- หน้าแรก
- ซื่อเหอหยวน :ฉันมีระบบเรียนรู้ขั้นเทพ
- บทที่ 129 อวี่สุ่ยเจ้าเล่ห์ พลิกเกมลอบตีใบไม้ร่วง !
บทที่ 129 อวี่สุ่ยเจ้าเล่ห์ พลิกเกมลอบตีใบไม้ร่วง !
บทที่ 129 อวี่สุ่ยเจ้าเล่ห์ พลิกเกมลอบตีใบไม้ร่วง !
บทที่ 129 อวี่สุ่ยเจ้าเล่ห์ พลิกเกมลอบตีใบไม้ร่วง !
หลังจากอิ่มหนำสำราญแล้ว เขานั่งพักต่ออีกครู่ในตรอกไป๋ฮวา จากนั้นเหออวี่จู้จึงพาทั้งสองกลับไปส่งที่โรงเรียนอนุบาล
เมื่อแยกจากกันแล้ว เขาก็ปั่นจักรยานตรงกลับซื่อเหอหยวน ส่วนเรื่องที่ว่า ต่อจากนี้ หร่านชิวเย่จะไปซักไซ้เรื่องของหลัวเสี่ยวเอ๋อร์กับอวี่สุ่ยหรือไม่ นั่นก็เป็นเรื่องที่เหออวี่จู้ควบคุมไม่ได้แล้ว
เพราะงั้น แทนที่จะเตือนล่วงหน้าให้อวี่สุ่ยระวังปาก อย่าพูดอะไรที่เกี่ยวกับหลัวเสี่ยวเอ๋อร์ ก็ปล่อยตามธรรมชาติไปเลยจะดีกว่า
ไม่ว่าอย่างไร เหออวี่จู้จะไม่มีวันเลิกรากับหลัวเสี่ยวเอ๋อร์ และการแต่งงานนั้น…ก็เป็นสิ่งที่เขาตัดสินใจแน่นอนแล้วส่วนหร่านชิวเย่ คนที่อาจจะเป็นเพื่อนหญิงคนสนิท ถ้ามีวาสนา ก็อาจจะเดินเคียงข้างกันไปได้ หากไม่มี ก็ต้องแยกทางเดินต่ออย่างไร้เยื่อใย
สิ่งเดียวที่เขาจะไม่ทำเด็ดขาด คือการมีใจให้สองคนพร้อมกัน
ชาติที่แล้ว เขาก็ไม่ได้จงใจจะทำตัวแบบนั้น แต่เป็นเพียงเพราะหลัวเสี่ยวเอ๋อร์กลับมา แล้วเกิดความขัดแย้งกับฉินหวยหรูแย่งชิงเขา โชคร้ายที่ตอนนั้นเขาไม่มีแม้แต่สติเป็นของตัวเอง การกระทำทุกอย่างล้วนตกอยู่ภายใต้การควบคุมของฉินหวยหรู เขาไร้ซึ่งแรงต่อต้านใด ๆ ไหลไปตามกระแส
สุดท้าย ก็ทำให้หลัวเสี่ยวเอ๋อร์หมดหวัง ไม่ติดต่อเขาอีกเลยจนสิ้นลมหายใจ
แม้แต่ลูกชายแท้ ๆ อย่างเสี่ยวเหอก็จากไปอยู่ต่างประเทศ ไม่เคยแยแสเขาอีก เพราะแต่เดิมก็ไม่ได้ผูกพันกันเท่าไหร่ มีเพียงสายเลือดที่โยงไว้
แต่ด้วยการเติบโตในโลกตะวันตก ความรักของเสี่ยวเหอต่อพ่อคนนี้จึงแสนจืดจาง ที่ยังยอมเรียกเขาว่า “แด๊ดดี้” ก็เพราะเห็นแก่หลัวเสี่ยวเอ๋อร์เท่านั้น
เหออวี่จู้ปั่นจักรยานกลับมาถึงซื่อเหอหยวน เข้าบ้านแล้ว สลัดเรื่องวุ่นวายออกจากหัว มุ่งหน้าเข้าสู่โลกแห่งงาน ตั้งใจแปลเอกสารอย่างเต็มที่ ไม่คิดถึงเรื่องอื่นอีก
ในเวลาว่าง เขาก็อ่านหนังสือออกแบบ ใกล้จะอัปเลเวลถึงเลเวล 3 อยู่แล้ว คืนนี้ก่อนนอนยังไงก็ต้องอัปให้สำเร็จ ก่อนสิ้นสุดสัปดาห์นี้ เขาต้องให้ถึงเลเวล 4 หรือเกือบ 5ให้ได้ แล้วค่อยใช้บัตรประสบการณ์ทะลุสู่เลเวล 5
เมื่อถึงตอนนั้น เขาจะสามารถออกแบบแปลนตกแต่งบ้านตัวเอง รวมถึงร้านอาหารกับสำนักงานแปลภาษาได้แล้ว
เป้าหมายคือ ภายในสิ้นเดือนกรกฎาคมนี้ ร้านอาหารต้องเปิดให้บริการให้ได้
…
ในขณะที่เหออวี่จู้มุ่งมั่นทำงานอยู่นั้นทางด้านโรงเรียนอนุบาล ยังไม่ถึงเวลาเข้าเรียนช่วงบ่าย เด็ก ๆ กินข้าวเสร็จก็ไปนอนพักกลางวันกันหมด
หร่านชิวเย่ไม่ได้ให้อวี่สุ่ยกลับไปนอนกับเพื่อน แต่พาเธอเข้าไปพักที่ห้องของตัวเอง กอดเด็กน้อยไว้ นอนด้วยกันบนเตียงที่ใช้พักผ่อนเป็นประจำ
เมื่อเห็นว่าไม่มีครูคนอื่นอยู่ในห้อง หร่านชิวเย่ก็เริ่มเอ่ยปากถาม “อวี่สุ่ย วันนี้กินอิ่มไหม พี่ชายของเธอทำอาหารเก่งมากเลยนะ ! ครูถึงกับกินจนอิ่มแน่นเลยล่ะ !”
เด็กน้อยอวี่สุ่ยยิ้มกว้างทันทีที่ได้ยิน เพราะช่วงหลังมานี้ หร่านชิวเย่ก็สังเกตเห็นว่า สิ่งที่ทำให้อวี่สุ่ยยิ้มได้ง่ายที่สุด คือการชมพี่ชายของเธอ
ยิ่งชมมาก เธอก็ยิ่งดีใจ ใครชมพี่ชายของเธอได้มากที่สุด คนนั้นก็คือ “คนดีที่หนึ่ง” ในใจเธอเลย
“ครูหร่านไม่ต้องห่วงค่ะ ! ต่อไปหนูจะให้พี่ชายทำของอร่อยให้ครูบ่อย ๆ เลย ! ครูหร่านใจดีกับหนูมาก พี่ชายก็ชอบครูด้วยนะคะ !”
“เดี๋ยวนี้ที่บ้านกินเนื้อทุกวันเลย ! พี่ชายทำอาหารจานเนื้ออร่อยมากกก !”
หร่านชิวเย่ฟังไปก็ได้แต่หัวเราะฝืด ๆ ‘ชอบงั้นเหรอ ? ’ เธอคิดในใจ ‘ก็คงไม่ขนาดนั้นหรอก ฉันแสดงออกไปขนาดนี้แล้ว เขายังทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ! จะต้องให้ดึงหน้าเขาเข้ามาใกล้แค่ไหน เขาถึงจะเข้าใจกันนะ ? ’
แต่เธอก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป พูดไป อวี่สุ่ยก็คงไม่เข้าใจ เลยได้แต่เงียบ แล้วลูบศีรษะเด็กน้อยต่อเบา ๆ
แต่แล้ว หร่านชิวเย่ก็เอ่ยขึ้นอีก “ว่าแต่อวี่สุ่ย ครูได้ยินตอนกลางวันหนูพูดถึงพี่สาวเสี่ยวเอ๋อร์เหรอ ? เธอเป็นใครกันจ๊ะ ? ญาติเหรอ ? ครูจำได้ว่าหนูเคยบอกว่าไม่มีญาติอยู่ที่ปักกิ่งแล้วไม่ใช่เหรอ ?”
อวี่สุ่ยแม้จะฉลาด แต่ก็ยังเป็นเด็ก ไม่อาจเข้าใจความหมายซ่อนเร้นในคำพูดของผู้ใหญ่ เลยตอบกลับไปอย่างตรงไปตรงมา “พี่สาวเสี่ยวเอ๋อร์ก็เป็นพี่สาวเสี่ยวเอ๋อร์ค่ะ ! แล้วก็มีลุงหลัว ป้าถาน ลุงหลี่ ป้าหวง…”
“พวกเขาดีกับหนูมากเลย ! บ้านพี่สาวเสี่ยวเอ๋อร์ก็ใหญ่มากเลยนะ ! ผนังบ้านกับพื้นก็สวยมาก ! พวกเราเพิ่งไปเที่ยวเขาอวี้เฉวียนซานเมื่ออาทิตย์ก่อน พวกเรากินแตงโมกับเนื้อหมูป่ากันด้วย ! อร่อยมากเลย !”
“ครูรู้ไหมคะ ? หมูป่าก็พี่ชายหนูเป็นคนล่าเองเลยนะ !”
คำพูดของเด็กน้อยฟังแล้วเหมือนจะจับต้นชนปลายไม่ติด แต่หร่านชิวเย่กลับเริ่มไล่เรียงเรื่องได้ทีละนิด
“ลุงหลัว” “ป้าถาน” “พี่สาวเสี่ยวเอ๋อร์” คงอยู่บ้านเดียวกัน ส่วน “ลุงหลี่” กับ “ป้าหวง” คงเป็นคนขับรถกับแม่บ้าน
แบบนี้แปลว่า…เสี่ยวเอ๋อร์คงเป็นคนมีฐานะไม่เบา ไม่งั้นใครจะจ้างทั้งคนขับรถกับแม่บ้านในยุคนี้ ? คนธรรมดาแค่มีจักรยานก็หรูหราแล้ว รถยนต์เหรอ ? แค่เห็นยังยากเลย
สุดท้าย หร่านชิวเย่ก็ถามตรงจุดที่สนใจที่สุด “อวี่สุ่ยจ๊ะ แล้วพี่สาวเสี่ยวเอ๋อร์นี่เกี่ยวอะไรกับพี่ชายของหนูเหรอ ? เขาคบกันอยู่หรือเปล่า ?”
ตอนนั้นเอง แววตาของอวี่สุ่ยก็พลันเปลี่ยนไป เป็นประกายซุกซนวาบหนึ่งในดวงตาใส
“ไม่ใช่ค่า~ ครูหร่าน พี่ชายกับลุงหลัวเขาเป็นเพื่อนกัน น่าจะคุยเรื่องธุรกิจค่ะ พี่สาวเสี่ยวเอ๋อร์ยังเด็กกว่าครูอีก ! พี่ชายหนูไม่มีทางสนใจเธอหรอก !”
“ครูหร่านเหมาะกับพี่ชายหนูที่สุดแล้ว ! งั้นครูหร่านมาเป็นพี่สะใภ้หนูได้ไหมคะ ?”
ว่าแล้ว อวี่สุ่ยก็หันมากอดหร่านชิวเย่แน่น ช้อนตาขึ้นมองด้วยแววตาใสซื่อบริสุทธิ์ น่ารักจนอีกฝ่ายไปไม่เป็น
หร่านชิวเย่ถึงกับพูดไม่ออก เด็กน้อยดันมาถามเรื่องแบบนี้ตรง ๆ จนคนโตเงียบกริบไปเลย
“ครูหร่าน หนูรู้นะหนูว่าครูต้องชอบพี่ชายหนูแน่ ๆ เลย ! เวลาครูคุยกับเขา ครูจะยิ้มมากเลย !”
“แต่คุยกับคนอื่น ครูไม่ค่อยยิ้มเลย ! งั้นครูหร่าน… พี่สะใภ้~ แต่งกับพี่ชายหนูเถอะนะ !”
ถ้าเหออวี่จู้รู้ว่า เด็กอย่างอวี่สุ่ยจะเล่นบทหักมุมได้ขนาดนี้ มีหวังตาค้างเป็นไข่ห่านแน่ ๆ
ใครจะไปคิดว่า เด็กหญิงตัวน้อยจะพลิกเกม จากคนถูกถามกลายเป็นแม่สื่อ ไม่ยอมบอกเรื่องของหลัวเสี่ยวเอ๋อร์ แต่กลับเชียร์ให้หร่านชิวเย่คบกับเหออวี่จู้แทน
แถมยังเรียก “พี่สะใภ้” ติดปากซะขนาดนั้น
หร่านชิวเย่ที่กอดเด็กน้อยอยู่ ทั้งเขิน ทั้งดีใจ เขินที่ตัวเองเผยออกมาชัดเกิน ขนาดเด็กยังจับได้
แต่ก็ดีใจที่อวี่สุ่ยดูจะยินดีกับเรื่องนี้มาก ถึงขนาดเรียกเธอว่าพี่สะใภ้เลยทีเดียว
“อวี่สุ่ยจ๋า อย่าพูดเล่นแบบนี้นะลูก~พี่ชายของหนูเขายังไม่ได้คิดอะไรแบบนั้นกับครูเลย เวลาสองเรายังไม่ได้คบกัน อย่าเพิ่งเรียกครูว่าพี่สะใภ้ต่อหน้าคนอื่นนะจ๊ะ”
“ไม่ต้องห่วงค่ะ ! พี่สะใภ้ ! ถ้าครูกับพี่ชายหนูยังไม่แต่งงาน หนูจะไม่เรียกต่อหน้าคนอื่นเด็ดขาด ! หนูไม่ทำให้ครูกับพี่ชายเดือดร้อนแน่นอน !”
หร่านชิวเย่ถึงกับยิ้มฝืน จะห้ามก็ห้ามไม่อยู่ แต่ก็อดซึ้งใจไม่ได้ เด็กหกขวบคนนี้ เข้าใจโลกเกินวัย เพราะแม่จากไปตั้งแต่เล็ก พ่อก็ทิ้งไปอยู่กับแม่ม่ายที่เป่าติ้ง พี่ชายเลยต้องเป็นทุกอย่างให้เธอ
เด็กที่เติบโตมาอย่างยากลำบาก จึงเข้าใจความรู้สึกคนอื่นได้มากกว่า ผู้ใหญ่บางคนด้วยซ้ำ
“อวี่สุ่ย ครูขอสัญญานะ ถ้าเกิดอะไรขึ้นในอนาคต ครูจะช่วยหนูกับพี่ชายอย่างเต็มที่เลย ! ตอนนี้ หนูยังเด็ก มีหน้าที่แค่เล่นสนุก มีความสุขก็พอแล้ว !”
“งั้น… งั้นหนูเรียกครูว่าพี่สะใภ้ลับ ๆ ได้ไหมคะ ? หนูชอบครูมากเลยนะ~ ขอเรียกหน่อยน้า~”
อวี่สุ่ยช้อนตาขึ้น มองอย่างวิงวอน ผู้ใหญ่ที่ไหนจะปฏิเสธได้ลง
สุดท้าย หร่านชิวเย่ก็ฝืนยิ้ม “ก็ได้… แต่ต้องลับสุดยอดเลยนะ ! อย่าให้ใครรู้เด็ดขาด ไม่งั้นชื่อเสียงครูกับพี่ชายหนูจะพังหมด !”
“เย้~!” อวี่สุ่ยดีใจจนหัวซุกอกเธอ กอดแน่นไม่ยอมปล่อย ขณะที่ปากก็เอ่ยย้ำ “ครูหร่านเป็นพี่สะใภ้หนูแล้ว ! ดีใจจังเลย ! เราต้องอยู่ด้วยกันตลอดไปนะ !”
เด็กน้อยกอดแน่นไม่ยอมปล่อย หน้าอกที่อวบอิ่มถูกเบียดจนแน่น ทำเอาหร่านชิวเย่รู้สึกแปลก ๆ ในที่สุดก็ต้องแกล้งหาเรื่องให้เด็กคลายอ้อมแขนออก แล้วลุกจากเตียง นั่งข้าง ๆ เพื่อกล่อมให้เด็กหลับ
ผ่านไปสิบนาที อวี่สุ่ยยิ้มฝันหวาน หลับปุ๋ย หร่านชิวเย่ถึงได้ถอนหายใจโล่ง หยิบผ้าห่มบาง ๆ มาคลุมให้ แล้วจึงเดินไปนั่งบนเก้าอี้ข้างเตียง
“เฮ้อ~ เด็กคนนี้นี่นะ…เล่นซะฉันอึดอัดจนหายใจไม่ออก ! แถมแรงเยอะกว่าที่คิดอีก !”
เธอยกมือขึ้น ลูบหน้าอกตัวเองเบา ๆ พอทำไป ก็หน้าแดงวาบขึ้นมาเอง
“ฉันนี่ช่างโง่จริง ๆ ! ตอบตกลงให้เธอเรียกฉันว่าพี่สะใภ้ไปได้ยังไงเนี่ย ! ถ้าเหออวี่จู้รู้เข้า จะมองฉันยังไงกันล่ะเนี่ย ! จะไม่คิดว่าฉันเป็นผู้หญิงหน้าไม่อายเหรอ !”
“แต่ก็เข้าใจแหละ… อวี่สุ่ยก็น่าสงสารเกินไป ฉันไม่กล้าปฏิเสธเธอจริง ๆ …”
เธอนั่งอยู่ตรงนั้น ปล่อยความคิดตีกันในหัวไม่หยุด ทั้งเที่ยงทั้งบ่าย สุดท้ายก็ไม่ได้พัก ได้แต่สับสนมากขึ้นทุกที…
…
ที่คฤหาสน์ตระกูลหลัว
หลังอาหารกลางวัน หลัวถานซื่อกับหลัวเสี่ยวเอ๋อร์นั่งจิบกาแฟกันบนโซฟาในห้องรับแขก ตรงหน้าคือจานผลไม้รวม ผลไม้ตามฤดูกาลทุกชนิดถูกหั่นสวยงาม เสิร์ฟพร้อมส้อมจิ้วเคลือบทอง หรูหราจับตา
“เสี่ยวเอ๋อร์ ความสัมพันธ์ของลูกกับอวี่จู้เป็นยังไงบ้าง ? เมื่อวานลูกออกไปทั้งวัน ไปไหนกันมาเหรอ ?”
หลัวถานซื่อถามอย่างไม่ให้เสียฟอร์ม เมื่อวานเธอยังไม่ได้ถามทันที เพราะอยู่ต่อหน้าสามี เรื่องแบบนี้ควรคุยกันตอนสองแม่ลูกอยู่ลำพัง
“ก็ไม่ได้ไปไหนไกลค่ะ บ้านพวกเขาอยู่แถวหนานลั่วกู่เซี่ยง ใกล้สือฉาฮ่ายกับเทียนถานมาก พวกเราก็เลยเดินเล่นกันแถวนั้น”
“แต่แดดร้อน ก็เลยไม่ได้เดินเยอะ อวี่จู้เล่าเรื่องตอนเด็ก ๆ ให้ฟังหลายอย่างเลยค่ะ ทำให้รู้จักตัวตนของเขามากขึ้น แล้วก็อดรู้สึกทึ่งไม่ได้เลยค่ะ เขาเติบโตมาในครอบครัวแบบนั้น แต่กลับมีทักษะรอบด้านขนาดนี้ ถือว่าไม่ธรรมดาเลยค่ะ !”
สีหน้าหลัวเสี่ยวเอ๋อร์ มีความประทับใจอย่างชัดเจน
หลัวถานซื่อเห็นทุกอย่าง ทั้งคำพูด ทั้งสีหน้า หัวใจของคนเป็นแม่…ก็เข้าใจทันที
“ดูท่าลูกจะเริ่มรู้จักเขามากขึ้นแล้วสินะ แล้วเริ่มมีความรู้สึกดี ๆ บ้างหรือยัง ?”
สิ่งที่เธอกลัวที่สุด คือการบังคับให้ลูกสาวแต่งงานโดยไม่มีใจ แบบนั้นชีวิตคู่จะเป็นทุกข์ทั้งชีวิต
หญิงสาวทุกคนมีหัวใจ เธอเองก็เคยเป็นสาวมาก่อน รู้ดีว่า การแต่งงานที่มีความรักเท่านั้น…ที่จะพาชีวิตไปถึงคำว่า “สุข” ได้จริง ๆ !