- หน้าแรก
- ซื่อเหอหยวน :ฉันมีระบบเรียนรู้ขั้นเทพ
- บทที่ 132 แค่ถูเฉยๆ สัญญาว่าไม่เข้า!
บทที่ 132 แค่ถูเฉยๆ สัญญาว่าไม่เข้า!
บทที่ 132 แค่ถูเฉยๆ สัญญาว่าไม่เข้า!
บทที่ 132 แค่ถูเฉยๆ สัญญาว่าไม่เข้า!
ในห้องนอนของลูกสาวบ้านตระกูลหลัว เหออวี่จู้กับหลัวเสี่ยวเอ๋อร์เพิ่งหยอกล้อกันเสร็จหลังจากผ่านไปครึ่งชั่วโมง ถึงได้เดินออกมาด้วยกัน ลงบันไดมานั่งที่ห้องรับแขกเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เมื่อครู่ข้างบน ความรู้สึกพาไปไกลเสียจนชายหนุ่มเผลอพูดออกมาว่า “แค่ถูเฉย ๆ สัญญาว่าไม่เข้า...”
โชคดีที่วินาทีสุดท้าย เขาก็ห้ามใจไว้ได้ ไม่อย่างนั้นวันนี้ หลัวเสี่ยวเอ๋อร์คงได้เปลี่ยนสถานะจากสาวบริสุทธิ์เป็นหญิงสาวเต็มตัว
เรื่องมันจะไม่จบแค่นั้นแน่ เพราะทั้งคู่ยังไม่ได้แต่งงาน ถ้าเรื่องนี้ถึงหูพ่อแม่ฝ่ายหญิงเข้ารับรองว่าได้กลายเป็น “บุคคลไม่น่าคบ” ในสายตาสองคนนั้นแน่นอน
ในยุคแบบนี้ พฤติกรรมล่วงหน้าก่อนแต่งแบบนี้ไม่ใช่แค่ไม่เหมาะสม แต่ยังถูกมองว่าไร้ความรับผิดชอบ และอาจถึงขั้นผิดกฎหมาย
ถ้าใครเอาเรื่องไปฟ้องถึงคณะกรรมการทหารเข้า บางทีเขาอาจได้ “ลูกปืน” เป็นของขวัญปลายทาง...
แม้จะไม่ได้ “ขึ้นเรือ” แต่ก็ถือว่าเขากับหลัวเสี่ยวเอ๋อร์สนิทกันขึ้นอีกขั้น ร่างกายของเธอแทบไม่มีจุดไหนที่เขายังไม่สำรวจ ยกเว้นดินแดนดอกท้อสุดท้าย ที่เขายังไม่ได้เหยียบย่างเข้าไป
...แต่เขาก็มั่นใจว่าวันนั้นจะต้องมาถึง หลัวเสี่ยวเอ๋อร์คนนี้ เกิดมาเพื่อเป็นผู้หญิงของเขาอยู่แล้ว จะกินวันนี้หรือพรุ่งนี้ ก็แค่เรื่องของเวลาเท่านั้นเอง
“คนเลว ! ฉันจะไม่เชื่อคำพูดนายอีกแล้วนะ !”
สาวเจ้าบ่นกระเง้ากระงอด หน้าตายังเปื้อนรอยหวานปนขวยเขิน แม้ปากจะว่าแบบนั้น แต่ในใจก็พองโตเต็มอก อารมณ์เมื่อครู่...มันทั้งตื่นเต้น ทั้งซาบซ่านเกินบรรยาย
ได้แอบลิ้มรสของต้องห้ามในห้องของตัวเองกับผู้ชายคนหนึ่ง ถึงจะยังไม่ได้ทำ “เรื่องสุดท้าย” แต่ก็มากเกินพอที่จะทำให้ใจสั่น
แอบชำเลืองมองเขาที่ยืนอยู่ตรงหน้า เหออวี่จู้กำลังยิ้มแหย ๆ อย่างคนรู้สึกผิด ในใจเธอก็ทั้งหวาน ทั้งอิ่มเอม อย่างน้อย เขาก็ไม่ใช่คนเห็นแก่ตัว รู้จักควบคุมตัวเอง และรู้ว่าสิ่งไหนควรหรือไม่ควรทำ
ร่างกายเธออาจปล่อยให้เขาสำรวจได้เต็มที่...แต่เรื่องสุดท้ายนั้น ต้องรอถึงคืนแต่งงานเท่านั้น
“ฉันก็แค่...”
“เงียบไปเลย ! พ่อแม่ฉันกลับมาแล้วนะ ! อย่าให้ท่านได้ยินเด็ดขาด ไม่งั้นฉันไม่ไว้หน้าแน่ !”
พูดไม่ทันจบ เสียงเปิดประตูดังขึ้น หลัวปั้นเฉิง กับภรรยาเดินเข้ามาพร้อมอวี่สุ่ย “โอย เดินไปไกลเลย กว่าจะได้ขวดน้ำส้มสายชูยี่ห้อที่อยากกิน !”
หลัวถานซื่อหอบน้ำส้มสายชูเข้ามาสีหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม เห็นลูกสาวกับเหออวี่จู้นั่งด้วยกันแบบนี้ก็ยิ่งเบาใจ...แม้จะไม่รู้ว่าก่อนหน้านั้น เกือบจะ “ได้กลิ่นน้ำส้มสายชูจากใจ” ไปแล้วก็ตาม
ส่วนอวี่สุ่ยก็กอดถุงขนมแน่นยิ้มแป้นกลับมาแบบไม่มีอะไรให้กังวล
เหออวี่จู้จึงเอ่ยขึ้นทันที “ไม่มีอะไรครับ กำลังคุยถึงเรื่องตอนเด็ก ๆ กันอยู่พอดี ไหน ๆ ทุกคนก็กลับมาแล้ว งั้นเตรียมตัวกินข้าวเลยดีกว่าครับ !”
เขาหน้าด้านพอที่จะพูดได้อย่างลื่นไหล ไม่รู้สึกรู้สาใด ๆ ทั้งสิ้น
“ดีเลย ! เธอเป็นพ่อครัว เราตามใจเลยละกัน !”
จากนั้นหลัวถานซื่อก็จูงมืออวี่สุ่ยไปล้างมือ เตรียมกินข้าว ไม่กี่นาทีต่อมา อาหารก็เรียงรายเต็มโต๊ะ
“ลุงหลัว, ป้าถาน, แล้วก็เสี่ยวเอ๋อร์ครับ นี่คือเมนูพระกระโดดกำเเพงที่ผมลองทำดูเมื่อเร็ว ๆ นี้ ถือโอกาสเอามาให้ชิมด้วยกัน ! อวี่สุ่ยบอกว่ามันอร่อยมากครับ !”
โต๊ะอาหารเต็มไปด้วยบรรยากาศอบอุ่น หลัวปั้นเฉิงนั่งดื่มเหล้าไปคุยกับเขาไป ส่วนผู้หญิงอีกสามคนก็ก้มหน้ากินจนไม่มีใครพูดสักคำ
เหออวี่จู้มองดูภาพตรงหน้า ก็ยิ้มอย่างเป็นสุข สำหรับคนเป็นพ่อครัวแล้ว ไม่มีอะไรสุขใจเท่ากับการเห็นคนกินอาหารของตนอย่างเอร็ดอร่อย
เขาเองก็ไม่ต่างกัน จิบเหล้าเคียงข้างว่าที่พ่อตา ล้อมวงในครอบครัวที่อบอุ่น...แบบนี้แหละคือ “ชีวิต”
ไม่เหมือนในชาติก่อน ที่ทำงานงก ๆ ให้คนอื่น สุดท้ายยังถูกหักหลัง ต้องจบชีวิตลงแบบน่าเวทนา
แต่ในชาตินี้เขาจะมีชีวิตที่มีค่า มีตัวตน มีศักดิ์ศรี ไม่มีทางยอมเป็นหมากในมือใครอีก
พูดถึงฉินหวยหรู ก็ตั้งแต่วันที่เธอยิ้มหวานมาทักเขา เขาก็ไม่ได้เจอเธออีกเลย จากคำพูดของแม่ลูกบ้านเจี่ย เขาพอจะรู้ว่าเธอกลับบ้านนอก
...ไปนานขนาดนี้ ไม่รู้ว่าไปทำอะไร หรือว่า...ไปหาแฟนให้น้องสาวที่นั่น ? แต่ฉินจิงหรูก็เด็กกว่าตั้งเยอะ จะเร็วไปไหมนะ
“มา ดื่มหน่อยเสี่ยวจู้!ฝีมือทำกับข้าวของนาย เดี๋ยวนี้ระดับไม่ธรรมดาแล้ว!ฉันว่า ถึงขั้นทำอาหารเสริฟผู้นำระดับสูงได้เลยนะ!”
หลัวปั้นเฉิงยกแก้วชมเปาะ แต่เหออวี่จู้ก็รีบส่ายหน้า “อย่าพูดเล่นเลยครับลุงหลัว ผมแค่จับกระทะธรรมดา จะเอาไปเทียบกับยอดฝีมือระดับตำนานได้ยังไง!”
“พูดมาก!กินไปเงียบๆ เถอะ!” หลัวถานซื่อหรี่ตาบอก“ถ้าคนอื่นได้ยินเข้า จะเดือดร้อนกันหมด!”
หลัวปั้นเฉิงก็เหมือนเพิ่งนึกได้ ดื่มไปหน่อยแล้วเผลอพูดเกิน ก็เลยเลิกดื่มแล้วหันไปตั้งหน้ากินแทน
หลังอาหาร พวกเขานั่งจิบน้ำชา พูดคุยกันสบาย ๆ จนหลัวปั้นเฉิงพาเหออวี่จู้ขึ้นไปที่ห้องหนังสือ
พอนั่งลงก็เริ่มเข้าเรื่อง “เรื่องที่คุยกันตอนอยู่ข้างนอก นายอย่าลืมล่ะ เรื่องร้านอาหารวางไว้ก่อน แต่เรื่องบริษัทแปลเอกสาร นายต้องตั้งใจจริง ๆ”
“มีคนใหญ่คนโตจากกระทรวงอุตสาหกรรมเคยเห็นงานแปลของนายเข้า ตอนนั้นฉันกับพวกก็แอบเอ่ยชื่อไปว่า นายกำลังจะเปิดบริษัทแปล เขาสนใจมากเลยล่ะ”
“ฉันว่างานแปลจะทยอยเข้ามาแน่ ๆ นายต้องเน้นความแม่นยำ ความเป็นมืออาชีพ ถ้าทำได้ดีล่ะก็ อนาคตของนายจะไปได้ไกลมาก”
เหออวี่จู้ได้ยินก็รู้สึกตื่นเต้นอย่างห้ามไม่อยู่ เขาเดาไว้แล้วว่าข้อมูลพวกนั้นอาจมีคนเห็น แต่มาได้ยินยืนยันจากปากว่าที่พ่อตา มันก็ต่างกันมาก ถ้าเขาเดินเกมถูก อนาคตจะสดใสจนคาดไม่ถึง
“ขอบคุณมากครับลุงหลัว ผมจะทำเต็มที่ ไม่พลาดโอกาสนี้แน่นอน!”
หลัวปั้นเฉิงพยักหน้าอย่างพอใจ จากนั้นก็หันมาถามแบบมีนัย “แล้ว...นายกับเสี่ยวเอ๋อร์ เป็นยังไงกันบ้างแล้วล่ะ?”
…
พอกลับถึงบ้านตอนบ่ายสามครึ่ง หลัวถานซื่อก็ให้ขนมกับอวี่สุ่ยมาเต็มถุง เด็กหญิงยิ้มไม่หุบตลอดทาง
“ไปพักผ่อนได้แล้ว!ขนมทั้งหมดไว้ที่พี่ ! กินได้วันละนิด ห้ามมาก ! ไม่งั้นเดี๋ยวจะกลายเป็นหมูน้อย!”
เหออวี่จู้จัดแจงเก็บขนมใส่เข้าระบบ ปล่อยให้อวี่สุ่ยไปนอนในห้องข้าง ๆ
ทันทีที่บ้านเงียบ เขาก็นั่งแปลเอกสารทันที โอกาสมาถึงแล้ว เขาจะไม่ปล่อยให้หลุดมือเด็ดขาด
…
อีกด้าน
บ้านตระกูลเจี่ย
ฉินหวยหรูกลับมาพร้อมถุงสัมภาระ เพิ่งจะทักแม่สามีกับสามีก็โดนด่าชุดใหญ่
“ไปตั้งหลายวัน กลับมาซะทีนะ เธออยากทำอะไรกันแน่ ?”
เจี่ยจางซื่อก็ซ้ำ “โชคร้ายของลูกฉันแท้ ๆ ที่แต่งกับเธอ!”
ฉินหวยหรูยิ้มกลบเกลื่อน “แม่, ตงซวี ฉันไปขอหัวมันจากพ่อแม่ที่บ้าน...จะได้ประหยัดหน่อย เดี๋ยวฉันจะไปทำกับข้าวให้กินนะ!”
พูดจบก็พุ่งเข้าครัว พอลับตา สีหน้าของเธอก็เปลี่ยนเป็นเคียดแค้น
“พวกเวรเอ๊ย...คืนนี้พวกแก...ได้เงียบปากแน่!”
เธอเริ่มทำความสะอาด ล้างจาน ซักผ้า ไม่พักแม้แต่วินาทีเดียว
พอเสร็จทุกอย่าง กำลังจะดื่มน้ำ เสียงตะคอกของเจี่ยตงซวีก็ดังขึ้น “มีเวลามากนักเหรอ ? ฉันหิวจะตายอยู่แล้ว !”
แม้จะอ่อนแรงเต็มที แต่ฉินหวยหรูก็ยังคงเล่นบทภรรยาดีเด่น “ขอโทษ มันร้อนเหลือเกิน เลยขอพักนิดเดียว จะไปทำเดี๋ยวนี้เลย!”
ว่าแล้วเธอก็หยิบหัวมัน หั่นเป็นชิ้นเตรียมทำโจ๊กกับข้าวโพดและข้าวฟ่าง แถมมีผักดองคลุกน้ำมันพริกอีกถ้วย พอโจ๊กสุกได้ที่ เธอก็แอบหยิบซองสีแดงจากกระเป๋า ใส่ผงบางอย่างลงไปในสองถ้วย แล้วเอาไปเสิร์ฟ
“แม่, ตงซวี มากินข้าว หนูไปหยิบผักดองก่อนนะ!”
แล้วเธอก็หมุนตัวจากไป ...ทิ้งให้สองแม่ลูกนั่งกินโจ๊กที่ “มีอะไรพิเศษ” อยู่เงียบ ๆ …