เป็นตัวกินแรงได้อย่างไร!
บทที่ 7 จะไปเป็นฝ่ายธรรมะที่ดีร่วมกับพวกเจ้าที่เป็นตัวกินแรงได้อย่างไร!
บทที่ 7 จะไปเป็นฝ่ายธรรมะที่ดีร่วมกับพวกเจ้าที่เป็นตัวกินแรงได้อย่างไร!
"พรวิเศษ... พรวิเศษหายไปแบบนี้... หนทางสู่เซียน... จบสิ้นกัน..."
ในขณะที่จางเฟยเสวียนกำลังด่าทอตาแก่ในใจ จินกวงก็เริ่มได้สติกลับมาบ้าง เขาจ้องมองกองเนื้อเละๆ นั่นตาเขม็ง เดินโซซัดโซเซเข้าไปหา แล้วทรุดฮวบลงกับพื้น ยื่นมือจะไปกอบโกยเศษเนื้อเหล่านั้น
ทว่ามือยังไม่ทันสัมผัส ก็ถูกมือใหญ่คู่หนึ่งคว้าไว้เสียก่อน
ซ่งอินมองจินกวงด้วยความห่วงใย "ท่านอาจารย์ ท่านจะทำอะไรหรือขอรับ"
จินกวงหันขวับมามอง จ้องหน้าซ่งอินอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็สะดุ้งโหยง
"มะ... ไม่มีอะไร อาจารย์แค่รู้สึกเหนื่อย อยากจะอยู่คนเดียวเงียบๆ ขอร้องล่ะ..."
หากสังเกตดีๆ จะเห็นว่าในดวงตาของจินกวงมีม่านน้ำตาคลอเบ้าอยู่
แต่ซ่งอินทำเป็นมองไม่เห็น ยังคงกุมมือจินกวงไว้แน่น กล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง "ท่านอาจารย์ ในเมื่อท่านเห็นชอบให้ข้าเป็นศิษย์พี่ใหญ่ ข้าก็มีเรื่องอยากจะกล่าวกับเหล่าศิษย์น้องสักหน่อย จะได้หรือไม่ขอรับ"
"ได้ ได้หมด เจ้าอยากทำอะไรก็ทำ..."
จินกวงเอาแต่จ้องกองเนื้อเละๆ ตอบรับอย่างเลื่อนลอย
"ดีขอรับ งั้นข้าไม่รบกวนท่านอาจารย์ศึกษามารร้ายนี่แล้ว"
ซ่งอินพยักหน้า ปล่อยมือจินกวง ทันทีที่เป็นอิสระ จินกวงก็รีบกอบโกยกองเนื้อเหล่านั้น วิ่งจู๊ดกลับเข้าไปในห้องหลอมโอสถ ทันใดนั้นกำแพงหินก็ปรากฏขึ้นปิดตายทางเข้าอย่างแน่นหนา
ซ่งอินเดินไปหน้าตำหนักใหญ่ มองดูเหล่าศิษย์ที่ลานกว้าง สูดลมหายใจเข้าลึก
"ยืนให้ดี!"
เสียงตะคอกที่เต็มไปด้วยพลังวัตร ทำให้จางเฟยเสวียนที่ยืนอยู่ข้างหน้าสุดสะดุ้งโหยง รีบยืดตัวตรงโดยสัญชาตญาณ
เหล่าศิษย์คนอื่นๆ ก็เช่นกัน ต่างสะดุ้งเฮือกแล้วรีบยืนตัวตรงแด่ว
ซ่งอินขมวดคิ้ว สั่งต่อ "จัดแถวให้เรียบร้อย"
ศิษย์นับสิบคนเหมือนเคยผ่านการฝึกมาบ้าง รีบจัดแถวเป็นสามแถวตอนลึกอย่างรวดเร็ว เป็นระเบียบเรียบร้อย
"ใช่ๆๆ จัดแถว เข้าแถวให้ดี!"
จางเฟยเสวียนรีบวิ่งไปอยู่ข้างหลังซ่งอิน โบกพัดให้ซ่งอินรัวๆ ทำตัวพินอบพิเทาราวกับสุนัขรับใช้
เขาหวาดกลัวจับใจ กองเนื้อเละๆ ข้างรูปปั้นนั่นคือตัวอย่างชั้นดี หากขัดใจคนเถื่อนผู้นี้คงได้ลงไปกองเป็นเพื่อนกันแน่
"ศิษย์น้อง เจ้าก็ไปยืนในแถวด้วย" ซ่งอินปรายตามองเขา
"เอ้อ ได้เลยขอรับ!"
จางเฟยเสวียนรีบวิ่งไปยืนหัวแถว แนบแขนชิดลำตัว ยืนตรงดิ่งราวกับหอก ไม่รู้ไปจำท่านี้มาจากไหน
ซ่งอินกวาดสายตามอง พยักหน้าพอใจ แล้วจึงกล่าวว่า "ทุกท่าน ขอบคุณที่ให้เกียรติผลักดันข้าเป็นศิษย์พี่ใหญ่ ในเมื่อรับตำแหน่งนี้แล้ว เพื่อความก้าวหน้าของสำนัก ข้ามีเรื่องต้องชี้แจงสองสามข้อ"
"สำนักจินเซียนของเราเป็นสำนักฝ่ายธรรมะ และเป็นสำนักปรุงโอสถ ท่านอาจารย์มักพร่ำสอนข้าว่า คนสำนักจินเซียนต้องมีใจกำจัดมารพิทักษ์ธรรม ช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก ข้าเชื่อว่าที่ทุกคนติดตามท่านอาจารย์ ก็เพราะมีอุดมการณ์เดียวกัน"
เหล่าศิษย์ที่ยืนตัวตรงในลานกว้างต่างหันมองหน้ากัน เลิ่กลั่กทำตัวไม่ถูก
"แต่ว่าพวกเรา..."
ศิษย์คนหนึ่งรวบรวมความกล้าจะเอ่ยปาก แต่จางเฟยเสวียนถลึงตาใส่จนต้องกลืนคำพูดลงคอ แล้วจางเฟยเสวียนก็ตะโกนลั่น "ศิษย์พี่พูดถูกต้องแล้วขอรับ!"
ถูกต้องบ้าบออะไรกันเล่า
แม้ไม่รู้ว่าตาแก่จินกวงไปลากตัวอะไรเข้ามา แต่มีสิ่งหนึ่งที่เขามั่นใจ
ไอ้หมอนี่ยังเชื่อจินกวงสนิทใจ แถมยังคิดจะทำตามคำโกหกพรรค์นั้นจริงๆ ด้วย
จะว่ามันโง่ มันก็โง่จริงๆ นั่นแหละ
แต่เมื่อคนโง่มีพลังระดับที่ทำให้คนสิ้นหวังได้ ก็ไม่รู้แล้วว่าใครกันแน่ที่โง่
เรื่องจิตใจไขว้เขวอะไรนั่น จางเฟยเสวียนไม่สนแล้ว เขารู้แค่ว่าถ้าความแตก พวกเขาคงได้ไปนอนคุยกับกองเนื้อที่ท่านอาจารย์เพิ่งหอบไปแน่ๆ
"ข้ารู้ว่าพวกเจ้ามีความขุ่นข้องหมองใจอยู่บ้าง..."
ซ่งอินมองพวกเขาแล้วกล่าวต่อ "ข้าเพิ่งเข้าสำนักไม่ถึงวัน ก็มีมารบุกเข้ามาถึงสองคน แสดงให้เห็นว่าปกติสำนักเราเป็นอย่างไร และพวกเจ้า... พูดตามตรง ข้าผิดหวังในตัวพวกเจ้ามาก"
เขาหยุดพูดครู่หนึ่ง สังเกตสีหน้าทุกคน
แต่สีหน้าของเหล่าศิษย์ยังคงเรียบเฉย ดูเหมือนจะชินชากันหมดแล้ว
ซ่งอินส่ายหน้า กล่าวต่อ "ไม่ต้องเอาไปเทียบกับข้าที่ท่านอาจารย์ชมว่ามีพรสวรรค์ระดับมหาเซียนหรอกนะ แค่พรสวรรค์ของพวกเจ้าในสายตาข้าตอนนี้ มันช่างย่ำแย่เหลือเกิน!"
ยังคงไร้เสียงตอบรับ
แววตาซ่งอินฉายแววผิดหวัง แต่ก็ฮึดสู้ขึ้นมาใหม่ "อย่าคิดว่าข้าดูถูกพวกเจ้านะ คัมภีร์มหาโอสถจินเซียน มีวิชาดูโหงวเฮ้ง ข้ามองดูการโคจรลมปราณของพวกเจ้าแล้ว ช่างหละหลวม รากฐานไม่มั่นคง ไม่มีใครได้เรื่องสักคน สำนักทรุดโทรมขนาดนี้ พวกเจ้าก็ไม่คิดจะซ่อมแซม แต่ทว่า!"
ซ่งอินขึ้นเสียงสูง "พวกเจ้าเคยคิดไหมว่าทำไมท่านอาจารย์ถึงเลือกตั้งสำนักที่นี่ ทั้งที่พวกเจ้าพรสวรรค์ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน แต่ท่านอาจารย์ก็ยังรับไว้ สั่งสอนดูแลมาตั้งนาน นี่แสดงให้เห็นถึงอะไร นี่คือความเมตตาไม่เลือกชนชั้น! สำนักจินเซียนของเราไม่ได้วัดกันที่พรสวรรค์ แต่วัดกันที่หัวใจที่อยากช่วยเหลือผู้คนต่างหาก!"
ปึก!
ซ่งอินตบหน้าอกตัวเองแรงๆ ดวงตาแดงก่ำ
นึกถึงวันที่ท่านอาจารย์เหาะลงมาจากฟ้า รับเขาเป็นศิษย์ ตอนนั้นท่านมองออกจริงๆ หรือว่าเขามีพรสวรรค์ระดับมหาเซียน?
ตอนนี้พอได้อ่าน คัมภีร์มหาโอสถจินเซียน และรู้วิชาดูโหงวเฮ้งแล้ว เขาถึงเข้าใจว่ามันดูไม่ออกหรอก ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว...
ท่านอาจารย์เมตตาไม่เลือกชนชั้น เห็นเขากำลังสับสนหลงทาง จึงเกิดความสงสารรับเข้าสำนักเพื่อให้มีที่พึ่งพิง
สองเดือนที่ตีนเขา ขจัดไอขุ่นมัว ท่านอาจารย์ดูแลเอาใจใส่ ตอบคำถามทุกข้อสงสัย นั่นจะสรุปง่ายๆ แค่คำว่า 'พรสวรรค์ระดับมหาเซียน' ได้อย่างไร?
"พวกเจ้าเกียจคร้านไม่พอ เจอมารร้ายยังไม่มีความกล้าหาญ หากข้าไม่บังเอิญมาทันเวลา จะเกิดความเสียหายขนาดไหน? ถ้ายังมัวแต่ทำตัวซังกะตายแบบนี้ จะไปเป็นฝ่ายธรรมะที่ดีได้ยังไง?! ต้องเปลี่ยน! ต้องเปลี่ยนให้หมด! ท่านอาจารย์เมตตาพวกเจ้า แต่หน้าที่ก็ต้องทำ! ท่านอาจารย์ไม่อยากพูด ข้าผู้เป็นศิษย์พี่ใหญ่จะพูดเอง!"
สายตาซ่งอินแน่วแน่ "ในฐานะฝ่ายธรรมะ พวกเจ้าจะทำให้สำนักจินเซียนขายหน้าไม่ได้ จะทำให้ชื่อเสียงสำนักมัวหมองไม่ได้ ตั้งแต่วันนี้ไป ในฐานะศิษย์พี่ใหญ่ ข้าจะควบคุมดูแลพวกเจ้าให้เปลี่ยนแปลง เรือนไม่ปัดกวาดจะไปปัดกวาดใต้หล้าได้อย่างไร?! เริ่มตั้งแต่วันนี้..."
ซ่งอินชูแขนขึ้น ตะโกนก้อง "ทำความสะอาดครั้งใหญ่! ซ่อมแซมสิ่งปลูกสร้าง!"
นี่คือสิ่งที่ซ่งอินอยากทำตั้งแต่ก้าวเท้าเข้าสำนัก
ที่นี่นอกจากจะเก่าแล้ว ยังสกปรกอีกด้วย
ไม่รู้ศิษย์พวกนี้ใช้ชีวิตกันมายังไง ในฐานะสำนักฝ่ายธรรมะ ต่อให้เล็กแค่ไหนก็ต้องมีสง่าราศี
บ้านช่องไม่สะอาด ไม่ซ่อมแซม จะดึงดูดคนดีๆ เข้ามาได้อย่างไร จะสร้างชื่อเสียงได้อย่างไร!
"ทะ... ทำความสะอาดครั้งใหญ่?" จางเฟยเสวียนตาค้าง
ร่ายยาวมาตั้งนาน สรุปคือจะให้ทำความสะอาด?
"ศิษย์น้อง เจ้ามีความเห็นต่างหรือ" ซ่งอินหันไปมอง
เขารู้สึกดีกับศิษย์น้องคนนี้ที่เป็นคนแรกที่พูดเรื่อง 'มรรควิถีไม่แบ่งก่อนหลัง'
ถึงจะแต่งตัวฉูดฉาดไปหน่อย แต่จิตใจดีใช้ได้
"มะ... ไม่มีขอรับ..."
จางเฟยเสวียนตอบเสียงแห้ง "ข้าน้อยสนับสนุนนโยบายของศิษย์พี่อย่างเต็มที่ขอรับ!"