เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 128 กลางสวนดอกไม้...เสี่ยวเอ๋อร์ถูกเปิดโปง !

บทที่ 128 กลางสวนดอกไม้...เสี่ยวเอ๋อร์ถูกเปิดโปง !

บทที่ 128 กลางสวนดอกไม้...เสี่ยวเอ๋อร์ถูกเปิดโปง !


บทที่ 128 กลางสวนดอกไม้...เสี่ยวเอ๋อร์ถูกเปิดโปง !

ตอนเที่ยงวัน เหออวี่จู้แปลเอกสารไปสามเล่มเต็ม ๆ กว่าจะวางปากกาได้ก็ต้องเมื่อยข้อมือไปทั้งแขน

เขายืดเส้นยืดสายเสียหน่อยก่อนเก็บเอกสารทั้งหมดใส่ไว้ในพื้นที่ของระบบ จากนั้นก็เดินเข้าไปในครัว เปิดฝาหม้อออก

กลิ่นหอมจัดจ้านพุ่งออกมาเป็นสาย ลอยทะลุช่องหน้าต่างออกไปนอกบ้าน พลันแผ่กระจายไปทั่วสี่ทิศแปดด้านในทันที

กลิ่นจากฝาหม้อหม้อเดียว ทำเอาทั้งซื่อเหอหยวนอบอวลไปด้วยกลิ่น ของ... “พระกระโดดกำเเพง”

ขนาดคนในบ้านที่ได้กลิ่น ก็พากันเดินออกมานอกประตู เงยหน้า สูดจมูก แต่ละคนดูราวกับกลายร่างเป็นหมาชิบะตัวน้อยกำลังไล่ดมหากลิ่นอาหาร

“หืม...หอมชะมัด !”

“แม่เจ้าประคุณเอ๊ย !”

ชาวบ้านพากันซุบซิบ

“อีคุณนายหวัง ! นี่เธอรู้ไหมว่านี่มันกลิ่นอะไร ?”

แต่ละคนได้กลิ่น ก็ยิ่งพากันสงสัย ทว่าคนในซื่อเหอหยวนนี่ จะมีกี่คนกันเชียวที่รู้จักเมนูพระกระโดดกำเเพง

ยิ่งไม่ต้องพูดถึงรสชาติเลยด้วยซ้ำ

พูดตามตรง แม้แต่ตัวเหออวี่จู้เองยังไม่รู้เลยว่ามันจะรสชาติแบบไหน ในชาติที่แล้วเขาไม่เคยได้กิน จะทำเป็นไหมก็ยังไม่แน่ใจ

ชาตินี้...ถ้าไม่มีระบบช่วย คงไม่มีทางได้ชิมด้วยซ้ำ แต่วันนี้ ไม่ใช่แค่รู้วิธีทำ เขายังได้ลองชิมด้วยตัวเองอีกต่างหาก !

เขาหยิบตะเกียบ คีบเอาเอ็นกวางชิ้นหนึ่ง ใส่ปากเคี้ยวช้า ๆ หลับตา รู้สึกได้ถึงรสชาติอันกลมกล่อม แสดงออกทางใบหน้าอย่างไม่ปิดบัง

ขณะเดียวกัน ผู้คนรอบข้างที่ดมกลิ่นในอากาศ ต่างพากันเถียงไม่ตก

“ฉันก็ไม่รู้หรอกว่ามันกลิ่นอะไร !”

“แต่รู้ว่า...กลิ่นนี่มันมาจากบ้านเหอแน่นอน !”

“ไม่ต้องให้เธอบอกก็รู้น่า !”

“จะมีบ้านไหนอีกล่ะที่ทำของกินแบบนี้ได้ !”

“อยากเห็นจริง ๆ ว่าเขาทำอะไรกินกัน !”

แม้ไม่มีใครรู้ว่ากลิ่นนั้นคืออะไร แต่ทุกคนต่างฟันธงตรงกันว่า “มันต้องมาจากบ้านเหออวี่จู้ !”

“เอ๊ะ ! หรือเราจะไปขอให้ป้าสามช่วย ?”

“เธอน่าจะช่วยเจรจาให้เราได้ชิมสักคำสองคำ !”

“สองคนนั้นหัวหมอจะตายไป คงไม่ปล่อยโอกาสกินฟรีหลุดมือแน่ !”

กลุ่มแม่บ้านหัวใสคุยกันได้ไม่เท่าไหร่ ก็พากันไปหาป้าสาม เพื่อเสนอแผนลวงโลก

ป้าสามฟังแล้วก็ลังเล กลิ่นนั้นก็หอมจริง แต่ถ้าเกิดทำให้เหออวี่จู้ไม่พอใจ

แล้วงานของลูกชายต้องหลุดลอย ก็คงไม่คุ้มเอาเสียเลย

เธอคิดไกลไปถึงอนาคต หากได้ไปทำงานในร้านอาหารของเหออวี่จู้ บ้านเธอจะมีคนทำงานถึงสี่คน อีกไม่นานก็คงกลายเป็นครอบครัวที่มีรายได้สูงสุดในซื่อเหอหยวน !

“ฉันไม่ไป ใครอยากรู้ก็ไปถามเองเถอะ ฉันขอไปทำอาหารกลางวันก่อนนะ”

เธอปฏิเสธเสียงแข็ง ก่อนจะปิดประตูหนีหน้าคนอื่น ๆ ไปเสียเลย

คนที่เหลือถึงกับอึ้ง ป้าสาม...หักห้ามใจไม่ไปจริง ๆ ด้วย ?

“เกิดอะไรขึ้นกับเธอเนี่ย ?”

“นี่เธอเปลี่ยนนิสัยแล้วเหรอ ?”

“บ้านเธอแต่ก่อนก็พูดตลอดว่า ‘กินไม่จน ใส่ไม่จน แต่ถ้าไม่วางแผน ก็จนแน่ ! ’ ไม่ใช่เรอะ !”

พวกแม่บ้านยังไม่เลิกลือ บางคนฉลาดหน่อยก็เริ่มเข้าใจอะไรบางอย่าง

“ไม่ต้องสงสัยหรอก”

“บ้านเธอได้ประโยชน์มากกว่าที่เราคิดไง !”

“อย่าลืมสิ เหออวี่จู้พูดไว้ตอนประชุมทั้งซื่อเหอหยวนว่าจะเปิดร้านอาหารนะ !”

“บ้านป้าสามสนิทกับเขาจะตาย ถ้าได้งานกันทั้งบ้านล่ะก็… เธอคิดดูสิ รายได้จะขนาดไหนกัน !”

เมื่อคนหนึ่งพูดขึ้นมา ทุกคนก็ถึงบางอ้อ จากนั้นก็เริ่มเปลี่ยนหัวข้อสนทนา “เธอว่า...เหออวี่จู้จะเปิดร้านได้จริงเหรอ ?”

“จะใหญ่แค่ไหน ? อยู่ตรงไหน ? จะไปรอดไหมเนี้ย ?”

พวกเธอกังวลใช่ไหม ?  ไม่ใช่หรอก...พวกเธอหวังว่าจะได้ทำงานในร้านต่างหาก ! แต่ถ้าร้านเปิดไม่ได้ ก็คงได้แต่เสียแรงดีใจเปล่า !

ในขณะที่พวกแม่บ้านกำลังเมาท์เพลิน ๆ กันอยู่นั้น ทางด้านเหออวี่จู้ก็จัดแบ่งพระกระโดดกำเเพงเรียบร้อย หกส่วนพอดีเป๊ะ

วันนี้เขาตั้งใจไว้แล้วว่าจะไม่รอเย็น เขาจึงใส่กล่องอาหารไว้ถึงสามกล่อง

เพราะของมันเยอะมาก กล่องเดียวใส่ไม่หมด

แล้วเขาก็จะเอาทั้งหมดใส่ถุงตาข่าย เก็บเข้าไปในระบบให้ยังอุ่นอยู่

จากนั้นก็จะปั่นจักรยานมุ่งหน้าไปยัง “โรงเรียนอนุบาลเฟิงเจ๋อหยวน”

ยี่สิบนาทีต่อมา…

เขามาถึงหน้าประตู ดูเวลาที่ข้อมือ ซึ่งก็เป็นตอนเที่ยงพอดี

เขาหยิบบุหรี่มวนหนึ่ง ยื่นให้คุณลุงยาม พร้อมกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ลุงครับ รบกวนช่วยเรียกครูหร่านชิวเย่ให้หน่อยครับ บอกว่ามีเพื่อนมาหา”

เขามาที่นี่ประจำ แถมยังพูดคุยกับครูหร่านอยู่เรื่อย ๆ คุณลุงยามจึงรู้จักเขาดีเลยไม่ได้ถามอะไรให้ยุ่งยาก

“ได้เลย รอสักครู่นะ” ลุงรับบุหรี่แล้วยิ้มกว้าง โทรศัพท์เข้าไปในโรงเรียนทันที

ไม่นานครูหร่านเดินออกมาจากห้องเรียน ใบหน้ายังคงเย็นชาเช่นเคยดูเหมือนว่ายังไม่คืนดีนัก

“มาหาฉันตอนนี้ มีเรื่องอะไร ?”

“ตอนนี้ถึงเวลาอาหารกลางวันแล้วใช่ไหม นักเรียนจะกินข้าวกันแล้วใช่หรือเปล่า ?”

“ใช่ อีกประมาณสิบห้านาทีก็จะเริ่มแจกอาหารแล้ว มีอะไรก็รีบพูดมาเถอะ ฉันต้องกลับไปช่วยแจกข้าวให้นักเรียน”

“งั้นคุณกับอวี่สุ่ยอย่าเพิ่งกินนะ ! รอแจกเสร็จแล้วพาเธอออกมา เราไปกินข้าวด้วยกัน !”

“ผมทำพระกระโดดกำเเพงไว้แล้ว รอคุณเลยนะ !”

“…หา คุณทำจริงเหรอ ? อาหารแพงขนาดนั้น คุณก็กล้าทำ ! รู้ไหมว่ามันสิ้นเปลืองแค่ไหนน่ะ !”

ความรู้สึกเธอคือทั้งดีใจและตกใจ ดีใจที่เขาจำคำพูดเธอได้ บอกว่าจะทำให้กินในสองวัน ก็ทำจริง

แต่ตกใจกว่า ก็คือเขากล้าลงทุนทำของแพงแบบนี้ให้เธอ

“ก็คุณอยากกินไงล่ะ ไหน ๆ ก็พูดว่าต้องชดเชย ก็ต้องจัดของที่มันคุ้มกันหน่อย”

“โอเค งั้นรอฉันแป๊บนะ เดี๋ยวเข้าไปจัดการแจกข้าวก่อน แล้วจะออกมาพร้อมอวี่สุ่ย” พูดจบเธอก็เดินเข้าไปข้างใน

สิบกว่านาทีต่อมา… เธอก็กลับออกมาพร้อมกับอวี่สุ่ยในชุดนักเรียน

“ไปเถอะ ! ไปกินของอร่อยกันเถอะ !”

เห็นเธอลางาน แถมมีรอยยิ้มกลับมา

เหออวี่จู้ก็ไม่พูดมากให้อวี่สุ่ยนั่งหน้ารถ เธอนั่งหลัง มุ่งตรงไปยังบ้านที่เพิ่งซื้อ

ถึงแม้จะยังไม่ได้ตกแต่ง แต่ก็พออยู่ได้แถมเจ้าของเดิมเพิ่งย้ายออกไม่นาน

ที่อยู่ใหม่ของเขาอยู่ที่ตรอกไป่ฮวา เลขที่ 16

เปิดประตู เดินผ่านกำแพงบังตาเข้าไปในลานบ้าน

ในลานมีต้นทับทิมอยู่สองต้น มีที่ว่างพอจะปลูกผักสวนครัว มีบ่อปลาใหญ่พอจะเลี้ยงปลาคาร์พหรือใส่บัวไว้ดูเล่นก็ยังได้

เรือนหน้ามีสามห้อง มีเรือนข้างทั้งซ้ายและขวา ผ่านซุ้มประตูจันทร์ไป ก็จะเป็นลานหลัง

ลานหลังก็มีเรือนคล้ายกัน แต่อยู่เรียบง่ายกว่า มีแค่ต้นท้อกับต้นพีชสองต้น

พอเดินดูรอบ ๆ กันจนครบ หร่านซิวเย่ถึงกับออกปาก “บ้านนี้ดีมากเลยนะ ! ต้นไม้ก็ให้ผลปีละสองรอบ พีชนั่นใกล้สุกแล้วด้วย !”

“แต่ระวังแมลงหน่อยนะ ถ้าไม่ฉีดยา ผลไม้จะโดนเจาะหมด มันน่าอยู่จริง ๆ ฉันยังอยากย้ายมาอยู่เลย !”

เหออวี่จู้แกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน และรีบตัดบททันที “ไป ๆ กินข้าวกันเถอะ !พระกระโดดกำแพงวันนี้คือสุดยอดจริง ๆ ! ผมลองชิมเอ็นกวางไปคำหนึ่ง...โอ้โห...สวรรค์ชัด ๆ !”

จากนั้นเขาก็พาพวกเธอไปที่เรือนหลัก

เปิดกล่องอาหาร กลิ่นหอมฟุ้งตลบจนกลืนน้ำลายแทบไม่ทัน

สามกล่องใหญ่ หนึ่งกล่องใส่หมั่นโถว อีกกล่องใส่ข้าว พร้อมตะเกียบสามคู่

“ใครจะกินข้าวก็กิน ใครจะกินหมั่นโถวก็ตามสะดวก !”

“ครูหร่าน อย่าเกรงใจนะ ของเยอะ กินให้อิ่ม !”

เมื่อกล่องเปิดออก กลิ่นหอมทะลุทะลวงจมูก เด็กน้อยอย่างอวี่สุ่ยถึงกับเบิกตากว้าง

“ว้าว พี่ ! นี่อะไรอ่ะ ฉันไม่เคยเห็นเลย ! อันนี้ก็ดูแปลก ๆ” เธอชี้ไปที่เอ็นกวางกับหอยเป๋าฮื้อ แต่พอเห็นเป๋าฮื้อก็ยิ้มออก “นี่ฉันรู้จักนะ ! ฉันกินตอนอยู่บ้านพี่สาวเสี่ยวเอ๋อร์ไง !”

เด็กพูดออกมาอย่างไม่คิดอะไร แต่คำว่า “พี่สาวเสี่ยวเอ๋อร์” กลับทำเอาครูหร่านหน้าตึงขึ้นมาทันที

“พี่สาวเสี่ยวเอ๋อร์ ? ใครกัน ? เป็นแฟนเหออวี่จู้เหรอ ? หรือแค่เพื่อน ?”

“หรือที่เขาไม่ยอมตอบรับฉัน เป็นเพราะผู้หญิงคนนี้ ?”

เธอคิดในใจ และตั้งใจไว้ทันทีว่า ตอนบ่ายเธอจะต้องแอบถามอวี่สุ่ยให้ได้ว่า พี่สาวเสี่ยวเอ๋อร์คนนั้นคือใคร !

ในตอนนี้ แม้เเต่เหออวี่จู้เองก็ได้แต่นิ่งไป เขาไม่ตั้งใจจะปิดบัง แต่ก็ยังไม่อยากให้เธอรู้เร็วเกินไป

แต่ไม่คาดคิดว่า… ด่านไหนก็ผ่านได้ ยกเว้นด่านน้องสาว !

อวี่สุ่ยพูดมาเพียงคำเดียว ทุกอย่าง...แตกหมด !

เขาคิดไปไกล ต่อให้เขาเตือนไว้ อวี่สุ่ยก็ต้องหลุดปากอยู่ดี

“ครูหร่าน รีบกินเถอะ เดี๋ยวของจะเย็น ! เป๋าฮื้ออร่อยจริงนะ ลองดูสิ !”

“จานนี้เป็นจานที่ทำยากที่สุด ใช้เวลานานที่สุด และผมตั้งใจที่สุดเลยล่ะ !”

เมื่อได้ยินเสียงของเหออวี่จู้ เธอก็ได้สติกลับมา จึงหยุดคิดมาก หันมาโฟกัสที่อาหารตรงหน้าแทน

ทั้งสามคนเริ่มกินกันอย่างเอร็ดอร่อย อาหาร 20 อย่างรวมอยู่ในหนึ่งเมนู

รสชาติล้ำลึกเกินบรรยาย

โดยเฉพาะในยุคนี้ อาหารแบบนี้หากินไม่ได้ง่าย ๆ

กล่องอาหารสามใบ สุดท้ายก็ถูกกินจนเกลี้ยง ทั้งสามคนเอนตัวพิงพนัก เกาหลังหูพร้อมทั้งพึมพำ “อิ่ม…อร่อย…ฟินจนตัวจะแตกแล้ว !”

จบบทที่ บทที่ 128 กลางสวนดอกไม้...เสี่ยวเอ๋อร์ถูกเปิดโปง !

คัดลอกลิงก์แล้ว